“บ้านไม้ริมคลองหลังนี้สร้างมาด้วยพื้นฐานความยั่งยืน” วรเกียรติ สุจิวโรดม เจ้าของบ้านตอบเราทันทีเมื่อเราถามว่าเขาสร้างบ้านในเขตหนองจอก กรุงเทพฯ หลังนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร
“สำหรับผม บ้านที่มีความยั่งยืน ก็คือบ้านที่มีอากาศสะอาด สุขภาพผู้อยู่จะดี อากาศต้องดีก่อน” เขาขยายความความยั่งยืนในแบบของตัวเอง
นี่จึงเป็นสาเหตุที่วรเกียรติตั้งใจปลูกต้นไม้บนที่ดินกว่า 133 ไร่ในทุก ๆ วัน มีคลองที่เป็นทั้งแหล่งน้ำและเป็นวิวที่สวยงาม มีหน้าต่าง-ประตูที่เปิดกว้างรับลมได้ทั้งปี ทิวทัศน์รอบบ้านจึงร่มรื่นสบายตา และมีอากาศสดชื่นราวกับว่าไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ

บ้านไม้ริมคลองหลังนี้เป็นฝีมือจาก น๊อต-สุริยา เขาทองสถาปนิกเจ้าของเพจ ช่างเฮ็ดแบบหนุ่มอีสานที่ตระเวนไปทุกภูมิภาคเพื่อออกแบบบ้านที่มีโครงสร้างเรียบง่าย มีฟังก์ชันที่เข้ากับชีวิตปัจจุบัน พร้อมสอดแทรกกลิ่นอายแบบบ้านท้องถิ่นเอาไว้ทุกหลัง
ในวันนี้เราเดินทางมาถึงพื้นที่ทำวนเกษตรในย่านหนองจอก เพื่อใช้เวลาช่วงบ่ายเอนหลังพูดคุยกับเจ้าบ้าน วรเกียรติ สุจิวโรดม และสถาปนิก น๊อต-สุริยา เขาทอง ถึงที่มาที่ไปของบ้านหลังนี้

ชีวิตที่ออกแบบเอง
“บ้านไม้ริมคลองหลังนี้ตอบโจทย์เรื่อง Longevity หรือการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ นั่นก็คือการที่ Healthspan และ Lifespan ต้องอยู่ใกล้เคียงกัน
“Healthspan หรือช่วงอายุขัยที่มีสุขภาพดีของมนุษย์เฉลี่ยอยู่ที่ 65 ปี แต่ Lifespan หรืออายุขัยเฉลี่ยดันอยู่ที่อายุ 75 ปี หมายความว่าหลัง 65 ปีขึ้นไป คนส่วนมากจะป่วยกาย ป่วยใจ ต้องอยู่แบบคุณภาพชีวิตถดถอยลง แต่ผมต้องการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ”
วรเกียรติเล่าว่าชีวิตวัยเกษียณสำหรับเขาไม่ต้องการอะไรไปมากกว่าการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้ในช่วงบั้นปลาย
“หลังจากทำธุรกิจ ใช้เงินซื้อความสุขมานาน สุดท้ายผมก็คิดว่าทำไมเราต้องวิ่งหาความสุข ทำไมทรงผมหรือเสื้อผ้าสวย ๆ ออกแบบได้ แต่ทำไมชีวิตถึงออกแบบไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่สร้างอะไรที่เป็นของตัวเองที่กรุงเทพฯ ทำไมไม่สร้างอะไรที่คืนสู่ธรรมชาติและสังคมบ้าง”
วรเกียรติเกิดและเติบโตในครอบครัวจีนโพ้นทะเล คุณพ่อของเขามาตั้งรกรากอยู่ในย่านเยาวราช เขาจึงมีความตั้งใจตั้งแต่วัยหนุ่มว่า อยากมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง หลังจากวุ่นอยู่กับการทำธุรกิจอยู่หลายปี เขาจึงอยากมีบางสิ่งเป็นของตนเอง

วรเกียรติซื้อที่ดิน 133 ไร่ติดริมคลองในเขตหนองจอก แล้วจับจอบ จับเสียม ลงมือจัดการและออกแบบพื้นที่ และสร้างขึ้นมาเป็น ‘อาสาชาวนามหานคร’ องค์กรวิสาหกิจเพื่อสังคมในที่สุด
องค์กรแห่งนี้เริ่มต้นด้วยความตั้งใจจะเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพให้พื้นที่ด้วยการทำวนเกษตรหรือการทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืช 5 ระดับ ได้แก่ ไม้สูง ไม้กลาง ไม้เตี้ย ไม้เรี่ยดิน และไม้ใต้ดิน ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด
ไม้สูงช่วยผลิตอากาศ เมื่อตัดแล้วก็เอาไปทำฟืนทำถ่านได้
ไม้กลางเป็นพวกไม้ผล มีทั้งมะพร้าว มะม่วง มะเฟือง มะพลับ ไปจนถึงอะโวคาโด ที่จะพัฒนาเป็นอุโมงค์ผลไม้ให้เก็บกินได้ตลอดปี
ไม้เตี้ยเป็นพวกไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ส่วนมากเป็นไม้กินได้และสมุนไพร อย่างมะกรูด มะนาว ผักติ้ว กะเพรา โหระพา และยี่หร่า
ไม้เรี่ยดิน เป็นพืชตามฤดูกาล เช่น แตงโม ฟักทอง
ไม้ใต้ดินส่วนมากเป็นพืชหัวมัน อย่างมันมะพร้าว มันมือเสือ มันม่วง มันสำปะหลัง มันเห็บ ขิง ข่า และตะไคร้
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพราะการปลูกไม้ 5 ระดับ สร้างทั้งอากาศ อาหาร น้ำ และยา


นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเป็นแหล่งเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านที่ทำร่วมกับทีมเมล็ดพันธุ์สาธารณะ มีการติดตั้งระบบ Off-grid ที่สร้างและเก็บพลังงาน มีระบบการจัดการน้ำ มีระบบแยกขยะและเตาเผาขยะอุณหภูมิสูง (ที่ไม่สร้างควัน) ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งสาธารณูปโภคหลัก
วรเกียรติตั้งเป้าหมายไว้ว่า ใน 3 ปีข้างหน้า จะทำให้พื้นที่ทั้งหมดพึ่งพาตัวเองได้ 100% และพัฒนาไปสู่แหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืน

คลองโอบบ้าน
บ้านหนองจอกเป็นอาคารหลังล่าสุดที่สร้างขึ้นในพื้นที่ 133 ไร่ แม้วรเกียรติจะมีบ้านอยู่หลายหลัง แต่เขาออกปากว่า บ้านหลังนี้อยู่สบายที่สุด
บ้านไม่ได้มีโครงสร้างซับซ้อน มีพื้นที่ 260 ตารางเมตร เดิมทีเป็นป่ากล้วยมาก่อน
หัวใจหลักของบ้านคือห้องอเนกประสงค์สำหรับนั่งเล่นและทานอาหาร เชื่อมต่อกับห้องครัว ห้องน้ำ และห้องนอน โดยทุกห้องมีประตูหน้าต่างที่เปิดไปเห็นวิวคลอง โอบล้อมด้วยเรือนไทย 4 หลัง ซึ่งเกิดจากความชอบส่วนตัวของวรเกียรติที่ชอบไปซื้อไม้เก่ามาปรุงเป็นเรือนไทยหลังใหม่
“ด้านที่ติดคลองคือหน้าบ้าน ที่ให้หน้าบ้านอยู่ฝั่งนี้ เพราะจะได้ล้อกับคนสมัยก่อนที่ใช้น้ำในการเดินทาง” น๊อตชี้ให้เราดูหลังจากเพิ่งเดินผ่านประตูโบราณซึ่งแท้จริงแล้วเป็นประตูหลังบ้านเข้ามา


น๊อตถือคติในการออกแบบว่า ถ้าเขาออกแบบบ้านในพื้นที่ไหน จะอิงกับภูมิภาคนั้น ๆ บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในภาคกลาง เขาจึงแอบสอดแทรกรูปแบบสถาปัตยกรรมที่อิงกับวิถีชีวิตคนภาคกลางในสมัยก่อนเอาไว้
“ผมชอบทำบ้านให้เรียบง่ายที่สุด ดูแลง่าย ใช้งานง่าย ซ่อมแซมง่าย เป็นความเรียบง่ายที่ผสมภาษาท้องถิ่น รวมถึงผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ตอบรับกับฟังก์ชันการใช้งานในปัจจุบัน” น๊อตตอบหลังจากเราถามว่าเอกลักษณ์ของช่างเฮ็ดแบบคืออะไร
สำหรับบ้านหลังนี้ น๊อตเป็นคนออกแบบทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกบ้านจึงเรียบง่าย แต่เมื่อมาดูรายละเอียดด้านใน จะพบการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับสถาปัตยกรรมยุคใหม่ในหลายจุด


หน้าบ้านมีชานกว้างขวางให้เอนกาย มีราวกันตกที่สูงเท่าเก้าอี้สำหรับนั่งชมวิวคลอง มีลานโล่งที่วรเกียรติชวนลูกน้องมาสังสรรค์ ทานหมูกระทะด้วยกันบ่อย ๆ และมีกระทั่งเรือแจวที่แจวไปยังอาคารหลังใกล้ ๆ ได้
รวมถึงการหันหน้าบ้านเข้าหาทิศใต้ จึงได้ลมประจำปีที่พัดเข้าบ้านตลอด 8 เดือนทั้งในฤดูร้อนและฤดูฝน ช่วยเติมลมเย็น ๆ ให้กระจายอยู่รอบตัวบ้าน ส่วนในฤดูหนาว ด้วยความที่มีทั้งต้นไม้ทั้งคลองโอบอยู่รอบบ้าน บ้านนี้จึงอยู่สบายโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ

ซึ่งการปล่อยให้ลมไหลเข้าบ้าน น๊อตเล่าให้ฟังว่าเขาปรับโครงสร้างหลังคาให้ไม่มีฝ้า ใช้ไม้ตีแนบกับจันทันหรือโครงหลังคา ทำให้อากาศเย็นไหลเข้ามาพัดอากาศร้อนออกไปได้อย่างง่ายดาย ไม่มีอากาศร้อนสะสมอยู่ไหนตัวบ้าน ในขณะที่การไม่มีฝ้าก็ทำให้ไม่มีหนูเข้ามาทำรังในตัวบ้าน การตีไม้แนบไปกับหลังคาจึงได้ประโยชน์ 2 ต่อ


ส่วนผนังมีการบุไม้แบบ 2 ด้าน เพราะไม้จะหดตัวตามความชื้นและอุณหภูมิ การบุ 2 ด้านจะช่วยกันไม่ให้แอร์ออก และช่วยให้ผนังดูเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น
ผนังบางฝั่งจะมีการติดตั้งฝาไหลที่เปิด-ปิดได้ เมื่อเลื่อนซ้อนกันจะกลายเป็นผนังทึบ เมื่อเลื่อนออกจะกลายเป็นหน้าต่างซี่ให้อากาศไหลเข้า-ออก เป็นผนังหายใจได้ที่มาจากภูมิปัญญาคนโบราณ


สร้างบ้านจากของสะสม
นอกจากวรเกียรติจะหลงรักการทำเกษตรกรรมแบบถอนตัวไม่ขึ้นมากว่า 7 ปี เขายังมีงานอดิเรกที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปี นั่นคือการสะสมไม้ ทั้งประตูหน้าต่างไม้ เฟอร์นิเจอร์ไม้ และอุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งกลายมาเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างบ้าน
“ผมชอบสะสมไม้เก่า น่าจะมีเยอะกว่าโรงไม้ด้วยซ้ำ ผมอยากทำบ้านหลังนี้ให้เป็นตัวอย่างว่า ไม้เก่าหรือไม้รีไซเคิลก็เอามาทำบ้านได้ เพราะส่วนมากผมซื้อไม้เก่าที่รื้อมาจากอาคารเก่า แม้มันจะผ่านการใช้งานมาแล้ว แต่ก็ยังเอากลับมาใช้อีกได้”
วรเกียรติเล่าเสริมอีกว่า บ้านทั้งหลังของเขาแทบไม่ได้ใช้ไม้ใหม่เลย เพราะเขาเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะไม่ซื้อไม้ใหม่ ถ้าต้องซื้อก็จะซื้อจากป่าปลูกเท่านั้น 90% ของบ้านหลังนี้จึงสร้างจากไม้รีไซเคิล
บวกกับน๊อตอยากให้บ้านดูแลรักษาง่าย จึงทำฐานและเสาเข็มด้วยคอนกรีตผสมเหล็ก เพื่อกันมด ปลวก ความชื้น ส่วนกำแพงห้องน้ำที่เป็นการก่ออิฐมอญ แต่นอกนั้นประกอบและปิดผิวด้วยไม้
บ้านหลังนี้จึงมีส่วนผสมของไม้หลายชนิด ทั้งไม้ตะเคียนทองที่นำมาทำเป็นพื้นด้านในบ้าน เพราะเป็นไม้เนื้อละเอียด ให้สัมผัสที่ดี ไม้สักนำมาบุผนังเพื่ือความสวยงาม ไม้แดงและไม้เต็งซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งใช้บุบนหลังคา ส่วนชานหน้าบ้านใช้ไม้เขลง ไม้เนื้อแข็งและเนื้อแน่น คนส่วนมากนิยมไปทำด้ามจอบ

ในขณะที่เฟอร์นิเจอร์รอบบ้านต่างก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า วรเกียรติตระเวนซื้อมาจากร้านขายของเก่า-ของมือสองทั่วสารทิศ ทั้งประตูไม้จากอินเดีย โซฟาไม้จากอินโดนีเซีย กล่องไม้จากจีน เก้าอี้ไม้จากโรงหนังเก่า


และยังมีบรรดาอุปกรณ์การเกษตรที่แปลงมาเป็นของตกแต่งเต็มผนัง ทั้งไม้ฟาดข้าว ครกตำข้าว สาก คันไถ ไซดักปลา ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ส่วนโต๊ะ ตู้เสื้อผ้า หิ้งพระ และเตียง ต่างก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ Built-in ที่น๊อตออกแบบ และช่างไม้ของอาสาชาวนามหานครเป็นคนทำ


ชีวิตวัยเกษียณ
“ต้นไม้เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าต้นไม้ เพราะต้นไม้เอาของเสียจากมนุษย์เข้าตัวเอง แล้วให้ของดีกับมนุษย์กลับคืน เราดูแลต้นไม้ในช่วง 3 ปีแรก หลังจากนั้นไม่ต้องทำอะไร เขาจะดูแลเรา ผลิตอากาศ ให้อาหาร และให้ยากับเรา” วรเกียรติเล่าด้วยเสียงเบิกบาน
เขาขยายความให้ฟังว่า ต้นไม้ 1 ต้นผลิตอากาศให้มนุษย์ 2 คนตลอดทั้งปี แถมตลอด 7 ปีที่ผ่านมา เขาปลูกต้นไม้บนที่ดินผืนนี้ไปแล้วกว่า 50,000 ต้น และปลูกมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นกิจกรรมหลังวัยเกษียณ

“ตอนนี้ผมเกษียณแล้ว จะมาอยู่ที่นี่บ่อยขึ้น ค่อย ๆ ปลีกตัวออกมาจากบริษัทและออกแบบชีวิตให้อยู่กับธรรมชาติ ผมชอบปลูกต้นไม้ ชอบตัดแต่งต้นไม้ ชอบลงแปลงเอง เมื่อวานผมก็เพาะต้นไม้เอง” วรเกียรติพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ราวกับว่าเขาจะลุกไปจับเสียมจับจอบหลังจบบทสนทนานี้

