Hold me just right – not too tight, not too loose.

ไม่ได้อ้างอิงจากนักเขียนหรือนักแต่งเพลงคนใด แต่เป็นข้อความที่เราพยายามเรียบเรียงความรู้สึกขึ้นมาในหัว ขณะที่เดินทางกลับหลังได้พูดคุยกับ ไบรท์-ภัทร วราธนสิน เจ้าของบ้านและสถาปนิกที่ Patara Architects ผู้ออกแบบบ้านหลังใหม่ให้ครอบครัวตัวเอง 

“อบอุ่นอย่างประหลาด ทั้งที่เราไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว” 

คำพูดสุดท้ายของคุณแม่เจ้าของบ้านยังแผ่วดังขึ้นมาพอจับใจความได้ว่า “กลับมาหากันได้นะคะ ” พร้อมมอบของฝากเป็นที่ระลึกที่เราได้พบเจอ แม้พูดคุยกันในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ความอบอุ่นกับการออกแบบพื้นที่ในบ้านมีเส้นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงกันโดยตรง สำหรับคนที่ยังไม่พยักหน้าตามในประโยคข้างต้น เราขอใช้พื้นหน้าที่จอ Smart Phone ของคุณต่อจากนี้ลงไป ลองมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกันอย่างไร 

ส่วนคนที่รู้สึกอินตามไปแล้ว ‘บ้านบางซื่อ’ จะเป็นตัวอย่างที่ดีของการออกแบบความอบอบอุ่นในระยะสบายหัวใจ กอดกันเอาไว้ ไม่จำเป็นต้องแน่นเกิน

เชื่อมเจน #แก๊ป ด้วยอ้อม #กอด

บ้านขนาดใหญ่ผนังสีขาวล้อม 4 ด้าน มองจากถนนหน้าบ้านแทบไม่เห็นหน้าต่างช่องเปิดเลย ดูไม่ออกว่าพื้นที่ข้างในบ้านเป็นยังไง เพราะตั้งใจสร้างพื้นที่ส่วนตัวสำหรับครอบครัวขึ้นมา – ความสงบ ความสบายใจ ตัดขาดความวุ่นวายภายนอกทันทีที่ก้าวเท้าผ่านประตูรั้วเข้าบ้าน คือสิ่งแรกที่เราสัมผัสได้จากบ้านหลังนี้ 

เดินผ่านคอร์ตตรงกลางของบ้านชั้น 2 เป็นจุดที่สร้างเซอร์ไพรส์สุด ๆ ให้แขกทุกคนที่มาบ้าน เรามั่นใจแบบนั้น เดินผ่านขึ้นมาที่ชั้น 3 เป็นห้องส่วนตัวของไบรท์ ลูกชายคนเล็กและสถาปนิกที่ออกแบบบ้านหลังนี้ เราพูดคุยกันถึงที่มาที่ไปก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้น 

“ที่ตรงนี้เป็นที่ดินใหม่ครับ ครอบครัวซื้อเอาไว้เมื่อ 7 – 8 ปีที่แล้ว จริง ๆ เราไม่เคยอยู่ในบ้านพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้มาก่อน คุณพ่อเป็นหมออยู่ที่ชลบุรี เดิมใช้บ้านพักแพทย์เป็นที่รวมตัวกัน พอคุณพ่อใกล้เกษียณ คุณแม่ก็เลิกทํางานแล้ว เลยอยากให้ความฝันของคุณแม่ที่สมาชิกในบ้านจะได้อยู่ด้วยกันเป็นจริงขึ้นมา 

“ไม่ต้องอยู่บ้านตลอดก็ได้ แต่อยากให้บ้านเป็นสถานที่ที่ใคร ๆ ก็มารวมตัวกันได้ ที่ผ่านมาครอบครัวเราแต่ละคนแยกกันอยู่ ผมอยู่คอนโด คุณพ่ออยู่ชลบุรี พี่ก็มีคอนโดอีกที่หนึ่ง จึงเป็นความตั้งใจของคุณพ่อคุณแม่ว่า นี่จะเป็นบ้านหลังแรกของพวกเขาและได้ออกแบบตามที่ใจต้องการจริง ๆ”

การรับบทบาทเป็นทั้งสถาปนิกและลูกชายทำให้ไบรท์เข้าใจโจทย์ของเจ้าของบ้านได้ง่ายขึ้น แต่ยิ่งเข้าใจก็ยิ่งต้องแบกความต้องการของทุกคนเอาไว้ให้ได้ เพราะเจ้าของบ้านทั้งหมดคือทุกคนที่เขาห่วงใย รวมทั้งตัวเขาเองก็ต้องอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย 

“เรารู้อยู่ประมาณหนึ่งว่าแม่ชอบสไตล์ไหน ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านยังไง แต่ด้วยความที่เราไม่เคยอยู่บ้าน

จริง ๆ จัง ๆ มาก่อน เคยอยู่แต่ในคอนโดหรือทาวน์เฮาส์ ระหว่างทางเลยต้องคุยกันค่อนข้างเยอะ โจทย์ที่ได้รับจริง ๆ คือการอยู่ร่วมกันของทุกคน โดยที่ยังมีความเป็นส่วนตัวของตัวเองอยู่ 

“ในแต่ละยูนิตของบ้านต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ถ้าวันไหนอยากรวมตัวกัน ก็จะมีพื้นที่ส่วนกลางที่ทุกคนมาใช้ได้ ซึ่งกิจกรรมที่ทําร่วมกันก็คือทานข้าว เพราะคุณแม่ชอบทําอาหารมาก คุณแม่ทํากับข้าวเพื่อให้ทุกคนในบ้านมารวมกัน เป็นที่มาของโซนรับแขก Open Space ขนาดใหญ่ที่ชั้น 2 มีโซฟาสำหรับนั่งเล่น โต๊ะกินข้าวและพื้นที่ครัวเชื่อมต่อกัน พอคุณแม่ทํากับข้าวเสร็จ ทุกคนในบ้านก็จะไปรวมตัวกันที่นั่น” 

บ้านขนาดใหญ่ที่มีห้องแยกสำหรับสมาชิกแต่ละคนเป็นสัดส่วน ห้องพ่อแม่อยู่ด้านในสุด เป็นส่วนตัวที่สุด แต่ก็มองออกมาเห็นพื้นที่ส่วนกลางได้ไม่ยาก ถัดออกมาเป็นห้องพักสำหรับครอบครัวที่มีเด็ก ถ้าออกมาเล่นสระน้ำตรงกลางบ้านก็ยังอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ และห้องส่วนตัวของไบรท์ที่ชั้น 3 เพียงแค่เดินออกมาหน้าระเบียงห้องก็จะเห็นกิจกรรมในห้องโถงรับแขกขนาดใหญ่ตรงกลางได้ 

ทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัวที่เชื่อมต่อและโอบกอดกันไว้อย่างอบอุ่น ด้วยพื้นที่โถงตรงกลางบ้านที่เป็นเหมือนหัวใจสำคัญ

กอดสบาย ให้ลมไหลผ่าน

เราลองถามถึงไลฟ์สไตล์ของสมาชิกในบ้าน 

คุณแม่ชอบอะไรไทย ๆ มีผ้าไหมเป็นของสะสม ชอบความคราฟต์ ชอบความเป็นธรรมชาติที่ไม่ต้องเนี้ยบไปซะหมด ฟังดูคล้าย ๆ แนวคิด Wabi-sabi ของญี่ปุ่น หรือความงดงามในความไม่สมบูรณ์แบบ ชอบต้นไม้ ชอบอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ชอบสัมผัสกับลมที่พัดผ่านตัว และคุณแม่ไม่ชอบอยู่ในห้องแอร์

บ้านที่ลมไหลผ่านได้ทุกส่วนจึงกลายเป็นอีกโจทย์สำคัญที่ลูกชายต้องไขปริศนานี้ให้ถูกต้องและถูกใจ 

“เมื่อก่อนเราอยู่คอนโดห้องมุมครับ พอเปิดหน้าต่าง 2 ฝั่งแล้วลมไหลผ่านเข้ามาได้จึงไม่ค่อยได้เปิดแอร์ ส่วนคุณแม่ก็ไม่ค่อยชอบเปิดแอร์ มันกลายเป็นโจทย์หลักของบ้านเหมือนกัน เพราะการจะทําบ้านในกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องเปิดแอร์นั้นยากกว่ามาก

“เราเอาแนวคิดเรือนหมู่ของบ้านไทยสมัยก่อนมาใช้ มีเรือนหลายหลังเชื่อมต่อกัน เกิดช่องว่างให้ลมไหลผ่านได้ เราวางเลย์เอาต์บ้านแบบมี 4 เรือนที่ไม่ได้ชน ให้เกิดช่องลมระหว่างอาคาร พื้นที่ห้องของแต่ละคนเลยจัดวางเอาไว้เป็นแนวกริดที่ไม่ขวางทางลม ยิ่งเป็นโถงตรงกลางบ้าน แต่เปิดหน้าต่างและสไลด์ประตูบานใหญ่ที่เปิดได้ยาวสุดขอบผนัง ถ้านั่งอยู่ในห้องนั้นลมก็ไหลผ่านได้ตลอด และในทุกห้องจะมีพัดลมเพดานขนาดใหญ่พร้อมกับแอร์ติดไว้ด้วย เลือกได้ว่าแต่ละคนชอบแบบไหน”

ส่วนสไตล์ส่วนตัวของไบรท์ดูไปด้วยกันกับคุณแม่ ไบรท์ชอบธรรมชาติที่เหมาะกับพื้นที่อากาศเขตร้อน ชอบสถาปัตยกรรมแบบ Tropiccal หลังคาจั่ว ยกใต้ถุนสูงที่ออกแบบตีความใหม่ให้ร่วมสมัยขึ้น เติมความเนี้ยบในทุก ๆ รายละเอียดของบ้านให้มากขึ้น ใส่ใจในรายละเอียด คัดเลือกวัสดุ จัดวางแนวเสาให้ตรงกับแนวตู้ ปรับแต่งขนาดเสา กำหนดระยะพาดหลังคาให้ได้สัดส่วนลงตัวที่สุด 

ถ้าคุณได้มาดูจุดรอยต่อต่าง ๆ ของบ้านหลังนี้ใกล้ ๆ คงจะไม่แปลกใจที่ใช้เวลาสร้างมากถึง 3 ปีครึ่ง 

ลวดลายเล็กบนเสาก็พร้อมโชว์

แนวกระเบื้องดินเผาก็พร้อมโชว์ 

รายละเอียดหลายอย่างในบ้านตั้งใจทำให้พร้อมโชว์ตัว 

ก็เพราะเป็นบ้านของครอบครัวตัวเอง จึงไม่แปลกที่ไบรท์จะตั้งใจทำให้ดีที่สุด 

“คุณแม่ให้อิสระในการออกแบบครับ เรื่องหน้าตาก็อิสระมาก บ้านที่มาในฟอร์มของการยกสูงตั้งแต่แรกเลย พื้นที่รับแขกอยู่ชั้น 2 ส่วนชั้นล่างเราอยากให้เป็น Service Area ซ่อนงานระบบทั้งหมดไว้ชั้น 1 จะได้สะดวกกับการดูแลซ่อมแซม เราก็อาท่อต่าง ๆ ไปไว้ข้างล่างหมดเลย เป็นเรื่องความยั่งยืนและยืดหยุ่นให้มากขึ้นด้วย เพราะในอนาคตถ้าอยากเพิ่มฟังก์ชันอื่น ๆ ก็เพิ่มข้างล่างได้เลยโดยที่ไม่กระทบกับข้างบน”

เราสังเกตห้องรับแขกก็เห็นเลยว่าเป็นโครงสร้างที่ไม่มีเสากลาง ใช้โครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่กับอาคารแบบไทยที่มีหลังคาหมาแหงนพาดจั่วลงมา ได้ออกมาเป็นห้องที่มีกระจกด้านข้างแต่ไม่มีอะไรกั้น ยาวขนานไปกับสระน้ำข้าง ๆ อย่างลื่นไหล ไบรท์เล่าเสริมว่า หลาน ๆ ชอบชวนเพื่อนมาเล่นน้ำกันสนุกสนาน การที่สระว่ายน้ำอยู่กลางบ้าน หนึ่ง คือได้ร่ม เล่นได้ทั้งวัน สอง คือมีพื้นที่ด้านข้างให้พ่อแม่นั่งดูลูกหลานได้อย่างใกล้ชิด 

“คอร์ตตรงกลางเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยสําหรับทุกคน จริง ๆ อยากให้พื้นที่ในบ้านนี้เป็นเหมือนรีสอร์ต ทุกครั้งที่กลับบ้านก็เหมือนได้มาพักผ่อนในพื้นที่สงบ ๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว” 

กอดอบอุ่น ยืดหยุ่นได้

ลองมาไล่เลียงพื้นที่แต่ละส่วนในบ้านไปพร้อม ๆ กัน 

โซนข้างหน้าบ้านเป็นห้องเวิร์กช็อปบวกออฟฟิศสถาปนิกของไบรท์ มีประตูแยกการใช้งานเป็นของตัวเอง ไม่ต้องใช้ประตูส่วนกลางของบ้าน โซนออฟฟิศเป็น Double High เปิดโล่ง ๆ ไว้ก่อน เผื่อว่าถ้าอนาคตมีสมาชิกในบ้านเพิ่มก็เทพื้นกั้นแบ่งเป็น 2 ชั้นได้อีก เปลี่ยนการใช้งานเป็นอย่างอื่นได้ ในตอนนี้ใช้เป็นออฟฟิศและเป็นห้องเวิร์กช็อปทำรถ เพราะไบรท์ชอบรถ ชอบงานช่าง ห้องนี้จึงใช้เก็บรวบรวมเครื่องมือช่าง ราวกับเป็น Man Cave หรือฐานลับห้องใต้ดิน พื้นที่ในฝันของเด็กผู้ชาย

“ส่วนของห้องพี่ชายที่จะกลับมาบ้านในช่วงหลานปิดเทอม เป็น 2 ห้องที่เลย์เอาต์เหมือนกัน ห้องหนึ่งสำหรับหลาน อีกห้องสำหรับพี่ชายกับพี่สะใภ้ เป็น Connecting Room เหมือนในโรงแรม มีรายละเอียดของประตูที่เปิดแล้วแยกกันได้ พอปิดก็เปิดเป็นพื้นที่รวมกันได้ ห้องพี่ชายตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นมินิมอลมากขึ้น เรียบกว่าตามความชอบของเขา 

“เราออกแบบไว้ว่าทุกยูนิตของทุกคนต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีห้องน้ำในตัว ไม่ต้องเดินออกไปข้างนอก”

อยู่ในห้องตัวเองก็เป็นส่วนตัว 

อยากอยู่รวมกับครอบครัว ก็แค่เปิดประตูออกมา

“ห้องคุณพ่อคุณแม่เป็นเรือนประธานอยู่ตรงกลาง แล้วก็มีฟังก์ชันโซนด้านซ้ายเป็นห้องทํางานของคุณพ่อคุณแม่ครับ ตรงกลางเป็นห้องนั่งเล่น ฝั่งขวาสุดเป็นห้องนอนห้องน้ำ เป็น Open Plan เรียงกันตามแนวยาวของอาคาร เข้าใจการใช้งานได้ง่าย ๆ ส่วนรายละเอียดที่ตั้งใจสําหรับเรือนนี้คือบานเกล็ดที่ออกแบบกับช่างให้คุณแม่ใช้งานเปิดปิดสะดวกขึ้น ส่วนห้องนอนค่อนข้างเล็กมากถ้าเทียบกับ Master Bedroom บ้านอื่น ๆ เป็นไปตามไลฟ์สไตล์ของคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าห้องนอนแล้วก็คือนอนอย่างเดียว” 

ไบรท์ตั้งใจออกแบบห้องพักส่วนตัวของแต่ละคนให้พอดีตัว (Compact) แล้วมาเน้นกับพื้นที่ข้างนอกซึ่งเป็นที่พักผ่อนส่วนกลาง โดยหยิบบรรยากาศความเป็นรีสอร์ตมาสู่เป็นบ้านคน เมื่อกลับมาบ้าน คุณจะรู้สึกผ่อนคลายทันที

“ยากเหมือนกันนะครับ เพราะบ้านต้องสะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้าน ในขณะเดียวกัน ชีวิตคนเราเปลี่ยนไปตลอด ไม่มีช่วงไหนหรอกที่มันจะนิ่ง ๆ มั่นคง ถ้าเป็นบ้านที่มีคนอยู่ด้วยกันเยอะ ๆ แต่ละคนคงจะมีความต้องการที่เปลี่ยนไปตลอด เราเลยอยากออกแบบบ้านให้เหนือกาลเวลา และอยากให้บ้านหลังนี้ยืดหยุ่น เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงไปตลอดชีวิต 

“อย่างที่บอกว่าผมมองบ้านเหมือนรีสอร์ต ในห้องห้องหนึ่งจึงไม่จําเป็นต้องเป็นแค่ห้องนั่งเล่น ห้องเวิร์กช็อปก็ได้ มันเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้แล้วแต่คนในบ้าน การออกแบบพื้นที่ส่วนตัวให้พอเหมาะกับความต้องการจริง ๆ มีห้องที่พอดีกับความต้องการของแต่ละคนจึงเพียงพอแล้ว”

กอดเอาไว้ ในระยะที่พอดี

บ่อยเกินกว่าจะจำตัวเลขได้ชัด ๆ ที่เราเจอปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างวัยหรือ Generation Gap ในหลายบ้านที่อยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องของวัยรุ่นชอบฟังเพลงหรือเล่นเกมเสียงดัง แต่ดันอยู่ติดกับ

ห้องพ่อแม่ การขยายพื้นที่ว่างให้แก่กันจึงจำเป็น ระยะห่างของความอบอุ่นในบ้านไม่จำเป็นต้องแนบชิดกันตลอดเวลา ทุกคนยังโอบกอดกันได้ในระห่างที่ไม่แน่นเกิน 

คุณพ่อคุณแม่ก็เป็นตัวเองได้เต็มที่ในพื้นที่ของเขา ไบรท์ก็มีพื้นที่เป็นของตัวเอง พี่ชายและครอบครัวก็มีพื้นที่พอเหมาะเป็นของตัวเอง พื้นที่ที่พร้อมรองรับความยืดหยุ่นของแต่ละคน และมีพื้นที่ตรงกลางที่ทุกคนมาใช้ด้วยกันได้ แยกเดี่ยวมากเกินไปก็อาจจะห่างเหินเกินไป อยู่ใกล้กันมากเกินไปก็อาจจะอึดอัด

เป็นหน้าที่ของสถาปนิกที่จะช่วยสร้างช่องว่างขนาดพอเหมาะให้แก่กัน ซึ่งแต่ละบ้านก็มีขนาดแตกต่างกันไป 

“ผมว่าเราต้องมาปรับกันในฐานะคนออกแบบว่าควรจะเป็นประมาณไหน เป็นส่วนหนึ่งที่สถาปนิกช่วยได้ในแง่ของความสัมพันธ์ในบ้าน เราอาจจะเคยชิน แต่ช่องว่างนี้มีความสำคัญในแง่ความสัมพันธ์ของคนในบ้าน สำหรับบ้านเรา อาจจะเป็นวิธีของคุณแม่ที่อยากให้ทุกคนอยู่ร่วมกันโดยไม่ทะเลาะกัน เราจึงทำทุกอย่างให้ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน”

คุณแม่พูดทิ้งท้ายก่อนที่เราจะลากลับว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาคุณแม่ย้ายบ้านมาหลายที่ อยู่มาหมดทั้งบ้านพักแพทย์ ทาวน์เฮาส์ คอนโด ครอบครัวอยู่แยกกันมาตลอด คุณแม่จึงฝันอยากมีบ้านที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจ

“บ้านหลังนี้ถูกที่ถูกเวลาแล้ว มันทำให้ครอบครัวกลับมารวมกันในระยะห่างที่เหมาะสม เหมาะกับช่วงวัยของสมาชิก อยู่กันเป็นสัดส่วน แค่นี้แหละที่แม่ต้องการ”

Writer

ประภวิษณ์ สิงขรอาจ

ใจดี สปอร์ต กทม. ชอบสีน้ำเงินเข้ม ที่ดูสว่าง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน