05.00 น. ก่อนตะวันจะขึ้นจากขอบฟ้า ไก่ขันปลุกให้ หยก-ทพญ.ประวีณา รัตนทองโกมล ลุกขึ้นจากเตียง เตรียมหุงหาอาหารยามเช้า
06.00 น. เมื่อตะวันขึ้น เจ้าไก่ตัวเดิมขันอีกรอบ ก่อนจะกระพือปีกร่อนลงจากต้นไม้ เป็นเสียงปลุกให้ เอก-ทพ.เอกลักษณ์ ยงเยื้องพันธ์ และ น้องปิติ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการออกไปรดน้ำต้นไม้รอบบ้าน ให้อาหารไก่และปลา
ชีวิตในบ้านไม้กึ่งปูนกลางหุบเขานี้หมุนวนตามเข็มนาฬิกาและการขึ้นลงของดวงตะวัน กำหนดตารางใช้ชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่อาศัยในบ้าน เติมความสดชื่นยามเช้าและผ่อนคลายยามเย็นหลังเลิกงาน

“จุดเริ่มต้นของบ้านหลังนี้คือผมและภรรยาอยากใช้ชีวิตแบบใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะเอื้อได้ จนมาเจอที่ดินตรงนี้ซึ่งอยู่ใกล้ภูเขา ทิวทัศน์ดีงาม และอยู่ไม่ไกลจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งในอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี”
นอกจากเอกและหยกจะเป็นคู่รักทันตแพทย์ที่ร่วมสร้างคลินิกทำฟันในจังหวัดอุทัยธานีขึ้นมา พวกเขายังเป็นคู่รักนักเดินป่าที่ชื่นชอบธรรมชาติ รวมถึงการอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่า
ความชอบนี้พาพวกเขาไปพบกับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกจากป่าเหนือสตูดิโอ และถอดบทเรียนจากการเดินป่ากับอาจารย์จุลพรมาเป็นแนวคิดการสร้างบ้านและการใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้

ชีวิตติดเขา
หลังจากเดินผ่านชานบ้านมานั่งตรงศาลา เอกแนะนำตัวกับเราว่า เดิมทีเขาเป็นคนอำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี พ่อเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ก่อนจะเปลี่ยนอาชีพเป็นชาวนา เอกจึงได้สัมผัสป่าไม้และท้องนามาตั้งแต่เด็ก ส่วนหยกเป็นคนจังหวัดกำแพงเพชร
เมื่อโตขึ้น เอกไปเรียนต่อที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก หลังเรียบจบก็มาเปิดคลินิกทำฟันในตึกแถวที่อำเภอลานสัก แต่ด้วยบริบทพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรทางการแพทย์ ทำให้ชาวบ้านทั้งในจังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดใกล้เคียงจึงแวะเวียนมาใช้บริการคลินิกทำฟันของเอกไม่หยุดหย่อน จนเขาและหยกขยายสาขามาที่อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี

เดิมทีเอกและหยกอาศัยอยู่ที่ชั้น 2 และ 3 ของคลินิกที่เป็นตึกแถว 2 คูหา แต่ด้วยพื้นที่ใช้สอยไม่เพียงพอ บวกกับอาชีพทันตแพทย์ที่ต้องนั่งทำงานต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงต่อวัน ร่างกายของทั้งคู่จึงสะสมความเครียดไว้ทั้งวัน เมื่อมีทุนทรัพย์มากพอจึงเริ่มมองหาที่ดินซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคลินิกทำฟัน จนมาเจอที่ดินท่ามกลางหุบเขาในอำเภอลานสักผืนนี้
ตรงที่ที่ดินผืนนี้ตั้งอยู่มีถนนเพียงเส้นเดียวตัดผ่าน ด้านหลังเป็นภูเขาหินปูน เต็มไปด้วยป่าต้นมะม่วง และอยู่ติดกับเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน
ด้วยหัวใจนักอนุรักษ์ เอกและหยกจึงเลือกลงมือปลูกต้นไม้ก่อนที่จะปลูกบ้าน
“พอเรามาเริ่มปลูกต้นไม้ช่วงแรก ๆ พบว่ามีรอยเท้าของเลียงผา อยู่มาวันหนึ่งที่เรานั่งพักหลังจากปลูกต้นไม้ มีเลียงผาเดินออกมาจากบริเวณเขาหลังบ้าน ไปหายอดไม้กินตรงขอบพื้นที่ของเรา ผมคิดว่าในช่วงหน้าแล้งเขาน่าจะมาอาศัยน้ำในสระน้ำหน้าบ้านดื่มกิน”

เอกเล่าว่าจนถึงตอนนี้เลียงผาก็ยังคงอาศัยอยู่ในโพรงถ้ำหลังบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาสร้างแหล่งน้ำไว้ในถ้ำ เพื่อเป็นแหล่งน้ำให้สัตว์ป่า ยามค่ำคืนเลียงผาก็จะส่งเสียงร้องเพื่อแสดงอาณาเขต

ในขณะเดียวกัน การใช้ชีวิตของครอบครัวเอกก็ไม่ได้ไปรบกวนเลียงผา เมื่อน้ำในสระหมด เอกและเพื่อนบ้านก็แวะเวียนไปเติมน้ำให้บ้างในช่วงหน้าแล้ง เป็นการอยู่อาศัยอย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกันของคนและสัตว์ป่า
“โพรงถ้ำที่เลียงผาอาศัยอยู่ห่างจากตัวบ้านไปเพียงแค่ 25 เมตรเองครับ พอพระอาทิตย์ตกดิน ผมจะเปิดไฟในบ้านแค่พอดีกับการใช้งาน พอ 2 – 3 ทุ่มก็ปิดไฟนอนกันแล้ว บ้านหลังนี้ไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศ จึงไม่มีเสียงคอมเพรสเซอร์แอร์ รอบบ้านจะมืดสนิทและเงียบสงบ ไม่รบกวนสัตว์ป่า” เอกเสริม


บ้านอยู่ใกล้เขาติดป่าขนาดนี้ย่อมมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย บ้านของเอกและหยกจึงสร้างห่างจากภูเขาในระยะที่ปลอดภัย บวกกับภูเขาหินปูนมีความเสถียร ไม่ค่อยมีหินถล่มมากนักเมื่อเทียบกับภูเขาหินแกรนิต จึงปลอดภัยหายห่วง
ส่วนป่าที่อยู่หลังบ้าน เนื่องจากเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุนไม่ได้ใหญ่มาก สัตว์ป่าจึงมีจำนวนน้อยกว่าห้วยขาแข้งที่อยู่ห่างออกไป นอกจากเลียงผา ค่างแว่นถิ่นเหนือ ยังมีฝูงลิงเข้ามาก่อกวนบ้าง แต่เอกไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา
“มีลิงมารบกวนบ้างครับ แต่มันก็สอนว่าที่เข้ามารบกวน แสดงว่าเราเก็บของไม่ดี ถ้าเราวางของกินไว้รอบบ้าน ลิงก็จะมารื้อ มาฉก เรามีความคิดว่า ลิงเขามาอยู่ก่อนเรานะ นี่คือถิ่นที่อยู่ของเขา เพราะฉะนั้นเราต้องเก็บของในบริเวณบ้านให้มิดชิด ทำให้เรากลายเป็นคนเรียบร้อยโดยธรรมชาติเพราะลิงที่มาช่วยเหล่าขัดเกลาเราด้วย”

และด้วยโครงสร้างบ้านยกใต้ถุนเพื่อซ่อมแซมง่ายและระบายอากาศ จึงมีแมลง ตะขาบ แมงป่อง แมลงสาบ หรือปลวกเข้ามาบ้าง เจ้าของบ้านแก้ปัญหาด้วยการเลี้ยงไก่แบบปล่อย เมื่ออากาศร้อนไก่จะมาหลบแดดใต้บ้าน คอยกำจัดแมลงเหล่านั้นไปพร้อมกับช่วยกำจัดขยะอินทรีย์ในบ้าน แต่ถ้ามีงูเข้าบ้าน ก็ยังมีห่านที่เลี้ยงไว้คอยส่งเสียงเตือนภัย
ชีวิตตามตะวัน
เมื่อจะเริ่มปลูกบ้าน เอกและหยกไม่ได้มีความต้องการมากเป็นพิเศษ หวังเพียงให้บ้านเรียบง่าย ดูแลจัดการง่าย มีจำนวนห้องเพียงพอต่อผู้อยู่อาศัย อาจารย์จุลพรจึงออกแบบองค์ประกอบภายในบ้านตามพฤติกรรมและอุปนิสัยของหยกและเอก
อาจารย์สังเกตและเก็บข้อมูลลึกไปถึงชาติพันธุ์ พื้นเพครอบครัว พฤติกรรมการอยู่อาศัย ลักษณะร่างกาย ไปจนถึงความชื่นชอบส่วนตัว ซึ่งนั่นทำให้บ้านออกมาตรงกับความต้องการของเจ้าของบ้านและเข้ากับบริบทพื้นที่
“การจะทำบ้านให้ตอบสนองเจ้าของบ้าน เราต้องรู้จักเขา รู้ระบบความคิด รู้พื้นเพว่าเป็นลูกใคร เคยอาศัยอยู่ที่ไหน เป็นการนำเสนอบ้านผ่านความเข้าใจ ทำให้การออกแบบของเราแม่นขึ้น
“ที่ดินผืนนั้นเป็นหน้าผาสวยงาม ผมอยากนำเสนอรูปแบบบ้านภาคกลางที่มีลักษณะใกล้เคียงกับบ้านที่หมอเอกอาศัยอยู่ตอนเด็ก ๆ มีเส้นสาย สีสัน และวัสดุที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม มีจังหวะการระบายอากาศที่ดี” อาจารย์จุลพรกล่าว
จึงออกมาเป็นบ้านไม้กึ่งปูน 2 ชั้นยกใต้ถุน ขนาด 350 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยชาน ศาลา โถงห้องนั่งเล่น ห้องครัวไทย ห้องครัวฝรั่ง ห้องทำงาน และห้องนอน 4 ห้อง
โดยในตอนแรกหยกชวนคุณยายซึ่งเลี้ยงหยกมาตั้งแต่เด็กมาอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่คุณยายป่วยเป็นโรคมะเร็ง ท่านจึงคอยเฝ้าดูการก่อสร้างบ้านหลังนี้ตั้งแต่ต้นจนจบจากกระต๊อบข้าง ๆ บ้าน เมื่อบ้านแล้วเสร็จ หลังจากเข้าอาศัยอยู่เพียง 1 เดือน ท่านสบายใจที่เอกและหยกสร้างบ้านสร้างครอบครัวสำเร็จและจากไปอย่างหมดห่วง
หลังจากนั้นไม่นานเด็กชายปิติก็ลืมตาดูโลก พกพาความสุขมาให้พ่อเอกและแม่หยก พวกเขาตั้งใจปลูกฝังปิติให้เป็นเด็กรักธรรมชาติเช่นเดียวกัน จึงอุ้มใส่เป้อุ้มเด็กพาปิติไปเดินป่าตั้งแต่อายุ 1 เดือน จนถึงตอนนี้ 3 คนพ่อแม่ลูกก็ยังคงหาเวลาไปเดินป่าเป็นระยะ ๆ ประมาณ 2 เดือนครั้ง โดยเฉพาะที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน
ด้วยบ้านหลังนี้หันหน้าเข้าหาทิศตะวันออก พ่อแม่ลูกจึงมีวิถีชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน ตื่นเมื่อตะวันขึ้น เข้านอนเมื่อตะวันลับฟ้า


“อาจารย์จุลพรออกแบบบ้านหลังนี้ให้เราใช้ชีวิตนอกบ้านเป็นหลัก ครอบครัวผมแบ่งหน้าที่ดูแลบ้านกันตั้งแต่เช้าตรู่ หมอหยกทำกับข้าว ผมรดน้ำต้นไม้ ปิติเป็นคนให้อาหารไก่ ให้อาหารปลา กิจวัตรประจำวันของเราเริ่มตั้งแต่เช้ามืดเลยจนถึงค่ำ พอพระอาทิตย์ตก ข้างนอกเริ่มมียุงเยอะ เราก็จะเข้าบ้าน ไม่นานก็ถึงเวลานอนพอดี”
เอกเล่าว่าตั้งแต่เช้าจรดเย็น จะได้เห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติรอบ ๆ บ้าน เพราะพื้นที่ที่เน้นเปิดโล่ง มีประตูแบบบานเฟี้ยม หน้าต่าง และช่องระบายอากาศเปิด-ปิดได้ นอกจากเปิดให้ลมเข้าลมออกแล้ว ยังชมวิวธรรมชาติได้ 360 องศา
“พอฝนตกก็จะมีปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำ พอฤดูหนาวก็จะมีหมอกให้เห็นอยู่เป็นประจำ ที่นี่มีภูเขาล้อมรอบ มีช่องเขาที่มีถนนเข้ามา ตรงนั้นจะมีลมพัดเข้ามา หลังฝนตกเมฆจะลอยอยู่ในระดับต่ำ กลายเป็นสายหมอกที่ไหลเข้ามาตามช่องหุบเขา” เอกชี้ไปทางช่องเขาที่เราขับรถเข้ามา
แม้จะไม่ใช่คนนอนดึก แต่เอก หยก และลูก ก็ออกมาดูดาวยามดึกกันเป็นครั้งคราว

“ยามค่ำคืน ด้วยเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ และเราปลูกต้นไม้รอบ ๆ บริเวณบ้านเราจึงมืดสนิท มองเห็นดาวสว่างขึ้น เห็นดาวชัดตลอดทั้งปี”
ชีวิตที่พอดี
ด้วยอาชีพการงานของทันตแพทย์ที่บางครั้งก็นั่งนาน บางครั้งก็ยืนนาน อาจารย์จุลพรจึงออกแบบให้มีพื้นที่ยืดเหยียดภายในบ้านเยอะ โดยเฉพาะบริเวณชานหน้าบ้านที่เปิดโล่ง และศาลาที่เป็นโซนพักผ่อน มีม้านั่งเอนและเก้าอี้โยกไว้เอกเขนกดูวิวธรรมชาติรอบบ้าน
เอกเล่าต่อว่าพอตกเย็น หลังจากทำฟันให้คนไข้มาทั้งวัน เอกและหยกจะเลือกทำกิจวัตรผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่แตกต่างกัน
“หมอฟันส่วนใหญ่เวลาทำงานจะก้มเยอะ คอบ่าไหล่และหลังล่างจะเป็นออฟฟิศซินโดรมบ่อย สิ่งที่อาจารย์จุลพรแนะนำคือให้เราถอดรองเท้า ให้เท้าเปล่าสัมผัสกับลานดิน จะได้ปลดปล่อยประจุไฟฟ้า ทำให้ร่างกายเราเป็นกลางมากขึ้น สบายตัวมากขึ้น ผ่อนคลายมากขึ้น และการกวาดลานดินและตัดแต่งต้นไม้ก็เป็นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อหลังและหัวไหล่โดยธรรมชาติ จากการที่เราใช้กล้ามเนื้อมัดเดิม ๆ ในการทำฟัน พอเรากวาดลานดิน ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดอื่น จะช่วยคลายปวดเมื่อยได้”


ส่วนหยกเลือกผ่อนคลายหลังเลิกงานด้วยการทำอาหารเย็น เป็นเทคนิคคลายเส้นแบบเดียวกับการกวาดลานดิน ในขณะเดียวกันการทำอาหารก็ทำให้เธอได้ตกตะกอนถึงความพอดีในการใช้ชีวิต
“อาจารย์จุลพรแนะนำว่าเราควรทำกับข้าวและทำความสะอาดบ้านเอง เราลองทำไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจว่า พอทำอะไรเอง เราจะรู้ว่าอาณาบริเวณไหนที่พอดีกับเรา ของชิ้นไหนที่จำเป็นจริง ๆ ในช่วงแรก เราซื้อของเข้าบ้านเผื่อไว้ พอเก็บบ้าน เราจะเห็นขยะที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ หรือซื้อมาแล้วใช้ไม่หมด


“กลายเป็นว่าเราถูกขัดเกลาไปเรื่อย ๆ ว่า ซื้อปริมาณเท่านี้จะพอดีกับบ้านเรา พอเราทำอาหารเอง ก็จะเห็นแล้วว่ากินแค่ไหนก็ทำแค่นั้น และยิ่งถ้าทำพอดี ไม่มีเหลือทิ้ง มันก็กลายเป็นความสุขของเราเช่นกัน”
หยกยังเสริมว่า ถ้ามีเศษอาหารเหลือทิ้ง ก็จะโยนให้ไก่กิน ทำให้เธอลดอาหารแปรรูปและเบเกอรีไปโดยปริยาย เพราะเป็นห่วงว่าไก่จะย่อยส่วนผสมในอาหารแปรรูปได้หรือไม่ พลอยให้เธอเริ่มตระหนักถึงสุขภาพของตนเอง เพราะห่วงกระเพาะตัวเองตามไปด้วย
ยิ่งเธอไปเดินป่ากับเอกมากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใจนิยามของคำว่าพอดีมากขึ้น หยกแบกเป้เดินป่าเอง จึงต้องจัดของให้พอดีกับสรีระและความจำเป็น
ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งหลังจากมาอยู่บ้านหลังนี้ คือการไม่พึ่งพาเครื่องปรับอากาศ เอกและหยกจึงต้องปรับตัวเยอะในช่วงแรก ซึ่งภูเขาหินปูนจะอมความร้อน มีช่วงที่อากาศร้อนเป็นพิเศษประมาณ 10 – 20 วันต่อปีในช่วงเดือนมีนาคมค่อนเมษายน
แต่เมื่อต้นไม้ที่ปลูกไว้เติบโต กลายเป็นแหล่งทำความเย็นให้รอบบ้าน และเป็นฉนวนกันความร้อนจากภูเขาหินปูน เมื่อลมร้อนปะทะกับต้นไม้ อุณหภูมิจะลดลง กลายเป็นลมเย็น ๆ บวกกับการออกแบบช่องลม Cross Ventilation ที่ให้ลมธรรมชาติพัดเข้าออกผ่านบ้าน เพียงแค่ขยันเปิดหน้าต่างและประตูบานเฟี้ยม บ้านก็จะเย็นสบาย

เอกเลือกปลูกต้นไม้ที่ไม่ค่อยทิ้งใบและให้ร่มเงา อย่างต้นกระบก ต้นพยอม ต้นประดู่ และต้นแดง ซึ่งเป็นต้นไม้โตไว เพียงไม่กี่ปีก็โตถึงชายคาบ้านแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกไม้ชดเชย เพราะเป็นไม้ชนิดเดียวกับที่เอามาสร้างบ้าน อย่างไม้ประดู่ที่ใช้ทำเสา ไม้แเดงที่ใช้ปูพื้น ผนัง ประตู และหน้าต่าง ส่วนกำแพงก่อด้วยอิฐมอญปั้นมือจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่แข็งแรงและไม่ค่อยอมความร้อน รวมถึงเน้นใช้คอนกรีตให้น้อยที่สุด เพื่อให้กระบวนการสร้างบ้านรบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด
“หลังจากลองอยู่แบบไม่มีเครื่องปรับอากาศ รูขุมขนเราก็ระบายความร้อนได้ดีขึ้น ระบายของเสียทางเหงื่อได้ดีขึ้น ไตเราทำงานน้อยลง เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า ไม่ค่อยอ่อนเพลีย และยังทำให้เราอยู่ได้กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น ไม่รู้สึกทุกข์ทรมานเหมือนในช่วงปรับตัวครับ ทุกวันนี้แม้หน้าร้อนตอนเช้ายังค่อนข้างหนาวเลย หรือหลัง 4 ทุ่มอากาศเริ่มสบายแล้วครับ” เอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตน
ซึ่งการอยู่แบบไม่มีเครื่องปรับอากาศยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างดีเยี่ยม อย่างเดือนที่แล้วเอกจ่ายค่าไฟเพียงแค่ 100 กว่าบาท และหยกยังเสริมต่อว่าที่ไม่ติดแอร์ เพราะอยากเสริมอุปนิสัยให้ลูกชายอีกด้วย
“เราเคยเจอเด็กที่โตในห้องแอร์ทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านเลย เขาทนอากาศร้อนไม่ได้หรือทนอยู่นอกอาคารไม่ได้ จึงเป็นข้อจำกัดในการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมภายนอก เราก็เลยอดทนที่จะไม่ติดเครื่องปรับอากาศ เพราะอยากให้ลูกเติบโตมาในสภาพอากาศไหนก็ได้ ให้เขาทำกิจกรรมนอกบ้าน เล่นกีฬา เดินป่า ทำให้พัฒนาการเรื่องการเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมของเขาไม่ถูกจำกัด”

ชีวิตที่ปกติสุข
พอมาถึงช่วงท้ายของบทสนทนา หยกและเอกเริ่มทบทวนถึง 5 ปีที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ ว่าสุดท้ายแล้ว ความพยายามเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันทั้งหมด กลับมาสู่ความปกติสุขที่เรียบง่าย
“พอเราลองทำกับข้าวกินเอง ทำความสะอาดเอง ไม่ติดเครื่องปรับอากาศ เรารู้สึกเบาและเกิดปัญญากับตัวเอง จากที่ติดนิสัยทุกอย่างต้องเป๊ะ แต่พอมาทำเอง มันก็เกลาตัวเองให้มีความยืดหยุ่น


“อย่างเช่นต้นไม้ที่ปลูกพร้อมกันใกล้ ๆ กันห่างกันแค่ 1 เมตร รดน้ำทุกวันเหมือนกัน เวลาต่อมาต้นหนึ่งสูงแค่นี้ อีกต้นหนึ่งสูงท่วมหัว แสดงว่าไม่มีสิ่งที่เราควบคุมได้ทุกอย่าง ทำให้เรามีความสุขขึ้น ความสุขที่ว่าคือไม่ได้สุขแบบเอ่อล้น ไม่ได้ทุกข์ระทม แต่เป็นชีวิตที่ปกติสุข มีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่ายในแต่ละวันและจัดการความเครียดได้ดีขึ้น” หยกกล่าวสรุป
ซึ่งเอกนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้กับคลินิกทำฟันสาขาสว่างอารมณ์และสาขาลานสักที่กำลังก่อสร้างใหม่แทนที่ตึกแถวเดิม โดยนำการออกแบบไปเป็นต้นแบบในการประหยัดพลังงาน มีพื้นที่โถงที่เปิดให้อากาศถ่ายเท มีต้นไม้พื้นถิ่นและไม้ดอกไม้หอมล้อมรอบคลินิก ใช้วัสดุไม้มาตกแต่ง จัดแสงและเงาเพื่อสร้างบรรยากาศให้พนักงานและคนไข้ผ่อนคลายเพราะได้สัมผัสกับธรรมชาติ และมีระบบบำบัดน้ำเสีย





