ในช่วงวัยดึกของฉันที่ความโรแมนติกหาทางเข้าถึงฉันยากมาก (เอ๊ะ หรือว่ากลับกัน) ยังมีหนังอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งฉันเพิ่งได้ดูและพบว่ามันช่างโรแมนติก ทำใจฉันเต้นตึก ๆ จึงขอใช้พื้นที่นี้แนะนำให้คนอ่าน The Cloud ได้ดู ไม่ว่าคุณจะมีคู่แล้ว โสดแบบมองหาคู่ หรือรักโสดแบบมีเป้าหมายว่าจะอยู่อย่างคี่ต่อไปก็ตาม
Our Souls at Night เป็นหนังปี 2017 ที่สตรีมใน Netflix ฉันแอบตั้งชื่อไทยให้อย่างเอ็นดูว่า ‘ข้ามคืนกับคนคุย’ เป็นภาพยนตร์แนวโรแมนติกดราม่าที่เรียบนิ่ง ไม่มีทั้งลดเลี้ยวหักมุมแล้วใครสักคนต้องเร่งเครื่องบึ่งไปสนามบิน ต่อด้วยวิ่งสับเพื่อบอกรักกันให้ทันก่อนประกาศ This is the final call for passengers.
นั่นเพราะนักแสดงนำเรื่อง Our Souls at Night อายุ 81 กับ 79 และอาจส่งผลให้องก์ 3 ของเรื่องจบที่ใครคนที่วิ่งสับเกิดอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
แต่คุณคะ ถึงแม้จะเป็นหนังที่พระเอกแก่นางเอกแก่ แต่ฉันก็กล้ารับประกันความเก๋ เพราะสารของหนังให้ความสำคัญกับการทดลองเป็นคนคุยกันไปก่อน หากพูดรู้เรื่องและรู้ใจก็ค่อยยกระดับเป็นคนรัก นะ นะ
ถ้าคุณเคยประทับใจกับหนังรักปี 2009 เรื่อง 500 Days of Summer (ซัมเมอร์ของฉัน 500 วันไม่ลืมเธอ) ขนาดหลงรักพระเอกนางเอกคู่นั้นและเขินประหม่าเวลาที่เขากับเธอคุยกันล่ะก็ คุณควรให้โอกาสกับหนังคนคุยเรื่องนี้ค่ะ เพราะมันเขียนโดยนักเขียนบทโรแมนติกสายแข็งคู่เดิมคือ Scott Eric Neustadter กับ Michael H. Weber จึงรับประกันรายละเอียดบทพูดและท่าทีที่เป็นธรรมชาติมนุษย์มนาของตัวละคร

หนังเล่าเรื่องของ หลุยส์ วอเตอร์ส พ่อหม้ายที่ผ่านกลางคืนไปได้ด้วยการกินข้าวคนเดียว ล้างจานเสร็จก็เปิดโทรทัศน์รายการพยากรณ์อากาศแค่ให้มีเสียงอะไรในบ้าน ขณะเดียวกันก็เปิดหนังสือพิมพ์หาเกมอักษรไขว้แล้วเข้านอน ตื่นมาอีกวันก็ไปร้านกาแฟ พบปะชายแท้เพื่อนเกลอทั้งหม้ายบ้าง เมียไม่สนใจแล้วบ้าง หลุยส์ดื่มกาแฟและฟังเพื่อนเหล่านั้นเมาท์ชาวบ้านหรือเพื่อนที่ไม่มา หลุยส์ไม่เมาท์ เพราะเขาเป็นอินโทรเวิร์ต หรือแท้จริงเพราะเขาอยู่คนเดียวมานานหลายปี ตั้งแต่เมียตายและลูกสาวก็โตจนแยกบ้านไป
หลุยส์ วอเตอร์ส ไม่ได้คิดว่าตัวเขามีปัญหาอะไร เหงาไหม ก็ไม่มั้ง เฉาไหม ก็ไม่น่า แล้วจู่ ๆ ค่ำหนึ่ง แอ๊ดดี้ มัวร์ ยัยเพื่อนบ้านสะคราญโฉมแม้วัยดึกประมาณกันมาเคาะประตูหน้าบ้าน และแทรกตัวเข้ามาในซอกใจ
“Would you be interested in coming to my house sometime to sleep with me?”
ข้อเสนอนี้ทำหลุยส์อึ้งกิมกี่ไป 4 วินาที สีหน้าอึกอัก
“I’m lonely and I guess you might be, too.”
เหตุผลนี้ทำหลุยส์มีสายตาหวาดระแวง เขาขยับตัว
“Louise, this is not about sex.”
ฉันไม่ได้คิดเรื่องนั้นมานานแล้ว
ฉันแค่อยากมีคนที่ผ่านกลางคืนไปด้วยกัน แบบนอนร่วมเตียง และคุยกันจนเราหลับไปประมาณนั้น

หลุยส์เลิ่กลั่กอยู่อีกหลายวินาที แอ๊ดดี้พยายามปิดการขายด้วยการพรรณนาความโหดร้ายของค่ำคืนเปลี่ยวใจ จนซีนนี้จบลงที่หลุยส์บอกว่า “ขอเวลาผมคิดคืนหนึ่งนะ” ซึ่งทำฉันร้องในใจแทนแอ๊ดดี้ว่าไอ้บ้าเอ๊ย
แล้วในคืนต่อมาเขาก็โกนหนวดแปรงฟันจัดเสื้อผ้าใส่ถุงกระดาษ เดินลับ ๆ ล่อ ๆ ระแวงสายตาป้าข้างบ้านอ้อมไปที่หลังบ้านเธอและเคาะประตู เมื่อเธอเปิดรับเขาเข้าไปในบ้าน มอเตอร์ความสัมพันธ์ของ 2 หม้ายก็เริ่มหมุน แน่นอนมันมีอุปสรรคระหว่างทาง ทำให้คนดูสายจิ้นขัดใจและร่วมลุ้นว่าเขาและเธอจะจัดการกับความขัดแย้งภายนอกภายในและตัดสินใจยังไงหนอ
หนัง Our Souls at Night ให้คุณค่ากับความสัมพันธ์แบบเห็นหน้ากันและพูดคุยกันแบบมองตา หรืออย่างน้อยที่สุดก็ขอเพียงส่งเสียงมา (จุดนี้เพลงพี่เบิร์ดต้องเข้า)
คนดูหนังดราม่าต่างเห็นว่าเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้มาจากบท เคมีระหว่างนักแสดงฝีมือขั้นเทพอย่าง Robert Redford กับ Jane Fonda ที่ทำให้เรื่องเล่าที่เรียบง่ายกลับหนักแน่น และผู้กำกับสายละมุน Ritesh Batra ที่ทำคลอดตัวเองในวงการจากหนังอินเดียThe Lunchbox ฉายในโรงบ้านเราใช้ชื่อไทยว่า เมนูต้องมนต์รัก ซึ่งคว้ารางวัลใหญ่จากนักวิจารณ์ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ในปี 2013
ส่วนงานภาพที่ทำหน้าที่ส่งเสริมเรื่องเล่าไม่ใช่แค่แสดงสไตล์เท่ ลองเสิร์ชชื่อ Stephen Goldblatt แล้วจะชื่นชมผสมทึ่งใจกับช่างภาพอาวุโสคนนี้ที่ทำงานจากหนุ่มจนแก่ถ่ายภาพหนังหลากหลายแนว งานภาพเรื่องนี้เขาเลือกทางอบอุ่น เหมือนบทพูดคุยระหว่างผู้สูงวัยที่อินเลิฟ
ฉันขอไม่รีวิวมากกว่านี้นะ เรียกว่าเชียร์ให้ดูเหอะ ไม่มั่นใจหรอกนะว่าคนอ่าน The Cloud จะชอบหนังเรื่องนี้เหมือนฉันมั้ย หนังเป็นเรื่องจริตใครจริตมัน แต่ฉันมั่นใจมากว่าคุณต้องเคยเหงาตอนกลางคืนแน่ ๆ เหงาขนาดนอนข่มตาเท่าไรก็ไม่หลับ นับแกะไป 999 ตัวก็ไม่หลับ คิดถึงแฟนเก่าบ้าง คิดถึงคนรักใหม่บ้าง กุหลาบแดงไม่ต้องส่งมาก็ได้ ขอเพียงส่งเสียงมา
แล้วนี่ดึกป่านนี้ทำไมไม่โทรมา เราจะโทรหาก่อนจะเสียฟอร์มมั้ย หรือว่าเราควรจะแค่ส่งเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนอนไม่หลับไปหยั่งเชิงดูก่อน นี่ฉันลองถามกูเกิลดูก็พบว่ามีมากอยู่ ยอดวิวและคอมเมนต์ว่ามันจึ้กใจก็มากโข แต่โอ้ไม่มีเพลงไหนที่ฉันรู้จักเลย
เอางี้ก็แล้วกัน ฉันขอจบชงหนังด้วยชงเพลงที่ไม่อยู่ในหนัง เพลงนี้น่ะคนเป็นหนุ่มสาววัยไพรม์ไทม์ในรุ่นฉันต้องพาคู่หรือใครที่คุยกันอยู่ลงไปโยกเบา ๆ ซบกันในฟลอร์เต้นรำที่ห่มด้วยแสงสลัว ชื่อเพลง I Don’t Like to Sleep Alone แต่งและร้องโดย Paul Anka เพื่อที่เราอาจจะข้ามคืนนั้นไปด้วยกัน

No, I don’t like to sleep alone.
No one does – – -, do you?
เฟี้ยวมั้ยล่ะ อะไรนะ เกิดไม่ทัน ว้า เสียดายแทน
*หมายเหตุ
ถ้าคุณมีคนนอนเคียงข้างแล้ว ฉันแนะนำ What a Difference a Day Makes เพลงประกอบตรงกลางเรื่องเป็นหนึ่งเพลงรักในเพลย์ลิสต์ของคุณค่ะ
