ถึงคุณยายที่รัก
ในช่วงชีวิตที่เติบโตมา ทุกคนคงจะมีคนโปรดในดวงใจสักคนหนึ่งที่ไม่ว่าจะทำอะไรหรืออยู่ที่ไหน เราจะมีสิ่งที่ยึดโยงถึงคนคนนั้นเสมอ และบ้านหลังนี้ก็เป็นเหมือนขุมทรัพย์ความทรงจำและฐานที่มั่นในชีวิตของ ติงลี่-กอบชัย รักพันธุ์
‘บ้านคุณยาย’ ฟังดูเผิน ๆ อาจดูเป็นชื่อธรรมดา ได้ยินทั่วไป แต่ทุกครั้งที่เราได้ยิน แปลกตรงที่เรารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความปลอดภัยขึ้นมาทันที บ้านคุณยายหลังนี้จึงไม่ได้เป็นแค่ชื่อบ้าน แต่ ‘คุณยาย’ คือชื่อเรียกที่ติงลี่เรียกแทน ‘บ้าน’ ของตนเอง

“เหมือนได้อยู่ใกล้คุณยายอีกครั้ง” เป็นความรู้สึกของติงลี่ตอนเริ่มสร้างบ้าน จุดเริ่มต้นของการเดินทางมาพบกับบ้านคุณยายเกิดขึ้นเมื่อราว ๆ 2 ปีก่อน เป็นช่วงเวลาที่ติงลี่และพาร์ตเนอร์ทำกิจการค้าขายเสื้อผ้าแบรนด์ Manee.little จนมีกำลังทรัพย์และกำลังใจที่พร้อมจะขยับขยายพื้นที่ตนเอง เลยเริ่มมองหาที่ดินโดยปักหมุดว่า “อยากได้ที่ดินติดริมน้ำแม่ปิง ถ้าติดริมน้ำไม่ได้ ขอใกล้ ๆ แม่น้ำปิงก็ยังดี”


เรื่องราวของบ้านเก่า-บ้านใหม่
สาเหตุที่ติงลี่อยากมีบ้านใกล้น้ำ เพราะบ้านเก่าในความทรงจำวัยเด็กที่เขาเกิดและเติบโตที่จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูน หลังบ้านมีหนองบึง ลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เวลามองทอดออกไปก็เหมือนได้พักใจ เขาจึงมีความรู้สึกหวนระลึกถึงและเชื่อมต่อกับผืนที่ดินใกล้แหล่งน้ำจนมาเจอที่ดินพร้อมบ้านขนาด 170 ตารางวาผืนนี้ ซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำปิง ในซอยเป็นซอยตัน มีความเป็นส่วนตัวตรงตามใจผู้อยู่ มีสวนดอกไม้อยู่สุดซอย และบ้านตรงหัวมุมท้ายซอยนั่นก็คือบ้านคุณยายหลังนี้
ในครั้งแรกที่เห็น ถ้ามีคนมากันสัก 10 คน คงบอกเป็นเสียงเดียวกันทั้ง 10 คนว่า “บ้านหลังนี้ดูหลอนมาก” เป็นบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูน มีหญ้ารกทึบ มองเข้าไปแทบไม่เห็นแสงแดดส่องถึงพื้น แต่ความรู้สึกแรกของติงลี่ที่ได้พบกับบ้านคุณยายครั้งแรก กลับเป็นความรู้สึก ‘สงสาร’ ทุก ๆ มุมของบ้าน
“ฉันอยากทำให้เธอใหม่จังเลย คิดแค่นี้ ฉันจะทำให้เธอสวยนะ ยายจะต้องน่ารัก ต้องมีชีวิตชีวา
“เหมือนยายเราเลย จะมีใครเห็นค่าไหม ถ้าบ้านหลังนี้ผุพังไป
“ตัดสินใจอยู่ 2 วัน แล้วซื้อเลย” จากนั้นเราจึงจะเรียกบ้านใหม่หลังนี้ว่า ‘คุณยาย’ อาจเพราะด้วยอายุบ้านเดิมที่เก่ากว่า 60 ปีและสภาพบ้านที่เก่าทรุดโทรม บ้านใหม่หลังนี้จึงมีกลิ่นอายของคนแก่ แต่สิ่งที่พิเศษไปกว่านั้นคือความรู้สึกของพี่ติงลี่ที่เขารู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยพบกันมาก่อน…


ความทรงจำกับบ้านที่ถวิลหา
“คิดถึงบ้านตลอดเวลา” เป็นความรู้สึกที่มีอยู่ตลอดช่วงชีวิตการเรียนและการทำงานของติงลี่
เพราะเขาโตมาแบบเด็กต่างอำเภอ ต่างจังหวัด ต้องเข้าไปเรียนในตัวเมืองจังหวัดขอนแก่น
“สมัยนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ต้องระหกระเหินนั่งรถไป 9 ชั่วโมงไปเรียนต่างที่ พอปิดเทอมถึงจะได้กลับบ้าน”
สถานที่ที่โอบอุ้มเด็กคนนั้น ณ ช่วงเวลาหนึ่งจึงเป็นบ้านญาติ ทาวน์เฮาส์ และหอพัก ที่ถูกกรอบพื้นที่ด้วยผนังคอนกรีตตามบริบทฉบับแบบบ้านในเมือง
ช่วงเวลาที่ได้อยู่บ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์จึงเป็นช่วงเวลาล้ำค่าที่แสนจะสุขใจ ได้เล่นแถวบ้าน ได้นอนกลิ้งกับพื้นบ้าน ปล่อยใจล่องลอยไปกับบึงใกล้บ้าน ได้ใช้เวลาอยู่กับคนในครอบครัว
“ผมสนิทกับคุณยายมาก คุณยายถือเป็น Role Model แห่งความใจดี เป็นสาวนักทอผ้าที่ย้อมผ้าใช้เอง ส่วนคุณตาเป็นครูสอนศิลปะ” เพราะฉะนั้น ทักษะการเย็บปัก ตัดปะผ้า และพรสวรรค์ทางด้านศิลปะที่แฝงอยู่และซึมซับติดตัวติงลี่มาได้มาจากใครแทบไม่ต้องสืบก็รับรู้ได้ทันทีว่ามาจากคนในดวงใจ


“มีอยู่วันหนึ่ง ตามประสาความอยากได้ของเล่นในวัยเด็ก พี่อยากได้ตุ๊กตาเหมือนในนิตยสารของเล่น คุณตาเลยไปขุดดินเหนียวมายื่นให้แล้วพูดว่า ไปปั้นเองนะ ปั้นให้เหมือน แถมสีให้ด้วย
“ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่านั่นจะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ค้นพบความจริงในตัวเราไปตลอดกาล เพราะเป็นจุดที่ทำให้รู้ว่าเราตาบอดสี เพราะทาหน้าตุ๊กตาเป็นสีเขียว และด้วยความตาบอดสีนี้เอง ทั้งตอนเรียนสถาปัตยฯ จนถึงตอนทำงาน พี่จะเลือกใช้แต่สี Monotone ขาว ดำ เบจ เพราะกลัว.. ไม่กล้าใช้สีสัน”
จนมาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ติงลี่ค้นพบตัวเอง เขาในวัย 38 ปีเล่าให้ฟังว่า เจอตัวเองจริง ๆ ตอนวัย 35 ปี “งานในตอนนั้นทำให้รู้สึกภูมิใจมาก ๆ รู้สึกว่าเป็นตัวของตัวเองมาก ๆ นั่นคือความง่าย ความเป็นศิลปะ มันคือพื้นฐานของชีวิต การนำความเป็นเด็กมาขาย ปรากฏว่าขายได้ ผลตอบรับดี เราเลยลาออกจากงานประจำ”
การเลือกใช้สีสัน เส้นสาย และความสดใสในวัยเด็กที่เก็บซ่อนมานานของติงลี่เหมือนได้เคาะสนิมและเปิดหีบสมบัติ เพื่อพบว่า “ความจริงแล้วเราไม่ได้อยากเป็นสถาปนิก แต่เราอยากเป็นศิลปิน เราเพิ่งค้นพบตัวเองก็ตอนสร้างบ้านหลังนี้เสร็จแล้ว”


ช่วงเวลาแห่งการก่อสร้าง : บ้าน
ก่อร่าง : เจ้าของ
“บ้านหลังนี้เขียนแบบอยู่คืนเดียว แล้วส่งแบบให้ผู้รับเหมาเลย ถ้าจะให้เขียนมากกว่าคืนเดียวคงจะไม่จบ สร้างไม่เสร็จ” ติงลี่เล่าเสริมอีกว่า ในเมื่อภาพบ้านตรงหน้ามันชัดมากแล้วว่าควรออกมาเป็นยังไง ถ้าเขียนแบบมากกว่า 1 คืนคงได้แบบบ้านอีกร้อยแบบในวันถัดไปอย่างแน่นอน
“โจทย์ของบ้านคุณยายเลยออกมาในรูปแบบที่อยากทำให้กลับมาแล้วรู้สึกอยากนอนเอกเขนก กลับมาบ้านแล้วรู้สึกสบาย” ทั้งสบายกายผู้อยู่ สบายใจผู้อาศัย
บ้านคุณยายจึงมีพื้นที่ระเบียงเล็ก ๆ ชานนั่งเล็ก ๆ ทางเดินที่เชื่อมต่อกันอย่างหลวม ๆ ให้ผู้อยู่มีหลากหลายมุมได้เลือกนั่งพักผ่อนและมองเห็นกันได้


“เป็นบ้านที่ฟังก์ชันแปลก ๆ Open Area เยอะมาก เพราะพี่เคยอยู่หอพักมาก่อนแล้วมันอึดอัด”
ทั้งชั้นบนของบ้านแทบจะรื้อผนังภายในห้องนอนเดิมออกทั้งหมด ยุบจาก 2 เหลือ 1 ห้อง เพื่อให้ได้พื้นที่ที่กว้างและเชื่อมต่อกันมากขึ้น กลายมาเป็นพื้นที่ส่วนตัวใช้พักผ่อนขนาดใหญ่ได้ทั้งชั้น
หลายพื้นที่ในบ้านยังเก็บกลิ่นอายความเป็นใต้ถุนจากบ้านเก่ากาฬสินธุ์ ผสมกับบ้านเก่าคุณยาย โดยดีดยกใต้ถุนบ้านให้สูงกว่าเดิมนิดหนึ่ง เพื่อให้เกิดชานระเบียงที่สูงโปร่ง อากาศถ่ายเท ดูเข้ากับยุคสมัยนี้
“พื้นไม้ปูทับพื้นไม้เก่า 1 ชั้น เพราะไม่อยากให้มีฝุ่น พร้อมกับลงเทียน ใช้กากมะพร้าวขัดตาม ทำให้พื้นมีความมันวาวอย่างธรรมชาติ และช่วยดูดซับความชื้นจากเท้าเราได้อีกด้วย” พี่ติงลี่อธิบายไปพร้อมกับถามเราว่า เธอรู้จักการลงเทียนกับกากมะพร้าวใช่ไหม ความเงียบคือคำตอบ และเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบนั้น


ในบริเวณบ้าน นอกจากจะมีเรือนใหญ่ที่เป็นเรือนหลักแล้ว ยังมีเรือนเล็กที่แต่เดิมติงลี่ตั้งใจจะใช้เป็นบ้านชั้นเดียวอยู่ยามชรา แต่ปัจจุบันปรับใหม่ให้เป็นสตูดิโอ Manee.little โดยมีสมาชิกประจำที่เป็นเสมือนคนในครอบครัวอีก 5 คน คือทีมดีไซเนอร์ออกแบบและผู้ผลิตผลงานเสื้อผ้า
“และด้วยความที่เราทำงานกับผ้าที่มีความนุ่ม เลยอยากให้รายละเอียดในบ้านเป็นเรื่องเดียวกัน”
โดยที่พื้นผิวผนังรอบบ้านใช้เทคนิคฉาบแบบสร้างลายบนผนัง ทั้งงานและบ้านนุ่มไปพร้อมกัน
พื้นที่แห่งความสัมพันธ์ร่วมยาย-หลาน
“ปรับความต้องการให้เป็นไปตามสิ่งที่มีอยู่ ไม่เอาความต้องการเราเป็นใหญ่ ไม่ฝืน” ติงลี่พูดถึงการจัดการความต้องการที่ตนเองมี และชั่งน้ำหนักกับความเป็นจริงที่มีอยู่ในการรีโนเวตบ้าน อย่างเช่นตอนแรกเขาอยากได้ห้อง Gallery ที่ใหญ่มาก ๆ ไว้เก็บของสะสมจัดแสดงหรือผลงาน แต่สุดท้ายแล้วได้แค่ห้องใหญ่ 1 ห้อง ซึ่งเป็นทั้งห้องพักผ่อน ห้องทำงาน และห้อง Gallery ที่ใช้พื้นที่ร่วมกัน


เราถามเขาว่าการเป็นเจ้าของบ้านร่วมกันระหว่างเจ้าของบ้านกับตัวบ้าน มีเรื่องที่ต้องปรับตัวไหม ติงลี่ตอบอย่างสบาย ๆ ว่า “พี่ออกแบบตามสิ่งที่มีอยู่ พี่กลับเป็นคนที่ต้องปรับตัวด้วยซ้ำ
“อย่างสนามข้างบ้าน พี่ไม่เคยรู้สึกว่าใบไม้ที่ร่วงลงมาเป็นภาระเลย แต่รู้สึกว่าจะได้มีอะไรทำ เพราะตอนอยู่บ้านเช่า อยู่หอพัก ไม่มีพื้นที่ให้ทำอะไรแบบนี้ ไม่งั้นคงจะไม่มีทางได้ใช้สนามหญ้า จะไม่มีช่วงเวลาที่ได้เงยหน้ามองดูบ้านจากมุมที่นั่งเก็บใบไม้”


“หลังจากอยู่บ้านมาได้ 2 ปีนี้ พี่ก็เปลี่ยนไป แรกพี่ติดสไตล์สถาปนิกมาก่อน บ้าน Monotone ไม่เอาอย่างอื่นที่ไม่ใช่สีขาว เบจ ครีม ลินิน แฟนเลยบอกว่าน่าเบื่อ จืดชืด ไม่เหมือนทำให้คุณยาย คุณยายเป็นผู้หญิงนะ
“เราเถียงกันเป็นเดือนเรื่องสีสันในบ้าน สุดท้ายพี่ว่า เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนทัศนคติง่ายกว่า จากเดิมที่ไม่มั่นใจในการใช้สีสัน พอลองได้แต่ง ลองเอางานมาติด เอาของสะสมมาวาง บ้านมันก็น่ารักขึ้น”

“การสู้กับความคิดของตัวเอง กล้าก้าวออกจากกรอบเดิม ๆ วางอัตตาที่เคยยึดถือ ทำให้เราภูมิใจ นี่คือความคิดเมื่อได้ใช้ชีวิตและเวลาร่วมไปกับบ้านคุณยาย อีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้าบ้านคุณยายอาจจะไม่ใช่เวอร์ชันที่เราเห็นกันแบบนี้แล้ว แต่พี่ว่ายิ่งแก่ยิ่งต้องสนุก ทั้งผู้คนและตัวบ้าน พวกเรากำลังเข้าสู่ในวัยที่ต้องหาความสุขและความสดใสให้ชีวิต”
เหมือนกับความตั้งใจแรกที่คงอยู่เสมอมาว่า “ยายจะต้องน่ารัก มีชีวิตชีวา”
ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้าน ผู้เขียนสัมผัสได้ว่าเวลาที่ติงลี่มองบ้านหลังนี้ พี่เขาเหมือนเห็นคนในดวงใจอยู่ในนั้น
“พอได้เจอเขา (บ้าน) ทำให้เราคิดถึงยาย ที่นี่คล้ายกับบ้านยกใต้ถุนของเราที่กาฬสินธุ์”
ถ้าบ้านพูดได้หรือส่งพลังยึดโยงถึงกันได้ ถ้าบ้านเป็นตัวแทนของคุณยายที่จากไปจริง ผู้เขียนคิดว่า คงจะมีคำว่า “ขอบคุณนะ บ้านยายสวยมากจริง ๆ” เป็นคำพูดเบา ๆ ที่ตอบกลับมา
รักและคิดถึง
บ้านคุณยาย










