บ้านหลังคาจั่วหน้าตาน่ารักสะดุดตาหลังนี้สร้างมา 27 ปีแล้ว

เดิมทีคุณพ่อเป็นคนออกแบบให้สมาชิกในครอบครัวที่มีพ่อ แม่ พี่สาว น้องชาย และยาย อยู่ด้วยกัน ซึ่งเห็นหลังย่อม ๆ แบบนี้ เคยมีสมาชิกสูงสุดถึง 6 คน ตอนที่น้องชายพาแฟนมาอยู่ด้วย

พ่อไม่ใช่สถาปนิกแต่อย่างใด หากเป็นอดีตนักเรียนศิลปะที่ใฝ่ฝันอยากมีบ้านหลังคาจั่วเป็นของตัวเอง แล้วลงมือทำด้วยความเป็นตัวเองเต็มเปี่ยม และไม่เกรงใจหลักการใด ๆ ทั้งนั้น

เมื่อพ่อแม่ย้ายไปใช้ชีวิตวัยเกษียณที่เชียงใหม่ ออกแบบบ้านหลังใหม่ที่นั่น และน้องชายย้ายไปอยู่กับแฟนที่คอนโด พี่สาวผู้เป็นเซลส์กลุ่มผลิตภัณฑ์ Industrial Gas อย่าง ตุ้น-พิชญา อาจารยางกูร ก็รับช่วงต่อเป็นเจ้าของบ้าน และลงมือรีโนเวตกับ ชัช-ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์ สถาปนิกจาก Everyday Architect Design Studio ผู้ตกหลุมรักบ้านหลังนี้ตั้งแต่แรกเห็นด้วยตาเปล่า

ตุ้น-พิชญา อาจารยางกูร
ชัช-ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์ สถาปนิกจาก Everyday Architect Design Studio

ที่พิเศษคือตุ้นไม่ได้มองว่าการรีโนเวตครั้งนี้เป็นแค่การปรับปรุงบ้านให้สวยทันสมัย แต่เป็นการค่อย ๆ โอนถ่ายความทรงจำจากรุ่นพ่อแม่มาสู่รุ่นลูกอย่างเธอ

กำเนิดบ้านหลังคาจั่ว

ครอบครัวของตุ้นมีพื้นเพเป็นคนไทยแท้และตั้งรกรากอยู่ใกล้บึงมักกะสันกันทั้งเครือญาติ

วันเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน จากที่ใช้คลองเป็นเส้นทางหลักก็เปลี่ยนมาใช้ถนน ญาติ ๆ ของตุ้นยังคงอาศัยอยู่กันเต็มซอย บ้านไหนไม่ใช่ญาติก็รู้จักมักคุ้นกันจนเหมือนเป็นญาติไปแล้ว

บริเวณที่บ้านตั้งอยู่เป็นพื้นที่ของคุณยายของตุ้น เดิมทีพวกเขาอยู่รวมกันกลายครอบครัวในบ้านไม้หลังใหญ่ แต่ราว ๆ พ.ศ. 2540 – 2541 ก็ได้จัดสรรที่ดินใหม่และทุบบ้านไม้หลังเดิมทิ้ง บ้านหลังคาจั่วของคุณพ่อจึงสร้างขึ้นมาหลังจากนั้น และถูกคนแถวนั้นขนานนามว่าบ้านรังนกบ้าง บ้านต้นไม้บ้าง ตามความอุ่นหนาฝาคั่งของร่มไม้ (อย่างที่เห็นในภาพ)

“คุณพ่อคุณแม่เป็นข้าราชการ เป็นอาจารย์” ตุ้นเล่า พ่อกับแม่เรียนเพาะช่างมาด้วยกัน แต่แยกย้ายกันไปสอน แม่สอนเด็ก ๆ มัธยมปลาย ส่วนพ่อสอนระดับมหาวิทยาลัย ในคณะศึกษาศาสตร์

“พ่อไม่ใช่สถาปนิก แต่เรียนทางศิลปะ ก็เลยมีความสนใจอยากปลูกบ้าน เขาชอบบ้านที่มีสเตป บ้านหลังคาทรงจั่วแบบนี้”

เมื่อมีฝันแล้วก็ไม่รอช้า ตุ้นเล่าว่าพ่อมีเพื่อนอีกคนที่พอออกแบบได้ จึงจับคู่กันออกแบบ แล้วจ้างวิศวกรมาคำนวณน้ำหนัก 

ด้วยความที่ออกแบบกันเอง จึงมีหลายอย่างที่ออกมาแปลกในสายตาผู้รู้ ไม่ว่าจะเป็นสแปนเสาทีี่ทำให้จอดรถได้แค่คันเดียว หรือเหล็ก 2 เส้นที่เห็นตอนรื้อฝ้า นั่นก็ไม่รู้จะมีไว้ทำไม แต่ทั้งหมดนี้ลูกสาวก็เล่าไปยิ้มไป

“พี่ย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ตอนประมาณ ม.3 ตอนแรกไม่ชอบเลย เราเคยอยู่ในบ้านหลังใหญ่จนชิน อยู่ดี ๆ ถูกหดลงมาเหลือพื้นที่เท่านี้

“แต่ที่ทำให้รู้สึกชอบ คือได้มีห้องส่วนตัว ช่วงวัยรุ่นบ้านนี้เลยกลายเป็นศูนย์รวมของเพื่อน ๆ สงกรานต์ก็มานอนที่นี่แล้วไปเล่นน้ำ 3 วัน 3 คืนที่ถนนข้าวสาร เราสนุกกับการอยู่บ้านหลังนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ายังอยู่รวมกันที่หลังใหญ่คงไม่สะดวกที่จะชวนใครมาบ้าน”

กระบวนการแปลงโฉม

“พอจะเริ่มรีโนเวตก็คุยกับพ่อแม่ชัดเจนว่า มันเป็นบ้านในรุ่นพี่นะ พี่ขอเป็นคนตัดสินใจสุดท้าย แต่ส่วนใหญ่จะไปเล่าให้เขาฟัง และลึก ๆ ก็รู้อยู่ว่าตรงไหนที่เขาประทับใจหรือมีความหลังฝังใจ”

ตุ้นเล่าถึงพื้นไม้ที่พ่อและแม่ชอบ เพราะหายากในยุคนี้ เธอจึงขอเปลี่ยนเฉพาะชั้นล่างที่อยากให้ดูแลง่าย ใช้งานได้หลากหลาย และเล่าถึงบันไดที่พ่อพูดถึงบ่อย ๆ ซึ่งเธอก็ตั้งใจจะไม่ย้ายบันไดไปไหน

พ.ศ. 2565 เป็นปีที่เริ่มโปรเจกต์รีโนเวต เธอคุยกับสถาปนิกทั้งหมด 3 เจ้า รวมทั้งชัชวาลซึ่งน้องที่รู้จักแนะนำมาด้วย

หลังจากให้โจทย์เดียวกันไปลองคิด เธอก็พบว่าชัชวาลเป็นสถาปนิกที่ใช่

“ไม่ได้เลือกเพราะงานเก่าของเขา แต่เขาเป็นสถาปนิกที่เข้าใจเรื่องการนำบางสิ่งมาปรับเปลี่ยน เขาสนใจในเรื่องเดียวกับเรา”

เห็นบ้านนี้ครั้งแรกแล้วคิดยังไงบ้าง – เราหันไปถามสถาปนิก

“สวย! ดูเป็นคนมาก ๆ” นี่คือนิยามจากชัชวาล

ชัชใช้เวลาหลังจากนั้นในการคลุกคลีกับครอบครัวนี้ เขารังวัดทุกซอกทุกมุมของบ้านอยู่ประมาณ 2 วัน ซึ่งลำบากอยู่ไม่น้อย เพราะมีข้าวของมากมาย ทำให้เข้าถึงผนังได้ยาก ระหว่างรังวัดก็คุยกับพ่อแม่ไปด้วย จนเข้าใจแนวคิดในการทำบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ และแก้ปัญหาบ้านเดิมให้ดีขึ้นได้โดยยังคงคาแรกเตอร์ของเจ้าของบ้านคนเดิมไว้ได้

และที่สำคัญก็คือ การคุยกับเจ้าของบ้านคนปัจจุบันถึงความต้องการลึก ๆ

สิ่งหลักที่ทำให้บ้านเปลี่ยนไป คือเดิมทีทุกคนมีกันคนละห้อง แต่จากนี้ไปตุ้นจะใช้ชีวิตคนเดียว โดยมีพ่อแม่มาเยี่ยมเยียนบ้าง

ตุ้นจึงขอขยับพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองจากชั้น 2 มาสู่ชั้น 3 พื้นที่ชั้น 3 จึงกลายเป็นกึ่ง ๆ เพนต์เฮาส์ที่เธออยู่ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องขยับตัวไปไหน ในส่วนนี้เธอเลือกสีน้ำเงินด้วยตัวเอง และสถาปนิกก็ทำหน้าที่จัดวางสีขาวแทรกไปในจุดที่พอเหมาะพอดี จนออกมากลมกล่อมน่ามอง

ส่วนชั้น 2 ที่ตอนแรกซอยเป็นห้องเล็ก ๆ ของสมาชิกในครอบครัว ก็กลายมาเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่ยืดหยุ่นการใช้งานได้ ส่วนใหญ่ใช้สำหรับนั่ง ๆ นอน ๆ เมื่อไหร่ที่พ่อแม่หรือแขกมาเยี่ยมก็จะกลายเป็นห้องนอน แต่โดยรวมแล้วนี่คือชั้นที่ลมถ่ายเทได้ดีขึ้นมาก แสงเข้าได้ดีขึ้นมาก เพราะการทลายผนังห้องเดิม

“พ่อกับแม่ชอบห้องชั้น 2 มาก” ตุ้นว่า

ส่วนชั้นล่างที่ตุ้นขอรื้อพื้นไม้ เป็นส่วนของห้องรับแขก กินข้าว รวมตัวเพื่อน ๆ และกิจกรรมสังสรรค์วัยเกษียณของแม่

ที่พิเศษอีกอย่างคือการนำบานต่าง ๆ จากบ้านหลังเก่ามาประยุกต์ เช่น บานตู้เสื้อผ้าเดิมที่กลายเป็นประตู บ้างก็นำเหล็กดัดหน้าตาคลาสสิกอันเดิมมาจัดวางใหม่ให้ดูร่วมสมัย พร้อมใส่สีสันให้ขี้เล่น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ทำให้ผู้มาเยือนอย่างเราเดินชมบ้านอย่างสนุกทีเดียว

ข้าวของสารพัน

ข้าวของเป็นอีกคาแรกเตอร์หลักของบ้านก่อนรีโนเวต ซึ่งด้วยความที่อยู่กันมานาน จึงมีข้าวของหลายยุคที่ทับถมกันไปเรื่อย ๆ ไม่ได้เก็บอย่างเป็นระบบ นอกจากนั้นยังมีของสะสมเพื่อสุนทรียภาพของเจ้าของบ้านด้วย

“ตอนที่ชัชมาใหม่ ๆ แม่พี่เขาเขิน แล้วพยายามแก้ต่างให้ความรกนี้ พี่ก็จะบอกว่า ไม่ต้องแก้ต่าง บ้านเราอยู่มานาน ของต้องเยอะเป็นปกติ เราต้องการให้เขามาปรับเปลี่ยนวิธีการของเรา” ตุ้นเล่ายิ้ม ๆ

ของทั้งหมดแยกย้ายไปหลายทาง ทิ้งบ้าง บริจาคบ้าง ย้ายไปบ้านพ่อแม่ที่เชียงใหม่บ้าง รวมแล้วข้าวของที่ออกจากบ้านนี้ไปจุได้ถึง 3 คันรถ 6 ล้อ

ซึ่งตุ้นก็เล่าว่าสถาปนิกทำงานกับข้าวของในบ้านเยอะมาก

เริ่มแรก ที่พวกเขาเลือกเก็บกันก็คือของสะสมเล็ก ๆ ในตู้โชว์เดิมทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่เราชอบมากของบ้านหลังนี้คือตู้ไม้ดีไซน์หลากหลายที่กระจายอยู่ทั่ว มีของโบราณสมกับเป็นบ้านที่อยู่กันมานานดีมาก

ถัดมาคือนาฬิกาโบราณที่พ่อแม่สะสมกว่า 40 เรือน บางเรือนก็เก็บไว้ที่นี่ บางเรือนก็ย้ายไปเชียงใหม่

“ป้ายไฟนี่พ่อมีเป็นสิบ ป้ายไฟแบบนี้หาไม่ได้แล้วนะ” ตุ้นชี้ให้ดูป้ายไฟที่เหมือนติดไว้ตามร้านอาหารเก่า ๆ ทำให้เรานึกไปที่เขาชอบเอามาขายกันที่ตลาดนัดรถไฟ

พอเหลือบไปเห็นหุ่นเสื้อ เราก็ถามว่าคุณแม่ตัดเสื้อรึเปล่า แต่เจ้าของบ้านตอบมาว่า ไม่ใช่ แต่ก่อนเกษียณแม่เคยเปิดร้านขายของมือสอง และเก็บหุ่นไว้ตั้งแต่ตอนนั้น

แล้วตุ้นก็เล่าถึงระบบเก็บของที่ไม่เป็นระบบแต่สนุกของบ้านหลังเดิม คือการสุมหมวกนับสิบใบไว้ที่หุ่นเสื้อนั้น อยากได้ไปไหนก็ต้องไปรื้อ สิ่งนี้ชัชก็ต้องทำความเข้าใจในระหว่างออกแบบ

“อาจจะฟังดูแปลก ๆ พอเป็นภาษาไทย แต่เราอยากเก็บความเป็นมนุษย์บางอย่างที่อยู่ในบ้านเดิมไว้ แล้วทำให้ออกมาเป็นดีไซน์ เวลาเราออกแบบก็มักจะคิดแบบดีไซเนอร์จนลืมความเป็นมนุษย์” ชัชเล่า

หากนั่งอยู่ในส่วนรับแขกด้านล่าง จะเห็นราวสีส้มบริเวณบันไดที่ชัชออกแบบไว้ให้เจ้าของบ้านแขวนของหลังกลับมาถึงบ้านได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก สิ่งนี้ออกแบบมาจากพฤติกรรมที่เคยมีอยู่ที่บ้านเดิม

แล้วราวสีส้มนี้ก็วิ่งขึ้นไปตามบันไดเดิมที่พ่อรัก และไปปรากฏอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของชั้นบน ใช้แขวนไฟบ้าง ใช้แขวนตากผ้าบ้าง เป็นกิมมิกเล็ก ๆ ที่ทำให้บ้านน่ารักมีเสน่ห์

เจ้าของบ้านคนใหม่

รีโนเวตบ้านแล้วชีวิตเปลี่ยนยังไงบ้าง – เราถามตุ้น

“สิ่งที่เปลี่ยนไปเยอะที่สุด คือทัศนคติ” เธอตอบ “ตอนอยู่บ้านเดิมเราเป็นเหมือนผู้อาศัย ไม่ได้สนใจเดินดูขอบมุมอะไร บ้านรกก็ไม่สนใจ เรามีหน้าที่กินข้าวแล้วขึ้นไปบนห้อง แต่พอเป็นบ้านของตัวเอง เราเริ่มรู้สึกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมากขึ้น เริ่มเดิมดูสวน เริ่มสำรวจน้ำรั่ว”

การทำบ้านแต่ละหลัง การเข้ามามีส่วนร่วมของเจ้าของบ้านก็มากน้อยต่างกันไป แต่กับบ้านหลังนี้ ตุ้นตั้งใจมาก เธอวิ่งไปดูกระเบื้องอิตาลีเอง คุยกับเซลส์เองโดยที่สถาปนิกไม่ได้ไปด้วย

เธอใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่มีการรีโนเวต คอยดูว่าสิ่งไหนเวิร์ก สิ่งไหนไม่เวิร์ก เมื่อมีรอยร้าวเกิดขึ้นบนผนังห้องนอน เธอก็บอกสถาปนิกได้เลยว่ารอยนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันไหน

เมื่อเราถามว่าเธอมีมุมโปรดในบ้านนี้หรือยัง เธอตอบว่าระเบียงชั้น 3 แม้ว่าจะเป็นเพียงระเบียงสำหรับออกไปซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศ แต่การมีระเบียงก็ทำให้เธอเปิดออกไปแล้วเห็นวิว 180 องศา วันธรรมดาก็สวยแล้ว ยิ่งตอนปีใหม่ยิ่งดูพลุได้สนุก

ตุ้นบอกว่าตัวเองต่างจากพ่อแม่ เธอชอบออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านมากกว่า เธอไม่ใช่นักเก็บของกระจุกกระจิก และไม่ชอบให้บ้านมีของเยอะเกินไป ซึ่งเธอก็เลือกทำบ้านในแบบที่อยากอยู่

“เราอยากได้บ้านที่มีคาแรกเตอร์ ตอนพ่อแม่อยู่ก็มีคาแรกเตอร์ของเขาเป็นหลัก พอเป็นรุ่นเราก็มีคาแรกเตอร์ของเราเป็นหลัก เพื่อนที่มาบอกว่าที่นี่มันบ้านแกมากเลย เราก็รู้สึก ใช่นะ เราเลยสนุกกับบ้านหลังนี้มาก” ตุ้นเล่าไปยิ้มไป

“หลายคนเดินผ่านมาแล้วบอกว่า บ้านเปลี่ยนไปเยอะเลยเนอะ แต่พี่ว่ามันเป็นการถ่ายโอนความทรงจำมากกว่าการเปลี่ยนอะไรมากมาย”

เธอบอกว่าแผนจากนี้ไปคือการทำให้บ้านเงียบเหงาน้อยลง ด้วยการชวนเพื่อนมากินหมูกระทะ ชวนหลานมาทำกิจกรรม และอยากให้แม่ที่เป็นครูสอนศิลปะ ชอบทำงานประดิษฐ์ มาเปิดสอนที่นี่ด้วย

“ทำบ้านนี่สนุกนะ สนุกจนอยากทำอีกหลังเลย” ตุ้นว่า

ภาพ : ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน