3 มิถุนายน 2024
2 K

Ferrari สปีดทวงบัลลังก์ (2024)

Genre : ดราม่า ชีวิต

Directed : ไมเคิล มานน์ (Heat, The Last of Mohicans)

Written : ทรอย เคนเนดี มาร์ติน (The Italian Job, Red Heat)

Starring : อดัม ไดรเวอร์ (Marriage Story, Star Wars: The Last Jedi), เพเนโลเป ครูซ (Vicky Cristina Barcelona, Volver, Nine), เชลีน วูดลีย์ (The Descendants, Adrift)

Ferrari ไม่ใช่หนังที่ว่าด้วยเรื่องชีวิตนักแข่งความเร็วรถหรือเบื้องหลังการสร้างธุรกิจรถแข่งที่ดังและทรงอิทธิพลที่สุดในโลก หากแต่นี่คือเรื่องราวของช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ เอ็นโซ เฟอร์รารี (รับบทโดย อดัม ไดรเวอร์

เอ็นโซ เฟอร์รารี เป็นวิศวกร อดีตนักแข่งรถ และผู้จัดการทีมแข่งรถทีมดังที่เริ่มต้นทำธุรกิจรถแข่งกับภรรยาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังไม่ได้ฉายชีวิตช่วงก่อร่างสร้างธุรกิจจนประสบความสำเร็จในวงกว้าง แต่เลือกหยิบช่วงชีวิตที่มีเรื่องประดังประเดเข้ามาพร้อมกันราวกับปีชง 

ทั้งการทำลายสถิติความเร็วรถจากแบรนด์คู่แข่ง นักแข่งเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตรัว ๆ จนต้องปั้นคนใหม่ขึ้นมากอบกู้ ธุรกิจเองก็ประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง อยู่ระหว่างหานักลงทุนต่อหรือพอแค่นี้ ไปจนถึงชีวิตส่วนตัวเมื่อภรรยาจับกิ๊กที่รักกับมานับสิบปีจนมีลูกได้ 

แทนที่จะปล่อยให้ทุกอย่างระเบิดตัวเอง เอ็นโซเลือกแก้เกมอย่างสุขุม จนเราเผลอใจชื่นชมว่าเขาไม่ได้มีดีแค่ทำเท่สวมสูตใส่แว่นตาดำ คำนวณความแรงเครื่องยนต์ไร้แก่นสารไปวัน ๆ

สิ่งที่ประทับใจมาก คือโดยทั่วไปของนักธุรกิจรถยนต์ซึ่งเฟื่องฟูและขับเคี่ยวกันมาก ๆ ในยุคนั้น พวกเขามักจะลงแข่งในสนามโดยไม่หวังที่ 1 (หรอกมั้ง) แค่ขอให้ได้ชื่อว่ารถฉันเร็ว รถฉันแรงระดับแข่งได้ ก็นำมาซึ่งยอดขายรถมหาศาล นั่งนับเงินสบายใจ แต่สิ่งที่เอ็นโซเลือกทำ คือผลิตและขายรถยนต์เพื่อหาเงินมาทุ่ม (​ทุกบาททุกสตางค์) กับแผนกแข่งรถอย่างมุ่งมั่น บ้าระห่ำ 

เรียกได้ว่าคนอื่น ‘แข่งรถเพื่อจะขายรถ’ แต่เอ็นโซ ‘ขายรถเพื่อจะแข่งรถ’

ปัญหาทำให้ฉันเติบโต จนจำเวอร์ชันเดิมไม่ได้

Ferrari สร้างจากหนังสือ Enzo Ferrari: The Man, The Cars, The Races, The Machine (ปี 1991) เขียนโดย บร็อก เยตส์ ซึ่งดัดแปลงจากชีวิตจริงชายผู้ให้กำเนิด Ferrari 

เอ็นโซ เฟอร์รารี คืออดีตนักแข่งที่ผันตัวมาเป็นผู้ผลิตรถ เขาและภรรยา (ลอร่า เฟอร์รารี) ร่วมกันก่อตั้งบริษัทของตัวเองในปี 1947 แบบไร้การสนับสนุนใด ๆ เมื่อรถคันแรกของเฟอร์รารีชนะการแข่งขันโรมกรังด์ปรีก็สร้างชื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในหมู่คนรักความเร็ว ขณะเดียวกันนักแข่งที่ดีที่สุดในโลกต่างหาโอกาสที่จะเป็นนักขับในสังกัดเฟอร์รารี

กลางฤดูร้อนของปี 1957 เอ็นโซกำลังเผชิญวิกฤตชีวิต ได้แก่

01 ธุรกิจติดตัวแดง

ก่อนจะเป็นบริษัทที่ผลิตแต่รถหรูซูเปอร์คาร์ เฟอร์รารีไม่ต่างจากธุรกิจยานยนต์ทั่วไปที่ผลิตรถยนต์ส่วนบุคคลขายด้วยเพียงแต่ทำยอดขายได้ไม่ดีเท่าไหร่ ประจวบกับแผนกแข่งรถก็โดนคู่แข่งท้าทำลายสถิติความเร็วตลอดเวลา 

ขณะที่เจ้าอื่น ‘แข่งรถเพื่อจะขายรถ’ แต่เอ็นโซ เฟอร์รารี ‘ขายรถเพื่อจะแข่งรถ’ 

ไม่ว่าใครจะว่ายังไง เอ็นโซทุ่มทุกบาททุกสตางค์และแรงสุดตัวให้กับทุกการแข่ง ส่งผลให้บริษัทที่สร้างมากับมือกำลังจะล้มละลาย ที่ปรึกษาทางการเงินจึงแนะนำให้เขาหานักลงทุนเพิ่ม ซึ่งเดิมบริษัทมีผู้ถือหุ้นได้แก่เอ็นโซและลอร่าที่สัดส่วนหุ้น 50 : 50 

สิ่งที่น่าสนใจคือเราได้เห็นการแบ่งรับหน้าที่ระหว่างคู่ชีวิตและหุ้นส่วนธุรกิจ ขณะที่เอ็นโซใส่แพสชันเต็ม ๆ กับความเร็วซึ่งเป็นหัวใจของบริษัท ลอร่าก็ทำหน้าที่หลังบ้านดูแลและรับผิดชอบตัวเลขเป็นอย่างดี เอ็นโซไว้ใจลอร่า พอ ๆ กับที่ลอร่าเชื่อใจเอ็นโซ แม้ระหว่างทางจะเกิดเรื่องบาดหมางที่ส่งผลต่อจิตใจ ทั้งลูกชายคนเดียวเสียชีวิตและการพบความลับเรื่องโลกใบที่ 2 ของสามี ทั้งคู่ก็ยังสวมหมวกหุ้นส่วนธุรกิจแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างมืออาชีพ

และแม้จะมีวิธีแก้ปัญหาทางการเงินที่ง่ายกว่า นั่นคือยอมรับการช่วยเหลือจากแบรนด์ใหญ่อย่าง FIAT และ Ford ซึ่งจ้องจะควบคุมบริษัทตลอดเวลา เอ็นโซกลับเลือกวิธีที่ยากกว่าอย่างการเดิมพันอนาคตบริษัทไว้กับการแข่งขันครั้งเดียว ซึ่งเป็นงานแข่งที่อันตรายที่สุด แถมยังสร้างโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ให้วงการแข่งรถ

แต่นั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้นักลงทุนกลับมาต่อสายป่านให้โรงงานและธุรกิจ

02 โลกสองใบให้นายคนเดียว

เป็นที่รู้กันดีว่าเอ็นโซมีโลก 2 ใบ

ใบแรก เต็มไปด้วยความโศกเศร้า เพราะทั้งคู่เพิ่งสูญเสียลูกชายคนเดียวไปเมื่อปีก่อนจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หลังจากเสีย ดิโน ชีวิตคู่ก็สั่นคลอน

ลอร่า เฟอร์รารี คือคู่ชีวิตที่แกร่ง เธอเป็นผู้หญิงที่ทำธุรกิจในโลกที่ชายเป็นใหญ่แบบดุดันไม่เกรงใจใคร จะว่าไป เธอเป็นตัวอย่างที่ดีของวลีที่บอกว่า ‘ผู้ยิ่งใหญ่มักเกรงใจเมีย’

จากบทสัมภาษณ์ของ เพเนโลเป ครูซ (ผู้รับบท ลอร่า) เล่าถึงอิทธิพลของลอร่าต่อบริษัท ซึ่งเธอสอบถามจากแพทย์ประจำบ้านถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาเพื่อให้เข้าถึงบทบาทนี้ยิ่งขึ้น

“ตอนที่ทีมวิศวกรขู่เอ็นโซว่าจะขอลาออก หากปล่อยให้ลอร่ามาป้วนเปี้ยนที่โรงงาน เอ็นโซก็ตอบโต้ด้วยการไล่ทีมวิศวกรชุดนั้นออกยกทีม ซึ่งเป็นทีมวิศวกรที่เก่งที่สุดในวงการยุคนั้น เอ็นโซไล่ออกทันทีแบบไม่ต้องคิด เพราะคนเหล่านั้นไม่ให้เกียรติลอร่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่หนังไม่ได้เล่า เช่น ในวันแข่ง ลอร่ามักจะเป็นคนที่นอนเฝ้ายางรถไว้ตลอดป้องกันคนมาขโมย เธอเป็นคนสำคัญของเฟอร์รารีอย่างแท้จริง” 

นอกจากบทบาทเมียหลวงทะลวงสังหารที่เพเนโลเปเล่นได้สุดพลังแล้ว ในหนังเราจะได้เห็นความเก่งกาจเรื่องการต่อรองธุรกิจของเธอด้วย

ขณะที่พาร์ตการตายของลูกถูกเล่าผ่านบทสนทนาสั้น ๆ บนโต๊ะอาหาร นับว่าเป็นความฉลาดของบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เอ็นโซที่ดูเหมือนจะสนใจแต่รถ ระเบิดความรู้สึกเสียใจที่ไม่อาจยื้อชีวิตลูกชายที่รักได้ ความรู้วิศวกรที่เขาภูมิใจนักหนากลับไม่มีค่าอะไร หรือแม้แต่เสาะหาหมอเก่ง ๆ ทั่วยุโรปก็แล้ว อ่านงานวิจัยการรักษาหมดโลกแล้วก็ไม่อาจคืนลูกกลับมาได้

ใบที่ 2 โลกในบ้านชนบทที่อบอุ่น ชีวิตที่อุทิศเพื่อการเลี้ยงเด็กชายอายุ 12 ให้เติบโตอย่างมีอิสระ ไม่ถูกสังคมประณาม

เอ็นโซพบ ลีน่า ลาร์ดี ระหว่างเขาออกรบในสงคราม หลังจาก ปิเอโร ลูกชายของทั้งคู่เกิด เอ็นโซทำได้เพียงส่งเสียค่าเลี้ยงดู ขณะที่ลีน่าต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง 

แม้จะยอมรับว่าหัวใจอยู่ที่ลีน่า ในยุคนั้นกฎหมายเรื่องการหย่าร้างในอิตาลีถือเป็นเรื่องรุนแรงมาก การรับรองบุตรนอกสมรสจึงเป็นเรื่องที่ตัดสินใจลำบากสำหรับเอ็นโซเช่นกัน ลีน่าเองก็ขอแค่ลูกชายได้รับความรักและการยอมรับจากพ่อเท่านั้น แม้ว่าหลังจากนั้นไม่นานเอ็นโซจะเลือกใช้ชีวิตในโลกใบที่ 2 แต่ด้วยข้อตกลงบางประการ ทำให้ปิเอโรใช้นามสกุลเฟอร์รารีไม่ได้จนกว่าลอร่าจะเสียชีวิต ซึ่งภายหลัง ปิเอโร เฟอร์รารี ก็ได้เข้ามีบทบาทสืบทอดดูแลกิจการต่อ

03 การเดิมพัน

แม้รู้ว่าเสี่ยง (ถึงชีวิต) แต่คงต้องขอลอง นักแข่งที่ดีที่สุดในโลกต่างหาโอกาสที่จะเป็นนักขับในสังกัดเฟอร์รารี 

หนึ่งในฉายาที่นักหนังสือพิมพ์มอบให้เอ็นโซก็คือ ‘เครื่องจักรผลิตแม่หม้าย’ เนื่องจากนักแข่งมักเสียชีวิตขณะแข่งขันความเร็วรถ แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจสร้างทีมแข่งของตัวเอง ไปพร้อม ๆ กับแสดงความรับผิดชอบ มอบเงินชดเชยและค่าทำขวัญระดับตั้งตัวได้จำนวนมากให้เหล่าครอบครัวนักแข่ง ซึ่งเป็นต้นทุนมหาศาลของกิจการ และในช่วงที่โรงงานลำบาก ค่าใช้จ่ายที่สมควรชดเชยแก่การเสียชีวิตก็ไม่เคยถูกตัดงบประมาณลงแต่อย่างใด

นอกจากฉากการแข่งความเร็วที่จำลองบรรยากาศในสนามได้ระทึกใจแล้ว เราชอบฉากพูดปลุกใจนักแข่งบนโต๊ะอาหาร 

“เราต่างรู้ว่ามันเป็นแพสชันที่แลกด้วยชีวิต คือความสุขที่มาพร้อมทุกข์ แต่ถ้าคุณได้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถผมโดยที่ไม่มีใครบังคับให้ขับ คุณต้องซิ่งเพื่อเป็นที่ 1 เท่านั้น” เอ็นโซพูดด้วยท่าทีที่สุขุม เราฟังแล้วกระหายชัยชนะขึ้นมาทันทีแม้จะไม่ได้ลงสนามแข่งด้วยก็ตาม

ด้วยแพสชันการแข่งขันอันแรงกล้า เอ็นโซตัดสินใจพาทีมลงแข่งขันในรายการสุดทรหดอย่าง Mille Miglia รายการแข่งบนถนนสาธารณะระยะทางกว่า 1,000 ไมล์ทั่วอิตาลี จัดครั้งแรกเมื่อปี 1927 การแข่งครั้งนี้มีเป้าหมายคือรวมทีมยอดฝีมือจากทั่ววงการแข่งรถเพื่อดึงดูดนักลงทุน ต่อสายป่านให้โรงงานยังดำเนินต่อไปได้ เพื่อรักษาเฟอร์รารีไว้ในมือ แต่แล้วกลับเกิดเรื่องราวไม่คาดฝัน โศกนาฏกรรม Mille Miglia ปี 1957 เฟอร์รารีถูกฟ้องข้อหาทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยประมาท ซึ่งภายหลังได้พ้นข้อกล่าวหา เนื่องจากพิสูจน์ตัวการก่อเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนั้นได้ แต่เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้การแข่งรถบนถนนสาธารณะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายในอิตาลี

I am independent ทรงพลังดั่ง Ferrari ที่ไม่เคยคิดเบรก

ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลาในการสร้างทั้งหมด 14 ปี นับตั้งแต่วันแรกที่ ไมเคิล มานน์ ผู้กำกับเลือกจะถ่ายทอดเรื่องราวของเอ็นโซบนจอใหญ่

“ผมทึ่งในความเป็น เอ็นโซ เฟอร์รารี ชีวิตเขาไม่มีจุดสมดุล และชีวิตคนเราก็เป็นแบบนี้ เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง วุ่นวาย เฟอร์รารีชัดเจนและมีหลักการ เขาใช้เหตุผลกับทุกเรื่องหากมันเกี่ยวข้องกับโรงงานและทีมแข่งรถ นอกนั้นเขาใช้อารมณ์นำทางทั้งหมด เขาหัวแข็ง เดาอารมณ์ไม่ได้ ความซับซ้อนนี้ทำให้เขาและตัวละครอื่น ๆ ในเรื่องดูเป็นมนุษย์มาก ๆ ในสายตาของผม” ไมเคิลเล่าเหตุผลที่เลือกหยิบชีวิตของหนึ่งในบุคคลที่ซับซ้อนที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 มานำเสนอ

นอกจากฝีมือการแสดงระดับแถวหน้าจากนักแสดงนำมากมาย ในหนังยังมีนักแข่งอาชีพเข้าร่วมฉากเพื่อความสมจริงของบรรยากาศการแข่งยุคแรกเริ่ม

สำหรับคนรักรถ ในเรื่องนี้คุณจะตื่นตากับฉาก แสง สี เสียงของสนามแข่ง ละลานตาด้วยรถรุ่นคลาสสิกมากมาย เป็นอีกความท้าทายของทีมผู้สร้าง บางส่วนสร้างขึ้นใหม่จากการเอารถต้นแบบมาสแกน 3 มิติรอบคัน ก่อนส่งไปประกอบใหม่ด้วยมือ ใช้เวลา 8 – 9 สัปดาห์ และทีมงานยังหารถที่ใช้แข่งจริงใน Mille Miglia ปี 1957 ได้ด้วย เช่น Mercedes-Benz 300SL เฟอร์รารีบางคันก็เป็นของดั้งเดิม หรือ Porsche ในเรื่องก็เป็นของแท้ และเมื่อคนปากต่อปากว่าทีมงานกำลังถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ก็มีเจ้าของรถวินเทจมากมายติดต่อเข้ามาเสนอให้นำรถเข้าฉาก

อีกอรรถรสที่ต้องชื่นชมมาก ๆ คือการกำกับภาพ 

เพราะต้องการให้ภาพยนตร์มอบกลิ่นอายเหมือนภาพวาดของ การาวัจโจ ที่แสงจะมาจากแหล่งกำเนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้สาดเน้นไปยังจุดที่นักแสดงอยู่ในเฟรมเหมือนละครเวที เพราะผู้กำกับต้องการนำเสนอชีวิตด้านหนึ่งคือโลกอบอุ่น เรียบง่าย ชีวิตส่วนตัวของเขากับลอร่าและลีน่า แตกต่างจากชีวิตอีกด้านที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดุดันของโลกวงการแข่งรถ ทั้งหมดถ่ายทอดผ่านการใช้ภาพ สี และแสง

สิ่งที่ติดใจมากที่สุดจนทำให้ลุกขึ้นมาเขียนถึงหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่บทสรุปของหนังที่ตราตรึง หากแต่เป็นภาพ ‘แว่นตากันแดด’ ของหญิงสาวแฟนนักแข่งรถคนหนึ่งในฉากที่ซิ่งรถทวงคืนสถิติ 

เป็นไอเทมที่ติดอยู่ในใจมาก มันทั้งวินเทจและสวยเข้ายุคเข้าสมัยแฟชั่นวันนี้ที่สุด 

อยากได้เป็นเจ้าของ ช่วยเข้าไปดูหนังเรื่องนี้กันเยอะ ๆ แล้วมาชี้เป้าผู้เขียนทีเถิดนะคะ ขอบคุณค่ะ  

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

แม่บ้านและฝ่ายจัดซื้อจัดหานิตยสารประจำร้านก้อนหินกระดาษกรรไกร ผู้ใช้เวลาก่อนร้านเปิดไปลงเรียนตัดเสื้อ สานฝันแฟชั่นดีไซเนอร์ในวัย 33 ปัจจุบันเป็นแม่ค้าที่ทำเพจน้องนอนในห้องลองเสื้อบังหน้า ซึ่งอนาคตอยากเป็นแม่ค่ะ