คิดไว้ตั้งแต่นั่งดู ‘วัยหนุ่ม 2544 (In Youth We Trust)’ ในโรงภาพยนตร์ว่าถ้าต้องเขียนเปิดบทความนี้ จะขึ้นต้นว่า หนังเรื่องนี้เหมาะกับผู้หญิง
หนึ่ง เพราะมันเป็นหนังที่มีความเป็นชายสูงมาก จนผู้หญิงอย่างเราสนุกกับการตั้งคำถามระหว่างรับชมหลายข้อ
กับสอง จะได้หมดปัญหาที่ต้องคอยตอบว่าผู้หญิงดูได้ไหม เพราะความรุนแรงที่สะท้อนออกมาในหนังมันเกิดขึ้นกับใครก็ได้
29 พฤศจิกายนปีที่แล้ว ภาพยนตร์เรื่อง 4Kings 2 เข้าฉายรอบสื่อมวลชน เรามีโอกาสได้สัมภาษณ์พุฒิ-พุฒิพงษ์ นาคทอง ลง The Cloud วันนั้นเขาบอกกับเราว่าหนังเรื่องต่อไปของเขาเกี่ยวกับคุก
พุฒินิยามตัวเองว่าเป็นผู้กำกับที่ชอบเล่ามุมสกปรกในสังคม ไม่ใช่เพราะอยากให้คนมาเนื้อตัวเปรอะเปื้อนตาม แต่เพราะอยากบอกสังคมว่าวิธีการชะล้างไม่ให้สกปรกต้องทำยังไง
1 ปีต่อมา ไม่รู้บังเอิญหรือตั้งใจที่ วัยหนุ่ม 2544 หนังลำดับที่ 3 ในชีวิตของเขาเข้าฉายในวันไล่เลี่ยกัน
จักรวาลหนังสกปรกของพุฒิประสบความสำเร็จจนเป็นหนังทำเงินอันดับ 1 แห่งปี นักแสดงนำต้องห้ำหั่นกันเองเพื่อกวาดรางวัลบนเวที มีฐานแฟนคลับของตัวเองเป็นวัยรุ่นเลือดร้อนทั้งในอดีตและปัจจุบัน
เราคิดว่าพุฒิใช้สูตรเดียวกันนั้นกับการทำหนังเรื่องนี้
แต่ครั้งนี้มันหนักข้อขึ้นกว่าเดิม
บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมาก ๆ ของภาพยนตร์

วัยหนุ่ม 2544 เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องชีวิตแสนบัดซบของ สุภาพ ศรีเผือก วัยรุ่นอาชีวะที่เติบโตในสลัมด้วยเงินจากการขายยาเสพติดของแม่ วันหนึ่ง เขาตัดสินใจทำสิ่งที่ผิดพลาดมหันต์ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ จนต้องลงเอยในทัณฑสถานวัยหนุ่ม
และการเอาตัวรอดจากโลกหลังกำแพงที่ปราศจากความฝันก็เริ่มต้นขึ้น
วัยหนุ่ม 2544 (In Youth We Trust)
ประเภท : ดราม่า / แอคชัน
ประเทศ : ไทย
กำกับ : พุฒิพงษ์ นาคทอง
นักแสดงนำ : ณัฏฐ์ กิจจริต, อารักษ์ อมรศุภศิริ, อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี, ภูมิภัทร ถาวรศิริ, เบนจามิน วาร์นี, ทศพล หมายสุข
ความยาว : 2 ชั่วโมง 10 นาที
สุภาพ ศรีเผือก
ว่ากันตามตรง ถ้าดูหนังสกปรกของพุฒิแล้วไม่ชอบมาก ๆ ก็คงเกลียด ออกตัวก่อนว่าเราอยู่ฝ่ายแรก เพราะมันเป็นกลิ่นใหม่ ๆ ในวงการภาพยนตร์ไทยที่เขากล้าทำออกมาได้ดีเสียด้วย
คำแนะนำหากคุณจะชมหนังของเขาสักเรื่อง คืออย่าพลาด 5 นาทีแรกของหนังเป็นอันขาด เพราะพุฒิจะตีคุณเข้าที่หัวด้วยฉากความรุนแรงอันเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องในทันที
วัยหนุ่ม 2544 เปิดเรื่องมาด้วยฉากเด็กชายสุภาพร่ำไห้หน้าชั้นเรียน หลังถูกครูถามว่า แม่ทำอาชีพอะไร แล้วไม่กล้าพูดออกมาด้วยความอาย
เผือกเกิดและโตในสลัม แม่ของเขาทำอาชีพขายยาเสพติด เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ กลายเป็นค่าขนม ค่าไปทัศนศึกษาที่เผือกไม่อยากใช้ จนต้องแอบแม่ไปต่อยมวยเด็ก เพื่อเอาตัวเข้าแลกกับเงินสุจริต เมื่อแม่รู้เข้าก็ร้องไห้อย่างหนัก เพราะเธอไม่เคยทำร้ายเผือกแม้แต่รอยขีดข่วน ต่อให้สังคมจะตราหน้าว่าค้ายา เธอก็ฝันให้ลูกเติบโตมาเป็นคนดี จึงตั้งชื่อลูกว่า ‘สุภาพ ศรีเผือก’ อย่างมีนัยยะสำคัญ

ภาพตัดมาเป็นเผือกที่ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด รับบทโดย ณัฏฐ์ กิจจริต เขาถูกใส่กุญแจมือ ให้ปากคำกับจิตแพทย์ในห้องสอบสวน โดยมีตำรวจยศใหญ่นั่งประกบอยู่ไม่ห่าง ก่อนภาพเหตุการณ์ที่เขาลั่นไกใส่เพื่อนบ้านจนหัวกระจุยจะฉายชัดขึ้นบนจอใหญ่ โดยไม่สนใจคำร้องขอของ ภา รับบทโดย ก้อย- อรัชพร โภคินภากร คนรักที่เติบโตมาด้วยกัน เพราะเหยื่อทั้ง 2 ดันพาดพิงแม่ของเผือกอย่างเสียหาย แต่ในสายตาของตำรวจ เผือกก็คือฆาตกรวันยันค่ำ
น่าสนใจว่าในสลัมมีวัยหนุ่มตัวสักลายมากมาย แต่เพื่อนบ้านผู้หวังดี 2 ท่านกลับเลือกเผือกที่เห็นกันมาแต่เล็ก เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน และยังไม่ชอบบาดหมางกับใคร จนเผือกคล้ายจะเป็นเหยื่อของความรุนแรงเสียเองในสถานการณ์นี้
เรารู้ได้ทันทีว่าแม่มีอิทธิพลกับเผือกมากจนตัดสินใจทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด และการต่อต้านนั้นยากกว่าการเข้าร่วมเสมอ ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้้นที่ศรีเผือกกลับกลายเป็นสีเลือด
อิสรภาพหลังกรงขัง
วัยหนุ่ม 2544 ถ่ายทำในสถานที่จริง นั่นคือเรือนจำกลางเพชรบุรีที่เลิกใช้งานไปเมื่อ 5 ปีก่อน โดยนักแสดงสมทบในคุกเกือบทั้งหมดเป็นอดีตนักโทษของที่นี่ เอื้้อต่อการตรึงผู้ชมให้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องได้โดยไม่ต้องเสกสรรปั้นแต่งมากนัก
คุกที่นี่ปกครองด้วยระบบบ้าน แบ่งออกเป็นบ้านคลองเตยกับบ้านฝั่งธน
เผือกเกิดและโตในย่านฝั่งธน ความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อผู้คุมขังเลือกเขาไปอยู่บ้านคลองเตย แม้แววตาแข็งกร้าวของเผือกจะต่อต้านในทีแรก แต่เขาก็ถูกกำราบด้วยฝีเท้าหนัก ๆ เพราะในคุกไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีใครใหญ่กว่าผู้คุม ฉะนั้น จงอย่ารู้เยอะ อย่าคิดมาก อย่าสร้างปัญหา

แตกต่างจาก ฟลุ๊ค รับบทโดย เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ นักโทษอีกคนที่เข้ามาพร้อมกันในข้อหาค้ายาเสพติด ผิวขาวผ่องเป็นยองใย และมีน้ำตาคลอหน่วย เธอขานรับด้วยคำว่า “ค่ะ” นั่นทำให้รู้ว่าผู้กำกับไม่ได้ต้องการนำเสนอเรื่องความรุนแรงทางเพศผ่านผู้ชายหน้าหวาน แต่เขาต้องการนำเสนออย่างตรงไปตรงมาผ่านตุ๊ดและกะเทย


หากคุกหมายถึงการริดรอนอิสรภาพ การโกนหัวก็คงเป็นสิ่งแรกที่ยืนยันความหมายนั้น
หลายคนเชื่อมั่นว่าการมีทรงผมเดียวกันคือการทำให้คนเท่ากัน ไม่ต้องคิิดแตกต่าง ไม่ต้องอยากเสริมสวย เมื่อนั้นก็ไม่มีความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น แต่นั่นหมายถึงการริดรอนสิทธิที่แม้แต่เส้นผมบนหัวตัวเองก็ยังเลือกไม่ได้
สำหรับฟลุ๊คมันไม่ใช่แค่นั้น อิสรภาพของผู้ชายถูกกล้อนไปพร้อมกับเส้นผม แต่ตุ๊ดอย่างฟลุ๊คต้องเสียทั้งอิสรภาพและอัตลักษณ์ทางเพศที่ง่ายสุดที่ตัวเองจะมีได้ ผมยาวทัดหูถูกโกนออกจนเกลี้ยง เล็บทุกสีบนนิ้วมือถูกลบออกพร้อมน้ำตา ถูกบังคับให้เลิกพูดว่าค่ะเพื่อให้สมเป็นชายชาตรี เหล่านี้สร้างความเจ็บปวดเหลือคณาให้คนที่ปฏิเสธความเป็นความชายมาทั้งชีวิต
แม้ทั้ง 2 จะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่การเห็นร่างที่แท้จริงของกันและกันเป็นคนสุดท้ายคงมีความหมายอะไรบ้าง และการถูกเลือกให้ไปอยู่บ้านเดียวกัน ก็บีบบังคับให้เด็กใหม่ต้องจำใจเป็นเพื่อนกันในที่สุด
การต้องเลือกระหว่างจะต่อต้านหรือเข้าร่วมในชุดความจริงที่ว่า พวกเขาทั้งคู่จะไม่ใช่ผู้กุมชะตาชีวิตตัวเองอีกต่อไป นี่แหละที่จะวัดใจว่าใครจะเป็นผู้อยู่รอด
ไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส
คล้ายจะเป็นสูตรสำเร็จของผู้กำกับที่ชี้นำแนวทางแก้ไขให้สังคม ด้วยการแบ่งตัวละครออกเป็นฝ่ายธรรมะกับอธรรมอย่างชัดเจน
บ้านฝั่งธน ปกครองด้วยระบบครอบครัว ทุกคนให้ความเคารพ บังกัส รับบทโดย จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี พ่อบ้านที่ให้ความสำคัญกับพวกพ้องมากกว่าตัวเองเสมอ บ้านนี้จึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความเข้าใจ
บ้านคลองเตย ปกครองด้วยระบบจ่าฝูงเป็นใหญ่ นำโดย เบียร์ รับบทโดย เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ พ่อบ้านที่สั่งชี้เป็นชี้ตายคนได้เป็นผักปลา ไม่มีความปราณี คุยกันด้วยหมัด ซัดกันด้วยฝ่าเท้า สารพัดวิถีเอาเปรียบ


ในช่วงแรก วัยหนุ่ม 2544 ฉายให้เห็นกรรมวิธีไล่เบาของบ้านคลองเตยได้อย่างโหดร้ายทารุณ ทั้งทางร่างกาย วาจา จิตใจ เพราะต้องการดับเลือดร้อนให้สมาชิกใหม่อย่างเผือกที่ไม่เคยใช้แววตาสลดมองใครทั้งนั้น โดยมีมือขวาอย่าง บอย รับบทโดย ท็อป-ทศพล หมายสุข คอยเดินเรื่องให้อยู่เสมอ จนแทบไม่มีช่วงผ่อนปรนให้คนดูได้พักหายใจ
เมื่อปรับตัวได้ว่าหนังคงจะอัดเรารัว ๆ ไม่ต่างกัน ก็เผลอผูกพันกับตัวละครจนอดสงสารไม่ได้ บางครั้งก็เผลอคิดว่าหากเผือกยอมโอนอ่อนบ้างเสียหน่อยก็คงไม่ต้องเจ็บตัวปานนั้น ก่อนเราจะรีบดึงตัวเองกลับมา เพราะตระหนักได้ว่านี่คือโมเมนต์ที่เปลี่ยนคนสู้ชีวิตให้กลายเป็นคนยอมจำนน เพียงเพราะเชื่อว่าการทำตัวเองให้เชื่องเหมือนคนอื่น ๆ จะทำให้มีชีวิตรอด หรือที่เรียกว่า ‘อยู่เป็น’
ขณะเดียวกัน ฟลุ๊คเป็นอีกตัวละครที่น่าเวทนาทุกครั้งที่ปรากฏตัว แม้เราไม่รู้จักปูมหลังของเธอมากนัก เพราะการถูกทารุณด้วยอำนาจทางเพศยิ่งทำให้รู้สึกจนตรอก จะสู้ก็สู้ไม่ได้ จะหนีก็หนีไม่พ้น อัตลักษณ์ทางเพศที่เธอแสนภาคภูมิใจ กลับกลายเป็นจุดอ่อนเดียวที่ปฏิเสธไม่ได้ มันถูกใช้เป็นเครื่องมือบีบบังคับเธอจนไม่เหลือความศรัทธาในตัวเอง
กระนั้น ความเห็นอกเห็นใจไม่อาจถูกทำลายไปด้วย ฟลุ๊คยังคงหวังดีกับเผือกเสมอ แม้รู้ว่าความหวังดีของเธอแต่ละครั้งจะนำอะไรกลับมาบ้าง


อีกฟากที่บ้านฝั่งธนคือการนั่งแชร์กับข้าวกันพร้อมเสียงหัวเราะ โดยมี กอล์ฟ รับบทโดย เบนจามิน วาร์นี ฝรั่งใจบุญที่คอยลอบมองการกลั่นแกล้งของอีกบ้านอยู่เสมอ จึงเสนอให้บังกัสรับเผือกที่ควรเป็นเด็กบ้านฝั่งธนมาอยู่ด้วย ในตอนแรกบังเองก็ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่เขาควรยื่นมือเข้าไปข้องเกี่ยว แต่เมื่อถึงคราวที่กอล์ฟพุ่งตัวเข้าไปข้องเกี่ยวอย่างหุนหันพลันแล่น บังก็ไม่รีรอที่จะเปิดศึกกับเบียร์ทันทีเพื่อปกป้องกอล์ฟ
พวกเขาเลือกเผือกมาอยู่บ้าน เพราะเชื่อว่าหากตุ๊ดอย่างฟลุ๊คอยู่เป็น ก็คงจะเอาตัวรอดจากสังคมบ้านคลองเตยได้ไม่ยาก
เรื่องราวเข้มข้นถึงขีดสุด เมื่อฟลุ๊คต้องอยู่บ้านคลองเตยเพียงลำพัง แม้เธอจะไม่เคยอยู่เป็นและเริ่มลุกขึ้นสู้ด้วยน้ำเสียงที่สังคมรังเกียจ แต่ก็แพ้พ่ายให้กับอำนาจครั้งแล้วครั้งเล่าจนมีจุดจบชวนหดหู่ ใจสลาย
การจากไปของฟลุ๊คเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้ว่า ไม่ว่าจะอยู่เป็นหรือไม่ เมื่อไร้ซึ่งความหวังก็หมดหนทางจะมีชีวิตอยู่
การโต้กลับของอีกาหลงฝูง
เด็กช่างกับตุ๊ด ต่างก็เป็นอีกาหลงฝูงทั้งคู่
และไม่ใช่แค่พวกเขา หากมองในระดับภาพใหญ่ของสังคม คนคุกก็เป็นอีกาหลงฝูงในคนหมู่มากเช่นเดียวกัน
ขนสีดำน่ารังเกียจ ไม่สวยสดเหมือนปีกของนกตัวอื่น บินโฉบเฉี่ยวบนฟากฟ้า แต่ฝันอยากอยู่ร่วมกับคนในสังคมเช่นเดียวกับคนปกติ
หลังฟลุ๊คจากไป ภาพนก 2 ตัวอยู่เคียงกันก็เหลือเพียง 1 ตัวบนสายไฟ

ภาผู้เป็นที่รักเข้าเยี่ยมเผือกเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมบอกความจริงแสนเจ็บปวดว่าแม่ของเผือกจากไปไม่มีวันกลับ การแสดงของ ณัฏฐ์ กิจจริต ระหว่างซี่กรงขังทำให้เราเชื่อสนิทใจว่า ความหวังเดียวของเผือกที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกนั้นมลายหาย
เผือกเผชิญกับความตายของฟลุ๊คผู้คอยหยิบยื่นมิตรภาพ ไม่มีแม่ ไม่มีภา ไม่มีฝันให้จินตนาการถึง ไม่มีบ้านหลังใดให้กลับอีกต่อไป
ไม่ไกลกันนัก นักโทษที่ใกล้เคียงกับวันพ้นโทษที่สุดอย่างบังกัสก็ได้เจอพ่อ แต่กลับถูกบอกว่าหากพ้นโทษเมื่อไหร่จะให้ย้ายออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น แม้พ่อจะมอบเหตุผลให้บังกัสมากมาย ก็ไม่อาจทำให้บังสลัดความคิดว่าไม่มีใครข้างนอกต้องการเขาออกไปจากหัวได้
เราจึงได้เห็นบังกัสผู้รักพวกพ้องและหลีกเลี่ยงการปะทะมาโดยตลอด เป็นฝ่ายประกาศศึกขอล้างบางคุกวัยหนุ่มอย่างคนไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว

ภาพนกบนเสาไฟแปรเปลี่ยนเป็นซากนกถูกมดแมลงกัดแทะเตรียมโยนทิ้งถังขยะ
การสูญเสียครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเปลี่ยนเผือกให้ถลำเข้าสู้ด้านมืดของจิตใจอย่างที่เขาไม่เคยคาดคิด
บทสนทนาหนึ่งที่เราชอบมากคือคำพูดของกอล์ฟที่บอกว่า ให้เวลาเผือกติดคุกอีก 5 ปี แล้วความฝันทั้งหมดของเผือกจะมีแต่เรื่องข้างใน เพราะคนสำคัญที่สุดในชีวิตคือคนที่นอนในห้องขังสี่เหลี่ยมด้วยกัน และคุกเท่านั้นคือบ้านหลังสุดท้าย
ชวนให้นึกถึงประโยคหนึ่งของ พริษฐ์ ชิวารักษ์ ที่ประกาศกร้าวบนเวทีชุมนุมว่า ซี่กรงอาจกักขังดวงดาวได้ แต่ไม่อาจกักขังแสงดาว หลังแกนนำภาคประชาชนทยอยติดคุกกันเป็นว่าเล่นในเหตุการณ์ประท้วงทางการเมืองครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2563
อาจจะจริงอย่างที่เขาว่าครึ่งหนึ่ง แต่หากไม่เคยมองเห็นแสงดาวจนไม่รู้จักความฝัน ถลำลึกจนคิดว่าคุกกลายเป็นบ้าน แล้วจะทวงความฝันคืนกลับมาให้คนคนหนึ่งได้อย่างไร สุดท้ายคงไม่พ้นลงเอยเหมือนเผือก เว้นแต่จะมองเห็นแสงดาวได้แค่ตอนใกล้ตายเท่านั้น

หนังคนคุกของพุฒิสร้างความหดหู่ให้เราได้มากถึงเพียงนั้น แม้ใครจะบอกว่างานของพุฒิมักจบลงแบบละคร ฟ้ามีตา เสมอ มาคราวนี้คงพูดได้ไม่เต็มปาก และเราประทับใจที่เขากล้าทิ้งเรื่องให้ดำเนินต่อไปอย่างเวิ้งว้าง ไม่ตีตราหรือชี้หน้าสั่งสอนแบบคราวก่อน นั่นทำให้คนดูมีช่องว่างได้ตกตระกอนความคิดของตัวเอง
วัยหนุ่ม 2544 เป็นภาพยนตร์ที่ไม่มีเส้นเรื่องสำคัญและไม่ซับซ้อน จะเรียกว่าหนังสะท้อนความเป็นจริงของคุกไทยก็อาจจะไม่ถึงขั้น แต่หนักไปทางสะท้อนชีวิตของนักโทษรายบุคคลเสียมากกว่า เราจึงเสียดายอยู่ลึก ๆ ที่ไม่ได้เห็นภาพยาเสพติด ช่องทางการทำเงินของคนคุก ชีวิตของผู้คุมขัง หรือศัพท์เฉพาะเหมือนหนังชุด 4 Kings ที่มีวลีฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง
คงเพราะผู้กำกับตั้งใจให้หนังเรื่องนี้เป็นลานประลองฝีมือของนักแสดง กับบทบาทเข้มข้น หนักหน่วง ท้าทายพวกเขามากกว่าครั้งไหน ๆ โดยเฉพาะ ณัฏฐ์ กิจจริต ที่สะท้อนความเจ็บปวดทรมานได้เพียงสายตา เอมในบทฟลุ๊คที่มอบการแสดงน่าจดจำ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีลมหายใจ
และ เบนจามิน วาร์นี ที่โชนแสงมากกว่าใครทั้งหมด ตัวขโมยซีนแห่งปีที่สมควรถูกมองเห็นและได้รับการยกย่องในฐานะนักแสดงเสียที
พุฒิเคยบอกเราว่าเขาจะทำหนังเพียง 5 เรื่องเท่านั้นในชีวิต นึกไม่ออกเลยว่าเขาจะทำยังไงให้หนังอีก 2 เรื่องที่เหลือสกปรกได้มากกว่านี้
แม้ วัยหนุ่ม 2544 จะเป็นหนังชายแท้เต็มข้อที่รุนแรงเอามาก ๆ ก็นับเป็นอีกครั้งที่ผู้กำกับมอบรสชาติใหม่ ๆ ให้วงการภาพยนตร์ไทย และน่าเอาใจช่วย
รับชม วัยหนุ่ม 2544 ได้แล้วในโรงภาพยนตร์

