7 กุมภาพันธ์ 2026
2 K

ตลอดช่วงชีวิตที่เกิด เติบโต และทำงาน จนมาถึงวัยขึ้นเลข 5 ภาพชนบทเมืองเชียงใหม่เข้ามาอยู่สายตา จนสลักเข้ามาอยู่ในความทรงจำของ กฤษณ์ ไพศาลศรีกิจเจริญ วิศวกรเครื่องกลที่เดิมเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ตัดสินใจมาปลูกบ้านวัยเกษียณอยู่ที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 

‘เฮือนต้นกะสน’ คือบ้านไร้รั้วชั้นเดียวที่ประกอบด้วยอาคาร 3 หลัง สร้างอิงตามปรัชญาเซน พื้นที่แต่ละส่วนออกแบบให้สร้างความสบายตา สบายใจ มีกิจกรรมที่เอื้อให้ผู้อยู่อาศัยได้เจริญสมาธิเพื่อให้สติอยู่กับปัจจุบัน

อาคารทั้ง 3 หลังหันหน้าเข้าสู่ทุ่งนา รายล้อมด้วยทางเดินไม้ สวนหิน และบ่อปลาคาร์ป เพื่อเปิดให้ธรรมชาติเข้ามาภายในบ้าน แถมยังมีการตัดทอนฟังก์ชันบางส่วน เพื่อเสริมความงามเข้ามาทดแทน 

บ้านหลังนี้เป็นฝีมือการออกแบบของสถาปนิกจาก Homesook Studio รติ จิรานุกรม และ ตาม-ทศวีร์ โพคา ที่แปลงความชอบความสนใจในปรัชญาเซนของกฤษณ์ เจ้าของบ้าน มาสู่งานออกแบบ ให้พื้นที่อยู่อาศัยกลมกลืนไปกับบริบทชุมชนและธรรมชาติของดอยสะเก็ด 

เกษียณอย่างกระฉับกระเฉง

ตอนเริ่มต้นของบทสนทนา กฤษณ์เล่าย้อนถึงช่วงเวลาในวัยเยาว์ ตอนที่เขาได้ไปเยี่ยมญาติที่เชียงใหม่ ได้ไปท่องเที่ยวตามพื้นที่ชนบท เห็นวิวภูเขา สูดอากาศสดชื่น ซึมซับวิถีชุมชน ต่อมายังวัยเรียนและวัยทำงานในวิชาชีพวิศวกรเครื่องกลที่ความรักในธรรมชาติก็ยังคงสั่งสมในจิตใจเรื่อยมาจากการที่กฤษณ์มักจะแบกเป้ไปพิชิตดอยต่าง ๆ ทั้งดอยหลวงเชียงดาว ดอยผ้าห่มปก ดอยวาวี และดอยอินทนนท์ เขาเลือกไปตามดอยต่าง ๆ ในอนุสาร อ.ส.ท.

จนเมื่อ 15 ปีก่อน เขาได้ไปเรียนพารามอเตอร์ที่บ้านสันอุ้ม อำเภอดอยสะเก็ด ภาพทุ่งนาและชุมชนที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย หลังจากกลับมากรุงเทพฯ กฤษณ์ยังคงติดค้างในใจจนขอให้เพื่อนหาที่ดินในอำเภอดอยสะเก็ดให้ 

แม้จะซื้อที่ดินทิ้งไว้ 15 ปี แต่กฤษณ์ยังคงเก็บความอยากสร้างบ้านที่นี่เอาไว้ แล้วสั่งสมความรู้จากการอ่านนิตยสาร ดูรายการเกี่ยวกับการสร้างบ้าน การตกแต่งภายใน และการจัดสวน เพื่อเก็บข้อมูลและสั่งสมไอเดีย

รวมถึงกฤษณ์ยังคงเทียวไปเทียวมาระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ คอยขี่จักรยานออกสำรวจบรรยากาศพื้นที่รอบ ๆ ที่ดิน พูดคุยกับคนท้องที่ซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยจริง ทำให้กฤษณ์ได้ข้อมูลมาว่า ดอยสะเก็ดเป็นพื้นที่ราบเกษตรกรรม ไม่มีฝุ่นควัน อากาศปลอดโปร่ง กลางวันร้อนแต่กลางคืนเย็น เคยมีน้ำท่วมล้นจากเขื่อนเมื่อหลายสิบปีก่อน เขาจึงแนะนำว่า การสำรวจพื้นที่ก่อนซื้อที่ดินหรือสร้างบ้าน เป็นสิ่งสำคัญในการออกแบบบ้านไม่แพ้กัน

จนมาใน พ.ศ. 2566 ที่กฤษณ์เริ่มคิดถึงการสร้างบ้านวางแผนเกษียณอย่างจริงจัง 

“มีช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกเหนื่อยกับชีวิตในกรุงเทพฯ รถติด ฝุ่นควัน ความร้อน มลพิษต่าง ๆ และความแออัดของผู้คน ความรู้สึกเหล่านี้บีบรัดจนผมตั้งคำถามว่า แล้วเราจะเกษียณแบบนี้เหรอ 

 “คำว่าเกษียณสำหรับผม ไม่ใช่ว่าต้องออกจากงานก่อนถึงจะเกษียณนะ เราเตรียมเกษียณแล้วยังทำงานไปก่อนได้ ยิ่งเตรียมตัวเร็วก็ยิ่งดี จะได้ใช้บ้านหลังนี้ได้เร็วขึ้น คุ้มค่าขึ้น รวมถึงสังขารของผมด้วยที่ยังกระฉับกระเฉง สร้างบ้านไหว แต่งบ้านไหว”

เป็นที่มาที่ว่าแม้บ้านหลังนี้จะอยู่ในแผนเกษียณ แต่กฤษณ์เลือกตัดฟังก์ชันเพื่อผู้สูงอายุออกทั้งหมด แล้วเปลี่ยนเป็นพื้นที่กิจกรรม ทั้งโรงรถสำหรับจอดมอเตอร์ไซค์และจักรยาน ปลาคาร์ป สวนหิน บ้านไก่แจ้ และห้องชงชาที่หันหน้าเข้าสู่วิวทุ่งนา 180 องศา เพื่อให้เขาได้ใช้ชีวิตวัยเกษียณได้อย่างกระฉับกระเฉง 

“กิจกรรมเหล่านี้จะบังคับให้เราได้ใช้ชีวิตทั้งในบ้านและนอกบ้าน ไม่กระจุกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่งั้นเราจะอยู่แต่ในห้อง 

“กิจกรรมเหล่านี้จะพาเราไปสู่วิถีของเซน ทำให้เรามีสมาธิ ได้เจริญสติกลับมาอยู่กับปัจจุบันโดยธรรมชาติ จากกิจกรรมที่ได้นั่งดูปลาคาร์ปดูเพลิน ๆ ไม่คิดเรื่องอื่น แล้วเราจะสบายใจ อยู่ตรงไหนก็มีสมาธิ แต่ถ้าวันหลังเราต้องใช้พวกราวกันล้มจริง ๆ ก็ค่อยรีโนเวตเพิ่มเติมอีกที” กฤษณ์ขยายความ

บ้านจากปรัชญาเซน

เราถามถึงโจทย์ที่กฤษณ์ให้กับสถาปนิกว่าเป็นอย่างไร เขาหัวเราะออกมา ก่อนจะบอกว่าบรีฟมีเพียง 1 หน้ากระดาษเท่านั้น

“เป็นกระดาษที่โน้ตไว้ว่าผมต้องการอะไรบ้าง ผมต้องการให้บ้านเป็นแบบไทยล้านนา แต่ผมเอาแนวคิดของปรัชญาเซนมาใช้ ผสมผสานญี่ปุ่น-ไทยล้านนาไปด้วยกัน”

แม้จะจั่วหัวว่าบ้านหลังนี้สร้างตามปรัชญาเซน แต่กฤษณ์เลือกสกัดเพียงแค่หลักการที่จำเป็นมาใช้เป็นแกนหลักสำคัญของบรีฟ เพื่อให้พื้นที่ในบ้านสร้างบรรยากาศ สร้างความสบาย สร้างความสงบ แล้วดัดแปลงให้เข้ากับบริบทชุมชนเกษตรกรรมโดยรอบของอำเภอดอยสะเก็ดได้ 

จุดเริ่มต้นที่ทำให้กฤษณ์หลงใหลในปรัชญาเซนเกิดขึ้นระหว่างที่เขากำลังหาทางผ่อนคลายความเครียดจากงาน จึงเริ่มเรียนรู้ปรัชญาเซนผ่านการอ่านหนังสือ ดูคลิปวิดีโอ แต่ศึกษาเท่าไรก็ไม่เข้าใจ จนเขาได้ลองปลูกต้นไม้ 

“ผมมาเข้าใจตอนได้ปลูกสับปะรดสีที่มีนิสัยเฉพาะตัวอย่างหนึ่ง สีมันจะเปลี่ยนไปตามปริมาณแดด ปริมาณน้ำ และความชื้น ปลูกไปผมก็เฝ้าดูมันไป ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่าทุกครั้งที่ผมกลับมาจากทำงาน เสื้อผ้ายังไม่เปลี่ยน หน้ายังไม่ล้าง แต่นั่งดูต้นไม้ได้เป็นชั่วโมง ระหว่างนั้นจิตใจนิ่งลง ไม่คิดเรื่องอื่น จนรู้สึกว่าความสงบนี่แหละคือความสุข 

“แต่ผมมาเข้าใจจริง ๆ ตอนสร้างบ้านหลังนี้ ถ้ารูปแบบอาคารถูกต้อง วัสดุที่เลือกใช้ถูกต้อง บรรยากาศโดยรอบถูกต้อง แล้วปรัชญาเซนจะเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตจากการอาศัยอยู่ในพื้นที่โดยไม่รู้ตัว แล้วคุณจะกลายเป็นคนที่มีสมาธิดีขึ้น มีสติดีขึ้นไปเอง” กฤษณ์ขยายความ 

ปรัชญาเซนที่กฤษณ์นำมาใช้ในการออกแบบบ้านประกอบด้วย 3 หลักการ 

  1. Minimal ความเรียบง่าย ความพอดิบพอดีที่เพียงพอต่อการใช้งาน ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป
  2. Wabi-Sabi สัจจะวัสดุหรือการเลือกใช้วัสดุที่แม้จะไม่ได้เรียบร้อยมาก แต่โชว์ความงามอันเป็นเนื้อแท้ของวัสดุ
  3. มะ หลักการเว้นพื้นที่ว่างให้เกิดความสบายตา-สบายใจอย่างเหมาะสม 

หลักมินิมอล ไม่ได้เพียงเป็นเพียงแค่สไตล์การตกแต่ง แต่ยังสอดแทรกในการใช้งาน กฤษณ์ขอให้ทีมสถาปนิกออกแบบมาพื้นที่อย่างเรียบง่าย เพียงพอต่อการใช้งานเท่านั้น ไม่มากจนล้น ไม่น้อยจนขาด ซึ่งเขายกตัวอย่างวัดในญี่ปุ่นที่ไม่ได้มีโครงสร้างซับซ้อน

รวมถึงความอึดอัดจากการที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่มานาน ทำให้กฤษณ์อยากระเบิดพื้นที่ให้มีความโปร่งโล่ง บางครั้งก็ต้องยอมตัดฟังก์ชันความสะดวกสบายบางส่วน บ้านหลังนี้จึงไม่มีมุ้งลวด ผ้าม่าน รางน้ำ และไม่มีรั้ว เปิดรับวิวธรรมชาติจากภายนอก มีประตูหน้าต่างกว้างขวาง มีช่องแสงและช่องลมตามให้แสงและลมธรรมชาติไหลเข้ามาภายในบ้านอย่างเต็มที่

หลัก Wabi-Sabi หรือสัจจะวัสดุที่เปิดให้ผู้อาศัยชื่นชมความงามที่ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้ถูกเติมแต่ง กฤษณ์เลือกใช้ไม้เก่าและอิฐมอญปั้นมือเชียงใหม่ เขาตั้งใจนำวัสดุเก่ามาใช้ใหม่และอยากอนุรักษ์วัสดุพื้นถิ่นเอาไว้ ซึ่งวัสดุก่อสร้างต่างก็รวบรวมมาจากพื้นที่ใกล้เคียง 

บ้านหลังนี้จึงมีความเป็นกึ่งไม้กึ่งปูน กำแพงก่อด้วยอิฐมอญธรรมดา แล้วตกแต่งภายนอกด้วยอิฐมอญปั้นมือ ส่วนไม้เก่าที่รับซื้อมาจากโรงเรียนและยุ้งข้าวกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณโถงทางเดิน คานและเสา ภาพรวมของบ้านจึงมีความเรียบง่าย

หลักการมะ สะท้อนผ่านการจัดการพื้นที่และการตกแต่งที่เน้นสร้างบรรยากาศเบาสบาย

“มะ หมายถึง ช่องว่างระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องวางให้เหมาะสม แล้วมันจะให้บรรยากาศที่เบาสบาย อย่างเสียงดนตรี ถ้าต่อเนื่องกันหมดมันจะไม่เพราะ แต่ถ้ามีการบรรเลงเว้นจังหวะแล้วค่อยเกิดเสียงดนตรีท่อนใหม่ขึ้นมา จะไพเราะมากกว่า 

“อย่างการตกแต่งบ้าน บางบ้านใส่เฟอร์นิเจอร์อัดแน่นเต็มไปหมด แต่การตกแต่งแบบญี่ปุ่น แค่วางแจกันไว้ใบเดียวในห้องก็เพียงพอแล้ว หรือเทียบกับการจัดวางสิ่งของที่มีการเว้นพื้นที่ระหว่างกันอย่างเหมาะสม ไม่ให้แย่งซีนกัน” กฤษณ์ขยายความ

บ้านถ่อมตน คนถ่อมตัว

“ตอนได้โจทย์มา เจ้าของบ้านอยากให้พื้นที่แต่ละส่วนมีฟังก์ชันแยกกัน มีโซนเซอร์วิส มีโซนอยู่อาศัย และโซนส่วนตัว เราเลยออกแบบอาคารขึ้นมา 3 หลังให้มีพื้นที่ระหว่างอาคาร และออกแบบให้อาคารไม่เด่นชัดจนเกินไป ไม่ใหญ่เกินไป มีองค์ประกอบที่ไม่เนี้ยบ และเลือกเน้นใช้สีเอิร์ทโทนเป็นหลัก

“และเราสอดแทรกธรรมชาติเข้าไปในพื้นที่ตรงกลางระหว่างอาคาร อย่างสวนหิน บ่อปลาคาร์ป ระเบียงไม้ และวิวทุ่งนา เป็นการประสานให้ธรรมชาติไหลเข้ามาในบ้าน” รติที่เป็นสถาปนิกเล่าสาเหตุว่าทำไมเขาแบ่งอาคารออกเป็น 3 หลังบนพื้นที่ 220 ตารางเมตร

อาคารหลังแรกเป็นอาคารสำหรับต้อนรับแขกด้วยซุ้มฮ้านน้ำ และเป็นโรงรถไว้ซ่อมมอเตอร์ไซค์ เก็บจักรยาน มีกิมมิกทีมสถาปนิกตั้งใจทดลองทำร่วมกับทีมก่อสร้าง นำไม้มาเป็นแม่แบบสำหรับหล่อกำแพงคอนกรีต เมื่อแกะแบบออก จะได้กำแพงปูนเปลือยที่มีลวดลายไม้ ส่วนผนังที่ฉาบปูน ก็เลือกผสมทรายหยาบ เพื่อให้ผิวสัมผัสขรุขระ ไม่เรียบจนเกินไป ล้อไปกับแนวคิด Wabi-Sabi 

ส่วนซุ้มฮ้านน้ำนี้มีที่มาจากความทรงจำของกฤษณ์ในวัยเด็ก ระหว่างที่เขาไปเยี่ยมญาติที่เชียงใหม่ ทุกบ้านจะมี ‘ซุ้มฮ้านน้ำ’ อยู่หน้าบ้าน สำหรับให้แขกหรือผู้เดินผ่านมาแวะดื่มน้ำ เป็นวัฒนธรรมของชาวไทยล้านนา

“ตอนเด็ก ๆ ผมเห็นซุ้มฮ้านน้ำและยังไม่เคยจากที่ไหนอีก มันคือการแบ่งปันเล็ก ๆ น้อย ๆ แสดงความมีน้ำใจ ผมว่าซุ้มฮ้านน้ำเป็นเหมือนป้ายยินดีต้อนรับของบ้าน” กฤษณ์เล่าย้อนถึงความประทับใจสมัยวัยเยาว์ ซึ่งทีมสถาปนิกปรับซุ้มฮ้านนน้ำให้ร่วมสมัย ใช้งานง่าย และเป็นพื้นที่รับ-ส่งของได้ด้วย 

อาคารกลางเป็นโซนที่พักอาศัยสำหรับใช้งานอเนกประสงค์ มีโต๊ะกินข้าวและเคาน์เตอร์ครัว ซึ่งเป็นไฮไลต์ที่เกิดจากการปรับแผนกันหน้างาน 

“หน้าต่างนี้ตอนแรกออกแบบให้เป็นฝาไหล แต่พอเข้าไปอยู่ในอาคารตอนที่ก่อสร้าง เราว่ามันน่าจะเปิดโล่งไปเลย จึงคุยกับทางทีมก่อสร้างและเจ้าของว่า ตรงนี้ถ้าปรับเป็นกระจกเปล่าเลยจะดีไหม พอปรับมาเป็นกระจก มันก็ให้ความงาม ให้วิวธรรมชาติที่ต่างกันจริง ๆ วิวนาข้าวตรงนี้จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีเขียวตามฤดูกาล” ตามขยายความ

พื้นที่ของอาคารกลางเน้นโปร่งโล่งสบายด้วยการตีให้ฝ้าเฉียงตามโครงสร้างหลังคา มีประตูหน้าต่างบานใหญ่ให้อากาศถ่ายเท มีที่นั่งติดหน้าต่างทางซ้ายที่มองออกไปเห็นบ่อปลาคาร์ปและห้องน้ำชาของอาคารส่วนตัวได้เลย 

ส่วนหลังคาจั่วก็ยืดยาวออกไปเพื่อกันฝน มีระเบียงและเสาไม้คอยรับชายคาอีกที หลังคาจึงไม่สูงมาก อาคารจึงไม่ใหญ่จนเกินไป 

ในขณะที่ห้องน้ำของอาคารกลางก็มีการเรียงกำแพงอิฐแบบเฉียงซ่อนจากสายตาภายนอก เปิดให้ลมและแสงธรรมชาติเข้ามาในห้องน้ำได้เพื่อความเป็นส่วนตัว

มาถึงอาคารส่วนตัวที่มีทรงสี่เหลี่ยม อิงตามการใช้งานของเจ้าของบ้านที่เน้นนอนฟูกและนั่งพื้น จึงออกแบบให้อาคารไม่สูงมาก มีหลังคาและฉนวนกันความร้อนอยู่ด้านบน พร้อมกั้นด้วยกำแพงอิฐเพิ่มความเป็นส่วนตัว ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกความงามของธรรมชาติผ่านเงาร่มไม้ที่ตกกระทบลงบนกำแพงอิฐในช่วงสายและบ่าย

ส่วนห้องนอนที่ติดอยู่กับทิศตะวันตกก็มีการสร้างกำแพง 2 ชั้นกันความร้อน 

“เวลาความร้อนผ่านเข้ามาก็จะอยู่ตรงกลางระหว่างกำแพง 2 ชั้น กำแพงจึงไม่อมความร้อนมากเกินไป พอทำผนังหนา มันช่วยหน่วงเวลาได้ด้วย ขณะที่รับแสงอาทิตย์ กำแพงคอนกรีตจะอมความร้อน แต่กว่าความร้อนจะไปสู่ด้านในอาคาร พระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว อากาศเย็นจะมาแทนที่ พอตกกลางคืนความร้อนก็จะไม่แผ่เข้าห้องนอน” รติอธิบาย

อาคารหลังนี้มีไฮไลต์ที่อยู่ตรงห้องชงชาที่เปิดให้เห็นวิวทุ่งนาแบบ 180 องศา อยู่ติดกับบ่อปลาคาร์ป ซึ่งเป็นห้องที่กฤษณ์ชอบมากที่สุด 

“พิธีชงชาในปรัชญาเซนมีเพื่อให้เราช้าลง ให้เราสุขุม ให้เรานิ่งขึ้น จะชงมัทฉะหรือชาอู่หลงก็เหมือนกัน กว่าจะได้ดื่ม คุณต้องนั่งรอ ระหว่างนั้นใบชาก็จะคลี่ออกมาจนเห็นความงามของยอดชา สีน้ำชาจะค่อย ๆ เปลี่ยน และถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้จัดดอกไม้ด้วยนะ ผมจะเตรียมแจกันไว้ให้แขกซื้อดอกไม้มาจัด แล้วเรานั่งดื่มด่ำบรรยากาศของทุ่งนาไปด้วยกัน” 

นอกจากนี้ยังมีกิมมิกเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งพื้นห้องน้ำที่ทำเป็นพื้นไม้ถอดออกได้ เพื่อให้พื้นไม่เย็นเกินไประหว่างอาบน้ำ มีทางเชื่อมไปสู่ Outdoor Rainshower ด้านนอก ที่กลางคืนมีแสงจันทร์ส่องลงมา มีฝาไหลเป็นหน้าต่างเลื่อนเปิด-ปิดได้ในห้องน้ำฝั่งทุ่งนาและห้องเก็บเสื้อผ้า เพื่อให้อากาศและแสงธรรมชาติไหลเข้ามาในอาคาร และมีสวนหินซ่อนตัวอยู่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหิ้งพระไปในตัว

โดยรวมแล้วอาคารทั้ง 3 หลังมีพื้นที่ Outdoor, Indoor และ Semi-outdoor เชื่อมพื้นที่แต่ละส่วนได้อย่างลื่นไหล โดยมีทางเดินแกนกลางที่เชื่อมทั้ง 3 อาคารเข้าด้วยกัน เมื่อมองจากด้านในอาคารไปด้านนอกจะพบกับวิวธรรมชาติ กลับกัน เมื่อมองจากภายนอกเข้ามาด้านใน จะเห็นว่าอาคารกลมกลืนกับพื้นที่ไม่ใหญ่หรือโอ่โถงจนเกินไป

กฤษณ์เล่าให้เราฟังว่า แม้ในตอนแรกเขาจะรู้สึกว่าบ้านหลังนี้ประหลาด เพราะสำหรับเขา นี่เป็นบ้านแนวใหม่ที่ผสมผสานระหว่างเซนและไทยล้านนาเข้าด้วยกัน แต่เมื่อได้เห็นแขกที่แวะมาเยี่ยมเยียนประทับใจ กระตือรือร้นขอเข้ามาดูบ้าน เข้ามาหยิบจับวัสดุ มานั่งคุยชมวิว ยิ่งทำให้เขาปีติยินดีที่ได้สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา 

“ผมอยากให้บ้านหลังนี้ถ่อมตนและเป็นมิตรกับผู้คน เวลาใครเข้ามา เขาไม่ต้องเกร็งบ้าน เป็นบ้านแบบที่ผมอยากได้เลยครับ”

ในตอนนี้กฤษณ์ยังคงไป ๆ มา ๆ ระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เพื่อตกแต่งบ้านให้เรียบร้อยและแวะมาพักผ่อนบ้างเป็นบางที ก่อนจะเข้าสู่วัยเกษียณจริง ๆ 

“ตอนนี้ผมอยากขี่มอเตอร์ไซค์เต็มแก่แล้ว ในช่วงเวลาที่ผมได้ขี่มอเตอร์ไซค์เพลิน ๆ ก็เหมือนกับปรัชญาเซนที่ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง” 

Writer

สาริณ ส่งเกรียงไกร

นักเขียนที่อยากเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดเวลา เผื่อพื้นที่ให้สะสมความรู้ผ่านบทความบ้าน เมือง งานออกแบบ และศิลปะ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ