31 มีนาคม 2025
7 K

Adolescence แปลว่า ช่วงรอยต่อระหว่างเด็กสู่ผู้ใหญ่

มีหนังเป็นร้อยเป็นพันที่เล่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านนี้ แต่มีน้อยเรื่องที่จะทำได้อย่าง Adolescence สร้างโดย Jack Throne, Stephen Graham กำกับโดย Philip Barantini เนื้อหาว่าด้วยการบุกจับกุม Jamie Miller เด็กชายอายุ 13 ในข้อหาฆาตกรรมเด็กสาว ซีรีส์ไม่ได้เน้นว่าเจมี่ทำจริงมั้ย แต่เล่าว่าเขาทำเพราะอะไร เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร 

อังกฤษไม่ใช่ประเทศที่เก่งเรื่องการทำซีรีส์ แต่ Adolescense กลายเป็นซีรีส์อังกฤษไม่กี่เรื่องที่ดังในระดับ Global แม้แฟนซีรีส์สืบสวนเดนตายจะนึกถึง Line of Duty หรือเรื่องอื่นมากกว่า แต่สิ่งที่ Adolescense ทำได้ คือการทำให้เนื้อหาที่พูดถึงสังคมอังกฤษดังในประเทศอื่น ด้วยประเด็นที่ร่วมสมัยทำให้ยอดวิวติดชาร์ต Netflix หลายประเทศ สื่อหลักทุกแขนงพร้อมใจกันพูดถึง Adolescense ว่านี่ไม่ใช่แค่ซีรีส์ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เล่าปัญหาในสังคมที่กำลังร้ายแรงขึ้นทุกวัน

ตอนนี้มีสื่อและเพจหนังพูดถึง Adolescense ในหลายมุมจากฝั่งผู้ชม ทั้งเรื่องการแสดง ประเด็นผู้ชายเป็นใหญ่ และการถ่ายแบบ Long Take นานาเพลินจิตตอนนี้จะเล่าในมุมของผู้สร้างกันบ้างว่างานนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร 

ทำซีรีส์เพื่อตอบคำถามที่ยังไม่รู้คำตอบ

Stephen Graham คือนักแสดงอังกฤษรุ่นใหญ่ที่กำลังไปได้สวยกับงานเบื้องหลัง วันหนึ่งเขาเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ เจอข่าวเด็กชายใช้มีดแทงเด็กหญิงจนตาย 

ไม่นานนัก สตีเฟนก็พบกับข่าวแบบนี้อีก เกิดคนละจังหวัด และบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ หากมองในภาพใหญ่ คดีที่เด็กแทงกัน (Stabbing) ในโรงเรียนอังกฤษมีจำนวนสูงขึ้นมาก กลายเป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้การกราดยิงในโรงเรียนที่มักจะเกิดในสหรัฐอเมริกา 

นักแสดงหนุ่มตั้งคำถามว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง มันทั้งถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และผู้ต้องหาก็มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ 

“มันเป็นหัวข้อที่หนัก แต่ผมคิดว่าเราควรมาดูเรื่องนี้กันจริงจังได้แล้ว สังคมแบบไหนกันที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น” 

เขานำเรื่องนี้มาคุยกับฟิลิป ผู้กำกับที่เคยร่วมงานกันใน Boiling Point หนังที่เล่าเรื่องความโกลาหลในห้องครัว ซึ่งบังเอิญว่าถ่ายด้วยเทคนิค Long Take เช่นเดียวกัน พวกเขาตกลงกันว่าจะทำหนังเรื่องนี้โดยใช้เทคนิคเหมือนเรื่องที่แล้ว 

สตีเฟนและฟิลิปอยากให้เรื่องมีมิติมากขึ้น พวกเขาจึงเชิญ Jack Throne มือเขียนบทชั้นยอดมาช่วยเพิ่มมิติของตัวละคร แจ็คคือคนที่ช่วยใส่ประเด็นวัฒนธรรมจากโซเชียลมีเดีย เช่น Incel หรือกลุ่มคนหนุ่มสาวที่โสด แยกตัวจากสังคม ก่นด่าโลกเพราะทำให้ตัวเองคู่นอนไม่ได้ รวมถึงเรื่องความเป็นเพศชายที่เป็นใหญ่ในสังคม กดดันให้เด็กชายที่กำลังก้าวข้ามสู่วัยรุ่นต้องหาวิธีการเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมนี้

สตีเฟนเล่าว่า เวลาเราเห็นคดีที่ฆาตกรเป็นเด็กผู้ชาย เรามักจะมีภาพจำในหัวว่าครอบครัวเด็กต้องมีปัญหาบางอย่าง พ่ออาจจะเป็นคนชอบใช้กำลัง แม่อาจจะติดเหล้า ทำให้ลูกขาดความอบอุ่น แต่กับเรื่องนี้ สตีเฟนอยากทำลายภาพจำเหล่านั้น เพราะปัจจัยที่ประกอบร่างให้เด็กคนหนึ่งโตขึ้นมาไม่ได้หยุดอยู่แค่ครอบครัวอีกต่อไป โลกนี้มีอินเทอร์เน็ต สังคมโรงเรียน เพศสภาพ ปัจจัยทางวัฒนธรรมมากมายที่ส่งผลต่อการกระทำ 

จะเป็นอย่างไรถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในครอบครัวที่ดูปกติมาก ๆ เราจะมองเห็นสาเหตุของปัญหาชัดเจนขึ้นไหม นั่นเป็นเหตุผลที่บทพ่อแม่ของเจมี่ ตัวละครในเรื่อง จึงเป็นพ่อแม่ธรรมดา ๆ คู่หนึ่ง ไม่เคยมีประวัติทำร้ายร่างกาย เจมี่เองก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่เราพบเจอได้ตามท้องถนน สิ่งเหล่านี้ย้ำเตือนให้คนดูรู้สึกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในหนังก็เกิดขึ้นในชีวิตที่ดู ‘ปกติ’ ของเราได้เช่นเดียวกัน หนักกว่านั้นคือเราอาจเคยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งไปโดยที่เราไม่รู้ตัว 

ถ่ายอย่างมีเหตุผลและกลยุทธ์

สตีเฟนและภรรยา Hannah Walters เปิดบริษัทโปรดักชันชื่อว่า Matriarch Productions ทำหนังและซีรีส์ให้แพลตฟอร์มตามกระแสนิยม หนังเรื่องเด่น ๆ ของพวกเขาคือ Boiling Point เล่าเรื่องความโกลาหลในครัวของร้าน Fine Dining หนังดีถึงขั้นได้เข้าชิง 4 รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของอังกฤษ 

วิสัยทัศน์ของ 2 นักแสดงที่ผันตัวเป็นผู้จัดน่าสนใจดี พวกเขาอยากเล่าเรื่องคนชายขอบ ความหลากหลาย และเรื่องที่คนไม่ค่อยพูดถึงในสังคมของประเทศอังกฤษ ดัดแปลงให้เป็นสื่อบันเทิงที่คนทั่วโลกดูสนุก Boiling Point เองก็เล่าเรื่องอาชีพพ่อครัวในร้านอาหาร Fine Dining สถานะหรูหราของร้านตรงกันข้ามกับคนทำงานเบื้องหลังที่ทำงานเหนื่อยหนักหน้าเปลวไฟในครัว 

จุดขายที่ Matriarch นำไปขายโปรเจกต์กับนายทุน หนึ่งในนั้นคือการถ่ายแบบ Long Take ซึ่งประสบความสำเร็จดี แน่นอนว่าสตีเฟนก็นำวิธีการนี้มาใช้กับ Adolescence ทั้งในแง่การทำงานและขายโปรเจกต์เสนอนายทุนและแพลตฟอร์ม 

ฟิลิปผู้กำกับรู้ดีว่าไม่ควรให้วิธีการถ่ายมาบดบังเนื้อหา พวกเขาใช้การถ่ายแบบนี้เพื่อถ่ายทอดความวิตกกังวลของตัวละคร เล่าสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน (ฉากแรกของหนังในการบุกเข้าจับกุมเจมี่เป็นตัวอย่างที่ชัดสุด) รวมถึงภาวะทางอารมณ์ของตัวละครที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่สำคัญ เปิดโอกาสให้คนดูได้จับผิดอารมณ์เหล่านั้นด้วยตัวเอง

ประสบการณ์จาก Boiling Point สอนเขาว่า การถ่ายหนังแบบ Long Take เป็นเหมือนการเต้นบัลเลต์ ต้องให้เวลานักแสดงและทีมงานซ้อมนาน ๆ จนทุกคนเกิด Muscle Memory อัตโนมัติ ตารางการถ่ายทำของเรื่องนี้จึงเริ่มจากอาทิตย์แรกให้นักแสดงมาซ้อมการแสดงที่สถานที่ถ่าย อาทิตย์ที่ 2 ซ้อมการเคลื่อนกล้องให้เข้ากับนักแสดง อาทิตย์ที่ 3 ถึงเริ่มถ่ายจริง วันหนึ่งถ่ายได้ราว ๆ 2 เทค รวมแล้วใช้เวลาถ่ายประมาณ 10 เทคต่อ 1 ตอน 

Matthew Lewis ตากล้องของหนังเล่าว่า เคล็ดลับแรกคือการพาคนเขียนบทอย่างแจ็คมาที่กองถ่ายด้วย เพราะการเคลื่อนไหวของกล้องทำได้จำกัด ถ้าตัวละครจะเคลื่อนที่ไปจุดไหน มันต้องมีความสำคัญกับเรื่องถึงจะทำ บางครั้งแจ็คต้องเขียนบทให้มีรายละเอียดเพิ่ม เพื่อให้การเคลื่อนกล้องมีความหมาย

ฉากยากที่สุดของเรื่อง คือฉากแรกที่ตำรวจเข้าจับเจมี่ถึงห้องนอน พาขึ้นรถไปสถานีตำรวจ ทีมงานต้องหาสตูดิโอที่อยู่ในโซนชานเมือง เพื่อจะได้สร้างสถานีตำรวจในสตูดิโอ และมีระยะทางพอสำหรับการถ่ายการเดินทางจากบ้านมายังสถานีอย่างสมจริงที่สุด

ปกติการถ่ายแบบนี้ ตากล้องต้องใช้ตัวจับกล้องหรือ Gimbal แทนขาตั้งเพื่อให้ภาพไม่สั่นจนเหมือนหนังสารคดี ความยากของ Adolescence คือมีทั้งฉากในบ้าน ในห้องครัว ในรถ และฉากในห้องสืบสวนที่ต้องถ่ายเป็นชั่วโมง ทีมงานใช้ขาจับ DJI Ronin 4D ซึ่งปกติใช้กับหนังแอคชัน แต่ขาจับแบบนี้เล็ก เบา ทำให้ตากล้องส่งต่อกล้องไปให้อีกคนถ่ายในที่แคบได้อย่างแนบเนียน

อย่างที่บอกไปว่าผู้กำกับอยากให้เทคนิคการถ่ายเล่าเรื่องด้วย ตัวอย่างที่ดีคือฉากในห้องสืบสวน ตัวละครนั่งนิ่ง ๆ กล้องเคลื่อนได้แค่หมุนไปรอบโต๊ะ ทีมตากล้องใช้วิธีดูบทว่าตอนไหนที่ตัวละครพูดหรือเคลื่อนไหวแล้วทำให้พลังงานเปลี่ยนไป ภาษากายเล็ก ๆ เช่น ดูดน้ำ จับมือ หยิบแซนด์วิชมากิน สิ่งนี้จะกำหนดว่าควรเคลื่อนกล้องตอนไหนและอย่างไร ทุกการเคลื่อนกล้องจึงมีความหมาย

Long Take ของเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนดูละครเวที เราได้เห็นตัวละครมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง

ฉับพลันเมื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เช่น สารวัตรที่เข้าไปอธิบายการจำคุกคืนแรกกับพ่อแม่ของเจมี่ด้วยความกระอักกระอ่วน จากนั้นเดินขึ้นไปในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยเพื่อนร่วมงาน ก่อนจะหลบออกมาคุยโทรศัพท์กับครอบครัว สะท้อนความอึดอัดใจที่ต้องปกปิดไว้ไม่ให้ใครรู้

การได้เห็นสีหน้าตัวละครเปลี่ยนไปเมื่อเดินเปลี่ยนฉาก ทำให้เราเห็นร่องรอยของการปกปิดความลับในใจ สิ่งนี้ค่อย ๆ เผยออกมาให้เห็นแรงจูงใจที่จริงของเจมี่ว่าทั้งหมดนี้เขาทำเพราะอะไร

เรื่องเล็กในโลกใบใหญ่

จุดเด่นของ Adolescence คือการถ่ายทอดเรื่องราวเล็ก ๆ ที่มีความสำคัญกับภาพใหญ่

ตั้งแต่เริ่มจับกุมเจมี่มาจนถึงสถานี เราจะเห็นความกระอักกระอ่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พ่อแม่ของเจมี่ คนรอบตัวทุกคน ไม่มีใครเชื่อว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น นั่นเพราะเจมี่ดูเป็นเด็กปกติ สภาพจิตใจไม่ได้มีปัญหาในตอนแรก พ่อแม่แม้จะมีอารมณ์ฉุนเฉียว แต่โดยรวมครอบครัวนี้ดูปกติมากเกินกว่าจะเป็นบ้านที่บ่มเพาะฆาตกร 

ช่วงเวลาเล็ก ๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อเรื่อง ทั้งนักแสดงและผู้กำกับเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้หมดจด จนบทสรุปของเรื่องกลายเป็นมวลความกระอักกระอ่วนที่ทิ้งความรู้สึกในใจคนดูอีกเนิ่นนาน 

ความน่าสะพรึงของ Adolescence คือการบอกว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกบ้าน ทุกครอบครัว แม้ภายนอกจะดูปกติ แต่สังคมแวดล้อมทุกวันนี้ซับซ้อนและมีมิติเกินกว่าจะนำภาพจำเพียงด้านเดียวมาตัดสินเรื่องราวทั้งหมด เหมือนที่สตีเฟนบอกไว้ตอนแรกว่า เขาอยากสำรวจสังคมปัจจุบันว่าถ้าทุกอย่างดูปกติมาก แล้วเพราะอะไรคดีฆาตกรรมโดยเด็กจึงเกิดขึ้นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ข่าวพวกนี้ลอยผ่านหน้าเราไปในฟีด จนพานให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็ก แท้จริงแล้วเหตุการณ์เล็ก ๆ เหล่านี้กำลังบ่งบอกปัญหาใหญ่ที่ครอบครัวทุกคนกำลังเผชิญ

Adolescence ไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับการดูเพื่อผ่อนคลายเบาสมองเท่าไหร่ แต่ถ้าอยากเปิดโลก ได้รู้ว่าซีรีส์ที่ดี องค์ประกอบเทพ ๆ เขาทำกันอย่างไร นี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับสุดสัปดาห์นี้

ข้อมูลอ้างอิง
  • youtube.com/shorts/mMDpYpGrCeU?si=t9s3QZiZY2FZzdrt 
  • www.youtube.com/watch?v=26p2BP21Ra8&t=238s
  • www.latimes.com/entertainment-arts/tv/story
  • www.netflix.com/tudum/articles
  • edition.cnn.com/2023/03/16/us
  • www.matriarch-productions.co.uk
  • variety.com/2025/artisans/news/

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก