“เราแค่รู้สึกว่าอยากได้เคบินกลางป่า และอยากให้มัน…”
ไผ่-ภาคย์ วรรณศิริ หยุดพูดนิดหนึ่งก่อนจะต่อด้วยคำบอกเล่าถึงสถาปนิกคู่ใจ ตุ๋ย-พัชรดา อินแปลง จาก Sher Maker Studio ที่เคยทำบ้านในเมืองเชียงใหม่ให้ตัวเองมาแล้วหลังหนึ่ง
“ทางคุณตุ๋ยเป็นคน Subtle หมายถึงว่าไม่ได้เป็นคนกระโตกกระตาก แต่ผมเป็นคน Subtle ที่มีความกระโตกกระตากนิดหนึ่ง ด้วยความที่เราทำโฆษณา ในความน้อยมันต้องมีตะโกนนิดหนึ่ง มันต้องมีดีดขึ้นมานิดหนึ่ง คุณตุ๋ยก็เลยยอมทำเคบินสีแดงให้” (หัวเราะ)

กระท่อมของหนูน้อยหมวกแดงกลางป่าเชียงใหม่
แม้ทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก แต่ ไผ่ ครีเอทีฟโฆษณาจาก VML Thailand และครอบครัวอันประกอบด้วยภรรยา จุ๊-ลลิตา ศิริมหาราช และลูกชายวัย 7 ขวบ น้องลูค-อาคิรา วรรณศิริ มักเลือกใช้ชีวิตวันพักผ่อนที่เชียงใหม่เป็นส่วนใหญ่ ด้วยความที่จุ๊เป็นคนเชียงใหม่แต่กำเนิด ทั้งคู่จึงสร้างบ้านหลักทรงกล่องในตัวเมือง และตั้งใจสร้างเคบินหลังย่อมไว้กลางป่า พร้อมด้วยสนามเด็กเล่นกว้างและพาวิลเลียนขนาดกะทัดรัดสำหรับเป็นพื้นที่เวิร์กช็อปหรือทำร้านกาแฟในอนาคต
“เราชอบบ้านเหลี่ยม ๆ ซึ่งคุณตุ๋ยตอบโจทย์มาก บ้านผมก็ลักษณะคล้ายแบบเคบินนี้เลย เพียงแต่ว่าเป็นปูน เป็นกล่อง ๆ เอาจริง ๆ เหมือนคุณตุ๋ยทำบ้านหลังนั้นแล้วย่อเป็นเคบินให้เรา”
“ใช่ค่ะ ต้องบอกว่าที่ทำเนี่ยเพราะมีคุณตุ๋ยเลย เขาสร้างบ้านให้ถูกใจ เข้าใจความต้องการของเรา” จุ๊จึงเสริมขึ้น
“เราเหมือนญาติกันไปแล้วครับ มีอะไรก็โทรปรึกษาได้ตลอด ถ้าดูสัมภาษณ์ Sher Maker Studio ใน The Cloud จะเห็นโมเดลบ้านหลังหนึ่ง รู้สึกว่านั่นจะเป็นรูปแรก ๆ เลย อันนั้นก็คือเคบินหลังนี้เลยครับ” ไผ่พูดพร้อมเปิดมือถือค้นหาบทสัมภาษณ์นั้นให้เราดู

“เราชอบสไตล์คุณตุ๋ยอยู่แล้ว เขาเป็นคน Practical แต่ในความ Practical ก็เป็นงานที่มีดีเทล ชอบใช้วัสดุธรรมชาติ วัสดุท้องถิ่น และเทคนิคแบบท้องถิ่น”
แรกเริ่มเดิมทีไผ่ฝันถึงบ้านเคบินริมน้ำ แต่คุณพ่อของจุ๊เป็นห่วงเรื่องน้ำท่วม จึงเสนอให้มาทำที่สวนป่าสักบริเวณด้านหน้าของวิลล่าที่ครอบครัวเปิดบริการเป็นที่พัก ไผ่จึงตัดสินใจว่า งั้นสร้างเคบินเป็นคอนเซปต์ ‘หนูน้อยหมวกแดงกลางป่า’ ไปเลยดีกว่า

“คอนเซปต์หนูน้อยหมวกแดงมาจากความชอบเลยครับ จำได้ว่าตอนอ่านรู้สึกชอบที่หนูน้อยหมวกแดงเป็นเด็กขี้สงสัย แม่บอกอย่างนี้ก็ไม่เชื่อแม่ ช่างซัก ช่างถาม ทำไมตาโตจัง ทำไมจมูกยาวจัง ผมว่าความเป็นเด็กขี้สงสัยเป็นพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์เลยครับ เราเลยอยากให้ที่นี่เป็นที่ที่เราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้มาอยู่กับธรรมชาติและมีสนามเด็กเล่นไว้ให้ลูกเล่น ส่วนประตูทางเข้า คุณตุ๋ยก็วางให้อยู่ตรงนี้ เปิด-ปิดได้”
ทางเข้าอยู่ระหว่างกล่องปูนสีแดงเท่ มีต้นสักต้นหนึ่งที่คอยทักทายหน้าบ้าน เส้นทางเดินนำสายตาเข้ามาให้เห็นเคบินสีแดง กรุกระจกฝ้าเพื่อกรองแสงและให้ความเป็นส่วนตัว มีสนามเด็กเล่นเป็นสเปซกว้างที่มีเส้นสายของแลนด์สเคปปูนคล้ายลูกคลื่น ดูเป็นธรรมชาติสอดคล้องกับป่าสักและสนามหญ้าในบริเวณเดียวกัน

“จริง ๆ เราทำสเปซตรงกลางกับพาวิลเลียนขึ้นมาเพราะเรามีลูก เลยอยากให้ลูกมีที่เล่น ก็เลยทำสนามเด็กเล่น เราอยากมีทางเดิน อยากมีแลนด์อาร์ตบางอย่าง แล้วก็สเปซนี้ อีกหน่อยอาจเปิดเป็นพื้นที่ที่ให้คนมาเช่าได้ ซึ่งจริง ๆ ก็ยังไม่ได้คิด เราจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป เอาตรงที่พักให้เรียบร้อยก่อน”
“พาวิลเลียนทำใหม่หมด แลนด์สเคปทำใหม่หมด ทำให้ภาษาของสถาปัตยกรรมมันร้อยต่อกันไป คุณตุ๋ยเขาใช้คำนี้ การแจกเส้นทางก็คุณตุ๋ยเป็นคนคิดมาหมด ส่วนสีผมบอกแค่ว่าอยากได้สีแดง เพราะที่นี่มีกิ้งกือชนิดหนึ่งที่เหมือนเป็นซิกเนเจอร์ เป็นกิ้งกือสีแดง ซึ่งผมชอบมากเลย มันเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมเลือกใช้สีแดง กิ้งกือจะมาช่วงปลายฝนต้นหนาว ช่วงนี้อาจจะเริ่มเห็นแล้ว ผมบอกไปอย่างนี้ คุณตุ๋ยก็หา Reference มาให้เลือก โดยสีก็อ้างอิงมาจากดินในเชียงใหม่นี่แหละครับ”

“คุณตุ๋ยเก่งมากครับ ทั้งวิธีการใช้แสงธรรมชาติ ทั้งการใช้วัสดุ เขาใช้ไม้ธรรมชาติกับไม้เดิมของที่นี่ เราตัดต้นสักไป 1 ต้นเพื่อใช้พื้นที่ และไม้นั้นก็นำมาใช้แทบทั้งหมดในการสร้างที่นี่ ประกอบกับไม้ที่ทาง Sher Maker หามาเพิ่มนิดหน่อยครับ”
เคบินทรงสูง ความฝันวัยเด็ก
เราถามคุณไผ่ว่าทำไมถึงต้องเป็นบ้านเคบิน คำตอบของเขาอยู่ในดวงตาประกายแจ่มชัด ก่อนที่น้ำเสียงจะเปล่งออกมาเสียอีก
“ผมว่ามันเป็นเหมือน Man Cave ความรู้สึกแบบเด็กผู้ชายสร้างบ้านต้นไม้ให้มีความผจญภัยนิด ๆ แล้วเราก็ชอบแคมปิ้งด้วย แต่ไม่ใช่แบบไปนอนกลางป่า ลูกเรายังเล็ก อย่างที่คุณตุ๋ยชอบเดินป่า กางเต็นท์ ก่อไฟ เราทำไม่ได้ งั้นเราทำแบบนี้แล้วกันนะ เพื่อให้ลูกและตัวเราเองได้สัมผัสกับธรรมชาตินิดหนึ่ง
“เราอยู่บนเคบินที่เราสร้างมันขึ้นมา เหมือนสร้างบ้านต้นไม้ ลูกรู้สึกว่าได้อยู่ใกล้ธรรมชาติ ลูกผมทีแรกก็ด้วยความเป็นเด็กเมือง ที่นี่มีแมลงเต็มไปหมด ก็จะมีความหลอน ๆ หน่อย เราอยากให้เขาเรียนรู้ และรู้สึกว่าสำหรับเด็กผู้ชาย เคบินเป็นบ้านต้นไม้ที่มีความสนุกและเรียบง่าย
“เราทำให้บ้านสูง ๆ เพราะปกติเคบินมักเป็นลักษณะบ้านชั้นเดียวอยู่บนที่สูงอยู่แล้ว แต่เราอยากให้ชั้น 2 สูงขึ้นไปเลย ให้เห็นเรือนยอดของต้นสัก การมียกพื้นก็เพื่อให้ชั้นบนนั้นมันสูง จริง ๆ ก็ไม่ได้อยากได้ใต้ถุนอะไร คุณตุ๋ยบอกว่าถ้าอยากได้วิวยอดไม้ ก็คือยกมันขึ้นไปอีก”
ยกพื้นขึ้นเลยคล้ายบ้านบนต้นไม้เข้าไปอีกเหรอ – เราถาม
“ใช่! พอเราอยากได้วิว มองออกไปจากห้องนอนก็เป็นเรือนยอดของต้นสักแล้ว ไม่เห็นลำต้นเลย” ส่วนชั้น 1 ของเคบินวางให้เป็นห้องพักผ่อน มีแพนทรีเล็ก ๆ และวางโต๊ะทำงานเล็ก ๆ อีก 1 ตัวสำหรับวันที่ต้องทำงานเร่งด่วนของไผ่ เพิ่มพื้นที่ใช้สอยด้วยระเบียงไม้ซึ่งเป็นส่วนที่จุ๊ชื่นชอบมาก ๆ

“จุ๊ว่าการที่ชั้น 1 เปิดออกไประเบียง มันน่ารักมาก เพิ่มสเปซ ช่วงหน้าหนาวก็โล่ง เย็นสบาย ช่วงปีใหม่มาตลอดเลยค่ะ อารมณ์พักผ่อนมาก”
บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักผ่อนอย่างที่ทั้งคู่ตั้งใจ เป็นพื้นที่ให้ได้ใกล้ชิดธรรมชาติและได้กลับไปอยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่
“ผมว่าฟังก์ชันของเคบินก็คือน้อยที่สุด มันจะไม่ใช่บ้านแฟนซี ที่นี่มีห้องน้ำห้องเดียว มีห้องนอนง่าย ๆ มีห้องครัวแบบเล็ก ๆ ของใช้ในครัวง่าย ๆ ซับซ้อนน้อยที่สุด ให้เข้ากับธรรมชาติมากที่สุด กลมกลืนกับพื้นที่มากที่สุด
“เคบินเหมือนไม่ใช่บ้านหลังที่ 1 มันเป็นความเกินอยู่แล้วแหละ แต่เราทำให้มันน้อยที่สุด ไม่จำเป็นต้องหรูหรา เถียงกับจุ๊อยู่นานนะครับว่าจะมีทีวีหรือไม่มีดี สรุปเลยไม่เอาทีวีเข้ามาใส่เพราะว่าคิดว่าไม่จำเป็น เรามาอยู่กันตรงนี้ ก็ให้เราอยู่กับตรงนี้ดีกว่า พยายามเอาหนังสือเข้ามาบ้าง ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ขนหนังสือจากที่บ้านมา ตั้งใจเอาหนังสือที่เราชอบอ่านมาวางไว้”


พอที่จำกัดเราก็ต้องเลือกของเหรอ
“ใช่ ๆๆๆๆ” ไผ่ตอบแบบรัวเร็ว
“มันไม่เหมือนบ้านหลักของเราที่จะรกขึ้นตามชีวิต เราต้องเก็บบ้านไว้แบบนี้ มาอยู่แล้วก็แบกเป้กลับไป จริง ๆ สำหรับผมเหลือแค่นี้ก็แฮปปี้แล้วนะ ผมชอบธรรมชาติ ผมว่าตาผมไวมากเลย เห็นผีเสื้อเกาะตรงนี้ เห็นแมงมุมเดินตรงนั้น บางทีก็เห็นกิ้งกือเยอะเลย
“และด้วยความที่เราไม่ได้มาที่นี่บ่อยนัก จึงต้องออกแบบให้เรียบง่าย การจัดการ การมาดูแลจะได้ไม่ยุ่งยาก เพราะไม่ใช่บ้านที่เราอยู่ทุกวัน ถ้าต้องมานั่งเฝ้าปลวกก็ไม่ไหว บ้านจึงต้องอยู่ได้ด้วยตัวเองในระดับหนึ่ง
“และที่ตรงนี้ ถ้าเราไม่อยู่ ปล่อยให้เป็น Airbnb ให้คนเช่าก็ได้ เพราะจริง ๆ ฝั่งโน้น (ฝั่งวิลล่าของคุณพ่อคุณแม่ของจุ๊) เขาก็เปิดเป็นโรงแรมอยู่แล้ว เหมือนแค่เราสร้างของเราแล้วเราใช้ Facility จากฝั่งนั้นได้”

‘ชอบสร้างบ้าน’ แรงบันดาลใจที่ส่งต่อมาจากคุณพ่อ
“ตอนเด็กผมโตมากับธรรมชาติตลอดเลยครับ” ไผ่ว่า
“ผมเป็นคนจันทบุรี คุณพ่อเป็นหมอ คุณแม่เป็นลูกชาวสวนทุเรียน เราโตมากับการไปสวนทุเรียน ช้อนปลา เห็นบ่อเห็นบึงก็อยากจะลงไปช้อนปลา และเป็นคนตาดีมาก พอมีลูกเลยพยายามสอนให้ลูกจับทุกอย่าง แต่ลูกยังไม่กล้า เขาเป็นเด็กเมือง เจออะไรแปลก ๆ อาจจะกลัวแพ้ เราจึงค่อย ๆ สอนให้เขารู้ว่าธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญนะ” ไผ่ย้อนเล่าเรื่องวัยเด็กให้เห็นว่าทำไมเขาจึงชอบการสร้างบ้าน
“เราเติบโตมากับพ่อที่ซื้อหนังสือ บ้านและสวน เข้าบ้านแทบทุกวัน แล้วเราก็ดูหนังสือพวกตกแต่งบ้าน และเริ่มซื้อหนังสือเคบินมาเก็บไว้ ถ้ามีโอกาสเราก็อยากทำเคบินเป็นของตัวเอง เราก็เลยทำ Red Riding Wood หลังนี้ขึ้นมา


“คุณพ่อผมนี่น่าจะหนักกว่าผม เขาไม่เคยออกจากจังหวัดตัวเอง มาเรียนเชียงใหม่ จบหมอ มช. กลับบ้านไปแต่งงานกับแม่ อยู่จันทบุรี แล้วไม่เคยออกไปไหนอีกเลย การเที่ยวของพ่อคือไปตามอำเภอต่าง ๆ ซื้อที่ แล้วก็สร้างบ้าน พ่อมีบ้านติดน้ำตกก็สร้างเคบินติดน้ำตก มีที่อยู่หมู่บ้านไร้แผ่นดินที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่สร้างต่อ ๆ กันไปในทะเล พ่อก็ไปซื้อบ้านไว้ เลยมีบ้านทะเล
“บ้านทุกหลังของพ่อมีต้นไม้และน้ำ แต่พ่อก็มาเฉลยว่าเขาขายถูกมากเพราะมีคนยิงกันตายตรงนั้น แต่พ่อไม่เชื่อ ไม่กลัว เพราะพ่อเป็นหมอไง (หัวเราะ)
“เวลากลับบ้านที่เมืองจันท์ฯ จะมีบ้านที่พ่อทำไว้ให้ไปอยู่ได้ เราจึงเหมือนติดการอยากอยู่กับธรรมชาติ อยากมีบ้านแบบนี้”

บ้าน = แหล่งชาร์จพลัง
ฟังเหตุผลและแรงบันดาลใจในการสร้างเคบินหลังนี้แล้ว ทำให้เราอดถามคุณไผ่ไม่ได้ว่า เคบินหลังนี้คือแหล่งชาร์จพลังของเขาเลยใช่ไหม คำตอบของเขาเผยให้เห็นความรัก ความอบอุ่น อันเป็นแรงผลักดันในเส้นทางครีเอทีฟของเขาอย่างยิ่ง และนี่คือความรู้สึกที่เขาอยากสร้างและส่งต่อให้ ลูค ลูกชายเช่นเดียวกัน
“ถ้าถามว่าบ้านหลังนี้ให้พลังกับผมไหม ผมว่านี่คือเหตุผลที่เราวางคอนเซปต์ให้เป็นบ้านของหนูน้อยหมวกแดงเลยล่ะครับ

“มีคนเคยบอกไว้ว่าครีเอทีฟคือเด็กที่ Survive ในคราบของผู้ใหญ่ เขาบอกว่าหลักของการคิดสร้างสรรค์ แค่มีดวงตาของเด็ก (Eyes of a Child) ที่ขี้สงสัย ตั้งคำถาม ไม่มีกรอบ และยังไม่โดนสังคมบอกว่าต้องคิดแบบนี้ ทำแบบนี้ เราจึงมองว่าการกลับมาคอนเนกต์กับธรรมชาติทำให้นึกถึงตอนเราเป็นเด็ก และมันช่วยรีเฟรชเราได้ มันดีท็อกซ์ความที่ทำให้เราต้องโตหรือความรับผิดชอบออกไป ให้เหลือแค่จิตใจแบบที่เราบริสุทธิ์ที่สุดเหมือนตอนเป็นเด็ก
“ที่ชาร์จพลังของผมคือครอบครัว เวลาอยู่กับครอบครัว อยู่กับจุ๊ อยู่กับลูก
“ลูกเกิดมาเพื่อทำให้ผมกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เคยมีคนค้นคว้าว่ายุคทองของครีเอทีฟคือตอนที่มีลูก เพราะจะทำให้กลับไปเป็นเด็กอีกรอบและสร้างสรรค์ได้ดี เราจึงพยายามจะเลี้ยงเด็กในตัวเราเอาไว้ด้วยการอยู่ใกล้กับธรรมชาติ การเล่นกับลูก ผมเล่นกับลูกทุกวัน ไปส่งลูกเข้าโรงเรียนทุกเช้า เขาเล่นเกมเราก็เล่นเกมกับเขา


“จริง ๆ การชาร์จพลังมีหลายวิธีนะครับ อย่างเรารักครอบครัว เราอยู่กับพ่อแม่ การกลับไปหาพ่อแม่ก็คือการทำให้เราเป็นเด็กอีกครั้ง ได้ฟังเขาเล่าถึงเราสมัยเด็ก ๆ ว่าเป็นคนแบบไหน เป็นการทำให้ตัวเองยังมีความเป็นเด็กเพื่อให้เรายังมีความคิดสร้างสรรค์ สมมติว่าเด็กเครียดแป๊บเดียวก็ลืมแล้ว ทะเลาะกับพ่อ พ่อดุแป๊บเดียวก็ลืม หรือบางทีเราแบบเก็บความโกรธไว้ได้เป็นวัน ๆ แต่พอเด็กได้ขนมหรือเล่นเกมแป๊บเดียวก็ลืมแล้ว เราก็อยากเป็นแบบนั้น
“และผมว่า ‘บ้าน’ ก็เป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน ที่นี่เป็นบ้านเคบินสีแดงของหนูน้อยหมวกแดง มันก็คือการกลับมาเจอตัวเองที่เป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง บ้านหลังนี้สร้างมาเพื่อสร้าง Nurture Creativity ในตัวเรามาก ๆ เลยนะ”

