7 สิงหาคม 2024
3 K

ช.พ.๑ สมรภูมิคืนชีพ

ประเภท : สยองขวัญ, แอคชัน

ประเทศ : ไทย

กำกับ : ก้องเกียรติ โขมศิริ

นักแสดงนำ : ชานน สันตินธรกุล, อวัช รัตนปิณฑะ

ความยาว : 1 ชั่วโมง 49 นาที

ครั้งแรกที่ได้เห็นตัวอย่างหนังเรื่อง ช.พ.๑ สมรภูมิคืนชีพ (Operation Undead) ในโรงภาพยนตร์ทำเราตื่นเต้นไม่น้อย เพราะหนังแนวซอมบี้ในไทยที่โปรดักชันใหญ่แบบนี้มีไม่เยอะ เป็นผลงานจาก โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ ผู้กำกับเจ้าของภาพยนตร์ที่หลายคนเคยได้ผ่านตาอย่าง ขุนพันธ์ไตรภาค, เฉือน (พ.ศ. 2552), ลองของ (พ.ศ. 2548) และอีกมากมายในสายดราม่าสยองขวัญ

ช.พ.๑ สมรภูมิคืนชีพ เล่าเรื่องในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วง พ.ศ. 2484 ช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นใช้เรือรบยกพลขึ้นบกเทียบจุดต่าง ๆ รวมถึงชายหาดจังหวัดชุมพร เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศอินเดีย ทหารทุกนายจึงถูกเรียกรวมพลเพื่อหยุดยั้ง เมฆ (รับบทโดย นนกุล-ชานน สันตินธรกุล) นายทหารชั้นประทวนผู้รักชาติยิ่งชีพก็เป็นหนึ่งในนั้น ขณะที่ หมอก (รับบทโดย อัด-อวัช รัตนปิณฑะ) น้องชายของเมฆซึ่งอยู่ในหน่วยยุวชนทหารกลับคิดจะหนีทัพ เพราะคิดว่าการไปรบมีแต่ตายกับตาย ทั้งคู่จึงทะเลาะกัน แต่ด้วยคำพูดของเมฆก็ทำให้หมอกยอมจำนนเข้าร่วมรบในท้ายที่สุด 

เมื่อถึงเวลารบ หมอกและเพื่อนหน่วยยุวชนทหาร ช.พ.๑ จำนวน 11 คน กลับพบว่ากองทัพญี่ปุ่นนำอาวุธชีวภาพเข้ามาด้วย นั่นคือทหารญี่ปุ่นที่ถูกทำให้กลายเป็นซอมบี้ แต่ด้วยความชุลมุนของสงครามนี้ ซอมบี้ตัวนั้นจึงหลุดออกมาไล่ล่าและกัดกินทุกชีวิตที่พบเห็น หน่วยยุวชนทหารทั้งหมดจึงหนีไม่พ้น ก่อนจะกลายพันธุ์เป็นซอมบี้อย่างไม่มีวันหวนกลับ

เห็นดังนั้น ไทยและญี่ปุ่นจึงยุติการสู้รบนี้ พร้อมประกาศเป็นพันธมิตรเพื่อกวาดล้างสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่หลุดจากการควบคุม เมฆได้รับคำสั่งด่วนให้เข้าร่วมภารกิจพิเศษ ภายใต้การนำของ ร้อยเอกนากามูระ (รับบทโดย เซกิ โอเซกิ) แต่ไม่นานเขาก็พบว่าทั้งหน่วยยุวชนทหารใน ช.พ.๑ กลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว น้องชายของเขาจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องกวาดล้างเช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่เราว่าน่าสนใจคือการโปรโมตด้วยวิธีการเล่าแบบ ‘Analog Horror’ คือการใช้ภาพ เทป หรือวิดีโอ เหมือนประกาศฉุกเฉินจากรัฐบาลในสมัยก่อนมาตัดสลับจนเกิดเป็นเรื่องใหม่ ฉายภาพยุวชนทหารที่หายตัวไปหลังการสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่น และเตือนให้เฝ้าระวัง ‘สิ่งมีชีวิตประหลาดที่ฆ่าไม่ตาย’ พร้อมแจ้งสิ่งที่ควรทำ เช่น ไม่ออกไปไหนลำพัง พกปืนหรืออาวุธมีประกายไฟ หรือหากพบสิ่งประหลาดให้ยิงได้เลย กลิ่นอายของโทรทัศน์จอตู้ที่ภาพชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง ซ้อนด้วยภาพซอมบี้แผลเหวอะและเสียงเพลงยุคเก่าหลอน ๆ นี้ได้ Herester TV ช่อง YouTube ที่ใช้วิธีการเล่าดังกล่าวมาร่วมสร้างสรรค์ในการโปรโมตครั้งนี้ ซึ่งหลายคนที่ได้เห็นก็รู้สึกตื่นเต้นไปตาม ๆ กัน

หลังดูตัวอย่างหนังเสร็จก็ยังไม่เข้าใจว่า ‘ซอมบี้ไทยแบบยูนีก’ ที่โขมตั้งใจเสนอต่างไปจากซอมบี้ทั่วไปยังไง แถมยังเฉลยทันทีว่าอัดกลายเป็นซอมบี้ตั้งแต่แรก ดูจบถึงรู้ว่าข้างในมีเซอร์ไพรส์ใหญ่อีกมาก อย่างการที่นนกุลกลายเป็นซอมบี้รูปหล่อใส่แว่นเซตผมไปอีกคน!

ปณิธาน – พี่ – น้อง

ท่ามกลางฉากแอคชันไล่ล่าสุดมัน โขมเลือกหยิบประเด็นครอบครัวมาใช้ผ่านตัวละครเมฆและหมอก ความขัดแย้งในมุมมองเรื่องสงครามปะทุขึ้นระหว่างทั้งสองตั้งแต่เมฆยังไม่เข้ารับราชการทหาร 

แม่มีความคิดเหมือนกับหมอกเพราะสามีของตนตายในสมรภูมิ จึงไม่อยากสูญเสียลูกชายคนไหนไปอีก แต่เมฆไม่คิดอย่างนั้น เขากลับอยากเป็นทหารและรับใช้ชาติเฉกเช่นพ่อ ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็ไม่เคยได้พบพ่อเลยด้วยซ้ำ 

หากย้อนมองถึงสภาพสังคมตอนนั้นคงไม่แปลกใจนัก เพราะฉากในเรื่องเมื่อเทียบกับความเป็นจริงแล้วอยู่ในช่วงการปกครองของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นยุคที่มีการสร้างชาติ-รัฐนิยมที่เห็นได้ชัดที่สุดในระดับนโยบาย ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และทางการทหาร เช่น การสร้างคำจำกัดความคำว่าชาติให้ชัดเจนโดยทั่วกัน การสร้างเพลงชาติ คำขวัญต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตอย่างเรื่องการกินที่ย้ำว่าให้กินข้าวน้อย เนื้อสัตว์เยอะ เพื่อให้แข็งแรง ไม่เสียเชิงเวลารบ ท้ายที่สุดประเทศชาติก็จะเข้มแข็ง 

อีกทั้งแนวคิดชายเป็นใหญ่ที่ส่งต่อกันมา ยิ่งทำให้เมฆคิดว่าตัวเองจะต้องปกป้องครอบครัวที่มีผู้หญิงถึง 2 คน และไม่วายกำลังจะมีลูกของตนเองในอนาคตอีก เหล่านี้ทำให้เมฆสมาทานแนวทางชาตินิยมแบบสุดโต่งได้ไม่ยาก 

ขณะที่หมอกอยู่ในสถานะ ‘น้อง’ เล็ดลอดจากความเป็นชายในอุดมคติที่สังคมโหมประโคม อาจเพราะความกดดันที่น้อยกว่า เนื่องจากหน้าที่ผู้นำในครอบครัวตกเป็นของพี่ชายไปแล้ว เขาจึงมีพื้นที่ให้คิดต่างและมีความฝันเป็นของตัวเองได้

แม้ทั้งสองจะเป็นตัวละครหลัก แต่น่าผิดหวังที่เรารับรู้และตีความความขัดแย้งของสองพี่น้องนี้ได้จากบทที่พูดซ้ำไปซ้ำมาในเรื่องเดิม ๆ เท่านั้น ภาพยนตร์ไม่ได้อธิบายเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรของทั้งคู่เท่าที่ควร เมื่อถึงเวลาที่คนเป็นน้องพูดถึงความฝันหรือคนเป็นพี่ต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง เราเลยไม่ค่อยอยากเอาใจช่วยหรือลุ้นไปกับทั้งคู่เท่าไหร่นัก

ไม่เพียงเท่านั้น ในเรื่องมีตัวละครเยอะมาก ซึ่งแต่ละคนก็มีประเด็นของตัวเอง ไม่ง่ายเลยที่จะทำออกมาได้อย่างลึกซึ้ง ครั้นจะเปิดประเด็นอะไรสักอย่างจึงเหมือนแค่แตะแล้วเดินผ่านเท่านั้น เช่น การใส่ประเด็นเรื่องพ่อของเมฆและหมอกหนีทหารที่น่าจะกระทบกับพี่น้องโดยตรง แต่กลับไม่ได้กล่าวถึง หรือบทแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ยืนหยัดต่อต้านสงคราม กล้าจับปืนเมื่อไร้ผู้ชายในบ้าน น่าจะเป็นตัวละครที่สร้างอำนาจให้ผู้หญิงได้ท่ามกลางยุคชายเป็นใหญ่และทำอะไรได้มากกว่านั้น กลับมีบทบาทน้อยมากจนถูกลืม

ซอมบี้ – สัญลักษณ์

ยอมรับว่าในตอนแรกเรารู้สึกต่อต้านซอมบี้นอกขนบ พอรู้ว่ากำลังดูซอมบี้พูดได้ คิดเป็น รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร และเลือกที่จะไม่กัดคนรักหรือครอบครัวได้ ก็เลยตั้งแง่ว่าซอมบี้ลักษณะนี้เหมือนคนที่มีพลังเพิ่มขึ้นแต่กินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเองเฉย ๆ เพราะซอมบี้ทั่วไปมักไร้ความคิด ไม่มีเป้าหมายในการล่าชัดเจน และไม่มีตัวไหนพิเศษกว่ากัน แต่ใน ช.พ.๑ สมรภูมิคืนชีพ ต่างออกไป

เมื่อเมฆถูกกัดจนกลายเป็นซอมบี้ ก็ผันตัวมาเป็นหัวหน้าฝูงซอมบี้ของเหล่ายุวชนทหาร บางครั้งที่มีคนคิดต่าง เมฆจะคำรามขู่เพื่อให้ยอมรับฟังคำสั่ง ทำให้ตอนดูขมวดคิ้วแบบไม่รู้ตัวอยู่หลายที

แต่พอกลับมาทบทวนใหม่ เราพบว่าการที่ซอมบี้คิดได้และมีความเป็นมนุษย์สูงนี้ อาจเน้นย้ำว่ามนุษย์ผูกติดกับเรื่องของ ‘อำนาจ’ เดิมทีก่อนเมฆถูกกัด เขาก็เป็นทหารยศสูงกว่ายุวชนทหาร อายุมากกว่า เมื่อทะเลาะกับหมอกก็มักจะพูดเหมือนตัวเองผ่านโลกมาเยอะกว่า ครั้นกลายเป็นซอมบี้แล้ว สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้หายไป ตัวตนของเมฆยังอยู่และสานต่ออำนาจที่ตัวเองมีจนจบเรื่อง

แม้จะตกตะกอนได้จาก ‘ซอมบี้ยูนีก’ ตามที่โขมพูด แต่ก็ยังเห็นว่ามีช่องโหว่อยู่บ้าง เพราะช่วงแรกที่โดนกัด ซอมบี้เหล่านี้ดูไม่มีสำนึก ไล่ล่ากัดกินแม้กระทั่งทหารและพลเรือนฝ่ายตนเอง แต่หลังจากนั้นก็สุมหัวกันว่าจะกัดกินแต่พวกทหารญี่ปุ่น ไป ๆ มา ๆ กลับมากัดชาวบ้านอีกเสียอย่างนั้น ไม่วายท้ายเรื่องดันมีสติเหมือนเป็นคนเต็มตัว พูดคุย วางแผนเป็นขึ้นมาดื้อ ๆ 

อีกบาดแผลหนึ่งของหนังเรื่องนี้จึงหนีไม่พ้นเรื่องขอบเขตความคิดของซอมบี้ และหากผู้กำกับตั้งใจให้สติขาด ๆ หาย ๆ ก็น่าสนใจว่าทำไมมีเพียงหมอกและเมฆเป็นซอมบี้มีจิตสำนึกคิดตลอดเวลา ต่างจากตัวอื่น ๆ 

ซอมบี้เป็นสัญลักษณ์ของความกังวลของคนในสังคม ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ว่าจะเรื่องภัยธรรมชาติ อาชญากรรม การระบาดของโรค หรือการเปลี่ยนผ่านจากสิ่งหนึ่งสู่อีกสิ่ง เช่น เหตุการณ์แพร่เชื้อแอนแทรกซ์ผ่านจดหมายโดยผู้ก่อการร้ายเกิดที่ขึ้นในสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2544 มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และได้รับเชื้อมากกว่า 20 ราย ในปีถัดมาก็มีภาพยนตร์อย่าง Resident Evil (พ.ศ. 2545) ที่พูดถึงการแพร่เชื้อไวรัสอย่างตั้งใจจนกลายเป็นซอมบี้ และ 28 Days Later (พ.ศ. 2545) ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสจากลิงชิมแปนซีจนผู้คนกลายเป็นซอมบี้เช่นกัน 

สำหรับเรา ซอมบี้ยูนีกของโขมบางฉากกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านจากความเชื่อทางศาสนาสู่ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับที่ซอมบี้ใน Dawn of the Dead (พ.ศ. 2521) ของผู้กำกับ George Romero ฉายาเจ้าพ่อซอมบี้ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านการบริโภคของคนอเมริกัน 

อย่างร่างทรง พิธีกรรมพื้นบ้าน และพระที่ปรากฏในตัวอย่างหนังล้วนถูกฆ่าตาย โดยร่างทรงนั้นถูกซอมบี้กิน ส่วนพระถูกทหารญี่ปุ่นยิง ซึ่งหากหนังเรื่องนี้สร้างเมื่อ 10 – 20 ปีที่แล้ว เราอาจไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้แน่ ๆ แต่คนไทยในปัจจุบันเริ่มตั้งคำถามต่อศาสนามากขึ้น อีกทั้งอิทธิพลของโลกยุคใหม่ เช่น การเข้าถึงข้อมูล การเติบโตทางเทคโนโลยี ก็มีส่วนทำให้คนรุ่นใหม่มีความคิดและค่านิยมที่ต่างไปจากเดิมไม่น้อย 

ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีคำถามที่ท้าทายต่อบรรทัดฐานของคุณธรรมและจริยธรรมในคอนเซปต์เดิมของซอมบี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็น หากฆ่าคนส่วนหนึ่งเพื่อปกป้องคนส่วนมากจะผิดไหม หรือจะทำอย่างไรหากคนในครอบครัวกลายเป็นซอมบี้ เหล่านี้ก็ยังชวนให้คิดไม่ตกและถกได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เพื่อชาติ – (?)

สิ่งที่ไม่พูดถึงเลยคงไม่ได้คือฉากจำลองการต่อสู้ของยุวชนทหารกับทหารญี่ปุ่น ซึ่งเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ที่จังหวัดชุมพร แม้จะเปลี่ยนสะพานท่านางสังข์เป็นริมชายหาด แต่ยังคงรายละเอียดเล็ก ๆ ไว้ อย่างการที่ผู้คุมหน่วยถูกยิงเสียชีวิตต่อหน้ายุวชนทหาร เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์แล้วคงเป็น ร้อยเอกถวิล นิยมเสน ผู้บังคับหน่วยฝึกยุวชนทหารที่ 52 ที่นำทัพก่อนจะถูกกระสุนจากญี่ปุ่นยิงเสียชีวิตทันที

รายละเอียดที่ผู้กำกับเลือกใช้เป็นเรื่องน่าชื่นชม แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เรารู้สึกหดหู่ เพราะยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่ายุวชนทหารอายุ 16 – 17 ปีที่เกณฑ์ไปรบในภาพยนตร์มีเลือดเนื้ออยู่จริง อนุสาวรีย์ยุวชนทหารที่ตั้งตระหง่านริมถนนเชิงสะพานท่านางสังข์ แต่งกายด้วยเครื่องแบบและถือปืน พร้อมด้วยคำเยินยอว่า ‘เสียสละ กล้าหาญ’ ชวนให้คิดว่าสิ่งเหล่านั้นชดใช้ความเสียหายทางจิตใจของเด็กมัธยมปลายตอนนั้นได้แค่ไหน และรัฐไทยได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวนี้บ้าง 

เพราะปัจจุบันยุวชนทหารยังอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อมาเป็น รด. (รักษาดินแดน) ต่างถูกหมางเมินกับปัญหาที่พวกเขาเจอ เช่น เพศกำเนิดที่เลือกไม่ได้ ร่างกายที่ไม่แข็งแรง และสถานะทางการเงินที่ไม่เอื้อต่อค่าเครื่องแบบ ค่าธรรมเนียม และค่าบำรุงสถานที่ที่จ่ายเป็นรายปี แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องทนเรียนเพื่อหลีกเลี่ยงการจับใบดำใบแดง เมื่อสำเร็จการศึกษายังต้องพกใบจบ รด. เพื่อสมัครงาน เพราะไม่ค่อยมีที่ไหนอยากรับคนที่อาจต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารกลางคัน ลามไปสู่วาทกรรม ผู้ชายลำบากกว่าผู้หญิงมากในการเป็นทหาร ทั้งที่ไม่ควรมีใครหรือเพศไหนเป็นเหยื่อจากเรื่องนี้เลย

เรามองว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องผู้นำที่อยากให้ประเทศตนเองขึ้นเป็นมหาอำนาจ และชนชั้นนำที่ได้ผลประโยชน์จากการสนับสนุนสงคราม ขณะที่อีกฝ่ายอ่อนแอกว่าต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างไม่มีทางเลือก เมื่อมองในระดับย่อยกว่านั้น ประชาชน พลเรือน ทหาร ไม่ได้อะไรไปมากกว่าเป็นหมากของเบื้องบน 

พวกเขาถูกใช้คำว่า ‘เพื่อชาติ’ มาเป็นเหตุผลสั้น ๆ ในความไม่ปกติที่เกิดขึ้น และหากลองทบทวนกันอีกสักหน่อย จะพบว่า ไม่ว่าเด็กหรือผู้ชายคนไหนก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อตายในสงคราม

การชื่นชมพวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องผิด เราเพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าการสืบต่อการทำปกป้องประเทศ ‘แบบผิด ๆ’ เป็นเรื่องที่น่าตระหนักและให้แสงไม่น้อยกว่าเรื่องไหนเลย

หากปิดจบไปโดยไม่พูดถึงการแสดงของนักแสดงเรื่องนี้คงจะโกรธตัวเองอยู่มาก เพราะแค่ดูก็รู้แล้วว่าทุกคนฝึกร่างกายและเตรียมพร้อมกันมาอย่างดีเพื่อเป็นซอมบี้ กระทั่งนักแสดงหน้าใหม่ รวมถึงนักแสดงสมทบคนอื่น ๆ ก็สวมบทบาทได้อย่างไร้ที่ติ 

เช่นเดียวกับโปรดักชันที่ดูจะทุ่มทุนไปไม่น้อย เป็นที่ประจักษ์ทันทีเมื่อคนข้างหลังส่งเสียงกรี๊ดออกมาเป็นระยะ ๆ ในช่วงแรกที่ซอมบี้ปรากฏ รวมถึงแสง สี เสียงที่ทำออกมาให้เราเชื่อจริง ๆ ว่ากำลังอยู่ในสมรภูมิรบอันน่าสะพรึงกลัว เว้นแต่ CG เปลวไฟที่ใช้เผาซอมบี้ ซึ่งควรเป็นการปิดจบเรื่องแบบสมเกียรติโปรดักชันยักษ์น่าตื่นตาตื่นใจนี้ แต่กลับทำออกมาได้ไม่สมจริงเท่าไหร่ เรากับสหายที่ไปดูถึงกับงงไปตาม ๆ กัน

ตัวบทโดยรวมไม่ได้แข็งมากพอเมื่อเทียบกับเรื่องที่ชมไปก่อนหน้า เพราะนอกจากการดำเนินเรื่องช่วงแรกที่เร็วจนทำให้ไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร ช่วงหลังยังเฉื่อยในความรู้สึก แม้จะเป็นจุดสำคัญของเรื่องก็ตาม

ประเด็นในเรื่องนี้จึงไม่ทรงพลังมากพอที่จะสะกดทุกคนได้อยู่หมัด เพราะช่วงที่น่าจะสร้างความอ่อนไหวได้มาก กลับได้ยินคนด้านข้างกรน ด้านบนร้องไห้ ขณะเดียวกันคนข้างล่างก็ไม่ยอมหยุดเล่นโทรศัพท์เลยตั้งแต่กลางเรื่องจนโดนเตือนไป 2 ที หนังยังต้องพึ่งพาประสบการณ์ส่วนตัวและการตีความบางอย่างอยู่ตลอดเวลา จนบางทีก็เหนื่อยไปกับการคิดและตั้งคำถามมากกว่าปล่อยใจดูไปอย่างสนุก ๆ อย่างที่ควรเป็น

หากโขมอยากจะทำหนังซอมบี้ทั่วไปก็คงทำได้ แต่เขาเลือกทำตามความตั้งใจแรกที่อยากให้ซอมบี้เรื่องนี้ไม่เหมือนใคร เพราะโขมเชื่อว่าโลกนี้กว้างพอที่จะมีพื้นที่ให้กับผู้สร้างสรรค์เสมอ แม้คนจะยินดีหรือชิงชัง แต่ความสุขตอนได้ทำย้ำเตือนให้เขารู้ตัวว่าตนเองกำลังมาถูกทาง

ช.พ.๑ สมรภูมิคืนชีพ จึงนับเป็นความกล้าหาญ ชวนให้ติดตามดูพัฒนาการของหนังแนวนี้อีกเรื่อย ๆ พร้อมทิ้งทวนให้เรากลับไปคิดถึงอดีตที่ยังคงสะท้อนและส่งผลลัพธ์อย่างไม่ขาดสายจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลอ้างอิง
  • www.tdc.mi.th/pdf/TDC_History.pdf
  • ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2016f
  • www.bbc.com/thai/thailand-53399231

Writer

พิรุณพลอย อัจฉรานิวัฒน์

ทาสหมาผู้ชอบอ่านพอ ๆ กับเขียน ชอบเรียนมากกว่าออกไปใช้ชีวิต และคิดว่าครูที่ดีที่สุดในชีวิตคือผู้คน