เช้าวันนั้นฝนตก เราโบกรถแท็กซี่เข้าซอยตามหมุดในแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ มือจับโทรศัพท์ตลอดทาง ด้วยกังวลว่าจะเลย Beyond Living Studio แต่ก็โล่งอกเมื่อเห็นประตูสีเขียวสด เรารีบกระโดดออกจากรถทันที

ประตูเปิดออก พี่ ๆ ทีมงานที่กำลังวิ่งวุ่นก็รีบแย้มประตูส่งยิ้มพาเราขึ้นบันไดสีแสดไปพบกับเจ้าบ้านอย่าง มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ หรือ Mook V ศิลปินสิ่งทอเจ้าของแบรนด์กระเป๋าดีไซน์อาร์ต MookV และนักออกแบบเจ้าของแบรนด์พรม Beyond Living โดยมีคติประจำใจว่า ‘ห้ามทิ้ง’ เพราะทุกอย่างนำไปใช้ประโยชน์ได้ 

เธอติดตั้งผลงานชิ้นสำคัญอย่าง Woven Symphony และ Adam’s Bridge ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และมีผลงานกับแบรนด์ระดับโลก Louis Vuitton ซึ่งเปิดสาขาใหม่ ณ ศูนย์การค้าเกษรอัมรินทร์ 

มุกใช้บ้านหลังนี้เป็นสตูดิโอมา 20 ปี แต่เมื่อครอบครัวใหญ่ขึ้น ลูกแฝดทั้ง 3 คนซึ่งกำลังโต ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยในคอนโดอีกต่อไป และเมื่อถึงวัยหนึ่ง การมีบ้านเพื่อครอบครัวจึงกลายมาเป็นเป้าหมายหนึ่งในชีวิตของมุก 

บ้านหลังนี้เคยเป็นเรือนไทยประยุกต์สไตล์ฝรั่งของคุณอามุก เขาให้เช่าเป็นสตูดิโอเนื่องจากย้ายไปอยู่ต่างประเทศ และคงจะดีไม่น้อยหากสถานที่นี้สนับสนุนความสามารถของลูกหลาน ชั้นล่างจึงมีกี่ทอผ้าหลังเท่าโต๊ะอยู่หลายสิบหลัง พร้อมทีมงานที่กำลังช่วยกันทอและสร้างสรรค์งานสำหรับนิทรรศการ

มุกเล่าถึงชั้นบนก่อนรีโนเวตว่า “ผู้บริหารที่พี่ทำงานด้วยตอนเปิดตัว ICONSIAM มาตอนที่บ้านโทรมมาก ๆ พี่ก็เตือนว่าอย่าคาดหวังมากนะ เราเป็นคนทำงานที่ไม่ได้มีออฟฟิศ วันแรกที่เขามายังซื้อข้าวหน้าเป็ดใส่กล่องมานั่งกินกันบนพื้น นั่งดูงาน นั่งคุยงานกันที่พื้นเลย”

เวลาล่วงเลยไป คุณพ่อคุณแม่ของมุกตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้จากคุณอาให้เป็นของขวัญแก่ลูกหลาน เมื่อถึงวาระการซ่อมแซมเรือนไทย กว่าจะหาสถาปนิกคู่ใจได้ก็มองไปไกลและงบประมาณเลยเถิด จนเกือบลืมไปว่า อิ๊บ ลูกน้องมือขวาของมุกมีสามีเป็นสถาปนิกซึ่งไว้ใจได้เพราะรู้จักกันมาเกือบ 10 ปี เคยแวะเวียนมาพูดคุยติชมผลงานของมุกจนเห็นนิสัยใจคอกัน เธอจึงฝากฝังบ้านหลังนี้ไว้ในมือของ วิน สถาปนิกจาก V2IN Architects แม้ว่าจะไม่เคยเห็นผลงานของวินมาก่อน

Neutral Light

เราเริ่มบทสนทนาบนโต๊ะไม้และเก้าอี้เบาะกำมะหยี่หลากสี 14 ตัว พร้อมกับกลิ่นอาหารฝีมือ ทรอย หนึ่งในตัวแสบของมุกโชยมาจากครัว 

“เชื่อไหม ตอนทำบ้านเสร็จ อย่างแรกที่พี่ทำคือเอารถพยาบาลมาตรวจปอดทุกคน ผลปรากฏว่า ปอดไม่เป็นอะไรเลย แต่พวกเรามีคอเลสเตอรอลกันทุกคน” มุกเริ่มเล่าขำ ๆ ถึงตอนซ่อมแซมบ้านอายุกว่า 50 ปีที่ฝุ่นตลบไปทั่วตลอด 13 เดือน แต่ทีมงานทุกคนก็อยู่ทำงาน เพราะความผูกพันที่ดูแลกันมากว่า 20 ปี

หากบอกว่าบ้านหลังนี้เคยเป็นเรือนไทยมาก่อนคงไม่มีใครจินตนาการออก เพราะทุกอย่างในบ้านได้รับการออกแบบใหม่จาก V2IN Architects จนดูทันสมัย ผสมผสานสีแสด เขียวสด ฟ้าคราม จากการตกแต่งภายในโดย Mook V และไอเดียจากสมาชิกในบ้าน เพื่อตอบโจทย์ความเป็นบ้านสำหรับทุกคน นั่นคือต้องการแสงธรรมชาติและจะไม่ทิ้งอะไรเลย

“เมื่อก่อนเป็นบ้านเรือนไทยหลังคาเตี้ย ๆ มืด ๆ ข้างล่างเป็นปูน ทรงสไตล์ประยุกต์แบบฝรั่งหน่อย ๆ” มุกอธิบายลักษณะบ้านเรือนไทย ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของบ้านแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมแล้ว 

ชั้นบนแบ่งสัดส่วนใหม่ มี 3 โซนหลัก 

โซนห้องนั่งเล่น เป็นศูนย์รวมสำหรับให้สมาชิกในบ้านได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ปีกขวาเป็นโซนของลูก ๆ ทั้ง 3 คน มีทั้งห้องนั่งเล่นที่มีหนังสือ บอร์ดเกม และโมเดลวางเรียงอยู่บนชั้นไม้ มีห้องดนตรีในตัว และห้องส่วนตัวของแต่ละคน ส่วนทางซ้ายเป็นห้องส่วนตัวของมุกและ แจ็ค-ปริญญา รุ่นประพันธ์ สามีของเธอ

ชั้นล่างมีกี่ทอผ้าหลังใหญ่ที่ต้องใช้ทีมงาน 3 คนช่วยกันทอ ตอนนี้ทุกคนกำลังต่อเติมลายเสือของงานทอมุ้งลวดด้วยกระป๋องน้ำรีไซเคิล สำหรับนิทรรศการ ‘Misfit’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งถัดไปของ Mook V

“พี่ชอบแอบดูทีมงานตรงนี้ก่อน แล้วค่อยออกจากบ้านตอน 10 โมงไปเล่นกีฬา” มุกพาเดินมาถึงหน้าต่างอีกด้านของบ้าน พลางเล่ากิจวัตรง่าย ๆ 

“หลังจากนั้นก็กลับมาทำงานในชุดกีฬาทั้งวัน จน 4 โมงก็ทำอาหารรอลูก คนข้างล่างก็ได้กลิ่นหอม ๆ จากครัวนี่แหละ 6 โมงลงไปตรวจงาน ดูว่ามีปัญหากันไหม เสร็จแล้วก็ขึ้นมากินข้าวกับลูกและทีมงาน ทำโอทีถึง 2 ทุ่มก็กลับบ้าน” 

เราอยู่ในห้องนั่งเล่นของบ้าน มองไปรอบ ๆ และยืนยันได้ว่าเจ้าของบ้านชอบสีสดใสแน่นอน

โต๊ะที่นั่งคุยกันอยู่ มุกเสาะหาโรงงานอยู่นานกว่าจะเจอราคาที่คุ้มค่า สั่งออกแบบเองได้ และทำเบาะสีสดหลากสีสำหรับ 14 ตัวได้ ด้วยเหตุที่ว่าลูกชายเยอะ และสักวันหนุ่ม ๆ วัยกำลังซนก็คงทำเปื้อน 

เธอเจาะจงเลือกเป็นผ้าหลากสี ถ้าเปลี่ยนไป 1 ตัวก็ไม่มีใครดูออกเพราะไม่มีตัวอื่นให้เทียบ แม้แต่จานชามก็ซื้อมาลายไม่ซ้ำจำร้านไม่ได้ บ่งบอกถึงความเป็นศิลปินและความเป็นแม่ในเวลาเดียวกัน

“พี่เรียกโทนสีบ้านนี้ว่า Neutral เป็นสีที่คิดว่าสบายตาที่สุด” มุกพูดถึงสีสันในบ้านที่โดดไปทางส้มและฟ้าเขียว นอกเหนือจากกลยุทธ์การหาซื้อข้าวของเครื่องใช้และเหตุที่เก้าอี้แต่ละตัวไม่ใช่สีเดียวกันแล้ว นี่คือตัวตนของคนในบ้านจริง ๆ ทุกคนมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่จะช่วยกันแต่งเติมสีสันให้กับบ้าน

“วิน พี่ขอพ่นใหม่เป็นสีแสด ขาวดำแบบนี้พี่อยู่ไม่ได้” มุกเล่าให้ฟังตอนบอกวินอย่างซื่อตรงให้วินพ่นสีแสดและสีเขียว เพราะไม่อาจทนกับโลกขาวดำได้ แม้ว่าจะขัดใจสถาปนิกอยู่บ้าง แต่พอผลงานออกมา เขากลับใจชอบสีสันเหล่านั้นทันที

และแน่นอนว่าบ้านศิลปินต้องมีผลงานตนเองอยู่บ้าง อย่างภาพ Dream of Unborn แทนทั้ง 3 แฝดตอนอยู่ในครรภ์จากนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน ส่วนอีกฟากหนึ่งของบ้านมีผลงานอีกชิ้นที่ถักทอขยะทะเลบดแห้งและถุงน่องย้อมสี 

More than House

ระหว่างที่บทสนทนาของเรากำลังล่องลอยไปตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน เรายังพบกับโซฟาขนาดใหญ่สีส้มเข้ากันดีกับพรมที่วางอยู่ ซึ่งมุกออกแบบเองจากโปรเจกต์ RT STUDIO X MOOK V เมื่อปี 2023 

“ตอนแรกมีหน้าต่างปิดอยู่ที่ขอบคานตรงโซฟา พี่คาใจมาก ตอนมาดูบ้านรอบแรกก็ไม่กล้าพูดเพราะเคารพวิน แต่ลูกชายคนหนึ่งมาดูบ้านแล้วท้วง พี่ก็คิดได้ว่าลูกอายุ 15 เอง แต่ทำไมฉันไม่พูด” มุกเล่าถึงบริเวณพื้นที่ข้างโซฟาที่ลูกชายกล้าเสนอความเห็นในใจของเธอ หลังจากนั้นเธอจึงไปเปิดใจกับวินจนแก้ไขได้

เมื่อเข้าไปในโซนของลูก ๆ เราพบกับห้องนั่งเล่นขนาดย่อม ๆ เหมาะสำหรับดูหนังและจับกลุ่มเล่นเกม

“บางวันพี่แจ็คก็จะมาดูหนังกับลูกตรงนี้ พี่ไม่ได้ดูแนวเดียวกัน เป็นหนึ่งจุดที่เสียดาย เพราะเหมือนทำให้เราห่างกันมากขึ้น ต่างจากคอนโดที่ห้องติดกันแล้วเราได้อยู่ใกล้กว่านี้ แต่ก็เป็นเพราะลูกเป็นหนุ่มด้วย 

“ทุกคืน พวกเขาจะมาคุยด้วยนิดหน่อยและบอก Good night, mommy.” เธอเล่าให้ฟังถึงมุมน่ารักของเด็ก ๆ ที่กำลังจะโตเป็นหนุ่ม แม้ปนความเสียดาย มุกกลับมองว่าการมีพื้นที่ส่วนตัวสำคัญต่อการเติบโต

บริเวณนี้ตรงกับสระว่ายน้ำข้างล่างพอดี

“เหมือนเดจาวูเลย ตอนเด็ก ๆ พี่ก็กระโดดน้ำลงสระจากหน้าต่างตรงนี้แหละ แต่ตอนนี้พอมาเห็นลูกกระโดด พี่กลัวมาก” มุกเล่าถึงวัยเยาว์ที่มาเล่นน้ำที่บ้านคุณอา พอมาเห็นลูก ๆ ก็นึกถึงวัยกำลังซ่าของตัวเอง และตอนนี้ก็เข้าใจหัวอกพ่อแม่แล้ว 

เธอบอกว่าตอนเด็ก ๆ จะแวะเวียนมาเรือนไทยคุณอาช่วงวันหยุด หรือเทศกาลรวมตัวของครอบครัว มาเล่นน้ำบ้าง วิ่งเล่นในสวนบ้าง

“ลูกน้องเคยโทรมาหาพี่ เล่าให้ฟังว่าฝันเห็นผู้หญิงกระโดดลงสระ แล้วสระกลายเป็นสีเขียวไปหมด พอพี่มาดูสระเขียวไปหมดจริง ๆ” มุกเล่าแกมขำถึงเรื่องราวขนหัวลุกสมัยเป็นเพียงสตูดิโอ “พี่เอาน้ำออกอยู่หลายปีเลย พี่ไหว้ไม่ให้เข้าฝันพี่ มีอะไรให้บอกลูกน้อง แต่พี่ไม่เคยเจอเลยนะ” 

ส่วนห้องดนตรี มีเครื่องดนตรีครบครันพอเป็นวงขนาดย่อม ฉาบด้วยแผ่นซับเสียงลายคลื่นสีเขียวฝีมือออกแบบของมุก ซึ่งหาถูกใจไม่ได้จึงขอออกแบบเอง

ทั้ง 3 คนชอบในดนตรีเหมือนกัน แต่พอเดินดูห้องทั้ง 3 คนกลับบ่งบอกตัวตนและความชอบที่ต่างกันออกไป บางคนเป็นแฟนบอล บางคนชอบสตรีตอาร์ต ดังนั้นห้องดนตรีจึงเป็นจุดรวมตัวทำกิจกรรมประสาพี่น้อง

ฝั่งซ้ายของบ้านให้บรรยากาศของเด็กชายวัยกำลังโต มีห้องแบ่งกันชัดเจน รวมถึงห้องน้ำที่สามีของมุกเสนอให้แบ่งออกเป็น 3 ห้องย่อย และอ่างล้างมือ 3 อันเหมือนห้องน้ำในยิม เพื่อให้ลูก ๆ ไม่ต้องคอยกันและจัดการตัวเองได้

Cuddle Room

เรามาฝั่งซ้ายซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวของมุกกับแจ็คกันบ้าง นี่คือห้องนั่งเล่นที่มีความหมายสำหรับทั้งคู่ มุกตั้งชื่อว่า ‘Cuddle Room’ โดยกำแพงของห้องประดับด้วยรูปในวันแต่งงานและโอกาสสำคัญของทั้งคู่

“โคมไฟนี้เป็นอันที่พี่ภูมิใจ พี่บอกเพื่อนสนิทว่า ฉันอยากได้ไม้เสียบลูกชิ้น” มุกชวนให้ดูโคมไฟจากเพื่อนสนิทที่อยากทำโคมไฟให้เป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่ อธิบายรูปแบบที่ต้องการอยู่นานมาจบที่ทรงลูกชิ้นเสียบไม้ 

เมื่อเอามาวางในบ้าน มุกหาตำแหน่งเหมาะไม่ได้ เพราะไม่ถูกใจไซซ์ที่ดูใหญ่จนเกินงาม แต่สุดท้ายก็วางไว้ตรงห้องนี้ เพราะแจ็คเตือนเธอให้ลองอยู่กับความไม่สมบูรณ์แบบบ้าง

ห้องนั่งเล่นนี้กับห้องนอนดูเผิน ๆ อาจไม่สังเกตผ้าม่านสีส้มเขียว และอีกห้องเป็นสีเขียวส้มเพื่อไม่ให้ผ้าเหลือทิ้ง เช่นเดียวกับใบไม้ประดิษฐ์จากงานตกแต่งที่ได้ทำล่าสุด เธอก็เอากลับมาประดับไว้บนหัวนอนเสียเลย

“ราคาใช้ได้ แต่ผิดสี ก็เลยทำเองแล้วกัน อธิบายให้อิ๊บ มือขวาของพี่วาดแบบ” มุกเล่าถึงโต๊ะข้างเตียงก็มีประเด็นไม่แพ้กัน เพราะหาสีที่ชอบอยู่นาน แต่พอของมาส่งหัวเตียงกลับเปิดลิ้นชักล่างไม่ได้ เนื่องจากลืมใส่ขา 

“นี่คืออีกตัวอย่างที่เอาคนทำสิ่งทอไปออกแบบเฟอร์นิเจอร์” เธอเชื่อผู้เชี่ยวชาญเสมอเพราะเหตุนี้

ถัดจากห้องนอน เราเจอกับห้องทำงานของแจ็คและชั้นหนังสือขนาดใหญ่ 

“ต้องมีที่เก็บของเยอะมาก เพราะบ้านนี้มีแต่ผู้ชายและรก พี่เลยต้องเก็บทุกอย่างเข้าที่ให้” 

โต๊ะอาหารเช้าสำหรับทั้งคู่อยู่อีกมุมห้อง “อันนี้เป็น Breakfast Table ที่พี่ทานกับสามีทุกวัน บางทีเรียกลูกมาเทศน์ก็มาตรงนี้” มุกเสริมการใช้งานของโต๊ะนี้ แม้ว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวของทั้งคู่ที่อาจมีลูก ๆ มาร่วมใช้งานด้วยบ้าง

ส่วนห้องน้ำก็สนุกไม่แพ้กัน เพราะใช้เศษกระเบื้องที่เจอขณะกำลังคัดแยกเอาไปทิ้ง เธอเล่าว่ารีบกระโดดจากรถ ไปขอเอามาเรียงกับพื้นดูสีสัน พอเห็นว่าใช้ได้จึงขอซื้อมาแต่งผนังห้องน้ำ ผลงานออกมาถูกใจไม่ใช่น้อย

แน่นอนว่าพื้นที่เดินไปเดินมาเป็นพื้นเดิมจากบ้านเรือนไทยและหลังคาตีให้สูงขึ้นเพื่อรับแสงธรรมชาติเต็มที่ ห้องแต่งตัวก็เช่นเดียวกัน แม้มีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่จนต้องมีบันไดไว้สำหรับปีนแต่ก็ดูสว่างและปลอดโปร่ง

We Gift Gifts

บ้านหลังนี้มีของขวัญมากมายจากมิตรภาพรอบตัวของมุก เช่นเดียวกับบ้านที่เป็นของขวัญจากคุณพ่อคุณแม่

“พี่ตั้งชื่อมันว่า จุ๊กกะแม็ค แจ็คกะมุก” มุกชี้ให้ดูหัวนกยูงแขวนผนัง 2 ชิ้น โดย Bill Bensley ซึ่งเจ้าตัวให้เป็นของขวัญเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ระลึกถึงเรือนไทยที่เคยมีนกยูงมาป้วนเปี้ยนรอกินไส้กรอกจากทีมงาน

ชั้นวางสีแสดสะดุดตาจนมองข้ามไม่ได้ เหมือนจุดบันทึกความทรงจำครอบครัว ทั้งภาพถ่ายจากทริปต่าง ๆ ของเก่าจากคุณแม่ คุณตา และของที่ระลึกกำลังเล่าเรื่องราวของบ้านหลังนี้ให้เราฟัง

หน้ากากแฟนซี 3 อันบนชั้น มุกเฉลยว่าเป็นของที่ระลึกซึ่งลูก ๆ ทั้ง 3 คนเลือกซื้อมาจากเวนิส

“ทรอยไม่ลังเลที่จะซื้อหน้ากากแฟนซีสีทองจากร้านริมถนน ทริป เลือกหน้ากากเรียบสีขาวเพราะนึกถึงหน้ากากของ Plague Doctor ในหนังสือ ส่วน เทรย์ หาของตัวเองอยู่ 2 วัน จนได้หน้ากากสีแดงจากร้านทำหน้ากาก มุกอธิบายที่มาชี้ให้เห็นถึงนิสัยของลูก ๆ ด้วย

“เมื่อก่อนพี่มี Couple Trip จะเขียนโปสต์การ์ดส่งให้ลูก ๆ ทุกครั้งตั้งแต่เขายังอ่านไม่ออก พอโตขึ้นก็พาไปด้วยและเอาโปสต์การ์ดกลับมาอ่าน เพื่อให้รู้ว่าแต่ละที่เปลี่ยนไปอย่างไร” มุกแบ่งปันความทรงจำนั้นให้เราฟังจากชั้นวางของตรงนี้

เจ้าของบ้านพาเราลงไปดูสวนข้างหลังบ้านเพื่ออวดของขวัญชิ้นอื่น ๆ

“โจทย์หลักของพี่ คือห้ามโยนทิ้ง ห้ามตัด ต้นไม้คือต้นเดิมจากบ้านหลังเก่า ส่วนกำแพงคือกระเบื้องหลังคาที่ดึงลงมา ทุกอย่างต้องใช้ได้หมด” มุกชวนให้ดูกำแพงจากกระเบื้องหลังคาเรือนไทยที่เป็นของขวัญจากอดีต ผสานกับความสร้างสรรค์ของศิลปินมาต่อเติมเอกลักษณ์ให้บ้านหลังนี้ 

เมื่อมาถึงสวน เราพบกับต้นไทรและต้นกล้วยขนาดใหญ่ข้างสระน้ำ มีต้นไม้ที่เรียงรายกันอยู่ระหว่างสวนและบรรดากี่ทอผ้าเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว 

“อันนี้รักมาก” มุกผายมือมาที่เก้าอี้และโต๊ะสำหรับ 6 ที่นั่งสีสันสดใสอีกเช่นเคย “เพราะโต๊ะเป็นของขวัญจาก พี่ติ้ว วศินบุรี ส่วนเก้าอี้ซื้อมาถูก ๆ แล้วเอาเชือกเรือใบมานั่งพันเอง” 

ใกล้ริมสระมีเก้าอี้จักสานส้มเขียวอีก 2 ตัว เธอเล่าให้ฟังว่าเก้าอี้นี้ คุณสุวรรณ คงขุนเทียน จากโยธกา (YOTHAKA) ทำให้ ตอนแรกจะเป็นโทนขาวดำ แต่เมื่อมุกขอเลือกเองก็สาดสีเข้าไปเต็มที่

Feel like Home

เราฟังมุกเล่าจนเพลิน ลืมไปว่าแดดเริ่มออกมาพักใหญ่แล้ว จึงกลับมาที่โต๊ะไม้ตัวเดิม

ทุกมุมของบ้านไม่ได้มีเพียงแค่สิ่งของ และไม่ใช่เพราะสีที่ทำให้บ้านนี้มีชีวิตชีวา แต่เพราะชีวิตของผู้อยู่อาศัยเติมเต็มบ้านหลังนี้

บ้านหลังนี้มีความหมายอะไรต่อพี่มุก – เราเลือกคำถามธรรมดา ๆ ปิดท้ายก่อนจากกัน

“บ้านหลังนี้เป็นบ้านของครอบครัวจริง ๆ ไม่ใช่แค่ครอบครัวพี่ แต่เป็นครอบครัวที่มีเรื่องราวและผ่านอะไรมามาก” เธอตอบ

“พี่ถามลูกทุกวันว่า Do you feel like home yet? ลูกพูดเหมือนกันว่า Yes, we love it.” มุกเล่าต่อ เพราะความสำคัญของการทำบ้านไม่ใช่แค่มีที่อยู่อาศัย แต่เป็นความรู้สึกที่ทำให้เรานอนหลับได้ใต้ชายคานี้

แม้ว่าบ้านหลังนี้จะไกลจากย่านที่ใช้ชีวิตอยู่เป็นประจำ แต่ด้วยรถโดยสารสะดวก ทำให้พวกเขายังดำเนินชีวิตได้แบบเดิม และทุกอย่างลงตัวเพราะทุกคนในบ้านช่วยเหลือกัน

อย่างที่มุกทิ้งท้ายไว้ว่า “พี่ว่าลงตัวที่สุดแล้ว มันคือครอบครัว มันคือบ้าน บ้านคือครอบครัว”

Writer

ญดาวรรณ พืชพิสุทธิ์

อเมริกาโน่เย็น แมวหน้าไหม้ และวันหยุดในร้านหนังสือ คือ 3 สิ่งที่บรรณาธิการฝึกหัดอย่างเราคิดถึงก่อนลุกจากเตียง

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์