ณ ปัจจุบัน MCU หรือ Marvel Cinematic Universe เดินทางมาอย่างยาวนานกว่า 17 ปี ในช่วงระหว่างหลังจบ Avengers: Endgame ไป MCU ต้องทำงานแบบเสี่ยงดวง ผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ต่าง ๆ มองดูเผิน ๆ คอนเทนต์มากขึ้น หลากหลายยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับชื่อเสียง (หรือชื่อเสีย) พอสมควร แต่ช่วงที่ซบเซากลับมีภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่เรียกได้ว่ากอบกู้ชื่อเสียงและสร้างความฮือฮาให้กับจักรวาลนี้ได้อีกครั้ง
*บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาของเนื้อเรื่อง*
Thunderbolts* เป็นภาพยนตร์ลำดับสุดท้ายภายในช่วงที่เรียกว่า Phase 5 ของ Marvel Cinematic Universe เรื่องราวว่าด้วยกลุ่มตัวละครที่เคยปรากฏตัวในหนังและซีรีส์เรื่องอื่น ประกอบด้วย Yelena (นำแสดงโดย Florence Pugh), Bucky (นำแสดงโดย Sebastian Stan), Alexei (นำแสดงโดย David Harbour), John Walker (นำแสดงโดย Wyatt Russell), Ghost (นำแสดงโดย Hannah John-Kamen), Taskmaster (นำแสดงโดย Olga Kurylenko) และคนสุดท้ายอย่าง Bob (นำแสดงโดย Lewis Pullman) ทั้งหมดต่างถูกว่าจ้างโดยตัวละคร Valentina Allegra de Fontaine (นำแสดงโดย Julia Louis-Dreyfus) ให้ทำภารกิจบางอย่างเพื่อให้มีหน้ามีตาทางสังคม เธอหลอกกลุ่มคนที่เป็นเพียง ‘ลูกจ้าง’ มาติดกับดักและทำลายทิ้งเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง นำไปสู่การขยายเรื่องราวอีกรูปแบบหนึ่งให้กับ Marvel Cinematic Universe ในมุมที่ไม่เคยเล่ามาก่อน

ความบอบช้ำ ความผิดพลาด และความสิ้นหวัง
Thunderbolts* เป็นภาพยนตร์ของ MCU ไม่กี่เรื่องที่หยิบยกประเด็นของ Mental Issue มาเป็นแกนของเรื่อง
ต้องเกริ่นก่อนว่า ตัวละครทุกคนในทีมนี้ล้วนมีปมปัญหาชีวิตที่ไม่เคยคิดจะแก้ไข ปล่อยปละละเลยจมอยู่กับสิ่งนั้น ที่เห็นได้ชัดเจนมากคือตัวละคร Yelena ที่ตั้งคำถามกับตนเองว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตคืออะไร
ประเด็นนี้ครอบคลุมภาพยนตร์เกือบทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้ เสริมด้วยเรื่องราวของตัวละครอื่น ๆ เช่น John Walker ที่จมปลักกับการเคยทำผิดพลาดครั้งใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยได้มีโอกาสเป็น Captain America คนใหม่แต่ดันเผลอฆ่าคน (เหตุการณ์ในซีรีส์ The Falcon and the Winter Soldier) หรือ Bucky ซึ่งเคยเป็นสายลับให้กับไฮดราในสหภาพโซเวียต และฆ่าคนบริสุทธิ์ไปมากมาย (เหตุการณ์ในหนัง Captain America: The Winter Soldier) ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือได้เลยสักคน ตัวละครในทีม Thunderbolts* พบเรื่องราวไม่ดีมากมายจนหล่อหลอมกลายเป็นตนเองในทุกวันนี้
จะว่าไป ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างความรู้สึกแปลกใหม่ต่อผู้ชมรวมไปถึงตัวของผมเอง เหมือนเรานั่งอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีปัญหาสุขภาพจิต ได้มานั่งถกเถียง พูดคุย และได้ระบายมันออกมา เหมือนเป็น Community บำบัดอาการ Disorder ที่ทุกคนอยากพูดเรื่องของตนเองและเปิดใจที่จะรับฟังเรื่องของคนอื่น
หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยตัวละครที่เคยถูกยกให้เป็นฮีโร่มาพูดคุยถึงปัญหาของกันและกัน ไม่ว่าจะทำสิ่งใด เจอปัญหาอะไรอยู่ ได้พบเห็นเรื่องราวและบาดแผลที่เก็บไว้และเพิ่งจะมีโอกาสได้บอกใครสักคนตรงหน้า ต่อให้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีก็ตาม

ตัวละครที่สร้างความน่าประหลาดใจไม่น้อยเลยคือ Bob ซึ่งเดิมทีเกิดจากครอบครัวที่มีความรุนแรงจนทำให้ใช้สารเสพติด นำพาให้เขาไปเป็นหนูทดลองสำหรับการสร้างซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ของวาเลนติน่า เห็นได้ชัดว่าการนำพา Bob มาสู่จุดนี้ เพราะความอ่อนแอและอ่อนไหวทางจิตใจเขาบอกใครไม่ได้ ในหนังมีเมสเซจบอกกับคนรุ่นพ่อแม่ว่าจงเป็นที่พึ่งให้แก่ลูก เพราะเมื่อลูกเชื่อในสิ่งที่ผิด เป็นเรื่องยากที่จะเรียกเด็กน้อยคนเดิมกลับมาอีกครั้ง


แนวทางที่เรียบง่ายแต่น่าสนใจ
อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า Thunderbolts* เป็นภาพยนตร์ที่ใช้วิธีการเล่าที่แทบจะเหมือนภาพยนตร์ธรรมดาทั่วไป
แต่นี่เป็นสิ่งใหม่สำหรับภาพยนตร์จากจักรวาลนี้ หากใครที่ติดตาม MCU มาจะรับรู้ได้ว่าพวกเขาพยายามทดลองทำหนังและซีรีส์หลากหลายรูปแบบ (ซึ่งมีทั้งดีและแย่) แต่ด้วยการเน้นปริมาณจนส่งผลต่อคุณภาพ ทำให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามต่อผลงานจากสตูดิโอนี้ว่าจะไปต่อได้จริงหรือเปล่า
Thunderbolts* เป็นเครื่องหมายการันตีได้ว่า MCU ยังไม่ได้สิ้นหวังเสมอไป ด้วยวิธีการเล่าที่เรียบง่ายและค่อยเป็นค่อยไป ไม่ยืดเยื้อมากนัก อาจจะด้วยโครงสร้างของตัวละครแต่ละตัวนั้นมีที่มาที่ไปจากภาพยนตร์และซีรีส์เรื่องก่อน ๆ ทำให้ไม่จำเป็นต้องปูตัวละครให้มากมายนัก รวมถึงการพยายามเน้นฉากแอคชันที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับไปดู Captain America: The Winter Soldier อีกครั้ง นั่นคือการต่อสู้ที่ไม่เน้นโปรดักชันยิ่งใหญ่ แต่ถึงเนื้อถึงตัว ด้วยพลังวิเศษของตัวละครซึ่งแทบไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ เป็นคนธรรมดาที่ได้เซรุ่มเพิ่มความแข็งแกร่ง หรือเป็นสายลับที่ถูกฝึกอย่างหนักหน่วง แต่ทุกคนต่างสิ้นลมหายใจได้ง่ายถ้าเจออะไรหนักเกินตัว ไม่ได้เหมือนตัวละคร MCU คนอื่นที่ดูจะตายยากหรือมีพลังล้นฟ้า
ภาพยนตร์เน้นย้ำการต่อสู้ของคนตัวเล็ก คนที่ไม่ได้พิเศษมากมายมาจากไหน มีปัญหาติดตัว แต่ทั้งหมดต้องมาช่วยหยุดภัยอันตรายที่ดูแล้วไม่น่าจะรับมือไหว สิ่งนี้เลยเป็นหัวใจให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างดี ว่าไม่ว่าจะดูขี้แพ้สักแค่ไหน แต่หากร่วมมือกันก็คงไม่ได้ดูขี้แพ้ขนาดนั้นเสมอไปนั่นอาจจะแลกกับการลดฉากแอคชันเล่นใหญ่ที่เคยทำมา เพราะความสามารถตัวละครไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือน Thor หรือ Eternals ผู้ชมอาจจะต้องยอมรับในจุดนี้ก่อนว่าหากไปเอาปรากฏการณ์ที่มีผลกระทบต่อระดับ Multiverse เหมือนที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่ถือเป็นการแลกที่คุ้มค่าและเหมาะมากแก่การเปิดตัวทีมซูเปอร์ฮีโร่ใหม่ทีมนี้ แต่ที่สำคัญ Thunderbolts* ดูเป็นภาพยนตร์ MCU ไม่กี่เรื่องที่ Grading สีได้ออกมาสวยมาก ๆ ดูมี Character Look ของตัวเองอย่างชัดเจน


หัวใจหลักคือทีมงาน
สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชม คือเหล่าทีมงานที่อยู่เบื้องหลังงานภาพยนตร์ชิ้นนี้
ก่อนหน้านี้เคยมีการโปรโมตทีมงานว่าเคยทำงานในค่ายหนังดีอย่าง A24 ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ Jake Schreier หนึ่งในผู้กำกับซีรีส์คนหัวร้อนอย่าง BEEF (ปี 2023) กำกับภาพโดย Andrew Droz Palermo ตากล้องที่ถ่ายทอดภาพอย่างวิจิตรจาก The Green Knight (ปี 2021) และ A Ghost Story (ปี 2017) หรือแม้กระทั่งมือตัดต่อ Harry Yoon ที่เคยได้ตัดต่อภาพยนตร์ครอบครัวเกาหลีในแดนสหรัฐอเมริกาอย่าง Minari (ปี 2020) ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่า MCU พยายามที่จะหาลูกเล่นใหม่ ๆ อยู่เสมอ เปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เนื้อหา
MCU อาจยังข้ามเส้นของหนังที่เข้มข้นหรือตึงเครียดไม่ได้มากขนาดนั้น แก่นแท้ของ Thunderbolts* เป็นเรื่องราวของผู้คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตมารวมตัวกัน ผ่านพ้นเรื่องราวอันเลวร้ายนี้ไปได้ สิ่งที่เห็นในภาพยนตร์คือความโหดร้ายที่ทุกคนต้องเจอ แต่ภาพยนตร์ไม่ได้พาดำดิ่งไปสู่จุดที่มีผลกระทบใหญ่หลวง อาจเพราะ MCU ยังอยู่ในเครือ Disney ทำให้ภาพยนตร์ถูกทำมาเพื่อให้เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย
แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็เป็นโจทย์หินสำหรับทีมงานว่าจะเล่าภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาที่สะท้อนความรุนแรงทางอารมณ์ได้อย่างไร ทำอย่างไรที่จะลดระดับความมืดหม่นแต่ยังคงความรู้สึกทั้งหมดไว้ให้ได้อยู่ งานภาพที่เราได้เห็นในภาพยนตร์นั้นทำได้ดีเลยทีเดียว แม้กระทั่ง Bob ที่เป็นผลผลิตจากการกระทำของสังคม สร้างคนธรรมดาออกมาให้เป็นภัยระดับสงครามได้ ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าเกรงขามและหดหู่ได้ในเวลาเดียวกัน
ฝั่งนักแสดงดีทุกคน แต่คนที่ชื่นชมได้เป็นพิเศษ คือ Florence Pugh หากเราย้อนกลับไปดูบท Yelena จาก Black Widow (ปี 2021) ต่อให้เป็นตัวละครที่เพิ่งมาใหม่ครั้งแรก แต่เราเริ่มเห็นแววโดดเด่นได้ตั้งแต่นาทีแรก การโผล่มาในซีรีส์ Hawkeye (ปี 2021) ทำให้เรายิ่งได้เห็นและเข้าใจความต้องการของตัวละครนี้มากยิ่งขึ้น
การมาของ Yelena ในครั้งนี้เป็นเหมือนเสาหลักประจำทีม ด้วยความคิดที่เป็นผู้นำและความเข้าอกเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์ ทำให้ Yelena เป็นตัวละครที่มีหลากหลายมิติ ไม่เพียงแบกรับความเจ็บปวดของตนเอง แต่ต้องรับฟังคนอื่นด้วย Florence Pugh แสดงให้เราเห็นความรู้สึกของตัวละครได้อย่างแท้จริง ว่าความแข็งแกร่งและแววตาของผู้นำนั้นแท้จริงแล้วยังซ่อนไปด้วยความรู้สึกเศร้าและหวาดกลัวได้ในเวลาเดียวกัน
ยิ่งควบคู่ไปกับการแสดงของ David Harbour ที่เป็นพ่อลูกจอมปลอมกันมาตั้งนาน แต่ยิ่งนานเข้าพวกเขาก็เหลือกันอยู่แค่นี้ ยิ่งทำให้เราอยากเห็นเรื่องราวของ 2 พ่อลูกคู่นี้เพิ่มเข้าไปอีกขั้น


Thunderbolts* ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับตอนที่ได้รับชมภาพยนตร์อย่าง Guardians of the Galaxy (ปี 2014) ครั้งแรก มีการนำเสนอเรื่องราวใหม่ ตัวละครใหม่ ในตอนแรกเราอาจกังวลว่าเหล่าฮีโร่พวกนี้จะเป็นทีมที่เข้าขากันหรือ แต่เมื่อได้ชมแล้วนี่เป็นอีกหนึ่งทีมที่น่าจับตามองต่อไปในจักรวาลนี้
ในฐานะที่ติดตาม MCU มาตั้งแต่ Iron Man (ปี 2008) ผมคิดว่านี่เป็นอีกภาพยนตร์ของ MCU ที่เหมาะกับยุคสมัย ปลอบประโลมจิตใจผู้คนได้ดี บอกกับเราอยู่เสมอว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเพียงลำพัง

