คนทำขนมปัง-เจ้าของร้าน Artisan Sourdough by Apple Fahey หรือที่ใคร ๆ หลายคนเรียกเธอว่า เปิ้ล-ศิรินภา ริ้วบำรุง (ฟาเฮย์) คือคนที่เรากำลังจะกล่าวถึง ส่วนนักวิทยาศาสตร์คนนี้มีชื่อว่า David Fahey ชายชาวอังกฤษผู้มีแพสชันทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง เขาเคยเป็นนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และปัจจุบันเป็นคุณครูวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชีววิทยาและนิเวศวิทยา (Ecology)

เดวิดตัดสินใจเรียนเพิ่มเติมด้าน Permaculture การออกแบบวิถีชีวิตและการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อใช้ผืนดิน 3 ไร่ของเขาและเปิ้ลมาออกแบบ ปรุงดิน ดูแลระบบน้ำ ต้นไม้ แมลง ฯลฯ เพื่อให้เกิดแลนด์สเคปที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์ โอบล้อมบ้านไม้หลังย่อมให้กลายเป็นบ้านไม้ในสวนใหญ่ มีภูเขาและธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ (กว่า) โอบล้อมอีกที
ใช้ Satellite Contour ศึกษาระดับผิวดินและเส้นทางน้ำไหลเพื่อวางแปลนบ้าน
ก่อนตัดสินใจย้ายมาอยู่เชียงใหม่ ครอบครัวฟาเฮย์ อันประกอบด้วย เปิ้ล เดวิด เซบ (Sebastian) ลูกชายคนโต และ น้องเอม (Emily) ลูกสาวคนเล็ก เดินทางจากอังกฤษไปอยู่ปีนัง 2 ปี (ในช่วงโควิด-19 พอดิบพอดี) เพราะเดวิดได้งานสอนที่นั่น

ทั้งคู่คิดถึงการย้ายมาตั้งรกรากในเมืองไทย อาจจะเป็นเพราะ Little Tree ที่จังหวัดนครปฐมของครอบครัวเปิ้ลที่หลายคนคุ้นเคย หรืออาจจะเป็นที่ดินที่ซื้อเก็บไว้ร่วมกับน้องสาวและเพื่อน ๆ ในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพวกเขาซื้อที่ดินก่อนเห็นที่จริง เพราะเชื่อมั่นในการอยู่ร่วมกัน
2 ปีถัดมา เมื่อได้มาเห็นที่ดิน เดวิดพูดว่า
“ผมรู้สึกทันทีว่ามันใช่เลย เราจะได้สร้างบ้านบนที่ดินผืนนี้ อีกอย่างคือจากที่นี่ เรามองเห็นภูเขา คล้ายบ้านผมที่อังกฤษได้ ที่นั่นเราอยู่ทางตอนเหนือ (Yorkshire) ซึ่งมีภูเขาโอบล้อมเรา”

ทั้งคู่ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ด้วยการเช่าบ้านอยู่ก่อน เพื่อค่อย ๆ ออกแบบสร้างบ้าน และจังหวะนั้นเองเปิ้ลก็ได้เปิดร้านขนมปัง Artisan Sourdough อันเป็นหมุดหมายของหลายคนที่มาเยือนเชียงใหม่ในวันนี้ ทั้งคู่เล่าว่ามีโอกาสไปคุยกับยางนาสตูดิโอ (Yangnar Studio) บริษัทสถาปนิกที่ออกแบบและถนัดเรื่องการสร้างบ้านไม้แบบดั้งเดิม แล้วเกิดหลงรักบ้านของยางนาสตูดิโอ
“เราไปบ้าน คุณเท่ง-เดโชพล รัตนสัจธรรม แล้วชอบ เพราะดูใช้งานได้จริง เลยตัดสินใจพูดคุยและเลือกยางนาสตูดิโอมาออกแบบและสร้างบ้านให้เรา” เปิ้ลเล่าถึงจุดเริ่มต้นของบ้าน
ก่อนสร้างบ้าน เดวิดซึ่งลงเรียน Permaculture นำผืนดิน (ที่ซื้อเพิ่มจากเพื่อน ๆ เดิม 1 ไร่เป็น 3 ไร่) ไปออกแบบและใช้ระบบ Satellite Contour ในการดูระดับของผืนดิน เป็นการนำวิทยาศาสตร์มาใช้กับที่ดิน เพื่อประโยชน์ในการออกแบบวางแผนผังของบ่อน้ำ ต้นไม้ และตำแหน่งของบ้านให้เหมาะสมที่สุด

“ผมเรียน Permaculture เพื่อออกแบบทุกอย่างตั้งแต่พื้นฐาน ผมศึกษาทิศทางของลมแล้วก็รอดูตำแหน่งพระอาทิตย์ขึ้น-ลง และดู Contour ของพื้นที่เพื่อจะได้เข้าใจการไหลของน้ำ คุณจะเห็นว่าบ่อน้ำอยู่ตรงนั้นเพราะเป็นจุดต่ำที่สุดในที่ดินผืนนี้ น้ำจะไหลไปรวมกันตรงนั้น
“การดู Contour น้ำ คือน้ำอยากทำอะไรก็ปล่อยให้เป็นไป เราปล่อยให้ธรรมชาติเป็นใหญ่”
เปิ้ลเสริมว่า “เราอาจมองเห็นว่าที่ดินดูราบเสมอกันใช่ไหมคะ แต่จริง ๆ ไม่ใช่”
“สำหรับผม ความสวยมาทีหลัง แต่ฟังก์ชันมาอันดับแรกครับ ถ้าเราทำให้เกิดฟังก์ชันที่ดีได้และสวยด้วยจะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ และผมก็อยากให้บ้านไปด้วยกันได้ดีกับแลนด์สเคป ไม่ใช่สวยแข่งกัน”

บ่อน้ำในสวนลึก 3 เมตร แต่ละระยะมีระดับน้ำค่อย ๆ ลดหลั่นลงไป ทุกวันนี้ระบบนิเวศในบ่อน้ำใกล้จะสมบูรณ์ด้วยตัวมันเองแล้ว เพราะมีทั้งพืชพรรณ สัตว์น้ำ อย่างปลา ปู และเต่าที่มาจากแปลงนาใกล้ ๆ
สร้างบ้านไม้ให้กลมกลืนกับธรรมชาติ
“ตลอดระยะเวลา 4 ปี ผมจินตนาการถึงบ้านที่จะตั้งอยู่ในที่ดินของเราในหลายรูปแบบ ทั้งบ้านที่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ บ้านดิน บ้านไม้ไผ่ บ้านปูน เหล็กและกระจก แต่ในที่สุดเราก็ตัดสินใจว่า บ้านไทยนี่แหละที่เหมาะกับที่ดินตรงนี้ที่สุด เพราะสอดคล้องและเหมาะกับสภาพอากาศ เราจึงเลือกเป็นบ้านไม้สักเก่า ซึ่งยางนาสตูดิโอช่วยเราได้มากเลย

“อีกอย่าง ผมรู้สึกว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทั้งในแง่ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมด้วยครับ”
เดวิดแจงเหตุผลสำคัญที่ทั้งคู่เลือกสร้างบ้านไม้หลังนี้และขยายความต่อว่า
“ตั้งแต่แรกเลยคือเราอยากให้คนที่มาได้เห็นภูเขาเป็นอันดับแรก แล้วค่อยเห็นบ้านเป็นลำดับถัดมา และอยากให้บ้านของเราดูเหมือนตั้งอยู่ตรงนี้มานานแล้ว”

เพื่อให้ความเคารพธรรมชาติหรือ (Respect the Nature) – เราถาม
“ใช่ ๆ ลูกสาวเพื่อนบ้านมาเคยพูดว่า บ้านสวยและดู Humble มาก
“ถ้ามองแล้วจะเห็นภูเขาเต็มตาเลย แล้วมีบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ตรงนี้ บ้านเราอยู่ในธรรมชาติ ไม่ได้อยากสวยอลังการแข่งกับธรรมชาติ แต่เป็นบ้านที่ดูกลืนเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ ให้ธรรมชาติเป็นตัวเอกแล้วเราเข้าไปเสริมนิดหนึ่ง” เปิ้ลเสริม


บ้านไม้หลังนี้มีขนาดกะทัดรัด มีห้องที่พอดีกับการใช้งาน หากดูด้วยสายตาจะคล้ายบ้านไม้ 2 หลังที่เชื่อมต่อกัน หลังแรกประกอบด้วยห้องครัวขนาดใหญ่เชื่อมกับชานกว้าง มีห้องนั่งเล่นขนาดเล็กที่จัดวางโซฟานุ่มสบายและสาดหรือเสื่อกลมงานคราฟต์ท้องถิ่น

ห้องนี้มีจุดเด่นคือภาพวาดผืนใหญ่ฝีมือ คุณยายอร แห่ง Little Tree คุณแม่ของเปิ้ล เธอบอกว่านี่เป็นงานชิ้นแรกที่แม่หัดเขียนภาพ เมื่อนำมาประดับกับมุมนั่งเล่น ทำให้ห้องนี้ดูอ่อนโยนและเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติภายนอกอย่างลงตัว
จากห้องนั่งเล่น เดินขึ้นบันไดไม่กี่ก้าวก็จะเป็นพื้นที่เชื่อมบ้านไม้อีกหลัง ตรงนี้ออกแบบเป็นชั้นวางหนังสือและมุมทำงาน ถัดไปเป็นห้องนอนหลัก มีระเบียงกว้างและห้องนอนเล็กที่เคยเป็นห้องนอนของน้องเอมในช่วงปีที่แล้วก่อนกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ ซึ่งเปิ้ลบอกว่าปรับเป็นห้องทำงานหรือห้องรับรองแม่ของเดวิดหรือคุณยายอรได้สะดวก และห้องน้ำที่สร้างให้เป็น Outdoor Shower อย่างที่ต้องการ

“เราชอบบ้านไม้ แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้เป็นบ้านที่สะดวกสบาย เป็นบ้านไทยที่มีฟังก์ชันใช้งานได้สบาย ซึ่งยางนาสตูดิโอทำตัวบ้านไม้ออกมาอย่างสวยงาม เรียบร้อยอย่างที่พวกเราชอบ”
เดวิดนึกถึงวันที่คุยกับเท่งก่อนสร้างบ้านได้ จึงพูดขึ้นว่า
“ผมพูดกับคุณเท่งว่า ถ้าคุณต้องออกแบบบ้านหลังนี้อีกครั้ง คุณจะเปลี่ยนอะไร เขาบอกว่าจะทำระเบียงใหญ่กว่าที่มีอยู่ ผมก็บอกโอเค เอาระเบียงใหญ่กว่า ซึ่งเป็นระเบียงห้องนอน และผมอยากให้ห้องอาบน้ำดูเหมือนอาบน้ำข้างนอก ตรงส่วนอาบน้ำก็เลยเปิดโล่ง”
ครัวใหญ่ ระเบียงกว้าง ภูเขาอยู่ไม่ไกล
ขณะอยู่ในครัวด้วยกัน เปิ้ลเริ่มต้นทำขนมปังแซนด์วิชให้พวกเราชิม แน่นอน เป็นขนมปัง Sourdough ที่มาจากร้านเธอเอง ซึ่งมักจะมีติดช่องฟรีซในบ้านไว้เสมอ เพื่อให้เดวิดทำอาหารกลางวันทานเองระหว่างวันที่เปิ้ลออกไปร้านในย่านวัดอุโมงค์

ในครัว แสงสว่างผ่านช่องแสงจากหน้าต่างและประตูกว้าง รวมถึงบานหน้าต่างฝาไหลที่สวยงามและคลาสสิก
“เปิ้ลบอกยางนาสตูดิโอว่าอยากได้ครัวใหญ่ ห้องนั่งเล่นขอเล็กกว่าครัว และมีพื้นที่ข้างนอกเยอะ ๆ เพดานสูง ๆ ให้ดูโปร่งโล่งสบาย และขอให้มีพื้นที่ที่ไว้ทำงาน เก็บของเกี่ยวกับงานช่างของเดวิด”
หลายเมนูของร้าน Artisan Sourdough เกิดขึ้นจากการทดลองปรุงในครัวแห่งนี้ แต่เธอไม่ได้อบขนมปังที่นี่อย่างจริงจัง เพราะไฟฟ้าของบ้านหลังนี้ใช้ระบบโซลาร์เซลล์ทั้งหมด ทั้งคู่ตัดสินใจเลือกระบบไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์เพื่อพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด
“พวกเราตั้งใจเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบ Off-grid ทั้งเรื่องน้ำและไฟฟ้า” เดวิดกล่าว

“พอได้มาอยู่ตรงนี้ เหมือนกับเราได้นั่งนิ่ง ๆ อยากหยิบอะไรมาทำงานที่เราอยากทำ ได้สร้างเมนูใหม่ ๆ ให้ร้านก็จากที่นี่ ได้วาดรูปเขียนนู่นเขียนนี่หรืออ่านหนังสือ อารมณ์และบรรยากาศของบ้านทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ได้ทดลองทำหลาย ๆ อย่างที่นี่”

เปิ้ลเล่าว่าเวลาขับรถกลับบ้าน เธอรู้สึกมีความสุขทุกครั้ง ไม่ใช่เพราะได้กลับไปอยู่บ้านที่สวย แต่เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยธรรมชาติ ได้เห็นภูเขา ทุ่งนา พระอาทิตย์ และเพราะรู้ว่าตัวเองกำลังกลับเข้า ‘บ้าน’
“รู้สึกอยากขับรถกลับบ้าน ไม่ใช่ว่ากลับบ้านที่สวยงามนะ แต่เพราะเป็นบ้านที่เรารู้สึกสบาย ผ่อนคลาย และเส้นทางที่ขับรถกลับเข้าบ้านมีภูเขาและอะไรต่าง ๆ ให้มอง ช่วงนี้พยายามกลับให้ทันช่วงโพล้เพล้ จะได้เห็นพระอาทิตย์ตกลับภูเขา สวยมาก
“ตอนนี้สวนและบ้านอาจยังไม่สมบูรณ์อย่างที่ต้องการ แต่วันที่หยุดอยู่บ้านในช่วงวันจันทร์และอังคารก็จะพยายามอยู่บ้านให้มากที่สุด แต่ก็มีบ้างที่จะขับรถออกไปสำรวจพื้นที่รอบ ๆ บ้าน ในตัวเมืองสันกำแพง ไปชิมอาหารกับเดวิด เพราะเขาอยู่บ้านตลอด ต้องออกไปกันบ้าง”

เราถามถึงกิจวัตรในวันหยุดของคนทำขนมปัง เปิ้ลเล่าว่า
“ปกติตอนเช้าชอบลงมานั่งใต้ถุนแล้วนอนเปล บางทีก็ขึ้นไปนอนเล่นที่โซฟา ดูหนังหรืออ่านหนังสือ แล้วก็ชอบอยู่ในครัวทำนู่นทำนี่ เปิดประตูครัวให้กว้าง ถ้าอยู่บ้านแล้วได้ทำอาหาร จะลงไปเก็บกะเพรา เก็บไข่เป็ดสด ๆ จากในสวนมาทำอาหาร มีความสุขมาก”

เธอเงียบไปชั่วครู่ มองแก้วกาแฟในมือขณะที่เรานั่งกันอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน แล้วเอ่ยขึ้นว่า “เราแค่อยู่ตรงนี้แล้วฟังเสียงนก (และลมพัด – เสียงเดวิดดังขึ้นมาเบา ๆ) สัมผัสลม ดื่มกาแฟ นั่งมองภูเขาสบาย ๆ”
“ทุกอย่างใหม่สำหรับผม เพราะผมไม่ใช่คนที่นี่ ทุกอย่างเป็นโลกใหม่ให้ผมได้เรียนรู้ตลอดเวลา”เดวิดเล่าเพิ่มในมุมของเขา
“ส่วนใหญ่ถ้าอยู่ที่สวนก็จะทำอาหารกลางวันเอง เพราะผมมีขนมปังจากเปิ้ลและมีไข่เป็ดจากฟาร์มของเราเอง ทำแซนด์วิชง่าย ๆ Quick Food but Healthy”


เขาอธิบายเพิ่มว่า ทุกวันนี้งานในสวนหรือฟาร์มยังมีอีกมาก สวนค่อย ๆ เติบโตเพื่อให้เป็นอย่างภาพที่ออกแบบและลงมือทำไว้ ผักที่ปลูกไม่ว่าจะเป็นผักกาดหอม มะเขือเทศ โรสแมรี ทั้งคู่ใช้ปรุงอาหารในร้านของเปิ้ล
“สวนของเรายังไม่เสร็จหรอก เราอยากทำสวนเพื่อร้านเบเกอรีของเปิ้ลเป็นหลัก ถ้าปลูกผักขายอาจไม่ได้ราคามากนัก แต่คุณค่าของพืชผักของพวกเราอยู่ในเรื่องราวของมัน ทุกอย่างมาจากสวนของเรา คนที่เข้ามาทานอาหารในร้านเปิ้ลก็จะได้กิน Real Food
“ภาพที่มองเห็นคือในอนาคตเมนูที่มีมะม่วงก็จะมาจากสวนของเรา แยมเราก็จะทำเองได้จากสวนของเรา แล้วก็ดีมากเลยเวลามีเพื่อนมาหาแล้วเราปรุงอาหารโดยลงไปเก็บพืชผักหรือของต่าง ๆ จากในสวน มันเรียบง่ายแต่ว่าดี”

ทั้งคู่ยังมีแผนอีกมากสำหรับสวนและบ้านหลังนี้ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังเล็กสำหรับลูก ๆ เวลามาเชียงใหม่ ทำเตาพิซซาในสวนเพื่อจัดทำเวิร์กช็อปเกี่ยวกับอาหาร สอนทำพิซซาโดยผู้เรียนเก็บวัตถุดิบจากในสวนได้โดยตรง ทำเตาสำหรับแฮมรมควัน ปลูกดอกไม้หลากชนิดเพื่อเลี้ยงผึ้งและชันโรง
“ตอนนี้เรากำลังจะกลับมาเลี้ยงผึ้ง ตอนนั้นดอกไม้ไม่เยอะ แต่จากนี้ 5 ปี ผมเห็นภาพที่ทุกอย่างจะเป็นไปตามระบบที่เราวางแผนอย่างตั้งใจ” เดวิดสรุปให้ฟังถึงความมุ่งมั่นของเขา
เสียงนก สายลม หมา แมว และเปลญวนใต้ถุนบ้าน ที่อีกไม่นานจะเป็น Learning Center
“อยากทำให้ที่นี่เป็น Learning Center เกี่ยวกับดินและพืช แต่ต้องค่อย ๆ ทำทีละนิดทีละหน่อยเพราะเราไม่ได้มีเงินมาก เราไม่อยากกู้ธนาคารเพื่อมาทำทุกอย่างให้สำเร็จในทันที”
“ใช่ ๆ” เปิ้ลเห็นด้วยกับคำพูดของเดวิด “เราอยากทำทุกอย่างให้เรียบง่าย ไม่ต้องดิ้นรนมาก แล้วก็ไม่อยากสะสมข้าวของมากมายด้วย

“เดวิดทำพื้นที่ตรงนี้เหมือนห้องทดลองเพื่อการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ”
“ผมอยากเรียกตัวเองว่าเป็น Ecologist เพราะผมเรียนจบด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับผม ดิน น้ำ และ Micro Biology, Micro Organism คือสิ่งที่ผมสนใจมาก
“แผนของผมคือ 10 ปี สิ่งที่ต้องการคือทำให้ที่นี่เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ดี มีระบบนิเวศที่ดี นั่นหมายความว่าจะไม่มีสารเคมี ไม่มีสารสังเคราะห์ใด ๆ ไม่จำเป็นต้องฆ่าหรือกำจัดแมลงโดยวิธีใด ๆ ด้วย หากระบบในนิเวศสมดุลดีจริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องฆ่าแมลงหรืออะไรเลย เพราะมันจะมีการควบคุมกันเอง ผมอยากทำตรงนี้ให้เป็นเช่นนั้น แต่ต้องใช้เวลา

“อธิบายอีกอย่าง คือถ้าระบบนิเวศดี Micro Biology ก็จะบ่มเพาะ (Nurture) หน้าที่ต่าง ๆ ของระบบนิเวศให้สมบูรณ์ และทุกอย่างก็จะสนับสนุนให้เกิดอาหารที่ดีได้ในพื้นที่แห่งนี้ อย่างไรก็ตาม ระบบนิเวศหรือธรรมชาติจะดูแลกันเอง อย่างเช่น ถ้าปลูกมะม่วงมีผล 20% ก็จะเป็นของนก ผมจะไม่กังวลอะไรเพราะนกก็ทำหน้าที่ของมัน นกจะกินอะไรบางอย่างที่เราไม่ต้องการในระบบนิเวศนั้น ๆ ถ้ามีงูก็หมายความว่าผมมีอะไรที่งูกินได้ในพื้นที่แห่งนี้ แล้วมันก็จะมีอะไรที่กินงูหรือควบคุมกันเอง
“ผมอยากให้พื้นที่ตรงนี้ควบคุมกันเองอย่างที่ควรเป็น”

งูเหรอ แล้วเปิ้ลกลัวไหม – เราถามกลับไป
“ก็กลัวนั่นแหละค่ะ แต่ถ้าเห็นก็ไม่เป็นไร เพราะมันก็อยู่อีกที่หนึ่ง แล้วเราก็มีหมาคอยดูอยู่ด้วย
“เปิ้ลอาจจะไม่ไปสุดโต่งด้านระบบนิเวศเหมือนเดวิด แต่เราก็เห็นด้วยกับการสร้างพื้นที่รอบบ้านให้เอื้อต่อสิ่งแวดล้อม”

เมื่อพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมเมื่อไหร่ เดวิดมีความสุขที่ได้แบ่งปันความคิดของเขาทุกครั้ง
“เราไม่ได้แบ่งแยกนะครับ ถึงเราจะเป็นมนุษย์ แต่เราก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ผมคิดว่าปัจจุบันปัญหาคือเราคิดว่าเราแยกจากระบบนิเวศ และธรรมชาติเป็นของที่เราใช้มันได้โดยไม่คิดอะไร แต่จริง ๆ แล้วเราจำเป็นต้องดีต่อพื้นที่และอื่น ๆ ผมอยากให้ดินสมบูรณ์ ผมจะไม่ปลูกอะไรเพียงแค่อย่างเดียวนาน ๆ แต่ต้องทำให้ระบบสมดุลอย่างเป็นธรรมชาติ ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ดูแล
“บ่อน้ำค่อย ๆ เติบโตเป็นระบบนิเวศที่ดี มีปู มีเต่า มีปลา ปลาก็กินอึหมาด้วยนะ แล้วก็มีแมลงปอเยอะมาก และปลากินยุงด้วย เราออกแบบให้น้ำไหลไปสู่จุดที่ต่ำที่สุดบนที่ดิน ระหว่างที่น้ำไหลไปก็มีพืชพรรณที่กรองน้ำ เราก็ไม่สูญเสียน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์ บ่อเราจะเป็น Habitat ที่ดี
“Permaculture Design, Earth Care, People Care, Fair Share
“การทำสวนที่บ้านนี้เหมือนผมย้อนไปหาตัวเองเมื่ออายุ 18 ปีที่ผมสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่

“ตอนนี้งานประจำผมก็คือรดน้ำต้นไม้ ให้อาหารหมา อาหารแมว ช่วงบ่ายก็ได้ทำโปรเจกต์ที่อยู่ในมือเกี่ยวกับการศึกษา ที่ผ่านมาอาจจะยังไม่ทำได้เต็มที่ แต่ตอนนี้ค่อนข้างลงตัวมากขึ้น และเชื่อมั่นว่าเมื่อฟาร์มของเราเติบโตเต็มที่ เราจะได้ผลผลิตทั้งไข่เป็ด พืชผัก ผลไม้ต่าง ๆ เพียงพอที่จะใช้ในร้านของเปิ้ลด้วย”
ผืนดินและแผ่นไม้ล้วนมีเรื่องเล่า
นักวิทยาศาสตร์ที่คำนึงถึงสรรพชีวิตในธรรมชาติกำลังบอกเล่าความรู้สึกผ่านการงานของเขา และคำพูดบางคำของนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ลึกซึ้งและมีความหมายมาก
“ที่เราทำที่นี่ ต้องมั่นใจว่าเราไม่ได้ครอบครองที่ดิน แต่กำลังดูแลผืนดินเพื่อคนรุ่นต่อไป ในวันที่เราต้องส่งต่อ ซึ่งไม่รู้หรอกว่าใครจะได้ผืนดินแห่งนี้ต่อไป อาจจะเป็นลูกหลานของพวกเราหรืออาจจะเป็นคนอื่นก็ตาม ถ้าส่งต่อผืนดินไปสู่มือคนต่อไป ก็ควรจะทำให้เป็นผืนดินที่ดีที่สุด ในสภาพที่ดีที่สุด”

เปิ้ลฟังด้วยดวงตาที่เชื่อมั่นต่อการงานที่พวกเขาลงมือทำอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ระหว่างเขา เธอ และคนรุ่นถัด ๆ ไป เราซาบซึ้งและขอบคุณที่ทั้งคู่เล่าถึงที่มาที่ไปของบ้านอย่างมีพลัง และกล่าวชื่นชมความสวยงามของบ้านไม้เก่าของพวกเขาด้วยใจจริง เดวิดกล่าวเพิ่มเติมว่า
“ผมเรียนรู้ว่าไม้ทุกแผ่นมีเรื่องราวของมันอยู่แล้วก่อนที่จะมาเป็นบ้านของเรา ไม้แต่ละแผ่นมีความลับอยู่ ตอนนี้เรื่องราวเหล่านั้นมาสร้างเรื่องราวใหม่ที่นี่ และในอีก 50 หรือ 100 ปีข้างหน้า มันอาจจะไปสร้างเรื่องราวใหม่ ๆ ที่อื่นต่อไป”
บ้านคือที่ที่ ‘เรา’ อยู่ด้วยกัน
เมื่อถามทั้งคู่ว่านิยามของ ‘บ้าน’ หรือ Home ในความรู้สึกของแต่ละคนคืออะไร เปิ้ลตอบว่า
“บ้านของเปิ้ลคือที่ที่อยู่แล้วสบายใจ อบอุ่น คืออะไรที่ง่าย ๆ อยู่แล้วสบาย ๆ เป็นตัวของตัวเอง”
“บ้านคือพื้นที่ที่คุณจะกลับมาได้เสมอ สำหรับผม เธอคือบ้าน บ้านคือเธอ (พูดแล้วหันไปมองเปิ้ล) เพราะเราสร้างบ้านได้ทุกที่ นี่เรื่องจริงนะครับ ไม่ใช่แค่บ้านที่เป็นอาคาร แต่บ้านหรือ Home ก็คือผู้คน”

เปิ้ลจึงพูดเสริมว่า “และจะยิ่งสมบูรณ์ ถ้าลูก ๆ เราอยู่ที่นี่ด้วย”
“มันน่าตื่นเต้นนะครับที่จะได้มองลูก ๆ เติบโต มองเห็นหนทางของตัวเอง และพวกเขาก็รู้ว่าถ้าชีวิตไปได้ไม่ดี ไม่ถูกทาง พวกเขากลับบ้านได้เสมอ
“สำหรับผม บ้านคือสถานที่ที่คุณรู้สึกปลอดภัย มั่นใจ และเติบโตไปกับเรา”
คำถามสุดท้าย เราถามเปิ้ลว่าชอบอะไรที่สุดที่นี่ ก่อนที่เธอจะตอบว่า
“ทุกมุมเลย” เดวิดพูดแซวขึ้นมาว่า
“ชอบที่ได้กลับบ้านมาเจอผม” (หัวเราะ)
