16 มกราคม 2025
11 K

ถ้าพูดถึงหนังสยองขวัญในประเทศไทยแล้วไม่นึกถึง ลองของ ใน พ.ศ. 2548 และ 2551 คุณคงไม่ใช่แฟนหนังสยองขวัญหรือไม่ก็เลี่ยงการดูเพราะหวั่นใจจะนอนฝันร้าย 

นับจาก พ.ศ. 2548 ครบ 20 ปีพอดีที่ 7 ผู้กำกับภายใต้ชื่อ Ronin Team สร้างตำนานหนังสยองขวัญเอาไว้ วันครูเวียนมาหนใด ภาพครูพนอ (รับบทโดย มะหมี่-นภคปภา นาคประสิทธิ์) ซึ่งไล่แก้แค้นคนที่ทำร้ายเธอด้วยไสยศาสตร์ยังถูกนำมาใช้ทุกครั้ง ราวกับเธอเป็นภาพจำของครูที่นักเรียนหวาดกลัว

จุดตั้งต้นหลักของผู้กำกับ ตั้ม-พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว ไม่ใช่แค่ความคิดถึงหรือการสำรวจตลาดแล้วพบว่าตัวละครพนอยังขายได้ แต่เขาอยากให้คนดูรู้สึกสนุกและรับรู้ว่ากว่าที่ครูพนอจะโหดเหี้ยมเช่นนั้น เธอเจออะไรมาก่อนบ้าง ภายใต้การสร้างภาคย้อนอดีตของ ลองของ ชื่อว่า ‘พนอ’ (PANOR)

แม้เราจะไม่เก่งเรื่องเดาใจคนเท่าไหร่นัก แต่คิดว่าผลตอบรับของภาพยนตร์เรื่องพนอ’ (PANOR) อาจถูกปรามาสว่าทำออกมาได้ไม่สยองเท่า 2 ภาคแรก ผสมโรงด้วยเรื่องรายละเอียดที่ไม่สดใหม่ และความพยายามเชื่อมจักรวาลที่ผลิกโผความเข้าใจของแฟนหนังภาคต้น 

ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหา เรื่องใหญ่สำหรับเราคือความ ‘สยอง’ ของ พนอ (PANOR) ทำให้กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นคนใจแคบ กว้างไม่มากพอจะเข้าใจความเป็นมนุษย์ของเธอ ซึ่งอาจอยู่ในความหลากหลายที่ไม่รู้จัก และถึงรู้จัก เราก็คงเป็นฝ่ายปฏิปักษ์อย่างโจ่งแจ้ง เพราะสิ่งที่เธอโดนกระทำนั้นสร้างความเดือดดาลพลุ่งพล่านไปทั่วกระแสสำนึกของเรา จนไม่เข้าใจว่าหลักเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวรจะใช้ได้อย่างไรกับเรื่องราวของเธอ 

บทความนี้จึงไม่เป็นไปมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์คำว่า ‘คนดี’ ในตัวพนอ หรือกรอบสังคมที่ตัวเราขัดขืน และอยากให้เธอโกรธมากกว่าที่เป็นอยู่ จนใช้คุณไสยทั้งหมดแบบเต็มประสิทธิภาพ

พนอ (PANOR)

ประเภท : สยองขวัญ

ประเทศ : ไทย

กำกับและเขียนบท : พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว

นักแสดงนำ : เฌอปราง อารีย์กุล, จักริน กังวานเกียรติชัย, ชลิตา ส่วนเสน่ห์, รัตนวดี วงศ์ทอง และ พิจิกา จิตตะปุตตะ

ความยาว : 2 ชั่วโมง 5 นาที

สมญานาม

พนอ’ (PANOR) เล่าถึงชีวิตตั้งแต่วัยเด็กของครูสาวที่เรารู้จัก เธอเกิดในวันที่ฝูงอีกาบินว่อนฟ้า ครึ้มฟ้าครึ้มฝน หรือเป็นวันปล่อยของที่ชาวบ้านต่างรู้กันดี 

‘เด็กผี’ คือสมญานามแรกของเธอ เพราะเด็กคนนี้กินรกตัวเองทันทีที่เกิดจนไม่เหลือซาก นี่คือการโดนเกลียดครั้งแรกที่แม้แต่เจ้าตัวยังฟังไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ เธอโตมาตัวเปล่า สิ่งเดียวที่เธอมีอยู่ในร่างกายคือคำเสียดหูของชาวบ้าน 

เสนียด ปีศาจ คำเรียกต่อจากเด็กผีเหล่านี้วนเวียนอยู่รอบตัวราวกับอากาศที่พนอใช้หายใจ

นวล (รับบทโดย น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์) ผู้เป็นแม่ไม่เคยตั้งชื่อให้เธอ นวลใช้คำว่า ‘ตัวซวย’ เพื่อใช้เรียกเด็กหญิงไม่รู้ประสา เธอไม่เคยแม้แต่ดูแลหรือปกป้องลูกสาว และหากพูดว่าปล่อยปละละเลยก็ดูจะเข้าเค้าคำนี้ได้ดี 

กระนั้น เด็กสาวก็มีชื่อ พนอ มาจาก พะเน้าพะนอ แปลว่า รักใคร่ จากพระที่มาบิณฑบาตมอบชื่อนี้ให้เพื่อให้เธอเป็นที่รัก แต่ก่อนจะได้ผูกข้อไม้ข้อมือ ท่านก็ล้มลงกระอักเลือดต่อหน้าชาวบ้าน 

ฆาตกร จึงเป็นอีกนามแฝงที่พนอได้มาอย่างไม่ทันตั้งตัว ผู้คนคิดว่าพนอเล่นของโดยไม่ไต่สวน เราเลยมองไม่เห็นภาพเลยว่าเด็กคนนี้จะโตมาโดยไม่เจ็บปวดโรยริน พะเงิบพะงาบเจียนตายได้อย่างไร

หน้าตาไม่สะสวย ผมหยิกดำขลับไม่ต่างจากสีกาย คืออีกหนึ่งเหตุผลที่เด็กในโรงเรียนต่างพากันรังเกียจเธอ ซึ่งถ้าจำกันได้ ในตอนจบของ ลองของ 2 ได้ย้อนให้เห็นว่าวัยเด็กของพนอโดนกลั่นแกล้งสาหัส เธอจึงไปหาหมอผีมาช่วยทำเสน่ห์ใส่ตัวเองให้เป็นที่รัก 

ตั้มพูดถึงฉากนี้ว่า เขาคิดอยู่นานว่าจะใส่ลงไปในภาคนี้ดีไหม สุดท้ายก็ไม่ได้ใส่และพนอก็ไม่ได้ทำ แต่หากใครถาม เขาคงตอบว่า “เพราะภารโรงกลัวเด็กผีอย่างพนอ เลยไล่ไป ไม่ทำให้” 

ลึก ๆ แล้วตั้มเองอยากรีเซตให้พนอเป็นเด็กที่รักตัวเองมากกว่าร้องขอความรักจากคนอื่น และนี่เองคือความเป็น ‘คนดี’ ในแบบที่คนมองโลกในแง่ร้ายอย่างเราต่อต้าน เพราะพนอไม่มีความจำเป็นจะต้องเป็นดอกบัวที่เกิดจากโคลนตม ไม่จำเป็นต้องดีจากภายในเพื่อเรียกความสงสารจากผู้ชมให้ทวีคูณ สู้ให้พนอกลายเป็นเด็กร้ายกาจตั้งแต่ตอนนั้นยังดีเสียกว่า เผื่อสังคมจะได้บทเรียนอะไรบ้างที่ประกอบสร้างตัวตนของเธอจากความโง่เขลาและไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจนี้

เพื่อนตาย

ไม่นานพนอ (รับบทโดย เฌอปราง อารีย์กุล) ก็เติบโตจนใช้นางสาวได้ แต่ช่วงนี้ของหนังก็ไม่ได้สนุกสำหรับเราเท่าไหร่นัก เพราะมันแลกมาด้วยความโดดเดี่ยวของเธอ แต่ถึงอย่างนั้นตั้มก็ยังใจดี ใส่เพื่อนตายเพียงคนเดียวของพนอมาให้คือ แต้ว (รับบทโดย เพอซ-นันทวรรณ พงศ์ประเสริฐสิน) ซึ่งคอยอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าตัวเอกของเรื่องจะถูกเรียกว่า แม่มด ไปกี่ครั้งแล้วก็ตาม แต้วเชื่อว่าพนอเป็นคนดีและมีคนที่อยู่เบื้องหลังการเล่นของจนมีคนตายนับไม่ถ้วนในหมู่บ้าน รวมถึงการตายของแม่เปี๊ยก (รับบทโดย แจ๊คกี้-จักริน กังวานเกียรติชัย) เพื่อนวัยเด็กของพนอ เปี๊ยกจึงมองเธอเป็นศัตรูตั้งแต่นั้นมา

ผู้กำกับใจดีได้ไม่นาน แต้วก็ตายจากการโดนทำของใส่โดยมีพนออยู่ในเหตุการณ์ ทุกคนเข้าใจเช่นเดิมว่าเป็นฝีมือของเธอ เพราะเธอเอามือจับคอเหยื่อไว้คล้ายท่าทางบีบคอ แต่การฆ่าด้วยคุณไสยเอาผิดไม่ได้ตามกฎหมาย และผู้ตายก็ไม่ได้ตายจากการขาดอากาศหายใจ พนอจึงพ้นจากตารางเสมอมา 

ความเสียใจที่แต้วตาย ทำให้พนอในคราบครูสาวกลายเป็นนักสืบที่รู้เพียงว่าคนที่มีรอยสักรูปพิลึกกลางอกเป็นคนฆ่าแต้ว หลังจากนี้เธอจะตามล้างแค้นที่เพื่อนตายให้ได้ 

แล้วจู่ ๆ หนังก็พาเราสู่การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของพนออย่างฉับพลัน ด้วยคำพูดที่ว่า ถึงเวลาแล้ว เป็นการพาคนดูเข้าองก์ 2 

พนอกลายเป็นสาวสวยในสาวตาชาวบ้านและนักเรียนทุกคน จากการที่แค่ผิวขาว หน้าใส ใส่เสื้อรัดรูป เหล่านี้ก็สะท้อนความดาษดื่นของมุมมองที่มีต่อผู้หญิงไม่น้อยจนอดผิดหวังในใจไม่ได้ 

ผู้ชายกรูเข้ามาหาเธอ จนจิ๊บ (รับบทโดย มิ้ม-รัตนวดี วงศ์ทอง) ลูกสาวกำนันหมั่นไส้และใช้อิทธิพลจากพรรคพวกที่มีในโรงเรียน แต่วิธีกลั่นแกล้งพนอไม่ใช่การเอารองเท้าไปซ่อนหรือเทน้ำใส่ในห้องน้ำ กลับเป็นการให้ผู้ชายรุมข่มขืนเธอกลางป่า ตัวละครเปี๊ยก (ที่ช่วงแรกเราสงสัยว่าใส่มาทำไม) เข้ามาช่วยพนอจากการรุมโทรมในครั้งนี้ได้ทันเวลาแม้เขาจะเกลียดเธอเข้าไส้ก็ตาม แต่ท่ามกลางความสงสารและเอาใจช่วยนี้ เราก็ยังไม่เข้าใจการมีอยู่ของเปี๊ยกอยู่ดี 

หลังจากผ่านไป 1 ชั่วโมง หนังเรื่องนี้เข้มข้นขึ้นเหมือนซุปที่เริ่มงวด พนอกลายเป็นคนมีของอย่างเต็มตัว ผ่านการเฉลยว่า แท้จริงแล้วนวลไม่ได้ตั้งใจมีพนอ แต่รับจ้างอุ้มท้องเพื่อให้สืบทอดวิชา และกลายเป็นหญิงที่อุ้มท้องให้ลัทธิคนเล่นของที่มีรอยสักพิลึก ดังนั้น เธอจึงเป็นร่างที่เอาไว้เก็บกักวิชา และตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่พนอจะต้องตั้งท้องให้กำเนิดทายาทรุ่นถัดไป

วินาทีนั้นเองที่เรารู้สึกว่าจิตใจของพนออาจตายตามเพื่อนเธอไปแล้วก็ได้ เพราะการมีตัวตนของเธอเป็นไปเพื่อคนอื่นทั้งสิ้น ทั้งชีวิตและชะตากรรม พนอไม่เคยเลือกเองได้เลย

คนดี

จุดหนึ่งที่ยังติดใจเราอยู่จนถึงตอนนี้ คือความสัมพันธ์ที่พนอกับนวลมีต่อกัน 

ทั้งสองขึ้นชื่อว่าเป็นแม่-ลูก แต่ระหว่างที่ภาพยนตร์กำลังเล่าเรื่อง เราไม่เห็นสายสัมพันธ์นั้นเลย เพราะนอกจากพนอจะเกิดจากความไม่รัก นวลยังทำเหมือนพนอไม่มีตัวตน จนลูกสาวต้องฝึกทำอาหาร ทำขนมขาย เพื่อต่อชีวิตการมีอยู่ของแม่ เมื่อนวลได้เงินมาก็ใช้จ่ายไปกับสุรา ไม่ได้ใยดีพนอเหมือนเคย ซึ่งเราไม่ได้กำลังจะบอกว่าแม่ที่ดีควรเป็นอย่างไร แต่เรากำลังตั้งตัวเป็นอริกับการสื่อสารนี้ของหนังมากกว่า

พนอที่ตั้มวาดให้เป็นคนรักตัวเอง ไม่ร้องขอความรัก และยังเผื่อแผ่ไปรักแม่ได้นั้น เป็นมนุษย์ที่เราไม่เข้าใจ ขณะเดียวกัน เรากลับเข้าใจความรัก โลภ โกรธ หลง ที่จิ๊บมี จนกลายเป็นตัวร้ายในเรื่องเสียมากกว่า เพราะมันตรงไปตรงมา และบอกได้ว่าปัญหาในเรื่องนี้คือมุมมองการเกลียดชังผู้หญิงด้วยกันเองและความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีในสังคม ซึ่งส่งต่อมายังการจัดลำดับชั้นทางเพศในกลุ่มย่อย 

แต่การกระทำของนวลที่เข้าข่ายทารุณกรรมเด็ก (Child Maltreatment) แล้วตลบหลังเราด้วยความรักของพนอ เป็นเรื่องที่เราไม่เข้าใจทั้งต้นและตอของมันแม้แต่น้อย 

ท้ายที่สุด นวลถึงความตายเพราะช่วยพนอหนีจากคนในลัทธิเพราะความรู้สึกผิด นวลไม่ได้หายไปทันที แต่ทิ้งจดหมายไว้ เนื้อความประมาณว่า เธอฝังใจมาตลอดว่าพนอคือตัวซวย แต่เมื่อเห็นพนอตั้งใจเรียนให้เก่ง หาเงิน หาข้าวให้ ก็ไม่มั่นใจว่าตนเองเกลียดลูกจริงไหม เมื่อพนอได้อ่านก็ร้องไห้เจียนตาย แต่ต่อมความรู้สึกเรากลับด้านชา ในหัวมีแต่คำถาม…

นิยามสถาบันครอบครัวที่สังคมก่อสร้างและส่งต่อกันนี้ดีจริงหรือ

พนอจำเป็นต้องรักแม่และให้อภัยคนที่เมินเฉยเธอจริงหรือ

พนอจำเป็นต้องเป็นคนดีอย่างนั้นจริงหรือ

ถึงอย่างนั้น เราก็เฉยชาต่อความจริงที่ว่านวลเองก็เป็นเหยื่อในเรื่องนี้ไม่ได้ แม้เธอจะกลายเป็นคนทำร้ายพนอต่อก็ตาม นั่นเป็นเพราะเธอในวัยเด็กถูกจำกัดจำเขี่ยตัวตน อาชีพนักร้องที่ฝันใฝ่ไม่เคยได้รับการสนับสนุน จนต้องหนีออกจากบ้านมาลงเอยในลัทธิแห่งนี้ ซึ่งการหาเงินโดยการอุ้มท้องยังเป็นที่ถกเถียงทางศีลธรรมและยังหาข้อสรุปไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ นวลไม่เคยอยากทำแบบนี้แน่นอน กว่านวลจะได้เงิน เธอก็สูญสิ้นศรัทธาในตัวเอง ความหวังในความฝันก็มลายไปหมดแล้ว

ส่วนตัวเรายังเข้าใจนวลมากกว่าพนออยู่มากโข และหวังลึก ๆ ว่าพนอจะโกรธแค้นคนที่ทำร้ายเธอเท่ากับที่เรารู้สึกแทนเธออยู่ตอนนี้

ล้างแค้น

หลังจากแม่ตาย เธอก็โกรธทุกคนทันทีเหมือนเปิดสวิตช์ พร้อมกับใช้วิชาอาคมที่มีอยู่ในตัวไปกับการสร้างความเจ็บปวดให้คนที่ฆ่าแม่เธอได้อย่างสาสม 

ภาพวันเก่า ๆ ที่เคยได้เห็นใน ลองของ 1 และ 2 กลับมาอีกครา ทั้งคาถาจริงซึ่งมีเบื้องหลังโดย ขึก-สิทธิชัย สิงหฬ กูรูไสยศาสตร์ที่อยู่ตั้งแต่ คนเล่นของ ขุนพันธ์ และหนังหลายเรื่องในหมวดเหนือธรรมชาติยังขลังจนขนลุกเหมือนเดิม การสร้างแผลด้วยเอฟเฟกต์ทางกายภาพ (Practical Effects) ให้ได้มากที่สุดก่อนจะพึ่งพาซีจีก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่คงไว้ได้ดีตั้งแต่ภาคแรก เรื่องความสมจริงจึงไม่ต้องพูดถึง พนอ (PANOR) อาจเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คนเลี่ยงไม่ดูเพราะกลัวภาพติดตาก็เป็นได้ 

ความต้องการที่จะเชื่อมโยงกับภาคก่อน ตั้มเลือกใช้วิธีการคล้ายเดิม อย่างการเปลี่ยนจากเนื้อคนในต้มข่าไก่เป็นเนื้อคนในห่อหมก หรือการถอดเล็บเท้าเป็นหักนิ้วเท้า มันอาจไม่เซอร์ไพรส์คนดู แต่การเชื่อมโยงรายละเอียดให้คนดูนึกถึงวันเก่า ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียว ผสมกับความเจ็บปวดที่ถ่ายทอดโดยนักแสดงรุ่นใหม่คละเก่า ก็ทำเอาเดาได้ว่าถ้าโดนลวดไสตามตัวขึ้นมาจริง ๆ จะเจ็บขนาดไหนได้อยู่บ้าง

ถ้าจะมีเรื่องให้ตกใจ คงจะเป็นการรับรู้ความจริงว่าพ่อของเธอคือผู้อำนวยการโรงเรียน (รับบทโดย มัช-กฤชยศ เลิศประไพ) ที่ก่อนหน้านี้แทบไม่มีบทบาทอะไรในเรื่องเลย นอกจากโผล่ออกมาดูนักเรียนทะเลาะกันบางครั้งบางคราวเท่านั้น จู่ ๆ ก็กลับกลายเป็นถึงหัวหน้าลัทธิคนปัจจุบัน และจะเป็นคนให้กำเนิดทายาทคนถัดไปผ่านการขืนใจพนอ 

มึงเป็นครูกู เป็นพ่อกู แต่มึงจะเอากับกู.. มึงเห็นกูเป็นแค่เครื่องสืบทอดของชั่ว ๆ ของพวกมึงเหรอ 

ประโยคนี้ของพนอกังวานอยู่ในหัวเรานานกว่าที่ความยาวหนังเรื่องนี้มี เพราะมันคงไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่าการไม่ถูกให้ค่าความเป็นคน 

เรื่องเฉลยว่ากลุ่มคนที่ศรัทธาในลัทธินี้คือคนในหมู่บ้านของเธอเอง พวกมันเฝ้าดูและทำให้เธอเป็นที่รังเกียจจากคนนอก ทำให้เธอมีรูปโฉมที่ไม่ต้องตาใคร เพื่อให้ไม่มีใครมาข้องแวะ และรักษาความบริสุทธิ์เพื่อถูกผู้ให้กำเนิดข่มขืน ก่อนจะถูกเฉลยซ้ำซ้อนว่าพนอดึงเอาของจากคนอื่นมาอยู่ที่ตัวเองได้ เพื่อให้คนที่โดนของทรมานน้อยลง เธอพยายามช่วยทุกคนในหมู่บ้าน แต่กลับได้รับผลตอบแทนจากความดีเป็น ‘การตายทั้งเป็น’ 

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่การเกิดมาเป็นผู้หญิงในเรื่องกลายเป็นบทลงโทษ เพราะหากพนอเกิดมาเป็นผู้ชายก็คงได้สืบทอดวิชาต่อโดยไม่ต้องรอคอยให้เธอโตและมาข่มขืนเธอเช่นนี้ เป็นความรู้สึกคล้ายกับเวลาเห็น GIF ใน Twitter เป็นภาพ อีลอน มัสก์ ท้องกับ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้วเราไม่รู้สึกสะใจ ถึงจะเกลียดทั้งคู่มากก็ตาม เพราะมันคล้ายกับการทำให้การท้องของผู้หญิงเป็นเครื่องทรมาน 

การเป็นผู้หญิงหรือการท้องไม่ได้เป็นเรื่องแย่ ถ้าเจ้าตัวได้เลือกด้วยตัวเอง แต่พนอกลับไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินสิ่งใดเลย นี่ต่างหากบทลงโทษที่เธอกำลังเจอ

หนังสับขาหลอกรัว ๆ จนเราอึ้งไปชั่วขณะ ภูมิหลังของตัวละครที่ปล่อยให้โสตประสาทคนดูรับรู้มันน่าหดหู่มากกว่าการต้องดูแผลสดหรือตุ๊กแกจากมนต์ดำเสียอีก และก่อนที่เปี๊ยกจะมาหยุดการล่วงละเมิดทางเพศนี้ไว้ได้อีกหน (ราวกับวางตัวละครไว้ให้เป็นทางออกเดียวของพนอในเรื่องนี้) ผู้กำกับเลือกจัดฉากให้พนอถูกมัดและโดนทารุณกรรมทางเพศบนแท่นบูชา ห้อมล้อมด้วยคนในลัทธิที่เห็นว่าการกระทำนี้เป็นเรื่องน่ายินดี ฉีกยิ้มหัวเราะเหมือนสิ่งที่รอคอยกำลังมุ่งสู่ความสำเร็จ ฉากนี้ทำเอาเราขนลุกชูชัน นึกถึงรูปคนถือเก้าอี้ฟาดศพใต้ต้นมะขามที่มีผู้คนมุงดูพร้อมยิ้มเยาะขำขัน เมื่อ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นี่อาจไม่ใช่ความตั้งใจของตั้ม แต่ 2 สถานการณ์นี้คล้ายคลึงกันไม่น้อย 

หลังพนอรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายไปได้ด้วยความช่วยเหลือของเปี๊ยก เสริมทัพด้วยตำรวจจำนวนหร็อมแหร็ม เธอเลือกปิดจบตำนานของลัทธินี้ด้วยการคืนพลังแก่เทพ พร้อมลบความทรงจำของตัวเองทั้งหมด ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเรียนครูแบบที่เราทราบกันดี

หากถามว่าเราเข้าใจตัวละครพนอที่สุดตอนไหน ก็คงจะตอบว่าฉากนี้ ไม่ใช่เพราะพนอเลือกที่จะจบเรื่องนี้กับตัวเอง ไม่รับพลังต่อหรือทำร้ายคนอื่นเพิ่ม แต่เพราะถ้าเป็นเรา เราคงอยากลืมว่าตัวเองเคยเจออะไรมาและต้องเจ็บปวดแค่ไหน การโดนหักหลังจากคนที่รัก เคารพ และไว้ใจอย่างต่อเนื่อง การโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนเพราะหน้าตา การโดนจัดลำดับความเป็นคนแบบที่พนอไม่มีวันได้ออกจากชนชั้นล่างสุด หากพนอยังจำได้ทุกเรื่องราว เราเองก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไรโดยไม่ตรอมใจเสียก่อน

กว่าจะเข้าใจการมีอยู่ของตัวละครเปี๊ยกว่าสำคัญยังไงก็ช่วงท้ายเรื่อง เขามาทำให้เราเข้าใกล้ตัวตนของพนอมากขึ้น เพราะก่อนหน้าเธอแทบจะไม่ทำอะไรที่เถรตรงสักเท่าไหร่ในความคิดเรา แต่หลังจากเปี๊ยกมาช่วยพนอครั้งแรก เปี๊ยกกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจของพนออยู่เสมอ ถึงไม่ได้รู้สึกว่า 2 คนนี้สนิทกันมากพอจะมองเป็นเพื่อนเหมือนแต้ว แต่สมการง่าย ๆ อย่าง ‘เธอช่วยฉันในวันที่ทุกคนรังแก เธอจึงสำคัญ’ ก็ช่วยให้เราเข้าใจความคิดของพนอได้ไม่ยาก 

และหลังจากพนอลบความทรงจำตัวเอง เปี๊ยกก็ยังเฝ้าดูเธออยู่เสมอ ไม่ได้เข้าไปยุ่งหรือแสดงตัว ไม่แน่ว่าเขาที่คอยเฝ้ามองเธออยู่จากที่ไกล ๆ อยู่ตลอดอาจเปรียบเหมือนคนดูที่เคยเข้าใจว่าพนอโหดเหี้ยม จนได้รู้ว่าที่จริงเธอก็แค่เด็กคนหนึ่งที่ทนอยู่ในวัฏจักรกงเกวียนกำเกวียนนี้ไม่ไหว และกลายเป็นครูพนอที่ดำรงชีวิตใน ลองของ ต่อไปอย่างที่เรารู้จักกัน

พนอ ถูกเล่าอย่างมีชั้นเชิง แต่ไม่ได้เข้าใจยากจนต้องกุมขมับหลังออกจากโรง ที่น่าสนใจคือการใส่สัญญะแทนความหมายตลอดทั้งเรื่องให้มีการขบคิดระหว่างดู เช่น การใช้อีกาและตุ๊กแกมาเป็นบริวารของมนต์ดำ การเลือกใช้ตัวแทนเทพในลัทธิเป็นเศียรคล้ายพระพุทธรูปและใช้เล่นของกำจัดพระในหมู่บ้าน เพื่อประกาศกร้าวถึงการเป็นความเชื่อขั้นสูงสุดแทนศาสนาเดิมที่มี หรือแม้กระทั่งตอนจบที่มีผีเสื้อกลางคืนบินมาเกาะ สื่อถึงวิญญาณญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้วกลับมาเยี่ยม ในที่นี้มั่นใจได้เลยว่าเป็นนวล ซึ่งก็น่าคิดต่อไปว่า แม้นวลจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังต้องใช้ชีวิตในรูปแบบอื่นเพื่อสานต่อกฎแห่งกรรมต่อไป

นี่จึงไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญดาษ ๆ ที่แค่คิดว่าอยากจะมีภาคต่อก็ทำ แต่ผ่านกระบวนการคิดและจัดหาองค์ประกอบในภาพยนตร์มาอย่างดีจนอดชื่นชมไม่ได้

ซึ่งหากพนอถูกวางให้เป็นคนที่ไม่อยากเพรียกหาความรักจากใคร เราก็คงจะเชื่อตามนั้นไม่สนิทใจ แต่สิ่งที่เธอสมควรมีและต้องเรียกร้อง คือการถูกปฏิบัติอย่างเป็นมนุษย์ซึ่งเลือกหนทางของตนเองได้ จนไม่ต้องพบความเจ็บปวดและต้องตามทรมานคนอื่นเช่นนี้ 

ตั้งแต่ ลองของ 1 – 2 จนถึง พนอ ตั้มยังฝากข้อคิดให้คนดูตอนจบเสมอ เหมือนละครคุณธรรมที่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่า ทำอะไรย่อมได้อย่างนั้น หยุดจองเวรเท่ากับหยุดกรรม

ถ้าการเล่นของจะติดตัวเธอไปจนตาย แล้วการที่เธอช่วยเหลือคนอื่นเสมอมาหลุดลอยไปไหน ความเข้มข้นที่ไม่เท่ากันของกรรมดีกรรมชั่ว ทำเอาเราอยากชวนทุกคนไปช่วยหาคำตอบในหนังเรื่องนี้และค้นหาตัวตนของเธอไปด้วยกัน เราคิดว่าผู้ชมจะได้อะไรกลับมาไม่น้อยจากพนอผู้ไม่เคยอยากลองของ

รับชม พนอ (PANOR) ได้แล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Writer

พิรุณพลอย อัจฉรานิวัฒน์

ทาสหมาผู้ชอบอ่านพอ ๆ กับเขียน ชอบเรียนมากกว่าออกไปใช้ชีวิต และคิดว่าครูที่ดีที่สุดในชีวิตคือผู้คน