นาฬิกาบอกเวลาตี 5 เมืองทั้งเมืองยังคงหลับใหล แต่ตลาดเช้าคมบางกลับตื่นตัวเป็นที่แร
รุ่งเช้าเราจะเริ่มเห็นพ่อค้าแม่ค้ายกโต๊ะ-เก้าอี้มาตั้งขายสินค้าสารพัดเต็มสองฟากถนน บางคนก็ปูกระสอบขายกับพื้น ท่ามกลางเหล่าบ้านไม้เก่าแก่อายุกว่า 100 ปี เข็มนาฬิกาขยับเข้าใกล้เลข 6 ผู้คนก็เริ่มแห่กันมาเดินตลาดจับจ่ายยามเช้า ซื้อผัก ผลไม้ อาหารทะเลสด ๆ ขนมไทยพื้นบ้าน ไปจนเสื้อผ้าอาภรณ์
ตลาดชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้คับคั่งไปด้วยผู้คนตลอด 2 ชั่วโมง ทว่าเพียงแค่เข็มนาฬิกาพ้นเลข 8 เสียงคนพูดคุยก็เลือนหายไป เหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์ของรถที่แล่นผ่านไปผ่านมา
‘บ้านคมบาง’ เป็นบ้าน 3 ชั้นในอำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ออกแบบโดย อาท-พลพยงค์ พงศ์กองสุข และ ลูกกอล์ฟ-ภูริวัจน์ เลิศดิษยาพงศ์ สถาปนิกชาวจันทบุรีจาก CSR Architect

จุดเด่นของบ้านหลังนี้ คือเป็นบ้านที่อยู่กลางตลาด
หน้าตาภายนอกร่วมสมัย สร้างแทนที่บ้านไม้ชั้นเดียว ตั้งตรงสี่แยกใจกลางตลาดคมบาง ทว่าดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศชุมชนที่เรียงรายไปด้วยบ้านแบบดั้งเดิม ไหนจะรูปทรงของบ้าน 3 ชั้นที่เป็นเหลี่ยมสันแหลมคม บาง สมกับชื่อบ้านคมบางจริง ๆ
เมื่อได้พูดคุยกับ บัว-รัชนีวรรณ ไพบูลย์ เจ้าของบ้าน เราได้รู้ว่าเธอเคยเปิดร้านสะดวกซื้อมาก่อน จากนั้นค่อยมาทำสวนผลไม้ของดีเมืองจันท์อย่างทุเรียนและมังคุด เธออยู่กับสมาชิกครอบครัวอีก 5 คน ได้แก่ สามี คุณตา พี่สาว และลูก ๆ อีก 2 คน บ้านหลังนี้จึงออกแบบมาให้พวกเขาได้มีสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนที่เติบโตมา โดยที่ยังคงความเป็นส่วนตัวสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว
“เราเปิดช่องหน้าต่างช่วงเช้าที่มีตลาด สามีจะดูลมฟ้าอากาศว่าวันนี้เป็นอย่างไร คนสวนติดนิสัยต้องดูลมฟ้าอากาศเป็นหลัก” บัวยังบอกอีกว่าเธอชอบดูบรรยากาศตลาดและผู้คนมากมายที่ผ่านไปผ่านมาในเวลานี้
วันนี้เราไม่ได้คุยกับบัวเพียงคนเดียว แต่ยังมีอาทและลูกกอล์ฟ ทีมสถาปนิกซึ่งเป็นชาวจันทบุรีเหมือนกันมานั่งคุยด้วย พาให้เรารู้จักเจ้าของบ้านและมนต์เสน่ห์ของเมืองจันท์ไปพร้อม ๆ กับการออกแบบที่ทำให้บ้านใหม่เข้ากับชุมชนเก่าแก่ได้อย่างลงตัว

จากบ้านไม้ สู่บ้านใหม่
“เมื่อก่อนบ้านก็จะเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว น่าจะเกิน 50 ปีแล้วนะ ตั้งแต่สมัยคุณตาคุณยาย ในความทรงจำของเราก็คือประตูบานเฟี้ยม ส่วนในครัวก็จะเป็นครัวตีระแนง” เจ้าของบ้านเริ่มเท้าความถึงบ้านเดิม และส่วนหนึ่งของบ้านชั้นเดียวหลังนี้ก็เคยเปิดเป็นร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก ขายตั้งแต่ยาสามัญประจำบ้าน ของใช้ในครัว ไปจนข้าว น้ำ และน้ำแข็ง
อาทเสริมว่า ด้วยทำเลและการเป็นร้านสะดวกซื้อ ทำให้บ้านเป็นเหมือนสภาของหมู่บ้าน
สภาพบ้านที่ทรุดโทรมลงจากการถูกปลวกกัดกิน รวมกับความต้องการพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของลูก ๆ วัยรุ่น เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้บัวตัดสินใจรื้อบ้านเดิมเพื่อสร้างบ้านหลังใหม่ นับเป็นการเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ที่สะดวกสบายและตอบโจทย์วิถีชีวิตของสมาชิกครอบครัวมากขึ้น


“พี่ของ่าย ๆ สบาย ๆ” โจทย์ในการสร้างบ้านของเธอมีเพียงเท่านี้
“ชุมชนแถวนั้นไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่มาก คนในชุมชนก็เป็นคนรู้จักกัน สนิทสนมกัน มีปฏิสัมพันธ์กัน แต่ผมวิเคราะห์ว่าคุณบัวเองเป็นคนไม่ค่อยได้สุงสิงกับใครมาก การออกแบบเลยจะรักษาความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังกลมกลืนกับชุมชนอยู่” ลูกกอล์ฟตีโจทย์ให้เราฟังด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
บัวเล่าต่อถึงความน่ารักประการหนึ่งของผู้คนในชุมชนว่ามีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญหรือแม้กระทั่งในชีวิตประจำวันอย่าง “เรื่องทำกับข้าวเราก็ชอบนะ บางทีเย็น ๆ เดี๋ยวก็มีกับข้าวมา บ้านนู้นทำเยอะ บ้านนี้เอามาเผื่อ”
ชีวิตของคนแถบนี้เรียบง่ายและผูกพันกับธรรมชาติ ส่วนใหญ่ทำสวนผลไม้ อีกส่วนก็ค้าขายในตลาด สถาปนิกคนจันท์บอกกับเราว่า ตลาดชุมชนอายุกว่า 100 ปีแห่งนี้เป็นแบบที่ ‘บ้านตัวเองมีอะไรก็เอามาขาย’ ตั้งแต่ผักที่ปลูกตามบ้าน ผลไม้ตามฤดูกาล จนถึงอาหารทะเลสด ๆ เสน่ห์จึงไม่เหมือนตลาดเทศบาลทั่วไป


“รู้จักก๋วยเตี๋ยวหมูเลียงมั้ยครับ” อาทถามขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด เขาเปรียบบ้านหลังนี้เป็นเหมือนก๋วยเตี๋ยวหมูเลียง โดยต้องการให้บ้านกลมกลืนกับชุมชน เหมือนก๋วยเตี๋ยวหมูเลียงที่เป็นเอกลักษณ์ของจันทบุรี
สองหนุ่มสถาปนิกออกแบบบ้านนี้โดยเลือกวัสดุที่ไม่ทำให้ตัวอาคารดูแปลกแยกจนเกินไป เริ่มจากการศึกษาวัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านในละแวกนั้น และเลือกใช้วัสดุที่คล้ายคลึงกัน เช่น ไม้ ผ้าใบ ปูน และกระเบื้องลาย
ทั้งยังเลือกใช้โทนสีที่สอดคล้องกับบ้านข้างเคียง เช่น เลือกใช้สีเขียวเพื่อให้เข้ากับสีฟ้าของบ้านที่อยู่เยื้องกัน รวมไปถึงการเลือกใช้กระเบื้องมุงหลังคาที่มองจากมุมด้านบนแล้วดูกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ในขณะเดียวกันก็เอาประตูเฟี้ยมไม้จากบ้านเก่ามาใช้ด้วยเพื่อให้ดูเข้ากันกับบ้านไม้รอบข้าง
“พอเห็นแบบครั้งแรกเราก็ชอบเลย” บัวพูดถึงวันที่ได้เห็นบ้านของตัวเองบนแผ่นกระดาษ ก่อนอาทจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “วันที่บ้านเสร็จ เอามาเทียบกัน มันยังเหมือนกระดาษแผ่นนั้นที่เราพิตช์กัน ไม่ได้มีเปลี่ยนแปลงหรือปรับอะไรมากมายเลย”
จากบ้านชั้นเดียวสู่บ้าน 3 ชั้น นอกจากหน้าตาจะเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าโครงเดิมแล้ว ยังทำให้มีพื้นที่จัดสรรสำหรับสมาชิกครอบครัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย


เปิดบ้าน เปิดใจ
“สำหรับบ้านเดิม ข้างล่างจะเป็นจุดที่เชื่อมต่อกับชุมชนโดยตรง แต่บ้านหลังนี้ส่วนที่เป็นห้องนอนเพิ่มขึ้น ฟังก์ชันก็เลยค่อนข้างต่างจากเดิม
“ผมยกส่วนที่เป็นการใช้งานภายในไปไว้ชั้นบนหมดเลย ลดความจอแจ และให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น แต่ยังทำให้ชั้นล่างมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน ปกติคุณตาจะมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนตลอดเวลา ห้องแกก็เลยจะอยู่ข้างล่างกับห้องนั่งเล่น” ลูกกอล์ฟเริ่มเล่าถึงฟังก์ชันบ้านชั้นล่าง
“เมื่อก่อนหน้าร้านจะมีโต๊ะไม้หินอ่อน ช่วงเช้า ๆ คุณตาก็จะนั่งอยู่ แล้วก็มีคนรุ่นคุณตามานั่งด้วยทุกเช้าแล้วคุยกันแบบคนรุ่นเก่า บางทีก็เอากาแฟมากิน เอ้อ พี่ชอบฟีลนี้เหมือนกัน” บัวแบ่งปันเรื่องเก่า ๆ ชวนให้เรานึกภาพบรรยากาศอบอุ่นตาม
คุณตาเป็นที่รักของผู้คนในชุมชน ทีมสถาปนิกจึงจัดวางพื้นที่ห้องนั่งเล่นไว้ติดกับห้องนอนของคุณตาเพื่ออำนวยความสะดวกในการรับแขกที่จะแวะเวียนเข้ามา
“ถ้าวันไหนมีคนมาเยอะแล้ว คุณตาอยากจะเปิดไปเจอทุกคน คุณตาก็จะเปิดประตูเฟี้ยมไม้บานนั้นออก ก็จะโล่งไปเลย” อาทเสริม


เมื่อขึ้นมาถึงชั้น 2 ความรู้สึกสงบก็แผ่ซ่านไปทั่ว ราวกับหลีกหนีความวุ่นวายมาสู่โลกส่วนตัวที่เงียบสงบ ต่างจากสมัยก่อนที่บัวและครอบครัวต้องนอนรวมกันอย่างแออัดในบ้านไม้เก่า ๆ
“น้อง ๆ กำลังจะโตเป็นวัยรุ่น เราก็ออกแบบห้องส่วนตัวตามความต้องการเขา มู้ดของแต่ละห้องก็จะไม่เหมือนกัน ลูกของพี่บัวทั้ง 2 คนมีคาแรกเตอร์และนิสัยต่างกัน สไตล์ห้อง 2 ห้องก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิงไปด้วย” ทีมสถาปนิกเริ่มไล่อธิบายแต่ละห้องนอน
“อย่างลูกชาย น้องภาม อยู่ ม.3 มีโลกส่วนตัว มีเพื่อน มีคอมต้องใช้งาน ฟังก์ชันพวกนี้ก็ต้องเอามาใช้ แล้วเขาก็ชัดเจนว่าอยากได้สีเทาและชอบไปทางโมเดิร์น” ในขณะที่ น้องเอย ลูกสาววัยมัธยมปลายมีความชื่นชอบเกี่ยวกับญี่ปุ่น เธอจึงขอให้ยกฐานเตียงนอนขึ้นมาเป็น Built-in แล้วทำเป็นฟูกเหมือนบ้านญี่ปุ่น

เราถือโอกาสถามถึงหน้าต่างไม้สีส้มที่ดึงดูดสายตาเราไว้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นภาพบ้านหลังนี้
“การเปิดรับของตัวหน้าต่างจะตรงกับตำแหน่งห้องนอนของพี่บัว ทำหน้าที่เหมือนเป็นฟาซาด (Facade) ให้พี่บัวเลือกว่าช่วงเวลาไหนจะเปิดรับชุมชน ช่วงเวลาไหนจะปิดกั้นตัวเองจากชุมชนเพราะต้องการความเป็นส่วนตัว” ลูกกอล์ฟอธิบายถึงฟังก์ชันหลักที่เปรียบเสมือนประตูสู่โลกภายนอก
หากคุณเดินผ่านหน้าบ้านแล้วมองขึ้นมายังชั้น 2 ในเวลาบ่าย ๆ เช่นนี้ สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคงจะเป็นภาพหน้าต่างปิดสนิท อย่างที่เจ้าบ้านได้เกริ่นไว้ในตอนต้นว่าจะเปิดแค่ยามเช้าเท่านั้น
เมื่อก้าวขึ้นมาถึงชั้น 3 บรรยากาศก็เปลี่ยนไปราวกับเข้าสู่โลกธรรมชาติอันอบอุ่น มองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่จะเห็นวิวเทือกเขาสระบาปที่สวยงามราวกับภาพวาด
เดิมทีสองสถาปนิกตั้งใจให้ชั้น 3 เป็นห้องนั่งเล่นและห้องอ่านหนังสือที่ทุกคนจะมาทำกิจกรรมร่วมกัน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นมุมโปรดส่วนตัวของบัวและสามีไปเสียแล้ว โดยเฉพาะช่วงเวลาหลังฝนตก พวกเขามักจะมาจิบกาแฟและดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามด้วยกัน
“มีปาร์ตี้หมูกระทะมั้ยครับ” อาทโยนคำถามอย่างติดเล่น
“มีไป 2 ครั้งแล้วค่ะ” บัวตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

บ้านสไตล์จันท์
“เหมือนงานจบแต่ความสัมพันธ์ไม่จบ ยังคุยยังติดต่อกัน มีอะไรก็ปรึกษา” บัวเอ่ยถึงสถาปนิกหลังจากสนทนาไปได้สักพัก
“จริง ๆ คุณพ่อคุณแม่ผมชอบไปเดินตลาดนั้นนะ เขาก็จะไปซื้ออะไรของเขามาทำกิน เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งก็เป็นคนในชุมชนนั้น แม่ของเพื่อนก็เป็นที่รู้จักของพี่บัวอยู่แล้ว มันก็ใกล้ ๆ กัน” อาทเล่าอย่างเป็นกันเอง ด้านลูกกอล์ฟก็ได้ผูกมิตรสนิทสนมกับร้านขายขนมต่าง ๆ ในระหว่างการก่อสร้าง ทำให้พวกเขาทั้งคู่กลายเป็นที่รักของคนในชุมชนไปโดยปริยาย
แล้วการที่สถาปนิกท้องถิ่นมาออกแบบบ้านให้มันมีความหมายยังไงกันนะ
“ถ้าสถาปนิกที่อื่นออกแบบ เขาอาจจะไม่เข้าใจบริบท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝน เรื่องสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง บางคนมาแบบโมเดิร์นเป็นกล่องเลย มันอาจจะไม่เหมาะกับสภาพอากาศและการใช้ชีวิตที่นี่ ทำให้อากาศไม่ถ่ายเท แสงเข้าไม่ถึงอะไรแบบนี้ครับ” คำตอบจากอาททำให้เราคล้อยตามได้ไม่ยาก
ความงามของจันทบุรีไม่ได้อยู่ที่อาคารบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างบ้านในภาคเหนือหรือภาคใต้ หากแต่เป็นเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในความเรียบง่ายของวิถีชีวิต อาหารพื้นเมือง ลมฟ้าอากาศ และธรรมชาติที่รายล้อม ทำให้เมืองผลไม้และเมืองแห่งขุนเขานี้ดูน่าค้นหาอยู่เสมอ

สำหรับพี่บัว บ้านหลังนี้เป็นบ้านในฝันยังไง – เราเลือกคำถามง่าย ๆ ปิดท้ายก่อนจากกัน
“พี่ว่ามันเติมเต็มในสิ่งที่บางทีเราอยู่ตรงนั้นเราไม่รู้หรอกว่าเราต้องการอะไร หมายถึงว่าเราอยู่บ้านชั้นเดียวมาตั้งแต่เด็ก พอเราอยู่บ้านหลังนี้ทำให้เราไม่อยากออกไปไหนเลย พี่ ๆ น้อง ๆ ก็มาเยี่ยม มันก็เป็นอะไรที่ Happy แล้วล่ะ”
เธอยังทิ้งท้ายคำเชิญชวนไว้อย่างอบอุ่นว่า “มาเที่ยวสิคะ เดี๋ยวพี่พาไปเที่ยวสวนทุเรียน”


ภาพ : SkyGround architectural film & photography
