“รอแป๊บหนึ่งนะคะ”
ศิ-ศิริมา บุญยเกียรติ ออกตัวช่วงแรกเริ่มวิดีโอคอล ระหว่างนั้นในจอเราเห็นภาพเธอกำลังขับรถเข้าบ้านบนถนนทอดยาวที่ร่มรื่นด้วยแนวต้นไม้สองข้างทาง
โพสต์ของพี่ศิในกลุ่ม ‘อวดบ้านกันนะ’ ในเฟซบุ๊ก บันดาลให้เราได้พบกันวันนี้
“บ้านนี้มีประวัติ บ้านหลังนี้อายุ 800 – 900 ปีแล้วค่ะ เป็นบ้านที่ ควีนแคทเธอรีน ควีนของอังกฤษ พักอาศัยอยู่ก่อนแต่งงานกับ พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ของอังกฤษ…”

การใช้ชีวิตในบ้านที่สวยงามราวหลุดจากเทพนิยายคือความฝันของใครหลายคน และหากบ้านหลังนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานถึงขั้นเคยเป็นที่พำนักของราชินี ความรู้สึกคงยิ่งกว่าเหมือนฝันไปอีกขั้น
รอไม่นาน พี่ศิก็เหยียบเบรกจนรถหยุดนิ่ง ดำเนินการจอดรถเสร็จสรรพ ในจอเห็นเค้าลางของบ้านที่กรุด้วยกำแพงอิฐและหินสีน้ำตาลหม่น ดูผ่านหนาวผ่านฝนมานานปี ถึงจะเป็นบ้านหลังใหญ่แต่ดูไม่โอ่อ่าเกินไปจนรู้สึกเกร็ง
ที่ประเทศไทยเป็นเวลาช่วงบ่ายหน้าฝนที่อากาศมืดครึ้ม ที่อังกฤษเป็นช่วงเช้าฤดูร้อนที่ท้องฟ้าแจ่มใส พี่ศิเดินไปนั่งที่โต๊ะขนาดย่อมข้างสวนดอกไม้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้พูดคุยกับคนที่อยู่ในบ้านหลังประวัติศาสตร์อย่างนี้ อยากรู้เหลือเกินว่าการใช้ชีวิตในบ้านจะเป็นอะไร สวยงามอย่างฝันหรือไม่ และพี่ศิก็พาเราไปรู้จักบ้านให้มากกว่าที่เห็นบนเฟซบุ๊ก

เดือนกรกฎาคม ปี 2021 สถานการณ์โควิด-19 ในอังกฤษเริ่มคลี่คลาย จากต้องหลบซ่อนโรคร้ายใต้เปลือกอาคาร ในที่สุดผู้คนก็ได้ก้าวพ้นขอบประตู สูดอากาศสดชื่น พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ สำหรับพี่ศิและครอบครัว นี่คือช่วงเวลาของการเริ่มต้นใหม่เช่นกัน
เดิมทีพี่ศิและสามีชาวอังกฤษใช้ชีวิตในบ้านแถว (Terrace House) หลังย่อมย่านวิคตอเรีย กลางกรุงลอนดอน ที่เนืองแน่นด้วยตึกและพลุกพล่านด้วยผู้คน เมื่ออยากเริ่มชีวิตใหม่ พี่ศิและสามีจึงตั้งใจเล็งบ้านเดี่ยวนอกเมืองที่มีอาณาบริเวณนอกบ้าน บรรยากาศดี เดินทางไปโรงเรียนของลูกสาวได้สะดวก
จากตัวเลือกบ้านหลายหลังที่ต้องตา พี่ศิและสามีก็ต้องใจกับ ‘เชสเวิร์ธเฮาส์ (Chesworth House)’ บ้านในเมืองฮอร์แชม (Horsham) ที่ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 50 กิโลเมตร ซึ่งอบอวลด้วยกลิ่นอายย้อนยุค มีพื้นที่สวนด้านนอกกว้างขวางสมใจ เดินทางไปในตัวเมืองก็ง่าย ตอบโจทย์ที่มีในใจไว้หมด
พร้อมมีของแถมสุดพิเศษคือมรดกประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี
“พี่ไม่ได้คิดว่าจะต้องหาบ้านอายุหลายร้อยปีนะคะ แต่พอดีว่าบ้านนี้ตรงกับความชอบของพี่และแฟน ก็เลยซื้อมาเพราะตอบโจทย์ค่ะ” พี่ศิยิ้ม

Chesworth House มีความเป็นมายาวนานนับย้อนไปได้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 บ้านเคยเป็นที่พำนักของผู้ดีชั้นสูงและตกทอดสืบต่อกันหลายยุคหลายสมัย ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 บ้านตกอยู่ในความครอบครองของดยุกแห่งนอร์ฟอล์ก (Dukes of Norfolk) ในตระกูลฮาวเวิร์ด (Howard) และเคยต้อนรับเด็กหญิงผู้สูงศักดิ์นามว่า แคทเธอรีน ฮาวเวิร์ด (Catherine Howard) ให้เข้ามาพำนัก ในภายหลังเด็กหญิงคนนี้ก็ได้ก้าวขึ้นบัลลังก์เป็นสมเด็จพระราชินีอัครมเหสีพระองค์ที่ 5 ของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษ (Henry VIII)


หลายสิบปีถัดมา ในรัชสมัยของ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 (Elizabeth I) บ้านหลังนี้ถูกริบเป็นสมบัติของราชบัลลังก์อังกฤษ หลังจากที่เจ้าของบ้าน โธมัส ฮาวเวิร์ด ดยุกแห่งนอร์ฟอล์กที่ 4 (Thomas Howard, 4th Duke of Norfolk) ถูกจับกุมด้วยข้อหากบฏและนำตัวไปประหารชีวิต ต่อจากนั้นราชบัลลังก์อังกฤษก็ใช้บ้านหลังนี้เป็นที่พำนักให้บุคคลสำคัญหลายต่อหลายคน อย่างเช่น พระนางอ็องเรียต มารี (Henrietta Maria) พระราชินีใน พระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ (Charles I) หรือ พระนางกาตารีนาแห่งบรากังซา (Catherine of Braganza) พระราชินีใน พระเจ้าชาลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ (Charles II)
บ้านหลังนี้ถูกขายในปี 1928 ก่อนจะเปลี่ยนมือและผ่านการบูรณะปรับปรุงอีกหลายครั้ง ปัจจุบันบ้านหลังนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งก่อสร้างภายใต้การพิทักษ์ (Listed Building) ระดับเกรด II และเป็นบ้านที่อยู่ในความครอบครองของพี่ศิและครอบครัว

จากบ้านแถวในลอนดอนแสนวุ่นวาย พี่ศิย้ายมาหาความสงบที่ Chesworth House บ้านยุคกลางสไตล์ทิวดอร์ (Tudor) ที่งดงามด้วยผนังหินและอิฐทำมือเก่าแก่ดั้งเดิม หลังคาหน้าจั่วมุงด้วยหินในพื้นที่ ด้านในตระการตาด้วยโครงสร้างไม้โอ๊กอันสง่าผ่าเผย พร้อมร่องรอยหุบร่นขีดข่วนที่ฝากฝังตามกาลเวลา นอกจากบ้านหลังใหญ่ ยังมีเรือนหลังเล็กแยกตัวมาอีกหลังหนึ่ง
ด้านนอกคือพื้นที่สีเขียวกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตากว่า 23.6 เอเคอร์ หรือประมาณ 60 ไร่ มีต้นไม้ใบหญ้าและลำธารสาธารณะไหลผ่านเสริมแต่งบรรยากาศให้สดชื่นร่มเย็น และแน่นอน อากาศที่นี่บริสุทธิ์สดชื่นผิดกับลอนดอนที่มีมลพิษมากกว่า

ตามแบบฉบับคฤหาสน์ผู้ดี บ้านเต็มไปด้วยห้องหับเล็กใหญ่มากมาย ชั้นบนสุดคือห้องใต้หลังคาที่พี่ศิใช้เก็บเอกสาร ชั้น 2 คือห้องนอนของครอบครัว ส่วนชั้นพื้นดินคือพื้นที่ที่ใช้ชีวิตประจำวันบ่อยที่สุด
“ส่วนมากพี่จะใช้ชีวิตอยู่รอบ ๆ Kitchen” พี่ศิฉายภาพชีวิตในบ้านให้เห็น
“ห้อง Kitchen และห้องนั่งเล่นที่อยู่ใกล้ ๆ 2 ห้องที่เรียกว่า Snug กับ Toy Room ห้อง Toy Room จะใช้มากสุดช่วงซัมเมอร์ เพราะว่ารับแสงแดดเต็ม ๆ บรรยากาศดีมาก แต่พอถึงเทศกาลคริสต์มาสก็จะพาครอบครัวไปจัดเลี้ยงที่ห้อง Chapel เพราะมันกว้าง มีโต๊ะยาว ๆ วาง คนจะยืนพูดคุยกัน”


ในฤดูหนาวที่อากาศเยือกเย็นจับใจ ครอบครัวจะหมกตัวผิงไฟในห้อง Snug หรือไม่ก็ย้ายไปนั่งเล่นที่ห้อง Games Room ในฝั่งตรงข้าม โดยเฉพาะเวลาที่แม่สามีมาเยี่ยมเยือน เพราะห้องมีขนาดใหญ่ อยู่กันได้หลายคนโดยไม่อึดอัด “แต่ละห้องก็จะให้ความรู้สึกแตกต่างกันค่ะ” พี่ศิเสริม

พื้นที่สีเขียวกว้างขวางนอกบ้านคงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติไว้ครบถ้วน ไม่ได้มีแค่ต้นไม้เขียวจี ดอกไม้หลายสายพันธุ์หลากสี และสายน้ำใสไหลผ่าน บางทีมีกวาง ไก่ป่า นกยาง และกระต่ายโผล่มาทักทายในพื้นที่ ในบึงน้ำมีฝูงห่านลอยตัวอย่างสบายอารมณ์ ด้วยขอบเขตบ้านไม่ได้ล้อมด้วยรั้วทึบหากเป็นเพียงกำแพงพุ่มไม้ที่มีตาข่ายกั้นอย่างบางเบาอีกขั้น สรรพสัตว์จากรอบนอกเลยเล็ดลอดมาเซย์เฮลโหลเป็นครั้งคราว

“ข้างนอกที่ดินเป็นทางเดินสาธารณะที่คนชอบมาเดินเล่น คนที่เดินแถวนั้นบางคนพอเจอเราก็ถาม ใครเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ เจ้าของเก่าเป็นดยุกนี่” พี่ศิหัวเราะ ไม่ใช่แค่สัตว์ คนก็มาด้วย

ชีวิตในบ้านหลังใหม่ดูอิ่มเอมไปด้วยความสุข ทุกลมหายใจเหมือนอยู่ในความฝัน แต่นั่นเป็นแค่ความคิดของเรา เพราะพี่ศิใช้คำว่า ‘ไม่สดชื่น’ แทนความรู้สึกตอนย้ายเข้าบ้านช่วงแรก
“ไม่สดชื่นเลยค่ะ” พี่ศิว่า “ห้องนอนระดับฝ้าสูง ทำให้พี่รู้สึกโหวงเหวง บางทีก็นอนไม่หลับ สุดท้ายเลยย้ายไปอยู่อีกห้องที่มีขนาดเล็กกว่า หน้าหนาวบ้านก็หนาวหน่อยเพราะเป็นบ้านเก่า ยังดีที่มีเตาผิงเยอะ”

ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานยังทำให้หวาดหวั่นอยู่บ้างในเรื่องเหนือคำอธิบาย ถึงยังไม่สะดวกเนื้อสะดวกตัวเหมือนปลาเพิ่งย้ายบ่อน้ำในช่วงแรก แต่พี่ศิก็ปรับตัวเข้ากับบ้านได้ทีละน้อย จนช่วงที่ลูกสาวคนที่ 2 ลืมตาดูโลก พี่ศิเริ่มรู้สึกผ่อนคลาย สงบสุข จนร่างกายและจิตใจโอบรับบ้านหลังนี้ได้อย่างสมบูรณ์
“ที่เคยรู้สึกอึมครึม ไม่น่าอยู่ หลัง ๆ ก็หายไปหมดค่ะ” พี่ศิกล่าว
บ้านไม่ได้เปลี่ยนโฉมจากตอนที่ซื้อเท่าไหร่นัก หลัก ๆ มีแค่เฟอร์นิเจอร์ที่ปรับให้เข้ากับรสนิยมส่วนตัวของครอบครัว โครงสร้างของบ้านยังเป็นเหมือนเดิม ไม้ หิน อิฐ ยังคงร่องรอยของกาลเวลาไว้อย่างสมบูรณ์
ก่อนเข้าหน้าหนาว เตาผิงจะได้รับการปัดกวาดทำความสะอาดเตรียมกองฟืนชุดถัดไป ทุกปีโครงสร้างไม้โอ๊กจะได้รับการตรวจเช็กอย่างรอบคอบไม่ให้แมลงกัดแทะจนเสียหาย เวลาเจอพายุฝน ต้นไม้ที่โค่นล้มจะถูกหั่นตัดมาทำฟืน การดูแลรักษาคือกิจวัตรที่สำคัญ เพื่อให้บ้านเป็นบ้านในฝันตราบนานเท่านาน


ชีวิตใหม่ไม่ได้มีแค่บ้านหลังใหม่ที่งดงามน่าอิจฉา แต่ยังรวมถึงสังคมรอบข้างอันอบอุ่นและเป็นมิตร
“ชีวิตที่ลอนดอนกับชีวิตที่นี่ต่างกันมาก” พี่ศิว่า “ลอนดอนเนี่ย ตัวใครตัวมัน เพื่อนบ้านเจอกันก็แค่ยกมือทักทาย แต่ที่นี่เรามีเพื่อนบ้านที่ได้ไปมาหาสู่กันจริง ๆ เราโชคดีมากค่ะที่ได้เจอเพื่อนบ้านดีอยู่หน้าปากซอยเลย
“แฟนพี่ก็ภูมิใจในบ้านหลังนี้มาก เขาภูมิใจในประวัติศาสตร์บ้านและชอบชวนเพื่อนมาเที่ยวตอนวันหยุด เราก็ได้ทำอาหารไทยเลี้ยงเพื่อน ๆ ด้วย” พี่ศิเสริมด้วยรอยยิ้ม ถึงจะต้องวุ่นทั้งกับการเลี้ยงลูกและทำอาหาร ถึงจะเจอความเหน็ดเหนื่อยขลุกขลักอยู่บ้าง แต่ก็มีความสุข
จบการสนทนา พี่ศิวางสายแล้วไปใช้ชีวิต อาจไม่ใช่ชีวิตอุดมคติแสนสบายราวกับเทพนิยาย แต่เป็นชีวิตใหม่ในบ้านหลังเก่าที่พี่ศิบอกว่าลงตัว


