หากใครเคยดูผลงานของ Bong Joon-ho (บงจุนโฮ) มาก่อน จะรู้ว่าภาพยนตร์ของเขา ต่อให้เป็นงานใหญ่หรือเล็ก จะมีประเด็นสังคมในปัจจุบันสอดแทรกอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องระบบที่ไม่เป็นธรรมกับชนชั้นแรงงาน ฐานะค่อนไปทางยากจน Mickey 17 ถือเป็นการกลับมาทำหนังฟอร์มยักษ์อีกครั้ง หลังจากกำกับ Snowpiercer ไปเมื่อปี 2013 ชีวิตบงจุนโฮหลังได้ออสการ์จาก Parasite เลยถูกคาดหวังไม่น้อย กับ Mickey 17 จึงถูกคาดหวังให้เป็นหนังที่มีประเด็นหนักแน่นใกล้เคียงกัน เพียงแต่ครั้งนี้เขาเลือกเส้นทางที่ต่างออกไปจากเดิมเล็กน้อย

Mickey 17 เป็นเรื่องราวที่อิงมาจากนวนิยาย Sci-fi ในชื่อ Mickey 7 ของ Edward Ashton เล่าเรื่อง Mickey Barnes (นำแสดงโดย Robert Pattinson) ที่เผชิญปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้เขาต้องมาสมัครเป็น ‘มนุษย์ใช้แล้วทิ้ง’ หน้าที่ของเขาคือสำรวจดาวเคราะห์เพื่อหาถิ่นที่อยู่ใหม่ให้กับมวลมนุษย์ที่กำลังประสบพบเจอกับภัยพิบัติธรรมชาติบนโลก โดยมีผู้นำอย่าง Kenneth Marshall (นำแสดงโดย Mark Ruffalo) เป็นหัวเรือใหญ่ของโครงการในการคัดเลือกและนำพาเหล่าผู้คนที่พร้อมจะสำรวจดาวเคราะห์ใหม่ไปด้วยกัน
ผู้น้อย
บงจุนโฮไม่ใช่ผู้กำกับที่ใจดีนัก เรื่องราวที่ดูเหมือนจะจบได้อย่างสวยงามจึงถูกเล่าอย่างหนักแน่น ประเด็นหลักของภาพยนตร์คือการปะทะกันระหว่างชนชั้นผู้นำและแรงงาน โดยเล่าผ่านตัวมิกกี้ที่ตายและเกิดใหม่ได้ตลอดเวลา เพราะจุดประสงค์ของเขาเป็นได้แค่หนูทดลองเพื่อทดสอบสภาพอากาศของดาวดวงใหม่เท่านั้น ไม่ได้มีความสำคัญต่อคนอื่น ๆ มากนัก เพราะทุกคนรวมถึงตัวเขาเองก็รับรู้ว่ายังไงซะเขาก็เกิดใหม่ได้อยู่ดี
จุดเปลี่ยนของเรื่องอยู่ที่ตัวมิกกี้ลำดับที่ 17 ดันมีชุดความรู้สึกที่อ่อนไหวง่ายกว่าตัวอื่น ๆ มีความนึกคิด เป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ยอมเออออตามระบบที่วางเอาไว้ แม้ระบบจะไม่เคยเข้าข้างเขาเลยก็ตาม หนำซ้ำยังต้องมาตอบคำถามเดิม ๆ ที่เขาได้ยินเกือบจะตลอดเวลาว่า “ความตายเป็นยังไง”
เมื่อการสำรวจดวงดาวเกิดอุบัติเหตุขณะทำภารกิจ ทำให้ทุกคนเข้าใจว่ามิกกี้ลำดับที่ 17 ตายไปแล้ว จึงเกิดการสร้างมิกกี้ลำดับที่ 18 ขึ้นมา แต่หารู้ไม่ว่าจริง ๆ แล้ว มิกกี้ 17 ยังไม่ตาย จึงเกิดเรื่องราวหลังจากนั้นตามมาที่ค่อนข้างจะโกลาหลพอสมควร

การเกิดใหม่ของมิกกี้ 18 เปรียบเหมือนกระจกสะท้อนให้กับมิกกี้ 17 ถึงแม้จะมีรูปลักษณ์หน้าตาแทบจะเป็นคนคนเดียวกัน แต่ในเชิงอุปนิสัยกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเรื่องน้ำเสียงที่แตกต่างกัน ความคิด การควบคุมอารมณ์ ไปจนถึงรสนิยมทางเพศ
การมีมิกกี้ 17 และ 18 เป็นเครื่องมือในการเล่าประเด็นทางสังคมของบงจุนโฮ มิกกี้ 17 เป็นตัวแทนคนที่ไม่กล้าเสี่ยงแหกกฎระเบียบของสังคม อาจเพราะด้วยความเกรงกลัวต่ออำนาจที่กดเอาไว้อยู่ แต่มิกกี้ 18 เป็นตัวแทนความต้องการลึก ๆ ของมิกกี้ที่ถูกเก็บเอาไว้ไม่เคยเผยให้ใครเห็น
แต่ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ว่าจะมิกกี้ลำดับไหนก็ตาม เขาก็เป็นได้แค่บุคคลที่เลือกชะตาชีวิตของตนเองไม่ได้อยู่ดี ทุกอย่างกำหนดให้เขาเป็นแบบนี้ตั้งแต่เขาเซ็นสมัครเป็น ‘มนุษย์ใช้แล้วทิ้ง’ ไปแล้ว

ผู้มาเยือน
ในหนังยังเล่าอีกหนึ่งตัวละครที่น่าสนใจคือเอเลียนที่ชื่อว่า ‘Creeper’
การมาถึงของเหล่ามนุษย์โลกทำให้ Creeper ตั้งคำถามว่า นี่คือการรุกรานเพื่อแย่งชิงอาณานิคมหรือเปล่า Creeper เป็นประชากรที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนดาว Niflheim มายาวนาน เขามองเหล่ามนุษย์อย่างเรา ๆ ว่าเป็นเอเลียนเช่นกัน
สิ่งนี้ทำให้เห็นความดิบเถื่อนของมนุษย์ได้อย่างชัดเจนว่ามนุษย์มีความต้องการครองอำนาจเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งบนโลกในช่วงยุคสมัยหนึ่ง มนุษย์ก็ต่างล่าอาณานิคมเพื่อแย่งชิงเป็นมหาอำนาจของกันและกันอยู่แล้ว พอมีศักยภาพในเรื่องเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ก็ไม่วายที่จะใช้สันดานดิบเถื่อนแบบนี้อีกรอบหนึ่งเพียงเพราะความไม่รู้จักพอ


จะว่าไป Mickey 17 ก็คล้าย Statement ของบงจุนโฮต่อประเด็นทางสังคมในปัจจุบัน ทั้งเรื่องการแย่งชิงทรัพยากร ความล้าหลังของมนุษย์ในด้านมนุษยธรรม รวมไปถึง Propaganda ที่ตัวละครเลือกขายฝันให้กับผู้คนว่าจะนำไปสู่หนทางที่งดงาม
แต่สิ่งเหล่านี้ถูกฉาบทับไว้บนความเหลื่อมล้ำทางสังคม การแก่งแย่งชิงพื้นที่ การแบ่งพรรคแบ่งพวกที่เกิดขึ้นภายในยานอวกาศที่เป็นความหวังเดียวของมนุษย์
ผู้แทน
หนึ่งในเรื่องที่บงจุนโฮดัดแปลงเนื้อหาต้นฉบับ คือตัว Creeper ที่มีคาแรกเตอร์มากขึ้น น่ารักขึ้น เพื่อเน้นให้เนื้อหาช่วงที่มิกกี้ได้ออกไปสนทนากับเอเลียนกลุ่มนี้ดูมีความหมายมากขึ้น
ช่วงเวลาที่มิกกี้ได้ออกไปพูดคุยกับเหล่า Creeper น่าสนใจ Creeper แสดงให้เราเห็นว่า พวกเขาไม่ต่างจากเรามากนักหรอก – รักสงบ รักพวกพ้อง ไม่คิดทำร้ายใครก่อนถ้าไม่มีใครเริ่ม
ตัวละครมิกกี้คือผู้รับรู้ถึงปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ที่มีรวมถึงปัญหาที่กำลังจะเกิด กระบอกเสียงเล็ก ๆ ของเขาไม่มีผลเลยแม้แต่น้อยที่จะทำให้ผู้นำที่บ้าอำนาจหันมานั่งฟังและวิเคราะห์ด้วยกันว่าเราจะเข้าหาเอเลียนแบบสันติวิธีอย่างไร เพียงเพราะในหัวมีแค่เรื่องอยากเอาชนะเท่านั้น การก่อกบฏจึงเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก
หากมีคนเสนอสิ่งใหม่ที่ผู้นำไม่เคยคิดจะเปิดรับ ยังไงก็ต้องมีคนอย่างมิกกี้นี่แหละที่ต้องลงมือ ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน
การดัดแปลงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จากต้นฉบับ เพื่อขับดันให้ Mickey 17 เล่าเรื่องทางสังคมอย่างมีเลเยอร์น่าสนใจมากขึ้น รวมถึงทำให้เรื่องเหมาะกับสำเนียงและท่าทีจิกอารมณ์ขัน ๆ ร้ายแบบบงจุนโฮที่ใส่เพิ่มเข้าไปด้วย


ผู้ชม
Mickey 17 สนุกมั้ย เราว่ามันเป็นหนังแบบบงจุนโฮที่ดี แน่นอนว่าการมี โรเบิร์ต แพตตินสัน คืออาวุธหลักของหนัง แต่ตัวละครอื่น ๆ ก็ช่วยเล่าเรื่องให้มีมิติมากขึ้น เช่น ตัวละคร Nasha (นำแสดงโดย Naomi Ackie จากหนังเรื่อง Blink Twice) เป็นเหมือนยาใจให้กับมิกกี้ ท่ามกลางสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยการหักหลัง เสมือนแสงไฟดวงเล็ก ๆ ท่ามกลางความมืดรอบตัว

Mickey 17 อาจจะไม่ใช่หนังที่เดินตามเส้นทางเดียวกับ Parasite ไม่ใช่หนังที่ ‘ใหม่’ ขนาดนั้นสำหรับแฟนบงจุนโฮ แต่ก็เป็นอีกก้าวหนึ่งของคนทำหนังตัวเล็ก ๆ ที่มีโอกาสเข้ามาสู่ Hollywood Industry อย่างจริงจัง และแสดงให้เห็นได้ว่าเราทำหนังที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยทำมาได้ แต่ยังคงในเป็นในแบบที่เราอยากให้เป็นได้อยู่
