แค่เห็นใบปิดหนัง Never Let Go ผูกเป็น หลุดตาย ที่แม่ตระกองกอดลูกทั้ง 2 ไว้แน่นหนา ก็ดึงความสนใจเราไว้ได้มากโข ราวกับมีเสียงเรียกให้เข้าไปดูว่าหนังเรื่องนี้จะปลดปล่อยพลังความเป็นแม่อย่างไร แต่กว่าจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญ ตัวก็อยู่หน้าโรงภาพยนตร์เสียแล้ว…
Never Let Go ผูกเป็น หลุดตาย
ประเภท : สยองขวัญ เอาชีวิตรอด
ประเทศ : สหรัฐอเมริกา
กำกับ : Alexandre Aja
เขียนบท : Kevin Coughlin และ Ryan Grassby
นักแสดงนำ : Halle Berry, Percy Daggs IV, Anthony B. Jenkins
ความยาว : 1 ชั่วโมง 41 นาที
*บทความนี้เปิดเผยส่วนสำคัญของเนื้อเรื่อง*
ส่วนตัวแล้วเราไม่ได้เป็นแฟนคลับของหนังสยองขวัญ แต่เป็นแฟนคลับหนังที่ว่าด้วยเพศสภาพ เพศวิถี และสตรีศึกษา ยิ่งอยู่บนพื้นฐานของภาพยนตร์แนวเอาชีวิตรอด ซึ่งมีกฎเหล็กว่าด้วยการพรากอิสระทางผัสสะก็ไม่พลาดสักหนึ่ง ไม่ว่าจะ A Quiet Place (ปี 2018) และ The Silence (ปี 2019) ที่ห้ามส่งเสียง เพราะถึงเอเลียนที่บุกโลกจะตาบอด แต่กลับหูดีจนแม้แต่เสียงฝีเท้าก็ยังได้ยิน ทั้ง 2 เรื่องต่างเต็มไปด้วยความเข้มแข็งของผู้หญิงในบ้าน หรือ Bird Box (ปี 2018) ที่แม่เลี้ยงเดี่ยวต้องปกป้องทั้งลูกตัวเองและลูกคนอื่น โดยมีเงื่อนไขว่าต้องปิดตาทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน เพราะผู้ที่เห็น ‘มัน’ ต่างพากันฆ่าตัวตายอย่างไม่มีสาเหตุ
อเล็กซองดร์ อาฌา (Alexandre Aja) ผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องหนังเอาตัวรอดอย่าง The Hills Have Eyes (ปี 2006) Crawl (ปี 2019) หรือ Oxygen (ปี 2021) มาปีนี้ เขาได้ส่ง Never Let Go ผูกเป็น หลุดตาย เข้าร่วมด้วยอีกเรื่อง ภายใต้เงื่อนไข ‘ไร้เชือก ไร้ชีวิต’
ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับอสุรกายมนุษย์ครึ่งงูที่สั่นประสาทจนลืมหายใจ น่าสนใจว่าเรื่องนี้จะแตกต่างจากหนังเอาชีวิตรอดเรื่องอื่น ๆ อย่างไร หรือจะซ้ำซ้อนกับภาพยนตร์แนวเดียวกันจนนึกว่าเป็นภาคต่อของหนังสักเรื่อง บทความนี้จะชวนวิเคราะห์ แชร์มุมมองเรื่องเพศและความเป็น ‘แม่’ แบบไม่กั๊ก!

เรื่องราวเกี่ยวกับ จูน (รับบทโดย ฮัลลี เบอร์รี) แม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องประคับประคองลูกแฝดของเธออย่าง ซามูเอล (รับบทโดย แอนโทนี บี. เจนกินส์) และ โนเลน (รับบทโดย เพอร์ซี แด็กก์ส) ให้อยู่รอดปลอดภัยในวันหลังโลกล่มสลาย ไม่มีมนุษย์คนไหนรอด มีเพียงพวกเขาทั้ง 3 และสุนัขซึ่งช่วยล่าสัตว์เล็กได้เป็นครั้งคราว ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านโบราณท่ามกลางป่าลึก
เด็กชาย 2 คนเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ต้องอดทน การอดมื้อกินมื้อเป็นอะไรที่ดูจะคุ้นเคยมากกว่าการได้เห็นรอยยิ้มของคนในบ้าน เกือบทุกวันต้องออกตามหาเสบียงมาประทังชีวิต แต่มันไม่ง่ายเช่นนั้น เนื่องจากรอบ ๆ บ้านมีปีศาจร้ายแฝงตัวอยู่ทุกที่ สิ่งเดียวที่จะช่วยได้คือ ‘เชือก’ ที่ยึดโยงกับรากฐานของบ้านอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อไหร่ที่เชือกยังประทับอยู่บนกาย ปีศาจจะทำอันตรายใด ๆ ไม่ได้ เพราะแค่สัมผัสเดียวจากมันก็นำพวกเขาสู่ความตายได้ไม่ยาก จูนจึงต้องตั้งกฎสำคัญในการเอาชีวิตรอด 4 ข้อ
- ผูกเชือกไว้กับรากฐานของบ้านศักดิ์สิทธิ์
- กล่าวคำศักดิ์สิทธิ์ให้บ้านปกปัก
- จำไว้เสมอว่าสิ่งที่เห็นอาจเป็นภาพลวงตาของปีศาจ
- ห้ามปล่อยเชือกเด็ดขาด!

หนังครอบครัว
หนังเอาตัวรอดแบบมีเงื่อนไขหรือกฎตายตัว ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นหนังที่ดำเนินเรื่องด้วยครอบครัว อาจเพราะเป็นสถาบันหน่วยย่อยที่เราคุ้นเคยที่สุด จึงง่ายต่อการสร้างความผูกพันระหว่างตัวละครและผู้ชม
เมื่อก่อนผู้นำหลักมักจะเป็นพ่อ ขณะที่ปัจจุบันการนำของตัวละครแม่เลี้ยงเดี่ยวเริ่มเพิ่มขึ้น เช่นใน Bird Box สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดอิสระของผู้หญิงต่อทางเลือกในชีวิตคู่ที่มีมากกว่าเดิม พวกเธอหย่าร้างได้เมื่อพบว่าชีวิตคู่เส็งเคร็ง จากการสำรวจในสหรัฐฯ ปี 2024 รายงานโดย Forbes พบว่าฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หย่าร้างกันส่วนใหญ่มักเป็นการนอกใจ ความรุนแรงในครอบครัว หรือการใช้สารเสพติดมากถึงร้อยละ 69
Never Let Go ไม่ได้หนีออกจากธีมครอบครัว มีแม่เลี้ยงเดี่ยวและลูกเป็นตัวดำเนินเรื่อง เราไม่ทราบสาเหตุการหย่าร้างของเธอที่แน่ชัด แต่หลายครั้งปีศาจมักจะจำแลงกายมาอยู่ในรูปของสามีเธอบ่อยครั้ง พร้อมบอกว่าเธอนำความปลอดภัยมาให้เด็ก ๆ ไม่ได้หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเขา ราวกับว่าเป็นการกดดันจากขนบที่ครอบครัวต้องประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูก แต่โชคดีที่จูนไม่คิดแบบนั้น และเชื่อมั่นว่าเธอแข็งแกร่งพอที่จะดูแลลูกได้คนเดียว

ระหว่างการเอาตัวรอดได้ฉายให้เห็นถึงความเข้มงวดของแม่ที่บังคับให้ลูกอยู่ในโอวาส ไร้อิสระ จำกัดจำเขี่ยกับทุกเรื่อง ซึ่งเหตุผลก็หนีไม่พ้นเรื่องความรัก คล้ายกับที่เกิดขึ้นในเรื่อง A Quiet Place และ Bird Box ไม่น้อย เป็นความตั้งใจของอาฌาที่ต้องการตีแผ่การเป็นพ่อแม่ เขามองว่าการปกป้องลูกมากจนเกิดไปนั้นอาจนำไปสู่ความผิดพลาด ความรักที่มากเกินไปไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป และการเข้มงวดอาจนำไปสู่ภัยอันตราย
แฝดในเรื่องจึงถือเป็นตัวละครที่ฉายให้เห็นถึงผลกระทบแบบการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ปกป้องลูกมากเกินไป (Overprotective Parents) จนทำให้เด็กรู้สึกอึดอัดหรือคิดว่าไม่ถูกรัก
สังเกตได้จากฉากที่ทั้ง 3 ต้องไปหาอาหารจากในป่าเช่นทุกวัน เมื่อแฝดพี่อยู่กับแฝดน้องตามลำพัง จู่ ๆ ซามูเอลก็พูดขึ้นมาว่า “แม่รักฉันมากกว่า” ทำให้โนเอลโกรธมากจนเหยียบเชือกหลุดออกจากตัวอีกฝ่าย คล้ายกับการแหกกฎสู่ความตายอันมีเหตุผลมาจากความอิจฉาที่แม่ดูจะเข้ากับซามูเอลได้ดีกว่า
หลังจากเอาตัวรอดจากปีศาจได้ โนเอลกลัวการลงโทษจนต้องโกหกว่ามันคืออุบัติเหตุ เชือกจึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ช่วยให้พวกเขารอดชีวิต แต่ยังสื่อถึงกรอบไร้อิสระซึ่งผูกมัดลูกไว้อยู่กับแม่ไม่ห่าง และบางทีที่เชือกแน่นจนเกินไป ก็คงจะเป็นเด็ก ๆ ที่อยากตัดมันออกโดยไม่คำนึงถึงปีศาจ เพราะพวกเขาเองก็โดนความเข้มงวดนั้นรัดจนแทบหายใจไม่ออก

ถึงอย่างนั้น เราคิดว่าเรื่องข้างต้นเป็นความยากของแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องแบกรับความกังวลในหลาย ๆ ทางพร้อมกัน ทั้งเรื่องอาหาร ปีศาจ ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนในบ้านที่ไม่อยากให้พี่น้องเกลียดกัน ทุกอย่างต่างถาโถมใส่เธอ สร้างทั้งความเครียดและกดดันให้จูนแบบที่เธอไม่เคยบอกใคร
สิ่งที่ละเลยไปไม่ได้จึงเป็นภูมิหลังของตัวละครนี้ จูนเติบโตในครอบครัวซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรงและเคร่งศาสนามาก จนเธอทนไม่ไหวและหนีออกจากบ้าน ผลลัพธ์ที่พ่อกับแม่ของเธอทำผสมปนเปไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสภาะวันสิ้นโลกเช่นนี้ ทำให้เธอมองว่าเมื่อรักมากก็ต้องปกป้องมาก เมื่อปกป้องมากก็จำต้องเสียสละ และสิ่งที่เธอเสียสละมากที่สุด คือการยอมโดนลูก ๆ เคลือบแคลงในความเป็นแม่
ฮัลลี เบอร์รี เจ้าของรางวัล Oscars สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง Monster’s Ball เมื่อปี 2001 ตีบทบาทจูนแตกอย่างไม่ต้องสัย เธอไม่ได้เป็นเพียงนักแสดงนำ แต่ยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง คัดเลือกนักแสดง พัฒนาบท และอยู่ในขั้นตอนกระบวนการสร้างอีกหลาย ๆ ด้าน แถมยังสืบค้นและเรียนรู้จากคดีครอบครัวเทอร์พินที่พ่อแม่กักขังลูก ๆ 13 คนของตัวเองไว้ในบ้านเพื่อให้เข้าใจบทบาทอันซับซ้อนและนำมาปรับใช้ ส่งเสริมตัวละครของเธอให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งหนังครอบครัวที่แม้จะชุ่มโชกไปด้วยความสยองขวัญของปีศาจ แต่ก็เจือปนบทเรียนของความเป็นพ่อแม่ที่ยากไม่แพ้การเอาชีวิตรอดในหนังเรื่องไหน ๆ เลย


หนังสะท้อนสังคม
Never Let Go โดดเด่นออกมาจากหนังเอาตัวรอดเรื่องอื่น ๆ โดยการเล่นกับประเด็นทางจิตวิทยา จูนเป็นตัวละครเดียวที่ปีศาจยอมให้เห็น และเป็นคนเดียวที่รับรู้ว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้นบ้าง ลูกแฝดของเธอเป็นเพียงเด็กที่ลืมตามาเห็นว่าโลกที่เขาอยู่ไม่มีคนอื่นนอกจากปีศาจตามที่แม่ได้บอกไว้
กระนั้น สิบปากว่าจึงไม่เท่าตาเห็น เพราะแม้ลูกของเธอจะเชื่อฟังเรื่องการผูกเชือกมากแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้เชื่อถือมากจนหมดใจว่ามีปีศาจอยู่จริง ๆ นำไปสู่การแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่าย คือเด็กที่เชื่อฟังแม่อย่างซามูเอล กับเด็กที่พร้อมจะไปทิศทางที่ตรงกันข้ามกับแม่แบบโนเอล ยิ่งตอกย้ำให้โนเอลรู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกรักและโดดเดี่ยวมากกว่าเดิม

ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ความขัดแย้งระหว่างคนที่เชื่อกับคนที่กังขา และทวีคูณให้ต้องขบคิดเมื่อพบว่าไม่ใช่แค่ตัวละครแฝดพี่แฝดน้องที่ถกเถียงกันเรื่องการมีอยู่ของปีศาจ แต่เสียงจากผู้ชมที่ดูจบต่างพูดคุยจอแจว่าแท้จริงแล้วปีศาจอาจไม่มีอยู่จริงก็เป็นได้ คงเป็นเพียงสิ่งที่แม่สร้างขึ้นมาเอง แม้ลูก ๆ จะเห็นปีศาจด้วยตัวเองท้ายเรื่อง แต่ทฤษฎีสมคบคิดอย่างการหิวหรือเครียดจนเกิดภาพหลอนประสาทก็ตามมา ทำให้เราฉุกคิดว่าความคิดเหล่านี้เป็นไปได้ หรือเป็นสิ่งที่สังคมสะท้อนผ่านความอคติทางเพศกันแน่ เพราะหากย้อนดูสิ่งที่น่าจะเป็นกลางมากที่สุดอย่างการแพทย์ คำพูดของผู้หญิงกลับถูกลดทอนความน่าเชื่อถือลงแบบดื้อ ๆ ราวกับฉากใน Barbie (ปี 2023) ที่เคนโดนหญิงในโรงพยาบาลปฏิเสธไม่ให้เป็นคนผ่าตัด จึงขอคุยกับหมอ ซึ่งคนที่เคนกำลังคุยอยู่นั่นแหละหมอ เพียงแต่เธอเป็นผู้หญิง
Hysterical Women: Pain Bias and Epistemic Injustice in Medicine วิจัยว่าด้วยเรื่องความอคติทางความเจ็บปวดของผู้หญิงและการตีความจากการขาดความรู้ในวงการแพทย์ เขียนโดย Megan Macphee ให้ข้อมูลว่า ในช่วงปี 1990 ผู้หญิงประเทศสหรัฐอเมริกามักได้รับการจ่ายยาน้อยกว่าผู้ชาย และต้องรอนานกว่า หากผู้ชายบ่นว่าเจ็บปวด พวกเขาจะได้รับยาแก้ปวด ในขณะที่ผู้หญิงจะได้ยาระงับประสาท เพราะแพทย์มองว่าอาการเจ็บปวดของพวกเธอมาจากทางจิตมากกว่าทางกาย
ในทศวรรษ 1950 ตำราจิตเวชศาสตร์ของไทยได้อธิบายโรคทางจิตเวชว่าผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคประสาทมากกว่าผู้ชาย เหตุมาจากผู้หญิงถูกเชื่อมต่อเข้ากับบทบาททางเพศในสังคม ทางแพทย์เชื่อว่าหากผู้หญิงต้องทำงานที่ใช้ความสามารถ ความกล้า หรือเจองานหนักแบบผู้ชาย พวกเธออาจทนไม่ได้ เพราะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายกว่าผู้ชายถึงร้อยละ 70 จึงลงเอยด้วยการเป็นโรคประสาทสูงกว่า

ปัจจุบันแม้จะไม่มีข้อมูลเชิงสถิติอย่างชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่เราพบเห็นได้จากข่าวและสื่อกระแสหลักอยู่ตลอดเวลา เช่น หากถูกข่มขืนจะโดนตั้งคำถามว่าแต่งตัวอย่างไรทันที เพียงเพราะเชื่อว่าเหยื่อคนนั้นตั้งใจแต่งตัวยั่วผู้ชาย
ในการพูดคุยเรื่องความเชื่อของคนดู เราอาจค้นพบว่าความน่าเชื่อถือของผู้หญิงถูกลดทอน และนำเราไปขุดคุ้ยอคติทางเพศในอดีต พร้อมถามตัวเองว่าเราไม่เชื่อจูนเพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องพาให้คิดเช่นนั้น หรือเป็นเพราะอคติทางเพศที่เราได้รับการสืบทอดมาอย่างไม่รู้ตัว
ผู้เขียนเดาไม่ได้ว่าความเชื่อแบบไหนที่อาฌาและผู้เขียนบทต้องการจะสื่อสาร แต่สังคมและความคิดของคนดูจะสะท้อนออกมาเสมอ หลังจบหนังเรื่องอื่น ในประเทศอื่น หรือในสังคมอื่นก็จะเจอบทวิเคราะห์อื่นที่สะท้อนความเชื่ออื่น ๆ ก็เป็นได้ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างแท้จริง สร้างให้เกิดการพูดคุย ถกเถียง และเป็นภาพแทนของสภาพแวดล้อมในที่นั้น ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม


หนังสยองขวัญ
ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทิ้งช่วงไปกับการอธิบายตัวละคร ฉาก หรือสถานที่นานมากจนเกินไป หรือไม่ก็เพราะเรากำลังทึ่งกับเทคนิคการถ่ายทำที่ใช้เลนส์มุมกว้างเก็บบรรยากาศ ซึ่งสร้างความอึดอัดกดดันได้เป็นอย่างดี ป่าสนไม่ได้ช่วยให้สบายตา แต่กลับดูโหวงเสมือนทั้งโลกไม่เหลืออะไรแล้วจริง ๆ แต่อาจเรียกว่าเป็นสูตรสำเร็จของหนังสยองขวัญก็เป็นได้
ความรู้สึกของการชม Never Let Go ในช่วงแรกจึงไม่ได้แตกต่างออกไปจากเรื่องอื่นมากนัก เพราะประสบการณ์ด้านการดูหนังผีและหนังเอาตัวรอดของผู้เขียนก็มีไม่น้อย แต่จะเป็นไปในเชิงตื่นเต้นและเอาใจช่วยเสียมากกว่า

กระทั่งองก์ที่ 2 ของเรื่องที่ผู้เป็นแม่ตาย เราเผลอคิดล่วงหน้าไปว่าต่อจากนี้จะเป็นการผจญภัยเอาตัวรอดของเด็ก 2 คนแทน แต่หนังกลับพลิกแพลงด้วยการเลือกความไร้เดียงสาของเด็กมาใช้แทนความน่ากลัวของอสูรกาย ครอบงำเด็กด้วยปีศาจและเล่นงานพี่น้องร่วมสายเลือด
นี่ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่ใช้ความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของเด็กมาสร้างความน่ากลัวในหนังสยองขวัญ แต่การพลิกล็อกจากตัวละครที่เราเชื่อว่าพวกเขาอยู่ฝ่ายมนุษย์สู่ฝ่ายเขย่าขวัญก็สั่นคลอนประสบการณ์เราได้มากทีเดียว
ส่วนสูตรสำเร็จของหนังสยองขวัญที่ว่าก็ไม่ถือเป็นข้อด้อยแต่อย่างใด เพราะการที่ไม่ได้บอกเรื่องราว ไม่ได้เล่ากฎที่ตายตัว ไม่ได้พูดที่มาของปีศาจมากมายจนข้อมูลล้นหัว อาจถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง เพราะเหลือที่ว่างให้ผู้ชมได้จินตนาการ ได้ผสมเรื่องราวเข้าไปเพิ่ม จนเกิดเป็นการรับรู้ในแบบที่คนดูจะรู้สึกสยองได้มากที่สุด และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราต้องตีอกชกตัว อยากกระโดดเข้าไปในจอและช่วยออกความเห็นในหลาย ๆ ฉาก ราวกับว่าพวกเขามีตัวตนอยู่จริง

หาก Never Let Go เป็นเหมือนอาหาร คงเป็นจานที่แตกต่างจาก A Quiet Place, The Silence และ Bird Box ได้อย่างแยบยล ในขณะเดียวกัน ความเหมือนไม่ได้ทำให้หนังเฝื่อน แต่กลับสอดแทรกรสชาติใหม่ ๆ ที่คุณไม่เคยเจอให้ชิมอย่างไม่ทันตั้งตัว และก่อนคำสุดท้ายจะหมดไป ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่วายทิ้งทวนให้เราคิดถึงบาดแผลของสถาบันครอบครัว สังคมที่สะท้อนปัญหาทางเพศ และทำให้เราได้สำรวจตัวเองมากกว่าเพียงแค่สนุกไปกับการรับชมหนังสักเรื่อง
ตามไปเอร็ดอร่อยกับความสยองพร้อมกันได้ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2567 ทุกโรงภาพยนตร์
ข้อมูลอ้างอิง
- forbes.com/advisor/legal/divorce/divorce-statistics/#sources_section
- www.abdn.ac.uk/pgrs/documents
- หนังสือ ‘นารีวิปลาส ตัวตนผู้หญิง (ประหลาด) ในรัฐจิตเวชสมัยใหม่’
