ในโลกนี้จะมีนกสักกี่ตัวที่หมดแรงบินมาตกที่บ้านของสัตวแพทย์ได้อย่างประจวบเหมาะ
ถ้ามันจะมีสักหนึ่งตัว นกตัวนั้นคงจะเป็นเจ้าฟ้าประทานนี่ล่ะ…
“มีนกแก้วตัวใหญ่มากสีเทา ๆ มาจากไหนไม่รู้ ตกลงมาที่บ้านเรา” เสียงแม่ตะโกนเรียกดังมาจากลานซักล้างหลังบ้าน
“ค้าบ” หมอขานรับแล้วรีบเดินไปดูหลังบ้าน พลางคิดนกแก้วตัวใหญ่ เอ คงไม่ใช่หรอก ไม่น่าเป็นไปได้ แถมเจ้านี่ยังเข้าใจเลือกที่ตกเสียด้วย
ที่ว่าไม่น่าเป็นไปได้เพราะพวกนกแก้วตัวใหญ่ส่วนมากจะติดเจ้านายของเขามาก ในขณะเดียวกันผู้เป็นนายก็จะระวังป้องกันอย่างดีเพราะทั้งรักทั้งเอ็นดู และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ‘แพงมาก’ ต้องมีธนบัตรอย่างน้อย 15 ใบเทา จึงจะมีสิทธิ์ได้ครอบครอง
เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงลานซักล้างหลังบ้าน แม่เอาตะกร้าผ้าครอบเจ้านกแก้วใหญ่ไว้ป้องกันการหลบหนี หมอแง้มตะกร้าสังเกตเจ้านกแก้วตัวใหญ่สีเทานอนนิ่ง ดูหน้าดูตาแล้วไม่ผิดแน่ เจ้านี่คือ ‘นกแก้วแอฟริกัน เกรย์’ (African Grey Parrot) อย่างที่ลางสังหรณ์ของหมอบอกเป๊ะเลยล่ะค่ะ
ถิ่นที่อยู่อาศัยของเขาถ้าจะบอกว่า “ก็คือแอฟริกาตามชื่อเป๊ะ ๆ” มันก็คงจะดูกำปั้นทุบดินไปหน่อย เอาเป็นว่านกแก้วแอฟริกันเกรย์เป็นนกพื้นถิ่นแอฟริกากลาง รวมถึงประเทศแองโกลา แคเมอรูน คองโก กาบอง กานา ยูกันดา และเคนยา ยาวไปจนถึงฝั่งตะวันออกของไอวอรีโคสต์ ชอบหากินตามชายป่า

บ้านของหมออยู่ห่างจากสวนสาธารณะขนาดใหญ่แค่ถนนคั่น เจ้านี่คงจะพลัดหลงกับเจ้าของตอนที่มาฝึกบินอิสระ หรืออาจจะหลงมาจากที่อื่นแล้วมาหาอาหารแถวสวนสาธารณะ
ตกลงมากจากที่สูงแบบนี้น่าเป็นห่วงเหมือนกัน เพราะเขาเป็นนกที่น้ำหนักตัวมากหน่อย อาจจะบาดเจ็บภายในได้โดยเฉพาะในช่องอก แต่หมอลองคลำดูคร่าว ๆ ยังไม่พบว่ามีอะไรแตกหักเสียหายจึงค่อยสบายใจไปเปลาะหนึ่ง
เห็นนอนไม่ไหวติง เลยต้องจัดสารน้ำและยากันช็อกให้ไปสัก 2 ดอก ก่อนจะส่งเข้ากล่องออกซิเจน ตั้งใจไว้ว่าฟื้นคืนสติเมื่อไหร่ค่อยเอกซเรย์กัน
ปรากฏว่าหลังจากที่เจ้านกแก้วใหญ่ฟื้นขึ้นมาก็อาละวาดโวยวายจนกล่องออกซิเจนแทบแตก ยิ่งหมอเอื้อมมือเข้าไปคิดจะลูบหัวลูบตัวให้คลายใจ กลับยิ่งกลายเป็นการเติมเชื้อไฟ ทำให้เจ้านกแก้วจิกตีเป็นพัลวัน แล้วจะย้ายกรงกันอย่างไรล่ะนี่…
หมอจึงต้องใช้วิธีแบบการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่า โดยค่อย ๆ เลื่อนกล่องมาให้ใกล้กับประตูกรงนก เมื่อเลื่อนฝากล่องออก เจ้านกก็มุดเข้าไปในที่ที่กว้างขวางกว่าอย่างว่าง่าย และเนื่องจากพวกนกแก้วเป็นนกประเภทนกจับคอน จึงต้องจัดคอนไว้ให้เกาะตามพฤติกรรมที่เขาต้องแสดง ซึ่งคอนขนาดต่าง ๆ ที่มีในร้าน ไม่มีอันไหนพอดีกับขนาดตีนของเจ้านกแก้วใหญ่นี่เลยนอกจาก ‘ด้ามไม้กวาด’
ทันทีที่ได้คอนที่เหมาะกับตัวเองก็ดูเหมือนว่าแสนยานุภาพเจ้านกนี่จะเพิ่มขึ้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์ แต่เอาเถอะ เห็นแก่ที่เป็นสัตว์ป่วย หมอจะยอมให้ในยกแรกก่อนก็ได้
พอหมอยอมถอย เจ้าแสบก็ดูจะสงบลง หน้าตาซูบซีดโทรมเซียวดูท่าทางอิดโรยไม่น้อยเลยค่ะ แถมตอนที่จับคลำตัว กระดูกตรงหน้าอกแหลมเปี๊ยบเชียว แสดงว่าขาดอาหารมาหลายวัน แหม! พอโดนจ้องมาก ๆ เข้าพ่อเจ้าประคุณนกเลยคว่ำชามน้ำเสียนี่ สงสัยจะเอาแต่ใจไม่ใช่เล่น พวกน้อง ๆ ผู้ช่วยตั้งชื่อเฉพาะกิจให้เจ้านกจากเหตุการณ์ที่ได้พบกันว่า ‘ฟ้าประทาน’
เป็นชื่อที่ไพเราะจนน่าหมั่นไส้ ขัดกับนิสัยร้ายกาจเอามาก ๆ จนหมออดคิดไม่ได้ว่า “ฟ้าประทานอะไรมาให้ฉันนี่ ทำไมไม่เป็นเลขท้ายสัก 6 ตัวนะ”
หมอปล่อยให้เจ้านกฟ้าประทานสร้างความคุ้นเคยกับกรงใหม่ ครู่ใหญ่ ๆ จึงกลับเข้าไปดู เห็นเจ้านกใหญ่ดูสงบจิตสงบใจขึ้นมาก หมอจึงลองเอื้อมมือเข้าไปไปลูบขนบริเวณหลัง ทันใดนั้น!
“โอ๊ย!” เจ้าตัวร้ายหันขวับมาเอาจะงอยปากแหนบที่นิ้วชี้ของหมอจนได้เลือด
“นี่เอาจริงเหรอ ฉันเป็นคนช่วยชีวิตแกนะนี่เมื่อกี้น่ะ” หมอทวงบุญคุณ ชักอยากจะงอนนกขึ้นมาตงิด ๆ แต่เอาเข้าจริงก็ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วใครจะรักษาดูแลเขาจริงไหม
“เอ้า ง้อก็ได้” หมอเห็นเจ้านกสีเทาอาละวาดคว่ำชามน้ำ ก็นึกในใจว่า หรือจะเป็นเพราะกินน้ำจากถ้วยไม่เป็น จึงลองเอาไซริงดูดน้ำมายื่นให้ที่กรง เท่านั้นเองเจ้านกเอาแต่ใจรีบหันควับมาดูดจ๊วบเจี๊ยบ ๆ เป็นการใหญ่ กินไปหลายไซริงทีเดียว โตขนาดนี้แล้วยังติดนิสัยลูกป้อนอีก อย่าบอกนะว่าหมอต้องมาคอยนั่งป้อนข้าวป้อนน้ำเจ้านกเอาแต่ใจ
เมื่อนกฟื้นแล้ว ภารกิจลำดับต่อไปของหมอคือต้องตามหาอาหารมาป้อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย แต่ดูเหมือนยี่ห้อที่หมอต้องการจะขาดตลาดเสียนี่ โชคดีที่โรงพยาบาลสัตว์ที่รู้จักกันยังพอมีเหลือ จึงแบ่งมาให้ 2 ถุง นับว่าแต้มบุญของเจ้านกแก้วใหญ่ยังสูงอยู่
แต่ปรากฏว่าเจ้าเด็กแสบไม่กิน! ลองทำอาหารไข่สำหรับฟื้นฟูร่างกายให้ก็ไม่กิน ใช้ท่าไม้ตายสร้างสัมพันธ์อย่างสับปะรดอบแห้งหวานเจี๊ยบที่นกไหน ๆ ก็ต้องยอมสยบยังเมินหน้าหนี “อะไรของเอ็งเนี่ย!” หมอกรีดร้องอยู่ในใจ
อ้าว! แล้วทำไงล่ะทีนี้ พอดีนึกขึ้นได้ว่าสมัยเรียนโท เคยมีเคสที่ต้องรับผิดชอบดูแลเป็นนกเงือกจะงอยปากหักอยู่ตัวหนึ่ง ทุกวันหมอจะมีหน้าที่ไปเก็บผลตะขบมาให้ เจ้านกเงือกชอบมาก กินได้ทุกวันไม่มีเบื่อ อยู่ด้านหลังคลินิกมีอยู่ต้นหนึ่งพอดีเชียว
แย่งกระรอกเก็บมาได้ 5 ลูก แดงสด หวานฉ่ำ ปรากฏว่าเจ้านกเกรย์เขี่ยทิ้งหมด จนหมอชักเริ่มกลุ้มใจ เผอิญนึกขึ้นมาได้วิธีหนึ่ง ‘สูงสุดคืนสู่สามัญ’ จึงลองไปซื้อผลไม้รสหวานเบสิก ๆ อย่างมะละกอสุก และเมล็ดทานตะวันมาปรนเปรอ ปรากฏว่าถูกใจท่านนกเป็นอย่างมาก สังเกตจากท่ากินที่เรียกได้ว่า ‘งาบ’ กินมะละกอไปหลายชิ้นจนกระเพาะพัก (Crop) เต่ง แล้วยังแทะเมล็ดทานตะวันต่ออีกนิดหน่อยอย่างสบายอารมณ์
พออิ่มแล้วจึงเริ่มมีเสียงผิวปาก ส่งเสียงพูดจามาให้หมอประหลาดใจเล่น อย่างคำว่า ฮัลโหล โทษค่ะ ไปไสกะไปโลด ซุมื่อนี่ปะมันละ และ บ่หัวซามันดอก ทำให้หมอสันนิษฐานว่า เจ้าของเดิมคงทำงานที่ต้องมีการใช้โทรศัพท์ติดต่อ ที่สำคัญ ต้องเป็นคนอีสานที่เล่นบทพ่อแง่แม่งอนกับคนรักเป็นประจำอีกด้วย
นกแก้วแอฟริกันเกรย์เป็นนกที่ความจำดีมาก มันจดจำคำศัพท์ได้ถึง 20,000 คำ ความฉลาดพอ ๆ กับเด็กอายุ 4 – 5 ขวบทีเดียว เวลาที่หมอกับลูกค้าคุยกันเขาคงจดจำคำศัพท์บางคำไว้ บางทีก็แกล้งทำให้หมอตกใจนึกว่าลูกค้ามาเรียก จนเผลอขานรับไปเสียหลายหนก็มี ร้ายจริง ๆ
วันนี้เจ้านกดูจะอารมณ์ดีจึงไต่กรงลงมากินน้ำจากถ้วยเอง เอ๊ะ เหมือนหมอจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “อ้าว! หลอกให้ฉันต้องคอยป้อนน้ำให้อยู่ตั้งนาน” หมอเท้าเอวชี้หน้านกด้วยท่านางยักษ์
หึ! เจ้านกแสบ
เฮ้อ ถึงจะวุ่นวายสักหน่อย แต่ก็เป็นอันว่าจบเรื่องอาหารไป ภารกิจต่อไปจึงเป็นเรื่องการตามหาเจ้าของ
หมอใช้วิธีลงประกาศในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งทุกคนต่างช่วยกันแชร์ขยายวงกว้างออกไป พ่อแม่ที่พลัดหลงกับลูกทั้งใกล้ไกล ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดต่างยอมเดินทางไกล นัดหมายวันจะมาดูตัวว่าใช่สมาชิกในครอบครัวที่หายไปหรือเปล่า บางคนโทรศัพท์มาพูดคุยให้กำลังใจก็มี
คนมากหน้าหลายตาทั้งบ้านที่เลี้ยงเพื่อเป็นสมาชิกในครอบครัว ฟาร์มเพาะขยายพันธุ์ แม้กระทั่งสมาชิกชมรมนกบินอิสระ หมุนเวียนกันมาดูตัวเจ้านกแอฟริกันเกรย์ตัวแสบ จนบางครั้งหมอก็แอบกังวลใจกลัวจะเป็นมิจฉาชีพสวมรอยมารับเจ้านกไปหาผลประโยชน์ แต่กลายเป็นว่าพวกเขามีสิ่งที่ทำให้หมอประทับใจอย่างมาก คือ ‘ความซื่อสัตย์’
“มีห่วงขาหรือเปล่าคะ/ครับ” เป็นคำถามที่ทุกคนต้องถาม เพราะนกพวกนี้ฟาร์มที่เพาะพันธุ์เขาจะติดมาให้เป็นอักษรย่อของฟาร์มและหมายเลขประจำตัวของนก ส่วนห่วงขาอีกข้างเป็นเบอร์โทรศัพท์ให้ติดต่อพ่อแม่ในกรณีที่พลัดหลงกัน ถ้าใครไม่มี สันนิษฐานในเบื้องต้นได้ว่าอาจเป็นนกป่าที่ลักลอบนำเข้ามา
หรือถามว่า “เขาพูดว่าอะไรบ้าง” ก็ไม่มีใครเข้าเค้าเลย เพราะคำพื้นฐานอย่างพ่อจ๋า แม่จ๋า แก้วจ๋า นี่ เจ้าเด็กแสบตัวนี้ไม่พูดเลย กระทั่งมาดูตัวนกถึงที่ แม้จะมีลักษณะคล้ายกันกับลูกที่หาย แต่ถ้าเจ้านกไม่มาแสดงอาการจี๋จ๋าดีใจที่ได้พบกัน ก็แปลว่าฟาวล์ไป
ซึ่งทุกคนก็ยอมรับด้วยความสัตย์ว่าไม่ใช่ของตน ไม่มีใครดันทุรัง เพราะทุกคนต่างมีเหตุผลที่ตรงกันว่า “นกแก้วแอฟริกันเกรย์เป็นนกที่มีนายเดียว!” หากต้องไปอยู่กับเขาซึ่งไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงคงไม่มีความสุขทั้งนกและคนที่เอาไปเลี้ยง และอวยพรให้หมอตามหาเจ้าของพบไว ๆ
รอกันอยู่นานวันจนเจ้านกแสบยอมให้ลูบหัวลูบตัวหลังกินข้าวอิ่มหนำสำราญใจ แต่จนแล้วจนรอดเจ้าของนกตัวจริงก็ไม่ปรากฏกายเสียที ราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
สุดท้ายจึงต้องประกาศหาบ้านให้ โดยมีข้อพิจารณาสำคัญในการรับเลี้ยง คือนกแก้วชนิดนี้มีอายุยืนยาว 40 – 60 ปี พ่อแม่บุญธรรมคนใหม่ต้องมั่นใจว่าจะดูแลเขาได้เป็นอย่างดีไปตลอดอายุขัย โชคดีเจ้าของใหม่ที่พร้อมดูแลฟ้าประทานมีบ้านอยู่ในซอยถัดไปนี่เอง ชาวคลินิกปั่นจักรยานไปเยี่ยมเยียนตรวจสุขภาพให้ได้โดยไม่ยาก
ในวันที่เจ้าของใหม่มารับนั้น หมอได้ทำเอกสารข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติสำหรับการเลี้ยงนกแก้วแอฟริกันเกรย์ไว้ให้ เป็นต้นว่า ‘สิ่งต้องห้าม’ สำหรับเขา ได้แก่ ห้ามกินอะโวคาโด ผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ที่ติดเมล็ด ของเค็ม และแอลกอฮอล์
ส่วน ‘ข้อควรปฏิบัติ’ ได้แก่ อาหารคือผลไม้รสหวานและธัญพืช เจ้าเด็กคนนี้ค่อนข้างเลือกกิน ต้องเสริมวิตามินชนิดละลายในน้ำให้ด้วย ต้องพามาตากแดดยามเช้าสัก 10 – 15 นาที เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดี ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสังเคราะห์แคลเซียม ต้องหมั่นพูดหมั่นคุยกับเขาเพื่อสร้างความคุ้นเคย เพราะถ้าเจ้านกเครียดหรือเหงา มักจะถอนขนและทำร้ายตัวเอง
เจ้าของใหม่ก็รับปากว่าจะเมตตาและดูแลเขาเป็นอย่างดีขอให้หมอสบายใจ จากนั้นก็พาเจ้านกแก้วใหญ่ขึ้นรถไป
ยืนส่งจนกระทั่งไฟท้ายของรถลับตาไป หมอจึงกลับเข้าข้างในร้าน เห็นของเล่นที่แขวนไว้ให้เจ้านกได้เกาะว่างเปล่า สาว ๆ ผู้ช่วยช่วยกันขนกรงเปล่าไปล้าง พอจอมโวยวายไม่อยู่ร้านก็เงียบไปถนัดใจ
ตามประสาวัยรุ่นเจนฯ วาย พอว่างงานแล้วจึงอดไม่ได้ที่จะต้องอัปเดตเฟซบุ๊กสักหน่อย
เจ้านกแสบกลับแล้ว หมอไม่เหงาสักนิด
หลาย ๆ ข้อความพิมพ์คอมเมนต์กลับมา คุณหมอปากไม่ตรงกับใจ
แหมเกลียดจริง ๆ คนรู้ทันนี่
หมายเหตุ : ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าสัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ขยายระดับการคุ้มครองสูงสุดสำหรับนกแก้วแอฟริกันเกรย์ โดยบรรจุสายพันธุ์นี้ในภาคผนวก 1 ซึ่งควบคุมการค้าขายระหว่างประเทศของสายพันธุ์
ใน พ.ศ. 2564 รัฐบาลเคนยาจัดให้มีการให้อภัยอย่างสั้น ๆ ในช่วงเวลานี้ เจ้าของนกแก้วแอฟริกันเกรย์สามารถจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อขอรับใบอนุญาตสำหรับนกของตนและช่วยให้การเป็นเจ้าของถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากสิ้นสุดระยะเวลานี้ การเป็นเจ้าของสายพันธุ์นี้โดยไม่มีใบอนุญาตถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
