4 เมษายน 2025
20 K

ขณะที่ซีรีส์บางเรื่องทำหน้าที่พาเราออกจากโลกแห่งความเป็นจริง ไปสู่อะไรบางอย่างที่อิ่มเอมและสวยงาม

แต่ซีรีส์บางเรื่อง ทำให้เราเห็นตัวเองและคนรอบข้างอยู่ในนั้น และ When Life Gives You Tangerines คือหนึ่งในนั้น ไม่ได้มีฉากหักมุม ไม่ได้ดราม่าจนต้องเบือนหน้า แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่พูดเรื่องธรรมดาอย่างลึกซึ้งและจริงใจ

แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา โดยที่ไม่ต้องพยายามบีบเลยสักนิด

When Life Gives You Tangerines หรือ ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน เป็นผลงานการเขียนบทในรอบ 6 ปีของ อิมซังชุน ผู้กวาดรางวัลบทโทรทัศน์ยอดเยี่ยมหลายเวทีจากเรื่อง When the Camellia Blooms (ปี 2019) กำกับการแสดงโดย คิมวอนซอก ผู้มีความโดดเด่นเรื่องการถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตที่ลึกซึ้ง ทั้งจากเรื่อง Misaeng: Incomplete Life (ปี 2014)​, Signal (ปี 2016), My Mister (ปี 2018) เสริมทัพด้วยทีมนักแสดงอย่าง อีจีอึน หรือ IU ผู้เป็นลูกสาวแห่งชาติของเกาหลี พัคโบกอม มุนโซรี พัคแฮจุน และนักแสดงมากฝีมือเกือบทั้งวงการ

เรื่องราวชีวิตของ โอแอซุน และ ยังกวานชิก คู่รักธรรมดาที่ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะเชจูตลอดระยะเวลา 70 ปี ผ่าน 4 ฤดูกาลและหลากเหตุการณ์ของชีวิต ตั้งแต่วัยเยาว์ วัยรุ่น เรื่องราวความรัก การแต่งงาน การเลี้ยงลูก การทำมาหากิน ไปจนถึงการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงและความสูญเสีย 

ภายใต้ความยาว 16 ตอน อาจมากพอที่จะเล่าเรื่องราวชีวิตคนทั้งชีวิต แต่โปรดอย่าเพิ่งคาดหวังว่านี่จะเต็มไปด้วยเรื่องราวดราม่าจัดจ้าน เพราะซีรีส์เรื่องนี้ค่อย ๆ พาเราดำดิ่งสู่โลกของความสัมพันธ์ ครอบครัว และคุณค่าของการเป็นที่รักของใครสักคน 

ระหว่างที่ออกอากาศ แม้ในภาษาไทยจะมีชื่อว่า ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน ผู้ชมก็ได้แต่เฝ้าถามว่า ‘จะหวานกี่โมง’ เพราะต่างประสบภัยน้ำตาท่วมจอกันตั้งแต่ตอนที่ 1 – 16 เปลี่ยนภาชนะรองรับน้ำตาจากทิชชูเป็นผ้าเช็ดตัว ถังน้ำ และโอ่ง ตามลำดับก็แล้ว ยังไม่มีทีท่าจะหวาน ซึ่งชื่อภาษาไทยถอดและเล่นคำมาจากชื่อภาษาอังกฤษ ขณะที่ชื่อเรื่องภาษาเกาหลีอย่าง 폭싹 속았수다 (Pokssak Sokatsooda) นั้น กลับมีความหมายว่า ‘ขอบคุณที่ฝ่าฟันด้วยกันมา’ เพื่อเชิดชูคนรุ่นพ่อแม่ที่อดทนและทุ่มเทเพื่อเรา

จะบอกว่านี่คือมหากาพย์ชีวิตของคนธรรมดา ของพ่อแม่เรา ของป้าข้างบ้าน หรืออาจจะของเราเองก็ย่อมได้

อ่านถึงตรงนี้ คุณจะพักไปชิมลางสักตอนก่อนก็ได้นะ เพราะด้านล่างสปอยล์เนื้อหาแหลกลาน และขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้จะมาวิเคราะห์เบื้องหลังการสร้าง เล่าประวัติศาสตร์เกาหลี ชำแหละสังคมชายเป็นใหญ่ ต่อสู้เพื่อเพื่อนหญิงหลังหญิงแต่อย่างไร แค่ขันอาสาเป็นเพื่อนร้องไห้กับคนที่อินเรื่องราวทั้ง 16 ตอน 

นี่คือ 12 ฉากชีวิตที่เราเสียน้ำตา ในฐานะลูกสาวคนโตของบ้านที่หาเช้ากินค่ำ คนที่เป็นความหวังของบ้าน เป็นนิสิตจุฬาฯ คนแรกของตระกูล ถีบตัวเองเป็นคนชนชั้นกลางในเมืองหลังแต่งงาน และกำลังจะเป็นแม่ครั้งแรก 

ของคุณเป็นฉากไหนบ้าง ดูจบแล้วเรามาแลกเปลี่ยนกันนะ

폭싹 속았수다 / When Life Gives You Tangerines / ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน (ปี 2025)

Genre : Drama, Romance, Slice of Life, Netflix Original Series

Country : South Korea

Director : คิมวอนซอก (Kim Won-Seok)

Writer : อิมซังชุน (Im Sang-Choon)

Duration : 1 Season, 16 Episodes (ความยาวแต่ละตอนโดยประมาณ 60 – 85 นาที)

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์*

ฉากที่ 1 

“แม่แค่ยากจน ไม่ได้แปลว่าแกต้องยากจนนะ แกต้องใช้ชีวิตให้มีความสุข”

ระดับน้ำตาในเลือด : 200

เราโตมาและเห็นครอบครัวจีนที่ลูกเยอะ ลำบากแค่ไหนก็มีลูกเยอะไว้ก่อน ไว้คอยช่วยทำงาน พอเปิดเรื่องมาเจอครอบครัวชาวเกาหลียุคเพิ่งผ่านสงครามที่ลำบากมีลูกบ้านละ 1 – 3 คน เลี้ยงไม่ไหวก็ฝากไปกินข้าวบ้านปู่ย่า หรือแม้แต่แม่ที่ยอมตายดีกว่ายอมให้ลูกเป็นแฮนยอ (해녀 – นักดำน้ำหญิงแห่งเกาะเชจู ว่ากันว่าขอเพียงลูกสาวคนโตของบ้านเป็นแฮนยอก็ถือว่าเป็นเสาหลักของบ้านแล้ว) เพราะเป็นอาชีพที่อันตราย ก็เลยไม่ชินและเฝ้าสนใจวิถีครอบครัวในละครอย่างมาก ตั้งแต่รุ่น 1 (บ้านย่า) – 4 ก็ยังนิยมมีลูกน้อย เน้นเลี้ยงให้รอด เลี้ยงให้ดีในแบบของตนเอง

ในวันที่แม่ของแอซุนรู้ว่าบ้านอดีตสามีไม่ให้ลูกสาวกินปลา เธอก็รีบไปรับตัวลูกกลับมาอยู่ที่บ้าน แม้ปากจะบอกว่าลูกสาวคนนี้คือศัตรูชีวิต แต่เมื่อรู้ว่าลูกอันเป็นที่รักชนะการเลือกตั้งแต่เป็นแค่ตำแหน่งรองหัวหน้าห้อง (หรือแม้แต่พลาดรางวัลชนะเลิศการแต่งกลอน) เพียงเพราะคู่แข่งเป็นลูกคนใหญ่คนโต เธอก็รีบแต่งตัวสวยไปที่โรงเรียนหวังให้ครูเอ็นดูลูกของเธอ ก่อนจะสอนให้เชื่อฟังครู วันหน้าจะได้เติบใหญ่ทำงานนั่งโต๊ะกับเขาบ้าง

วินาทีที่เห็นแม่ของแอซุนแต่งตัวโก้บุกไปโรงเรียน ทำให้คิดถึงตอนที่เตี่ยของผู้เขียนบุกไปโรงเรียนตอนชั้นประถม เพราะโดนเพื่อนแกล้งปากล่องดินสอจนข้างในแตกหมด และเหตุการณ์นั้นทำให้เพื่อนทั้งโรงเรียนรู้กันว่า พ่อมันดุ อย่าไปยุ่งกับมัน 

ฉากที่ 2

“ฉันแค่อยากแก่เร็ว ๆ ทั้งการเป็นแม่ การเป็นภรรยา และการเป็นผู้ใหญ่ อาจเพราะทุกอย่างคือครั้งแรก อะไร ๆ ก็ดูเหนื่อยยาก ดูลำบากไปซะหมด”

ระดับน้ำตาในเลือด : 10

ฉากที่แอซุนนอนคุยกับกวานชิก หลังคิดหาหนทางแล้วมืดแปดด้าน ไม่มีทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าข้าวสาร กวานชิกก็บาดเจ็บจากการไปทำงานรับจ้าง เด็กผู้หญิงปากหนักจึงต้องยอมไปขอความช่วยเหลือจากบ้านคุณย่า

หากใครดูถึงตอนที่ 5 คงรู้แล้วว่าคืนนั้นคุณย่ามาหาพร้อมเงินให้แอซุนไปซื้อเรือประมงไว้หาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งคุณย่าเคยรับปากแม่ของแอซุนไว้ก่อนตายว่า หากวันใดเด็กหญิงปากหนักคนนี้ยอมมาร้องไห้ขอความช่วยเหลือ นั่นแปลว่าเธอไม่เหลือที่พึ่งแล้วจริง ๆ ขอให้คุณย่าช่วยหลานสาวคนนี้แทนลูกชายที่ตายไป วิญญาณของทั้งคู่จะได้สบายใจ ถือเป็นจุดพลิกเกมให้ชีวิตของแอซุนแล่นต่อ 

จุดที่อินส่วนตัวก็คือ มีหลายคืนที่ตบบ่านอนน้ำตาซึมคิดไม่ตก ไม่เคยมีใครบอกมาก่อนว่าชีวิตหลังแต่งงานมีโลกความจริงมากมายรออยู่ ความรักทำให้เรามีแรงใจก็จริง แต่การสร้างเนื้อสร้างตัวนั้นไม่ง่ายเลย ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ นับถือคนรุ่นพ่อแม่เราจริง ๆ แต่ยังดีที่ไม่ได้ฝ่าฟันเรื่องนี้เพียงลำพัง และแม้ว่าจะไม่ได้โชคดีอย่างแอซุนที่มีคุณย่ามาซื้อเรือประมงให้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เปิดปากเล่าปัญหา คนที่บ้านก็พร้อมจะช่วยหาทางเท่าที่ทำได้

ฉากที่ 3 

“มนุษย์เราอยู่คนเดียวไม่ได้หรอก ถ้าเดินไปด้วยกัน ไกลร้อยลี้ก็เหมือนแค่สิบลี้”

ระดับน้ำตาในเลือด : -7000

หลังจากเสีย ดงมยอง ลูกชายคนเล็กของบ้านให้กับพายุฤดูร้อน ทั้งบ้านก็ล้มลง ไม่ใช่แค่กวานชิกและแอซุนที่ต่างโทษตัวเองว่าเป็นฝ่ายทำให้ลูกตาย กึมมยอง ลูกสาวคนโตก็ได้แต่โทษตัวเองว่า ถ้าวันนั้นไม่ออกไปขี่จักรยานล้มจนแม่ต้องออกไปดู น้องก็คงไม่หายไปจากบ้าน ขณะที่ อึนมยอง ลูกชายคนรอง ก็โทษตัวเองว่าเป็นเพราะวิ่งตามแม่ไปเลยทิ้งน้องไว้ที่บ้านจนน้องหายไป เมื่อทั้งพ่อและแม่ต่างรู้แบบนั้นก็ลุกขึ้นมามีชีวิตเพื่อลูก ๆ ที่เหลืออีกครั้ง 

และไม่ใช่แค่ลูก ๆ ที่เหลือทั้ง 2 คนที่ช่วยให้แอซุนและกวานชิกยังมีชีวิตอยู่ บ้านกวานชิก 3 ป้าเพื่อนสนิทของแม่ คุณปู่คุณย่าร้านชำเจ้าของบ้านเช่าก็คอยแอบเอาอาหารมาเติมเสบียง

ฉากที่ 4 

“มหาวิทยาลัยโซล หัวหน้าโอ และหนังสือเล่มแรก”

ระดับน้ำตาในเลือด : 60

ขอรวมฮิตเทปพิเศษรายการฝันที่เป็นจริงของแอซุนไว้ที่ฉากนี้ เริ่มจากฉากที่กึมมยองวิ่งกลับบ้านมาแจ้งผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนทั้งเกาะเชจูรู้ หนึ่งในความฝันของสาวน้อยวรรณกรรมอย่างแอซุนคือการเรียนมหาวิทยาลัย แม้จะไม่ได้ทำตามฝัน แต่เธอก็ส่งลูกสาวเรียนและสอบเข้ามหาวิทยาลัยโซลจนได้ 

และแล้วความฝันในการเป็นหัวหน้าหมู่บ้านประมงหญิงคนแรกก็สำเร็จ หลังเอาชนะแชมป์เก่าหลายสมัยในการเลือกตั้ง ถือเป็นการลบแผล ‘รองหัวหน้า’ และ ‘รองชนะเลิศ’ ในวัยเด็กออกไปอย่างหมดจด คนที่มีความสุขไม่แพ้หัวหน้าโอเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกวานชิก บุรุษหมายเลข 1 (ความฝันในวันเด็กของกวานชิก เมื่อรู้ว่าแอซุนอยากเป็นประธานหญิงคนแรก) ผู้แอบช่วยภรรยาหาเสียงอย่างเงียบ ๆ

ในตอนจบของเรื่องในที่สุด แอซุนก็เขียนบทกวีจบเล่ม และเป็นกึมมยองนี่แหละที่ส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์พิจารณา และสานฝันการตีพิมพ์หนังสือเล่มแรกของสาวน้อยวรรณกรรมในวัย 70 

จุดที่อินของฉากเหล่านี้ คือแม้ว่าจะดีใจที่ได้รับความรักมากมาย หลายครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าการเกิดขึ้นและมีอยู่ของเรานั้นพรากความฝันของพ่อแม่ไปมากน้อยแค่ไหน ถ้าโชคดี เราจะพอสังเกตเห็นน้ำตาคลอ นึกถึงตอนที่แม่ไปส่งและรอรับในวันสอบเข้าหรือวันที่นั่งรถบัสไปมอบตัวเข้าจุฬาฯ ด้วยน้ำตาซึม ๆ ไปจนถึงตอนรับปริญญา ช่วงสัมภาษณ์งาน ไปหาหอ ไปหาที่หอ หรือแม้แต่ตอนที่โทรบอกแม่ว่าอยากลาออก ตอนที่โทรบอกว่างานที่ทำอยู่ยากอย่างไร แล้วแม่ก็บอกว่า ความรู้แม่น้อยนัก ไม่รู้เหมือนกันว่าจะช่วยยังไง หรือตอนที่กลับบ้านไปตั้งหลักว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิตในหลาย ๆ ครั้ง 

ฉากที่ 5 

“ถ้าเจอพ่อแล้วอย่าหงุดหงิดใส่ ยิ้มใจดีกับพ่อหน่อยนะลูก พ่อรักของเขามาตั้ง 20 ปี”

ระดับน้ำตาในเลือด : 7

ต่อเนื่องจากตอนที่ 7 หลังกึมมยองในบทบาทนักศึกษาที่แอบทำงานสอนพิเศษ ปฏิเสธช่วยเด็กบ้านรวยโกงข้อสอบ จึงถูกผู้ปกครองใส่ร้ายว่าขโมยแหวนเพชร แต่ด้วยความโชคดีที่ป้าแม่บ้านช่วยจนเธอพ้นข้อกล่าวหา ก็ได้มาเจอกับพ่อที่มารอพบ แม้แม่จะแอบบอกว่าพ่อตั้งใจมาหา แต่ด้วยเหตุการณ์ที่เพิ่งเจอมา ทำให้กึมมยองระเบิดลงว่ามีสิ่งที่อยากทำมากมาย เธออยากไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น แต่รู้สึกผิดกับที่บ้านเพราะรู้ฐานะของครอบครัวดี กวานชิกก็ได้แต่บอกให้ลูกสาวทำเลย แม้จะต้องยอมขายบ้านในที่สุด

จริง ๆ ฉากมาส่งพ่อที่ขนส่งจะไม่เป็นอะไรเลย ถ้าผู้กำกับไม่สลับภาพกึมมยองตอนเด็กเข้ามา เรียกว่าเป็นอาวุธเรียกน้ำตาขั้นสุด พ่ายแพ้กับอะไรแบบนี้มาก ยิ่งเมื่อเจอไดอะล็อกของกวานชิกที่บอกว่า โถ พ่อไม่น่าทิ้งเจ้าตัวเล็กไว้ตรงนั้น ใช่ เรายังเป็นเด็กน้อยในสายตาพ่อเสมอ

ฉากที่ 6 

“พ่อกับแม่แล่นเรือข้างลูกเสมอนะ ถ้าหิวเมื่อไหร่ก็กลับมาได้เลย ไม่ต้องลังเล”

ระดับน้ำตาในเลือด : 1000

หลังจากรู้ความจริงว่าแม่ของชายที่รักดูแคลนครอบครัวของตัวเองมากแค่ไหน กึมมยองก็ล้มเลิกการแต่งงานและใช้เวลากว่า 1 ปีเลิกรากับยองบอมได้อย่างเด็ดขาด แล้วเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปพักใจที่เกาะเชจู และกึมมยองก็ได้รับการเยียวยาจากอาหารของแม่ พร้อมด้วยหัวใจอันอบอุ่นของพ่อ

ฉากที่กึมมยองกับพ่อคุยกันบนเรือ ยังคงเป็นฉากที่เราชอบที่สุดเสมอ 

เช้าวันหนึ่ง กวานชิกชวนกึมมยองขึ้นเรือไปดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกันกลางทะเล “ถ้าได้ดูพระอาทิตย์ อารมณ์จะดีขึ้น เวลาพ่อดูพระอาทิตย์ พ่ออธิษฐานทุกวันว่า ขอให้ชีวิตของลูก ๆ ไปได้สวย”

กึมมยองถามพ่อว่า พ่อไม่กลัวการออกทะเล หรือเพราะแค่หลับหูหลับตาทน

“เวลาลมพัดแรงน่ากลัว ให้มองอะไรรู้ไหม เห็นไฟจิ๋ว ๆ ไกล ๆ โน่นไหม นั่นคือไฟเรือประมง มองไปแค่ตรงนั้นก็พอ พอคิดว่าเรือลำนั้นก็คงเหงา คงกลัวเหมือนกัน ความรู้สึกกลัวก็น้อยลง พอคิดว่ามีคนไปด้วยกันก็เลยพอไหว พ่อกับแม่แล่นเรือข้างลูกเสมอนะ ถ้าหิวเมื่อไหร่ก็กลับมาได้เลย ไม่ต้องลังเล”

กึมมยองถามพ่อว่าอายไหมที่เธอล้มการแต่งงาน กวานชิกกลับบอกว่า เขารู้ดีอยู่แล้วว่าลูกสาวจะไม่แต่งงานเข้าบ้านนั้น เพราะรู้จักนิสัยลูกที่ตัวเองเอาใจใส่เลี้ยงมาเป็นอย่างดี เลยมั่นใจว่ากึมมยองจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้ ไม่พาตัวเองไปในเส้นทางที่ทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจ 

ไม่มีใครเตือนมาก่อนเลยว่าคนที่พูดน้อยมาตลอดทั้งเรื่องอย่างกวานชิก พอได้ตั้งใจพูดอะไรสักอย่าง คำพูดของเขากลับเย็นวาบและอบอุ่นภายในเวลาเดียวกัน 

“ถ้าลูกมีพ่อเป็นคนที่รวยกว่านี้ เก่งกว่านี้ เขาคงจะทำให้ลูกได้ทุกอย่าง คงไม่ต้องเจ็บปวดใจ”

“ถ้างั้นชาติหน้าอย่าเกิดเป็นพ่อหนูนะ ห้ามมาเป็นพ่อหนูเด็ดขาดเลย พ่อจะได้ไม่ต้องเหนื่อย”

“เหนื่อยอะไรเล่า สุขใจด้วยซ้ำ เพราะมีลูกพ่อถึงไม่เหนื่อยเลยสักนิด”

“พ่อน่ะ ถึงมีแค่ 100 ก็ให้หนู 120 ถ้างั้นอย่าพูดถึงพ่อรวยอะไรอีกนะ ต่อให้แลกกับพ่อที่เป็นเจ้าของฮุนไดหนูก็ไม่เอาหรอก”

และฉันก็มีกวานชิกของฉันเหมือนกัน ในชีวิต 35 ปี ประโยคที่ได้ยินบ่อยที่สุดจากเตี่ยก็คือ “ถ้าไม่ไหวเมื่อไหร่ก็กลับมาบ้านได้เลย ไม่ต้องลังเล”

ฉากที่ 7 

“พอคิดแบบนั้นแม่ก็ไม่กล้าใช้ชีวิตแบบเห็นแก่ตัวเลยสักวัน”

ระดับน้ำตาในเลือด : 5

ว่ากันว่าหว่านเมล็ดพันธุ์อย่างไร ดูแลอย่างไรย่อมได้ผลอย่างนั้น กึมมยองก็เช่นกัน 

แอซุนเล่าว่าเธอรู้ดีว่ากึมมยองร้องไห้ในใจมากแค่ไหนระหว่างเตรียมงานแต่ง และรู้ดีกว่าลูกสาวจะไม่แต่งงานกับคนนี้ เพราะ “แม่เลี้ยงแกมาแบบนั้นไงล่ะ”

แอซุนอยากให้กึมมยองมีชีวิตที่ได้ทำทุกอย่าง แม้ว่าจะต้องทะเลาะกับบ้านสามีเรื่องให้ลูกขี่จักรยาน ไม่อยากให้ทำงานเป็นแม่บ้านในครัวไปตลอดชีวิต หรือต้องเป็นคนจัดโต๊ะอาหาร เธอจะเป็นคนทำทุกอย่างเอง เธอจะล้มโต๊ะเพื่อลูก และเมื่อกึมมยองถามว่าทำไมแม่ไม่ทำเพื่อตัวเองบ้าง แอซุนก็บอกว่า “ตอนที่คลอดพวกแก แม่คิดตั้งแต่อุ้มลูกแล้วว่า จากนี้ไปชีวิตของโอแอซุนจะกลายเป็นเรื่องราวของลูก ๆ เมื่อโตขึ้น และจะกลายเป็นความทรงจำที่ลูก ๆ นึกถึงในงานศพของฉัน พอคิดแบบนั้น แม่ก็ไม่กล้าใช้ชีวิตแบบเห็นแก่ตัวเลยสักวัน”

นอกจากฉากนี้จะสะเทือนใจลูกสาวคนโตของบ้านผู้ที่แม่ทำให้ทุกอย่าง แม้กระทั่งงานบ้านงานเรือน ฉันผู้กำลังตั้งท้องและคิดไม่ค่อยออกว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไรดีก็ได้แต่จดคู่มือการเป็นแม่ 101

ฉากที่ 8

“พ่ออยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้น ทำสิ่งที่ลูกอยากทำได้เลย”

ระดับน้ำตาในเลือด : 200000

ในฉากแต่งงานของกึมมยอง ระหว่างที่กวานชิกเตรียมพร้อมก่อนเดินส่งตัวเจ้าสาว เขาก็ถามลูกสาวด้วยประโยคเดิม ๆ เหมือนที่ถามทุกครั้งเมื่อกึมมยองจะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ ๆ เช่น ลองรสชาติอาหารที่ไม่คุ้น ไปโรงเรียนวันแรก ลงสนามวิ่งแข่ง หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยว่า 

“ลูกทำได้ใช่ไหม ถ้าไม่ใช่ก็แค่หันหลังกลับ วิ่งมาหาพ่อ โอเคไหม” 

ราวกับว่าทุกครั้งที่กึมมยองกำลังจะขึ้นไต่เชือก กวานชิกจะยืนกางตาข่ายรองอยู่อย่างนั้น “ต่อให้ตกลงมาก็ยังมีพ่ออยู่” ประโยคเดียวที่ทำให้กึมมยองรู้สึกเข้มแข็ง

ไม่ใช่แค่บทของนักเขียนและจังหวะการเล่าเรื่องผู้กำกับ แต่เป็นเพราะการแสดงของกวานชิกทั้ง 2 เวอร์ชันที่ทำคนดูอย่างเราเชื่อสุดหัวใจในความรักของพ่อ ซึ่งอาจจะเลือนรางในความทรงจำของเรา แต่ชัดเจนในความทรงจำของเขา อยู่ ๆ ก็ย้อนกลับไปเห็นภาพตัวเองในวันแต่งงาน เสียดายที่ถ่ายรูปรวมครอบครัวด้วยกันน้อยไปนิด แต่ภาพรอยยิ้มเตี่ยกับแม่วันนั้นในยังติดชัดในใจเสมอ

ฉากที่ 9 

“ฉันกลัวจะสร้างบาดแผลให้ลูก เพราะไม่รู้ว่าต้องเป็นแม่ยังไง”

ระดับน้ำตาในเลือด : 100

เมื่อถึงช่วงใกล้คลอด แอซุนบอกกวานชิกว่าเธอกลัว เธอไม่กลัวการคลอดเท่าการไม่รู้ว่าจะเลี้ยงดูลูกยังไง เพราะไม่มีตัวอย่างให้เห็น ไม่รู้ว่าเมื่อลูกเป็นวัยรุ่นจะต้องรับมือยังไง ลูกจะยังน่ารักนิสัยดีไหม และที่กลัวมากที่สุด คือกลัวสร้างบาดแผลให้ลูกโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งกวานชิกก็เชื่อมั่นว่าเธอจะเป็นแม่ที่ดีแน่ ๆ

แต่ถึงกระนั้น ในช่วงหนึ่งของการเติบโต แอซุนเผลอทำให้อึนมยอง ลูกชายคนรอง รู้สึกเป็นรองพี่สาวอย่างกึมมยองตลอดมา ทั้งชื่นชมเรื่องที่เก่งกว่า เอาใจใส่เรื่องการกินมากกว่า ไม่ว่ากึมมยองจะต้องการทำสิ่งใด พ่อแม่ต้องทุ่มเทให้เสมอ ขณะที่อึนมยองเป็นคนเดียวที่เห็นพ่อออกทะเลทำงานหนัก เห็นแม่ขายปลาที่แผงข้างถนน ในวันที่อึนมยองถูกจับเพราะคนเข้าใจว่าเป็นขโมย เป็นวันเดียวกับที่กวานชิกยอมขายเรือที่รักเพื่อนำเงินไปประกันตัวลูกชาย แม้จะเสียใจแต่ชีวิตก็ยังต้องเดินต่อ

คนสมัยก่อนเชื่อว่าส่งลูกเรียนจบหรือโตจนเป็นฝั่งเป็นฝาแล้วภาระของพ่อแม่คงหมดสิ้น แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น พ่อแม่ที่หาเช้ากินค่ำก็ยังคงต้องหาเช้ากินค่ำเลี้ยงดูครอบครัวกันต่อไป และลูกอย่างเราไม่เคยโตเป็นผู้ใหญ่ได้จริง ๆ เลย เรายังเป็นภาระในคราบเทวดานางฟ้าของพ่อแม่เสมอ

ฉากที่ 10 

“จักรวาลของพ่อที่หนัก 3.1 กิโลกรัม กำลังโอบอุ้มอีกหนึ่งจักรวาลอยู่”

ระดับน้ำตาในเลือด : 19

ในช่วงที่แอซุนกำลังเข้าสู่วัยทองอย่างเป็นทางการ เป็นวันเดียวกับที่กึมมยองบอกที่บ้านว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการฟาดฟันระหว่างฮอร์โมนของคน 2 รุ่นจะรุนแรงแค่ไหน กวานชิกผู้ไม่เคยขึ้นเสียงกับกึมมยองเลย เรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงดุดันหลังที่เธอระเบิดอารมณ์ใส่แอซุนเรื่องใช้เงินเก็บมาช่วยที่บ้าน ก่อนจะรู้ความจริงว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ

นั่นทำให้แอซุนและกวานชิกนึกถึงวันแรกที่กึมมยองเกิด ตัวเล็กกระจิริดจนกวานชิกกังวลว่าลูกน้อยจะใช้ชีวิตบนโลกนี้ได้ยังไง เป็นฉากสั้น ๆ ที่มาไม่กี่นาทีก็เข้าใจว่ารักแรกพบของพ่อแม่มันน่ารักน่าชัง น่าปกป้อง จนอยากทำทุกอย่างให้มากแค่ไหน ซึ่งอาวุธทำลายล้างนั้นก็คือรอยกระตุกเล็ก ๆ บนหน้าที่เหมือนจะยิ้มตอบกลับตอนพ่อแม่พูดแก่กันว่า “เราปกป้องลูกได้อยู่แล้ว” 

เห็นฉากนี้แล้วอยากกดข้ามช่วงแพ้ท้องของตัวเองแล้วไปดูตอนเจ้าเบบี๋คลอดออกมาเลย อยากเล่นด้วยแล้ว แต่เมื่อคิดถึงตอนที่ระเบิดอารมณ์ใส่แม่สมัยฮอร์โมนวัยรุ่นพลุ่งพล่านแล้วก็แอบกลัวบาปกรรมจะตามทัน

ฉากที่ 11 

“พี่จับปลาหมึกมา 30 ปีแล้ว ยังไงพี่ก็ทำอย่างอื่นไม่เป็น เรามาทำให้เต็มที่กันเถอะ”

ระดับน้ำตาในเลือด : 38

หลังจากขายเรือประมงไป กวานชิกในวัย 50 ก็ทำงานขับรถรับจ้าง แต่คนทำงานหนักมาทั้งชีวิตอย่างเขารู้ว่างานแค่นี้ไม่สาแก่ใจ ไหนจะแอซุนที่ต้องไปนั่งขายปลาหมึกในตลาด ไหนจะกึมมยองและอึนมยองที่กำลังสร้างครอบครัว กวานชิกจึงตัดสินใจขายแปลงผักทุ่มหมดหน้าตัก กู้เงินซื้ออาคารเปิดร้านอาหารกึมอันดงให้ครอบครัว แต่ไม่วายถูกนายหน้าหลอกขายตึกร้าง 

ทางเลือกมีเพียง 2 ทาง ยอมรับความพ่ายแพ้หรือไปต่อทั้งที่รู้ว่ายาก ทั้งครอบครัวจึงลุกมาทำดิลิเวอรี ปรุงปลาหมึกอร่อยสุดฝีมือส่งตรงถึงบ้าน ต้องเรียกว่าฟ้ามีตา ไม่ทิ้งคนดี ทั้งเหตุการณ์บอลโลก การท่องเที่ยวเกาะเชจู สายสัมพันธ์ที่ดีกับดาราชื่อดัง ทำให้ร้านกลับมาเฟื่องฟูขายดีเทน้ำเทท่า เป็นรางวัลตอบแทนเถ้าแก่แอซุนและเถ้าแก่กวานชิก 

หนังชีวิตของแท้ วัยรุ่นสร้างตัววัย 30 ตอนปลาย ดูแล้วอยากกราบหัวใจซาจังนิมทั้งสอง ติดตามมาตั้งแต่ขายกะหล่ำปลี ขายปลา ยินดีกับร้านใหม่ด้วยจ้า

ฉากที่ 12

“ได้ใช้ชีวิตกับพี่ มันดีแล้วใช่ไหม”

“เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”

ระดับน้ำตาในเลือด : #N/A 404 Not Found

เพิ่งจะได้เรียนกีตาร์โปร่งในฝันไม่นาน กวานชิกก็พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งไขกระดูก ในวาระสุดท้าย เขาฝากฝังแอซุนผู้เป็นโลกทั้งใบให้ลูกสาวดูแล

ระหว่างพักฟื้นที่บ้าน แอซุนส่งบทกวีไปตีพิมพ์ในนิตยสาร สานฝันให้ตัวเธอเองและกวานชิก ผู้ครั้งหนึ่งเคยสัญญาว่าจะส่งเสริมให้ที่รักของเขาเป็นยอดกวีให้ได้

แด่หัวใจที่ปล่อยมือไป – โอแอซุน

เมื่อยังเด็ก คิดว่าต้องจับมือกันไว้จึงจะอบอุ่น

แต่จากนี้แม้ว่าไม่มีคุณอยู่เคียงค้าง ฉันก็รู้ดีว่ายังมีคุณอยู่เสมอ

ตอนนี้ฉันมีพื้นห้องแสนอุ่น แค่คิดถึงคุณก็อบอุ่นไปทั้งหัวใจ

ฉันจะใช้ชีวิตโดยรับรู้ว่า พระจันทร์ยังคงส่องแสงแม้ในเวลากลางวัน

หากคุณจะไป ก็ขอให้ปลิดปลิวพลิ้วไสว

ผ่านไป 50 ปีแสนยาวนาน ถึงเวลาทะยานว่อนปล่อยมือฉัน

แด่คุณผู้เป็นทุกสิ่งและทุกอย่าง ขอบคุณที่ร่วมทางมาด้วยกัน

แด่คุณผู้เป็นยอดชีวัน ขอบคุณที่ฝ่าฟันด้วยกันมา

เป็นช่วงเวลา 45 นาทีสุดท้ายของซีรีส์ที่เล่นเอาสติกระเจิง ทั้งฉันผู้พ่ายแพ้กับเรื่องผัวป่วยเมียตาย และสามีที่ดูแล้วคิดถึงแม่ เพราะป่วยและเสียด้วยโรคเดียวกับกวานชิกเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แค่คิดก็หัวใจวูบหล่นแล้ว ได้แต่บอกกับตัวเองว่า จะทำทุกวันให้ดีและมีความสุข แม้จะเจอเรื่องยาก จะบอกรักและอยู่ข้าง ๆ กันในทุกเหตุการณ์สำคัญให้ได้

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในชีวิตของเรา ถ้าเผลอไปเจอเรื่องราวหรือเจอคนร้าย ๆ ก็ปล่อยเขาไป น่าสงสารเขาที่เขาอาจจะไม่เคยสัมผัสความรู้สึกของการเป็นลูกคนสำคัญของพ่อแม่หรือการเป็นที่รักของใครสักคน 

ตอนนี้นึกฉากชีวิตออกแต่เพียงเท่านี้ พวกเขาแสดงดีเหลือกัน 

ถ้าเป็นฟุตบอลก็รับส่งกันเป็นทีมมาก ๆ 

และใครเอ่ยเป็นลูกบอล พวกเราคนดูไงล่ะ

รับชม When Life Gives You Tangerines ได้ที่ Netflix

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

แม่บ้านและฝ่ายจัดซื้อจัดหานิตยสารประจำร้านก้อนหินกระดาษกรรไกร ผู้ใช้เวลาก่อนร้านเปิดไปลงเรียนตัดเสื้อ สานฝันแฟชั่นดีไซเนอร์ในวัย 33 ปัจจุบันเป็นแม่ค้าที่ทำเพจน้องนอนในห้องลองเสื้อบังหน้า ซึ่งอนาคตอยากเป็นแม่ค่ะ