หมูแนม-วรนิตย์ ปิงเมือง และ เกี๊ยก-วราวัชร์ สีหะประเสริฐ คู่รักหนุ่มสาวเจ้าของร้าน MOOH (MOOHomemade) คาเฟ่โดนัทชื่อดังในเมืองเชียงใหม่ เปิดบ้านซึ่งรีโนเวตจากบ้านมือสองที่ทั้งคู่ย้ายมาอยู่ได้ไม่ถึงปีให้ The Cloud เข้าไปสัมผัสอารมณ์อุ่นสบาย สะอาดสะอ้าน พร้อมด้วยของสะสมที่ทั้งคู่ค่อย ๆ หามาจากทั้งเมืองไทยและญี่ปุ่น เพื่อตกแต่งบ้าน 2 ชั้นหลังย่อมแห่งนี้

ชั้นบนของบ้านเป็นห้องนอน ห้องพักผ่อน และห้องส่วนตัวเจ้า ‘หมูหยอง’ เหมียวเปอร์เชียแสนรักของทั้งคู่ ขณะที่ชั้นล่างออกแบบให้เป็นพื้นที่กว้างโล่ง ประตูทุกบานมีมือจับเป็นรูปโดนัทน่าเอ็นดู ครัวด้านข้างและด้านหลังเชื่อมต่อกันกับบาร์ด้านหน้าที่วางแผนจะเปิดเป็นคาเฟ่โดนัทในอีกไม่นาน

กระนั้นก็เถอะ แม้ร้านยังไม่ได้เปิดทำการ แต่เราก็จินตนาการได้ถึงความหอมหวานในบรรยากาศที่ออกแบบไว้อย่างอบอุ่น ช่วงเวลานั่งลงพูดคุยราวกับได้กลิ่นโดนัทลอยมาจากครัวด้านหลัง พร้อมกลิ่นกาแฟหอม ๆ ล่องลอยอยู่ในความรู้สึก

บ้านหลังแรกคือบ้านทดลอง
หมูแนมและเกี๊ยกไม่ใช่คนเชียงใหม่ แต่เพราะหลงรักเมืองนี้ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา (คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ทั้งคู่ชอบมาเที่ยวและชิมอาหารขนมกาแฟของร้านต่าง ๆ ในเชียงใหม่ จนที่สุดหมูแนมก็ตัดสินใจมาทำงานเป็นพนักงานร้านเบเกอรีหลังเรียนจบ (แม้ทีแรกวางแผนจะกลับบ้านเชียงรายซึ่งปรับปรุงเตรียมทำร้านไว้แล้วก็ตาม) ขณะที่เกี๊ยกตามมาหลังจากลาออกจากงานประจำตำแหน่งพนักงานธนาคาร
ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดคาเฟ่เล็ก ๆ ชื่อว่า ‘MOOH’ (MOOHomemade) ตรงนิมมานเหมินท์ แรก ๆ ยังขายเบเกอรีหลากหลายจนตัดสินใจเหลือเพียงโดนัทอย่างเดียว ทั้งคู่อธิบายว่าเหลือเพียงโดนัทเพื่อทำสิ่งเดียวให้ดีที่สุด ลูกค้าจดจำเราได้ง่าย และเราเองก็ได้พัฒนาฝีมือขึ้นไปเรื่อย ๆ


ตอนหนึ่งในบทสนทนา เกี๊ยกพูดว่า
“เราทำร้าน ทำขนมทุกวันอย่างนี้ จริง ๆ ตัวเองก็ไม่ได้กลายเป็นเชฟนะครับ เพราะว่าผมทำเป็นอย่างเดียว ผมไม่มีทฤษฎี ไม่เคยเรียนมา” ทั้งคู่ใช้วิธีทดลอง ฝึกฝน และทำในสิ่งที่รัก เลยทำมันออกมาได้ดีและยังไม่เบื่อ
คำพูดของเกี๊ยกที่เล่าถึงการทำโดนัทก็เหมือนการรีโนเวตบ้านหลังนี้ เขาและหมูแนมไม่มีความรู้-ทฤษฎีใด ๆ ในด้านสถาปัตยกรรมหรือตกแต่งภายใน อาศัยเพียงแรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์ที่หลงรัก และเป้าหมายที่อยากให้บ้านเป็นสถานที่สำหรับใช้ชีวิตไปด้วยเป็นสำคัญ
“ก่อนหน้านี้เราไม่เคยมีบ้าน เลยไม่รู้ว่ามันต้องยังไง ผมว่าบ้านนี้เป็นเหมือนการทดลอง” เกี๊ยกพูดถึงการรีโนเวตบ้าน ก่อนที่หมูแนมจะเสริมว่า “ใช่ค่ะ ทดลองอะไรหลายอย่างเลย เพราะแต่ก่อนเช่าเขาอยู่”
“ทดลองไปทดลองมาก็บานปลาย“ เกี๊ยกพูดไปหัวเราะไป “แต่โชคดีมาก เราได้ พี่แนน มาช่วยดูชั้นล่างให้ ประหยัดงบไปได้เยอะเลย”
พี่แนน ที่เกี๊ยกเอ่ยถึง คือ อริศรา กองแดง สถาปนิกสาวที่มานั่งสนทนากับเราในวันเยือนบ้านด้วย แนนเล่าถึงการรีโนเวตว่าแทบไม่ต้องทำอะไรมากเพราะโครงสร้างเดิมดีอยู่แล้ว แค่ปรับผังชั้นล่างให้เหมาะกับการใช้งานเป็นคาเฟ่ ส่วนเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่เห็นเป็นของสะสมที่เกี๊ยกและหมูแนมหามาเอง การตกแต่งบ้านหลังนี้จึงง่ายขึ้นมาก เพราะไลฟ์สไตล์และความชอบของทั้งคู่ชัดเจน
หมูแนมและเกี๊ยกช่วยกันเล่าถึงคอนเซปต์ในการปรับปรุงบ้านหลังนี้ว่า

“เราอยากได้ฟีลญี่ปุ่น ความไม่เนี้ยบ โชว์พื้นผิว ร่องรอยที่ปุปะบ้าง เหมือนว่าบางตําแหน่งก็ไม่ชอบแต่บางตําแหน่งก็ชอบอย่างนี้ และอยากให้เป็นแบบโฮมมี่เพราะเราทําขนม
“และอยากให้มีครัวสำหรับทำขนม เราย้ายครัวจากนิมมานฯ มาอยู่ที่นี่ เลยออกแบบให้มีครัวอย่างที่เห็น และจะทำเป็นครัวกลางเผื่อในอนาคต สะดวกและง่ายด้วย”
ระหว่างนั่งคุย เรามองโต๊ะเก้าอี้ที่วางอยู่แล้วเอ่ยปากชมว่าแต่ละตัวน่ารัก เกี๊ยกยิ้มตาเป็นประกายแล้วบอกว่า
“หาเฟอร์นิเจอร์สนุก” การท่องไปตามร้านเฟอร์นิเจอร์มือสองคงเป็นอีกพาร์ตหนึ่งที่เขาชอบที่สุดในการทำบ้านทำร้าน
“ผมว่าชีวิตของเราคนเหมือนการเดินทางที่เป็นลำดับขั้น เราเปิดร้านมาได้ 7 ปี (หมูแนมบอกว่าทีแรกไม่คิดว่าจะยาวมาถึงวันนี้) เรามองหาบ้านมือสอง ตอนหาบ้านหลังนี้ในอินเทอร์เน็ต มันไม่ได้อยู่ในโพสต์หลักด้วยซ้ำ แต่อยู่ในคอมเมนต์นะครับ พอเห็นผมคงรู้สึกถูกชะตามั้ง เพราะดูมาหลายหลัง พอมาถึง รู้สึกว่ามันน่ารักบอกไม่ถูก เหมือนโดนสะกดจิต (หมูแนมพยักหน้ายิ้ม ๆ) เจ้าของอยู่กรุงเทพฯ คุยไปคุยมาลูกสาวเขารู้จักและเคยไปร้านเรา จึงเหมือนมีอะไรเชื่อมโยงกัน
“และที่บอกว่าบ้านหลังนี้เป็นเหมือนบ้านทดลอง คือผมก็พยายามเรียนรู้ไปกับช่างด้วย มีอะไรหลายอย่างที่ไม่รู้ และผมไม่เคยอยู่บ้านที่มีบริเวณมาก่อน ผมโตมากับตึกแถวค้าขายและทาวน์เฮาส์ พอมามีสวนก็เป็นอีกความรู้สึกหนึ่งเลย (ยิ้ม)”
หมูแนมว่าพวกเขายังไม่มีเวลาเลือกต้นไม้มาปลูก เพราะยังจัดการเวลาเรื่องร้านและบ้านกันอยู่ และนี่เป็นสาเหตุที่การเปิดบ้านเป็นคาเฟ่ยังต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย

ปรับบ้านให้ได้อย่างที่ต้องการ
หมูแนมเล่าถึงไอเดียการรีโนเวตว่า มีรุ่นพี่สถาปนิก (อีกคนหนึ่ง) เขียนแบบปรับปรุงบ้านให้ ทีแรกชั้นล่างจะไม่ได้เป็นแบบนี้
“รุ่นพี่เขาออกแบบให้ทุบผนังติดกระจกรอบบ้าน เป็นหน้าตาแบบคาเฟ่จ๋าไปเลย แต่ความตั้งใจของพวกเราคืออยากให้เป็นบ้านที่เปิดให้คนมานั่งในบรรยากาศของบ้านเรา ในแบบที่เราชอบ”
ทั้งคู่จึงเอาแบบไปปรึกษาแนนซึ่งสนิทสนมกันอยู่แล้ว (พวกเขาเปิดร้าน RICO.RICO ที่สันป่าข่อยด้วยกัน) แนนจึงเข้ามาช่วยดูแลการปรับปรุงบ้านให้ แต่แนนก็ยืนยันหนักแน่นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า เธอไม่ได้ทำอะไรมากเลย โครงสร้างบ้านดีอยู่แล้ว และทั้ง 2 คนก็มีไอเดียอยู่แล้ว
“หลัก ๆ คือสีขาว ไม้ กระเบื้องขาว เคาน์เตอร์ไม้ท็อปสเตนเลส เน้นเรียบ ๆ ไว้ก่อน พอเอาของตกแต่งเข้ามา จานชามเซรามิก เฟอร์นิเจอร์มาวางก็จะได้ฟีลที่ชอบ”


เกี๊ยกเลยบอกว่า “ผมพยายามจับของมาให้ได้ฟีลเดียวกัน อาจจะเลี่ยน ๆ หน่อยนะครับ มันไม่มีอะไรตัดเลย สีไปทางเดียวกัน เห็นในญี่ปุ่นบางร้านเขามีสีตัดกันเข้ามาเติมด้วย แต่ของเราดูเรียบ ๆ ไปเลย”
เราถามว่าตอนเลือกของ หมูแนมมีขัดแย้งหรือไม่เห็นด้วยไหม หมูแนมตอบว่า “มีค่ะ”
“มีอยู่เหรอ น้อยนะ ส่วนใหญ่แนมตามใจผมตลอด” เกี๊ยกว่า


ทั้งคู่เล่าถึงรายละเอียดในการรีโนเวตบ้าน ส่วนที่ทำคือรื้อฝ้าและกระเบื้องปูพื้นชั้นล่างออกทั้งหมด เปิดพื้นที่ให้โล่งต่อเนื่อง ต่อเติมห้องครัวด้านหลังซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกี๊ยกนั่งทำขนม มีหน้าต่างไม้บานน้อยเลื่อนเปิดสไลด์มองเห็นด้านหน้าร้าน และส่งขนมผ่านมาที่เคาน์เตอร์ได้ง่าย ๆ และเติมประตูบานเลื่อนไม้กั้นระหว่างพื้นที่ชั้นล่างและทางขึ้นบันไดไปสู่ชั้น 2 แน่นอนว่ามือจับบานประตูรูปโดนัทก็ดูโดดเด่นน่ารักมาก ซึ่งทั้งคู่ตั้งใจให้ช่างทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อบ้านหลังนี้
ขึ้นไปด้านบน (“บันไดบ้านก็เดิม ๆ นะครับ” เกี๊ยกบอกขณะพาเดินขึ้นชั้นบน) แบ่งเป็น 3 ห้อง 1 ห้องน้ำ ห้องแรกคือห้องนั่งเล่นที่เกี๊ยกอธิบายว่าตั้งใจทำไว้ดูฟุตบอลแต่หลับก่อนทุกทีเพราะเขาเตะกันดึก อยู่ดูไม่ไหว (ทั้งคู่หลับ 2 – 3 ทุ่มไม่เกินนี้ เพราะต้องตื่นแต่เช้ามาทำขนม) ห้องติดกันคือห้องของหมูหยอง แมวเหมียวลูกรักอายุไม่ถึงขวบปีที่ทั้งคู่ตั้งใจนำมาเลี้ยงเมื่อมีบ้านเป็นของตัวเอง ห้องที่ 3 คือห้องนอนใหญ่ที่รีโนเวตทุบขยับผนังด้านติดกับห้องหมูหยอง เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ห้องนอนใหญ่ ทำเป็นห้องเสื้อผ้าและแต่งตัว

การปรับปรุงบ้านของทั้งคู่ดูจะไปในทางเดียวกันหมด มีเพียงนิดเดียวที่หมูแนมบอกให้เปลี่ยนชั้นวางซึ่งเดิมออกแบบหันไปทางเตียงนอนให้พลิกกลับมาอยู่ด้านเดียวกับห้องแต่งตัว ทำให้พื้นที่แต่งตัวนี้ดูเป็นห้องห้องหนึ่งไปเลย และในห้องแต่งตัวนี้มีสิ่งพิเศษวางอยู่ชั้นบนเหนือราวแขวนเสื้อ เป็นป้ายร้าน ‘เข่งฮง’ ที่เกี๊ยกบอกว่าเป็นป้ายแรกของร้านครอบครัวที่ศรีสะเกษ

“ป้ายนี้เป็นของอากง ผมเอามาตั้งแต่ตอนย้ายมาอยู่เชียงใหม่ เอาไว้เตือนใจเพราะเราทำธุรกิจ ย้ายไปไหนก็เอาไปด้วย”
เปิดประตูห้องนอนออกไปจะพบกับระเบียงที่ออกแบบโอบล้อมห้องนอนไว้ ในช่วงฤดูหนาว ทั้งคู่ชอบนั่งตรงระเบียงด้านข้างเพื่อมองทิวเขา ดอยสุเทพ และท้องฟ้า คุยไปคุยมาเกี๊ยกพูดถึงความฝันให้ฟังว่า “ถ้าเอาจริง ๆ บ้านในฝันเลย อยากเข้าไปอยู่บ้านในป่า เห็นวิวดอย ทำกับข้าวกินเอง ไม่ต้องออกจากบ้านเลยก็ได้ มีรถวินเทจสักคัน มีหมา มีแมว แค่นั้นเลยครับ”
อยากอยู่ด้วยกันไปจนแก่
“เราชอบแบบนี้ค่ะ” หมูแนมพูดขึ้นเมื่อเราถามว่าบ้านเป็นเหมือนที่คิดไหม เกี๊ยกเล่าเสริมว่า
“ตามหลักจริง ๆ อยากทําร้านที่เราอยู่กันเองจนแก่ เหมือนที่เห็นในญี่ปุ่น บางร้านทำกันเอง 2 คน และทำแค่อย่างเดียว แต่เขาก็อยู่ได้ ถ้าเราทำงานหาเช้ากินค่ำ ทำไปเรื่อย ๆ ได้ก็ดีเหมือนกันนะ” (หัวเราะ)
“เรายังมีความสุขอยู่ค่ะ” หมูแนมพูดถึงการทำร้านด้วยกันจนผ่านมาถึงวันนี้
“ใช่! ขนาดเปิดมา 7 ปีแล้ว ยังไม่เคยมีวันไหนที่ไม่อยากตื่นมาขายเลย ผมไม่เคยเลื่อนนาฬิกาปลุกเลยนะ สมัยทำงานยังมีปลุกแล้วเลื่อน ๆ แต่นี่ผมยังสนุกกับการตื่นมาทำขนมอยู่ทุกวัน”
บ้านตัวเองกับบ้านเช่าต่างกันไหม – เราเอ่ยถามทั้งคู่
“มันรู้สึกปลอดภัย ไม่ต้องพะวง แต่จริง ๆ ก็เหมือนเดิมครับ แค่อยู่ตรงนู้นน่ะมันเป็นนิมมานฯ ตอนกลางคืนมีเสียงคนเดินไปเดินมา และผนังบ้านก็บางมาก จนได้ยินเสียงบ้านข้าง ๆ ได้ง่าย ๆ”
“เราอยากมีบ้านที่ไม่ติดกับบ้านอื่น ที่นี่เรานอนหลับสบาย พักผ่อนได้เต็มที่ ได้ยินเสียงรถ เสียงร้านเหล้าบ้าง แต่ก็คุยกันว่ายังดีกว่าค่ะ”
“บ้านนี้เป็นบ้านอย่างที่เราอยากอยู่ อยากอยู่ที่มันสงบหน่อย และอยากให้มีลูกค้าที่รักร้านขนมสไตล์เรามาด้วย”
“ตอนนี้เรายังไม่เปิดหน้าร้านที่บ้านก็จริง แต่เปิดสอนเวิร์กช็อปทำโดนัทที่นี่แล้วค่ะ”
ถ้าเปิดแล้วจะใช้ชื่อร้านเดิมไหม – เราถามออกไป เกี๊ยกตอบอย่างน่ารักว่า
“ผมอยากใช้ชื่อ NAMH – แนม โฮมเมด แต่ในแง่การตลาด ลูกค้าคงงง เลยยังไม่ตัดสินใจครับ แต่ผมชอบนะ ไม่ซ้ำใครดี”
แซวเกี๊ยกว่ารักแฟนมากเลยเนอะ ทั้งชื่อ MOOH และ NAMH เขาไม่ตอบอะไร ยิ้มเบิกบานสไตล์เขา ส่วนหมูแนมนั้นดวงตาเจิดจ้าเป็นประกายตลอดเวลาสนทนา เราเอ่ยชมเบา ๆ ถึงคำว่าบ้านเหมือนการเดินทาง ทั้งคู่เลยพูดขึ้นว่า
“ใช่ค่ะ บ้านหลังนี้เหมือนการเดินทางของพวกเรา”
“ใช่! ใช่ครับ มันค่อย ๆ เป็นส่วนหนึ่งของเรา เป็นบ้านหลังแรกที่เราเรียนรู้ถูกผิดไปกับมัน ผมว่าบ้านหลังแรกจะเป็นบ้านในความทรงจำที่สุดเลยนะ”


