ริมถนนใหญ่ ไกลจากตัวเมือง มีกำแพงสูงสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ ชวนให้คนที่ผ่านไปผ่านมาสงสัยว่าอะไรอยู่ข้างหลัง
ถ้าได้ผ่านกำแพงเข้ามา ผ่านลานจอดรถกว้างใหญ่ และผ่านประตูเล็กเข้าไปอีกรอบ ก็จะพบกับบรรยากาศร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ของบ้านโทนี่-แก้ว ที่แยกขาดจากถนนอันวุ่นวายราวกับเป็นอีกโลก
ทุกวันนี้ สองสามีภรรยา โทนี่ รากแก่น และ แก้ว-จริญญา ศิริมงคลสกุล กำลังมีความสุขกับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่พิถีพิถันเรื่องการดูแลสุขภาพยิ่งกว่าเดิม

“ช่วงนี้ผมตื่นประมาณ 8 โมงกว่า อันดับแรกจะเดินมากิน Vinegar 1 ช้อน บางทีก็มีกล้วยด้วย แล้วก็เดินไปรดน้ำ ฉีดพื้นบ้าน รดจอมปลวก ออกกำลังกายไปจนลืม แก้วก็จะโผล่มาพร้อมอาหารตอนประมาณ 11 โมง” เจ้าของบ้านฝ่ายชายเล่าถึงกิจวัตรประจำวัน
“หลังจากนั้นแก้วจะเริ่มไปหยิบกล้องเพื่อเดินเก็บผัก แล้วถ่ายตอนทำอาหาร เสร็จอีกทีก็ 4 โมง” เจ้าของบ้านฝ่ายหญิงเสริม พวกเขากินอาหารหลักมื้อเดียวตามหลักการ Fasting โดยมีผลพลอยได้เป็นถ่ายทำคอนเทนต์ลงช่องยูทูบบ้าง อินสตาแกรมบ้าง ผู้ติดตามก็เพลิดเพลินไปตาม ๆ กัน
ถ้าอยากรู้จักเขาทั้งสองฉบับปัจจุบันมากยิ่งขึ้น คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการเดินชมอาณาจักรของเขา อันประกอบไปด้วยบ้านมินิมอลหน้าตาน่ารัก แต่ยาว 72 เมตร สวนผักกินได้นานาชนิด กระท่อมในสวนสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ และบ้านต้นไม้เติมเต็มฝันวัยเด็กของแก้ว
ถอดรองเท้าไว้ตรงนั้น แล้วตามทั้งคู่ไปดูกัน

My Current-self
“ตัวผมเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แป๊บหนึ่งก็อาจจะมีความคิดที่เปลี่ยนไปได้” โทนี่ให้คำนิยามเกี่ยวกับตัวเอง “ตอนนี้อินเรื่องเกี่ยวกับชีวิตครับ ชีวิตประกอบไปด้วยสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ เรามีเป้าหมายอยากทำให้ 2 สิ่งนี้ดีเท่าที่จะทำได้ในความเป็นเรา”
จุดเปลี่ยนแรกของโทนี่ คือความอยากหลบหลีกจากความวุ่นวาย
เขาเล่าว่าการเป็นนักแสดง ทำงานในวงการบันเทิง ทำให้ต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกเยอะ จนเริ่มรู้สึกไม่ปกติและแพนิกอยู่ตลอดเวลา เขาจึงถอยออกมาก้าวหนึ่งเพื่อพยายามหาสมดุลของตัวเอง จังหวะนั้นเองที่เขาเข้าใจว่า ‘สุขภาพ’ สำคัญมากทั้งภายนอกและภายใน แล้วเริ่มเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต
แก้วคิดแบบนั้นเหมือนกันไหม – เราหันไปถามหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

“อาจจะฟังดูน้ำเน่านะ แต่เราเหมือนเป็นคนคนเดียวกันไปแล้วค่ะ เวลาเราสนใจเรื่องอะไรก็จะมานั่งคุยกัน แล้วก็ทำด้วยกัน”
ถ้า 2 คนคือ 1 ทีม โทนี่จะเป็นฝ่ายออกตามหาแรงบันดาลใจ ส่วนแก้วจะเป็นฝ่ายกระตุ้นให้เขาทั้งคู่ได้ออกไปทำกันจริง ๆ สักที
จากจุดเปลี่ยนแรกของโทนี่ มาถึงจุดเปลี่ยนที่ 2 ซึ่งสั่นสะเทือนความคิดของเขามาก นั่นคือการที่คุณพ่อที่รักจากไปด้วยโรคมะเร็ง โทนี่รู้สึกว่าเป็นการสูญเสียที่ใกล้ตัวมาก ทำให้ยิ่งคำนึงถึงสุขภาพและคิดถึงการกินผักกันมากขึ้น
ช่วงที่พวกเขาเริ่มหาข้อมูล เป็นช่วงก่อนที่สถานการณ์โควิด-19 จะมาเยือน ทั้งคู่เริ่มศึกษาในยูทูบ ด้วยความคิดว่าอยากปลูกผักแนวตั้งให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อพบ อาจารย์ปัญญา ปุลิเวคินทร์ แห่งศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ก็เริ่มศึกษากสิกรรมธรรมชาติ การปลูกพืชผสมผสานที่รกเละเทะทว่าน่าสนใจ จากนั้นก็ไปเรียนรู้กับ อาจารย์โจน จันใด ผู้ก่อตั้งพันพรรณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เมล็ดพันธุ์ ด้วยการสมัครเรียนคอร์สพึ่งตัวเองด้วยกัน 2 คน หลังจากนั้นก็ไปหา อาจารย์บุญล้อม เต้าแก้ว ไปอยู่ร่วมกับเกษตรกรหลายสิบชีวิต นอกเหนือจากที่กล่าวมา ยังมีอาจารย์คนอื่น ๆ มากมาย ทั้งที่พวกเขาไปสมัครเรียนและชื่นชมผ่านยูทูบ
ถ้านับดูแล้ว โทนี่-แก้ว เป็นคน (อยาก) ทำสวนที่มีครูเป็นโหลเลย
That Long House We Love

ศึกษาเยอะเข้า ไอเดียบ้านจิ๋วท่ามกลางธรรมชาติก็แล่นเข้ามาในหัว
“อยากทำขนาดสัก 3 x 12 เมตร แค่นั้นเลย เราไปบ้า Tiny House ของฝรั่ง” โทนี่เล่าแกมหัวเราะ “เราเห็นว่าเขาอยู่ได้ แค่แบ่งโซน ครัว ห้องน้ำ ห้องนอน กะว่าไว้มาอยู่บ้างเพื่อดูแลสวน”
สำหรับทั้งคู่ หัวใจสำคัญของ Tiny House ก็คือดิน น้ำ ลม ไฟ
ดินกับน้ำมาพร้อมกัน ก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิต ลมก็คือทิศทางของอากาศ ส่วนไฟหมายถึงแสงอาทิตย์ และถ้าจะทำอะไรกับที่ดินรูปร่างเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยวแห่งศาลายาที่พวกเขามีนี้ ก็ต้องคำนึงถึง 4 หัวใจนั้นเป็นหลัก
ใช้เวลาไม่นาน Tiny House และสวนในฝันของโทนี่-แก้ว ก็ถือกำเนิดขึ้นมาจริง ๆ
แต่ไม่จบแค่นั้น


พวกเขาเทียวไปเทียวมาอยู่สักพัก ก่อนจะเริ่มเห็นภาพตัวเองใช้ชีวิตอยู่ในสวนแห่งนี้ชัดเจนขึ้น จึงเริ่มปรึกษากันว่า เรามาลองทำให้มันอยู่ได้มากขึ้นดีไหม
อาคารแรกที่ก่อสร้างเสร็จ ณ ที่ดินแห่งนี้ คือกระท่อมหลังเล็กบรรยากาศสบาย ๆ ที่เราใช้นั่งสนทนากันขณะนี้ พวกเขาใช้ชีวิตในบ้านเล็ก ๆ หลังนี้อยู่พักใหญ่จึงกลับไปสร้างบ้าน 3 x 12 (ที่เอาเข้าจริงแล้วเริ่มก่อสร้างก่อน) จนเสร็จ
บ้าน 3 x 12 นั้น เลือกใช้เมทัลชีตกรุรอบด้าน พร้อมฉีดโฟมเป็นฉนวนกันความร้อนเพื่อให้เกิดสภาวะน่าสบาย พักจากการทำสวนร้อน ๆ แล้วก็ต้องดูแลตัวเองกันหน่อย
ไป ๆ มา ๆ ขนาดเท่านั้นก็ยังไม่พอกับกิจวัตรประจำวันเท่าไหร่ พวกเขาจึงปรึกษาสถาปนิกเพื่อขยายให้ใหญ่ขึ้นอีก และอีก
(เรียนคุณผู้อ่าน นี่คือคอลัมน์อยากอยู่อย่างอยาก จริง ๆ นะ ไม่ใช่รายการ เคหะสถานบานปลาย)

“ตอนนั้นเราขุดบ่อน้ำไปแล้วครับ สถาปนิกเลยมองว่าการยื่นไปฝั่งน้ำจะอันตรายและต้องมีกระบวนการเยอะ จึงให้ขยายไปทางแนวยาว เติมไปเติมมาก็ได้ 72 เมตร” เจ้าของบ้านฝ่ายชายอธิบายให้เราฟัง
จาก 3 x 12 เป็น 3 x 72 เรียบร้อย จะเรียก Linear House ก็คงไม่เกินจริง
แม้จะดูยาว ๆ แต่บ้านนี้ก็มีลักษณะแบบ ‘เรือนไทย’ หลังคายาว มีระเบียงไว้ให้ใช้ชีวิต ยกใต้ถุน ลมถ่ายเทสะดวก สบายจนไม่อยากออกจากบ้านไปลำบากลำบนข้างนอก
ถึงจะมาไกลจากภาพ Tiny House มากแล้ว แต่เราก็เห็นว่าเจ้าของบ้านทั้งสองมีความสุขกับบ้านหลังนี้มากจริง ๆ
We never Go out of Style!
จบจากกระบวนการภายนอกก็มาถึงสไตล์ด้านใน ที่แน่นอนว่าเจ้าของบ้านผู้ชอบแฟชั่นทั้งสองสนุกไม่แพ้กัน
“สำหรับบ้านนี้ เราได้แรงบันดาลใจมาจาก Kim Kardashian และ Kanye West เขาไปซื้อบ้านเก่ากันมา แล้วรีโนเวตให้เรียบง่ายมากขึ้น
“ดีไซเนอร์ของเขาคือ Axel Vervoordt ซึ่งเป็นคนที่สถาปนิกของเราชอบเหมือนกัน เลยจูนกันติด เขาเอาหนังสือ เอาอะไรมาให้เราดู” แก้วเล่า


หากสังเกตดู จะเห็นได้เลยว่าสถาปนิกเลือกใช้ ‘สีขาว’ ทั้งกับพื้นและผนัง แก้วบอกว่าให้ความรู้สึกเหมือนแกะสลักเข้าไปอยู่ในถ้ำ รอบตัวจึงเป็นสีเดียวกันทั้งหมด
ในด้าน Styling แม้บ้านจะกว้างแค่ 3 เมตรตลอดแนว พวกเขายังเลือกใช้ข้าวของทุกอย่างให้โอเวอร์ไซซ์ไว้ก่อน ไม่ว่าจะเคาน์เตอร์ โซฟา ทุกอย่างใหญ่คับบ้าน ตรงนี้แก้วก็ให้เหตุผลอีกว่า มันคอนทราสต์สะใจดี
“เรารู้สึกว่าบ้านนี้คือ ‘ยาน’ ที่มีความ Futuristic หน่อย” โทนี่กล่าว “เหมือนกับโลกเลย โลกใบนี้ก็เหมือนกับยานลำหนึ่งที่กำลังเดินทางไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

เราถามทั้งสองว่ามีอะไรที่บอกสถาปนิกว่ายังไงก็ต้องมีรึเปล่า แก้วก็พูดถึงออนเซ็นสไตล์โมร็อกโก ที่เรียกว่า Riad ขึ้นมาทันที ต่อให้บ้านเล็กแค่ไหนก็ต้องมี เพราะเธอชอบแช่ออนเซ็นสุด ๆ
บ้านยาว ๆ หลังนี้เจาะช่องแสงเป็น Sky Light ยาวตลอด 72 เมตร ทำให้มีแสงพาดตลอดแนวบ้าน จะลงมาตรง ๆ หรือเอียง ๆ ก็แล้วแต่ว่าตอนนั้นเป็นเวลากี่โมง ซึ่งหนึ่งในที่ที่มีแสงพาดแล้วสวยที่สุดก็คือส่วนออนเซ็นของแก้วนี่แหละ
และส่วนสำคัญอีกส่วนของบ้านก็คือ ห้องอเนกประสงค์
เซล สถาปนิกจาก SAHAAI เป็นคนออกไอเดียให้มีห้องนี้ ในจินตนาการของเขาตอนนั้น ห้องอเนกประสงค์คือพื้นที่ที่ปรับเปลี่ยนได้แบบบ้านญี่ปุ่น เดี๋ยวแบกฟูกมานอน เดี๋ยวแบกโต๊ะมานั่ง แต่สุดท้ายส่วนนี้ก็กลายเป็นส่วนทำงานที่โทนี่-แก้วมานั่งบ่อย ๆ แต่ที่บ่อยกว่าก็คือน้องหมา 2 ตัว ‘ไข่ต้ม’ The French Bullhuahua และ ‘ลาเต้’ The Jack Russell Terrier


“น้องเซลเขาเก่งครับ เป็นคนธรรมดา ๆ ไม่หวือหวา เราชอบเขามาก” โทนี่เอ่ยชมสถาปนิก
“ผมกับ พัฒน์ (พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์) ที่ทำเรื่อง หลานม่า สนิทกันมาตั้งแต่ทำ SOS skate ซึม ซ่าส์ พัฒน์แนะนำเซลให้ เซลเขาเป็นคนที่งานยุ่งมาก แต่เราก็หลอกล่อเขามาด้วยการบอกว่า พี่มีไอเดียอยากทำบ้านสวนเล็ก ๆ เก๋ ๆ เขาก็อยากจะมาสนุกกับเราด้วย”
สุดท้ายแล้วเซลก็พาพวกเขามาถึงฝั่งฝัน กลายเป็นบ้านที่ผู้อยู่อาศัยอย่างแก้วบอกได้เต็มปากว่าชอบทุกมุม
GOOD VIBES ONLY
บ้านหลังนี้มีรากฐานมาจากการอยากดูแลตัวเอง ยิ่งไปกว่าด้าน Aesthetic ความสวยงามต่าง ๆ ที่พาให้ใจชุ่มชื่นแล้ว ยังมีด้าน ‘พลังงาน’ ที่พวกเขากำลังสนใจด้วย
“Nikola Tesla เคยพูดว่า ถ้าอยากรู้ความเป็นจริงของสรรพสิ่งให้มองในมุม Energy (พลังงาน), Frequency (ความถี่) และ Vibration (การสั่นสะเทือน)” เขาเกริ่น ก่อนจะอธิบายต่อ “ความคิดก็เป็น Energy คิดไม่ดีก็จะส่งผลถึง Energy ในเชิงลบ”

สิ่งที่มาจากไอเดียของแก้วในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากออนเซ็นแล้ว ยังมี ‘บ้านต้นไม้’ ที่เธอใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กด้วย
ทีแรกพวกเขากะว่าบ้านต้นไม้จะเป็นห้องทำงานประจำ แต่เมื่อย้ายไปทำงานกันที่ห้องอเนกประสงค์แล้ว บ้านต้นไม้ก็กลายเป็นที่นั่งสมาธิ ที่ที่พวกเขาทำใจให้ปราศจากความคิดไปช่วงหนึ่ง ไม่มีการสร้าง Energy บวกหรือลบ มีแต่ Neutral (เป็นกลาง) เท่านั้น
การนั่งสมาธิก็เป็นอีกอย่างที่โทนี่และแก้วไปร่ำเรียนกันมา พวกเขามองว่าสมาธิทำให้เกิดปัญญา และทำให้ทุกข์น้อยลงกว่าที่เคย


นอกจากนี้พวกเขายังสนใจเรื่อง Earthing หรือการแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนด้วย และเชื่อกันว่าการยืนเท้าเปล่าแตะกับดินเป็นการรับพลังงานจากโลกนี้
ส่วนที่เราชอบที่สุดในบ้านนี้ คือทางเดินไม้ที่เหมือนกับ Sky Walk เชื่อมบ้าน 3 x 72 บ้านต้นไม้ และสวนในฝันไว้ด้วยกัน ตอนที่เจ้าของบ้านทั้งสองพาเราเดินชมก็ถอดรองเท้าให้ดูเป็นตัวอย่าง แม้จะไม่ได้มีความรู้เรื่องการแลกเปลี่ยนพลังงานใด ๆ แต่ความรู้สึกเมื่อเดินเท้าเปล่าก็ฟินดีเหมือนกัน
Garden of Beauty
“ลึก ๆ แล้วทุกคนต้องการธรรมชาติ อยากไปทะเล ไปป่ากันอยู่แล้ว เราเลยสร้างให้มาอยู่ข้างเราไปเลย”
เดิมทีสวนในอุดมคติของโทนี่กับแก้วคือแปลงผักที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่นานเข้าก็เปลี่ยนไป และเริ่มมองว่าความหลากหลายของธรรมชาติหรือใบไม้ร่วงเละเทะนั่นแหละคือสวยงาม
สวนในฝันนี้อาจดูเหมือนใหญ่ แต่ปลูกไปปลูกมาก็เริ่มไม่พอ จนอยากจะปลูกแต่ต้นไม้ที่กินได้ ประเภทขี้เหล็ก สะเดา รุ่นพี่นักแสดงที่เซียนเรื่องพืชพรรณก็รับหน้าที่แนะนำว่ามีต้นอะไรน่าปลูกบ้าง

“ชอบกินอะไร อยากกินอะไร ก็เอาสิ่งนั้นมาปลูก” แก้วเผยเทคนิคการเลือกต้นไม้มาลงสวนซึ่งง่ายกว่าที่คิด
ถ้าใครติดตามโซเชียลมีเดียของแก้ว คงเห็นว่าเธอทำอาหารเอาจริงเอาจัง (จริง ๆ แล้วเป็นศิษย์สำนัก เลอ กอร์ดอง เบลอ ด้วย) และยังสนใจศาสตร์การหมักคอมบูฉะ จนกระท่อมหลังแรกนั้นเต็มไปด้วยขวด ขวด ขวด เรียงราย พร้อมป้ายชื่อแปะไว้กันลืม

ทุกวันนี้ทั้งสองมีตารางการทำสวนชัดเจน และมองว่ากิจวัตรต่าง ๆ ไม่ว่าจะการแบกน้ำ รดน้ำ พรวนดิน ทั้งหมดเป็นการออกกำลังกายและเพิ่มวิตามินดีไปในตัว
อย่างไรก็ตาม โทนี่และแก้วก็ลองผิดลองถูกกันมาเยอะ กว่าจะมาถึงวันนี้ได้
หากถามว่าเรื่องไหนคือ ‘ลองผิด’ อันดับต้น ๆ ก็คือเรื่องระบบน้ำที่โทนี่บอกว่า ถ้าพื้นที่น้อยจะไม่แนะนำให้ขุดเลย ในช่วงหน้าฝนน้ำจะท่วมเต็มไปหมด แต่หมดฝนเมื่อไหร่ก็แห้งจนไม่เหลือ และต้องหมั่นเติมน้ำประปาเพื่อให้ภูมิทัศน์ยังสวยงามอยู่ตลอด
“สู้เอาพื้นที่ทำเกษตร ปลูกป่า ปลูกผักดีกว่า” โทนี่กล่าว “ผมว่าใช้น้ำประปาง่ายกว่า แค่ต้องบำบัดให้คลอรีนหายไป แล้วเพิ่มชีวิตเข้าไปในน้ำ”
Ground Control to Major Tom
บ้านหลังนี้มีความหมายกับคุณยังไงบ้าง – เราถามสองเจ้าของบ้าน
“มันคือยานอวกาศลำหนึ่งที่มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาครับ” โทนี่ตอบคำเดิม ยาน
“เราจบครีเอทีฟมา ข้อเสียอย่างหนึ่งของความครีเอทีฟคือความขี้เบื่อ ต้องคิดอะไรแปลก ๆ ตลอด แต่ธรรมชาติทำให้เราได้เห็นของใหม่ทุกวัน เรานั่งสังเกตทุกวัน เห็นมันตาย มันรอด แตกยอดใหม่ เหมือนเราอยู่ในความเป็นจริงที่เคลื่อนไหว
“บ้านหลังนี้คือยานที่กำลังพาเราไปไหนไม่รู้ แต่ระหว่างทางนั้นมัน Neutral ที่สุด”
เมื่อเราถามพวกเขาว่ามีแผนจะทำอะไรกับบ้านอีกไหม คำตอบที่ได้ก็คือ “เพียบ” พร้อมหัวเราะร่า
“เราเป็นคนชอบสถาปัตยกรรม ชอบความสวยงาม ถ้าเรามีเงินเราคงทำเสร็จแล้ว แต่ตอนนี้ต้องรอก่อน” โทนี่ยิ้ม
“เรามีไอเดียอยากจะใช้ไม้ไผ่ เพราะมันคือ Green Steel เป็นวัสดุที่เกิดขึ้นมาเพื่อให้ตัดใช้งานได้เรื่อย ๆ ไม่ต้องไปขุดเอาเหล็กขึ้นมาใช้งาน ถ้าทำได้ก็คงเฟี้ยวดี
“อีกอย่างที่อยากใช้ก็คือดิน ตอนนี้อุณหภูมิของโลกเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ดินเป็นฉนวนโดยธรรมชาติ ถ้าเอามาปั้นอย่างอาจารย์โจน จันใด เราอาจอยู่รอดในธรรมชาติที่เอ็กซ์ตรีมขึ้นเรื่อย ๆ ก็ได้”
ก่อนหน้านี้ที่พาเดินชมสวน โทนี่บอกว่าการ ‘ลองผิด’ ของเขาคือการทำระบบน้ำ แต่ไม่ได้บอกว่า ‘ลองถูก’ คืออะไร
แต่เราคิดว่าพวกเขา ‘ลองถูก’ ตั้งแต่หันมาสนใจดูแลสุขภาพกาย-ใจของตัวเองแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีเวลาและทุนทรัพย์พร้อมแบบนี้
เพราะชีวิตคือการทดลอง และการทดลองเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของตัวเองและคนที่รักดีขึ้นนั้น ยังไงก็ไม่เสียหาย

ต่อจากนี้ยานลำนี้จะพาโทนี่-แก้ว ไปเยือนที่ไหนบ้าง เราก็อยากเห็นเหมือนกัน
