ฤดูร้อนเดือนมีนาคม-เมษายนที่อากาศร้อนตับแตก หลายคนที่ทำงานอยู่บ้านคงอดไม่ได้ที่จะเปิดเครื่องปรับอากาศจนค่าไฟพุ่งกระฉูด หน้ามืดตามัวกันหมดทุกครั้งที่เห็นบิลค่าไฟ
ไม่ได้มีแค่เครื่องปรับอากาศที่คลายร้อนให้เราได้ ในระหว่างที่เราตะเวนไปเยือนบ้านแต่ละหลังในคอลัมน์อยากอยู่อย่างอยาก สะสมเคล็ดลับจากบ้าน 9 หลังที่ใช้ธรรมชาติและการออกแบบมาแก้ปัญหาความร้อนให้อยู่สบายโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ แถมยังช่วยเปลี่ยนลมร้อนให้กลายเป็นลมเย็น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9 วิธีปลูกและปรับบ้านรับลมร้อนที่คุณจะได้อ่านต่อจากนี้มีหลายระดับที่น่านำไปปรับใช้ ทั้งวิธีที่ใช้ได้กับพื้นที่บ้านเดิม ไปจนถึงการเพิ่มฟังก์ชันกันความร้อนสำหรับคนที่กำลังสร้างบ้านใหม่
#01
ปลูกต้นไม้ในบ้าน
วิธีแรกที่ทำได้ง่ายสุด ๆ มาจากบ้านของ โจ๊ก-จักษ์ ลัดพลี และ หนึ่ง-ศุภรดา พิมพา เชฟและสถาปนิกในเชียงใหม่ ออกแบบและก่อสร้างโดย Full Scale Studio เมื่อกวาดสายตาไปรอบ ๆ บ้าน จะเห็นต้นไม้ในทุกมุมที่วางได้ โดยเฉพาะห้อง Garden Room ที่ใช้ต้นไม้หลายระดับในการแบ่งห้อง ทั้งต้นไม้ต้นเล็กในแจกัน ต้นไม้ขนาดกลางในกระถาง และต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา
การจัดห้องแบบนี้เบลอเส้นแบ่งเขตระหว่าง Indoor และ Outdoor เปิดให้ความเขียวขจีเข้ามาอยู่ในพื้นที่อยู่อาศัย
นี่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่ทำให้บ้านเย็น เพราะต้นไม้ให้ทั้งร่มเงา ให้บรรยากาศร่มรื่น ที่สำคัญยังช่วยเติมความชื้นให้กับพื้นที่ เพราะการดูแลต้นไม้ต้องรดน้ำเช้า-เย็น พอแดดส่องต้นไม้ น้ำก็ระเหย เพียงแค่เปิดพัดลมก็ทำให้อากาศในห้องเย็นสบายแล้ว
อ่านเรื่องบ้านที่แบ่งห้องด้วยต้นไม้ โดยคู่รักนักเดินทางที่ปรับบ้านให้เป็นร้าน 1’S Kitchen Journey ได้ที่นี่


#02
ปลูกต้นไม้บนบ้าน
ในเมื่อแดดฤดูร้อนมันแรง ก็ติดฉนวนธรรมชาติไว้บนหลังคาซะเลย เช่นเดียวกับบ้านต้นไม้กลางเมืองของ ใหม่-ประพันธ์ นภาวงศ์ดี ภูมิสถาปนิกแห่ง Shma Company Limited ในขณะที่อุณหภูมิเฉียด 40 องศาเซลเซียส แต่ด้วยร่มเงาของไม้ใหญ่บนดาดฟ้า กลับทำให้ไม่ได้รู้สึกร้อนอย่างที่คิด
บ้านหลังนี้เปรียบเหมือนโปรเจกต์ทดลองที่เจ้าของบ้านอยากทดลองปลูกต้นไม้ใหญ่บนอาคาร บนดาดฟ้าจึงเต็มไปด้วยพรรณไม้หลายชนิดที่สร้างระบบนิเวศเกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีทั้งต้นทรงสูงกว่า 6 – 8 เมตร ต้นพะยอม ต้นคูน จำปี กันเกรา พะยูง บุหงาส่าหรี แคนา และไม้ผลอย่างชมพู่ มะเฟือง มะยม มะยงชิด ส้มโอ มีผักสวนครัวอย่างมะนาว เลมอน หม่อน มัลเบอร์รี ตะไคร้
รวม ๆ แล้วบ้านหลังนี้มีฉนวนความร้อนธรรมชาติที่ประกอบขึ้นจากต้นไม้มากกว่า 150 ต้น!
อ่านเรื่องบ้านของภูมิสถาปนิกที่ปลูกต้นไม้บนบ้านกว่า 150 ต้นจน Google Maps มองเป็นสวนไม่ใช่บ้านได้ที่นี่


#03
วางโอ่งซีเมนต์รอบบ้าน
วิธีนี้มาจากบ้านของ คุณเต้-วิภาวัส ดาราพงศ์สถาพร นักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สร้างบ้านหลังเล็กให้คุณพ่อและคุณแม่ที่แวะมาเยี่ยมหลานสาวในจังหวัดน่าน โดยที่เน้นให้พวกท่านอยู่สบายตลอดทั้งปี แวะมาเยือนในฤดูไหนก็ได้
รอบ ๆ บ้านโอบล้อมไปด้วยโอ่งปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่หลายสิบใบ โอ่งเหล่านี้คอยเป็นที่กักเก็บน้ำฝนไว้รดน้ำต้นไม้ แต่เมื่อลมร้อนพัดผ่านโอ่งจะกลายเป็นลมเย็น ๆ ไหลเข้าใต้ถุนบ้าน ทำให้บ้านเย็น ในขณะที่ลมร้อนภายในบ้านก็ไหลออกจากช่องคอสอง หรือช่องหน้าต่างติดเพดานที่เป็นแบบบานกระทุ้งเปิด-ปิดสะดวก
ถือเป็นวิธีการที่สะดวก ไม่ซับซ้อน ราคาไม่แพง ทำตามได้ง่าย
อ่านเรื่องบ้านหลังเล็กที่สร้างให้พ่อแม่ประยุกต์ภูมิปัญญาพื้นถิ่นให้ร่วมสมัย อยู่สบายได้ทุกฤดูได้ที่นี่


#04
ติดฉนวนกันร้อนและกระจก 2 ชั้น
บ้านที่รูปทรงโฉบเฉี่ยวเหมือนรังนกในอวกาศกลางย่านบางกะเจ้าหลังนี้เป็นของ ชาย-สหรัฐ สวัสดิ์อธิคม เจ้าของบริษัท CJ WORX บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านดิจิทัลเอเจนซี่
ด้วยหน้าตาคล้ายเรือดำน้ำผสมยานอวกาศ ที่นี่มีประกอบด้วยกระจกขนาดเล็กใหญ่หลายบานเปิดให้แดดจัด ๆ ส่องตรงเข้ามาในตัวบ้าน เจอแบบนี้บ้านทั่วไปคงแก้ด้วยการติดฟิล์มบนกระจก แต่บ้านนี้เสริมฟังก์ชันด้วยการทำเป็นกระจก 2 ชั้น ตรงกลางมีฟิล์มกั้น กันได้ทั้งความร้อนและดักเสียง จากแดดจัด ๆ ที่เข้ามาในบ้านก็เบาบางลงมากกว่าเดิม
อ่านเรื่องบ้าน Art Gallery ธีมรังนกอวกาศริมน้ำบางกะเจ้า ของ ชาย CJ WORX คนโฆษณาผู้รักในคอนเซปต์ได้ที่นี่


#05
กำหนดทิศทางลม
การกำหนดทิศทางลมถือเป็นปัจจัยข้อหลัก ๆ ในการสร้างบ้าน เพราะประเทศไทยมีลมประจำปีหรือลมมรสุมที่มี 2 ช่วง คือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดมาจากทิศใต้ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม นำความชื้นและฝนจากมหาสมุทรอินเดียเข้ามา และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดมาจากทิศเหนือช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ พัดพาความหนาวเย็นมาจากประเทศจีน
วรเกียรติ สุจิวโรดม เจ้าของบ้าน ซื้อที่ดิน 133 ไร่ติดริมคลองในเขตหนองจอก แล้วจับจอบ จับเสียม ลงมือจัดการและออกแบบพื้นที่ สร้างขึ้นมาเป็น ‘อาสาชาวนามหานคร’ องค์กรวิสาหกิจเพื่อสังคมในที่สุด
หน้าบ้านหันเข้าสู่ทิศใต้ที่มีสระน้ำและชานบ้านที่เชื่อมกับประตูบานเฟี้ยม เปิดไปสู่ห้องครัวและห้องนั่งเล่น เมื่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้ามาก็จะสัมผัสกับผืนน้ำ เปลี่ยนเป็นลมเย็นพัดสู่ตัวบ้าน โดยที่ช่างเฮ็ดแบบออกแบบให้มีประตูอีกฝั่งเปิดไปสู่ทิศเหนือ และเลือกตีฝ้าแนบไปกับหลังคา ช่วยเปิดให้ลมไหลเข้าและออกได้แบบไม่มีอะไรกั้น และช่วยกันไม่ให้สัตว์เข้าไปทำรังใต้หลังคาได้อีกด้วย
อ่านเรื่องบ้านติดริมคลองในหนองจอกที่เจ้าของปลูกต้นไม้ทุกวัน สร้างชีวิตวัยเกษียณที่ดีด้วยอากาศสะอาดได้ที่นี่


#06
สร้างกำแพง 2 ชั้น
บ้านไร้รั้วหลังนี้เป็นของ กฤษณ์ ไพศาลศรีกิจเจริญ วิศวกรเครื่องกลที่เดิมเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ตัดสินใจมาปลูกบ้านวัยเกษียณอยู่ที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบ้านไร้รั้วชั้นเดียวที่ประกอบด้วยอาคาร 3 หลัง พื้นที่แต่ละส่วนออกแบบให้สร้างความสบายตา สบายใจ มีกิจกรรมที่เอื้อให้ผู้อยู่อาศัยได้เจริญสมาธิเพื่อให้สติอยู่กับปัจจุบัน
อาคารห้องนอนหันเข้าสู่ทิศตะวันตก ซึ่งจะมีช่วงที่แดดจัดส่องกระทบกับกำแพง สถาปนิกจาก Homesook Studio จึงสร้างกำแพงขึ้นมา 2 ชั้น มีช่องว่างตรงกลางเพื่อกันความร้อน
เมื่อกำแพงอมความร้อนและส่งต่อความร้อนเข้ามาอยู่ช่องตรงกลางระหว่างกำแพง ช่องว่างตรงนี้จะช่วยหน่วงความร้อนเอาไว้ กว่าความร้อนจะไหลเข้าสู่อาคาร พระอาทิตย์ก็ตกดิน อากาศเย็นเข้ามาแทนที่แล้ว
อ่านเรื่องบ้านไร้รั้วสร้างตามปรัชญาเซน-ไทยล้านนา แปลงพื้นที่สำหรับสร้างสติ เจริญสมาธิ ณ ดอยสะเก็ดได้ที่นี่


#07
ทำช่องแมวลอดใต้พื้นที่ส่วนกลาง
วิธีนี้มาจากบ้านของ ครูออฟ-วิดารัตน์ กันทาวงค์ คุณครูวิชาสังคมศึกษา เธอเกิดและเติบโตในจังหวัดแพร่ เห็นบ้านไม้โบราณมาตั้งแต่รุ่นตายาย พอบ้านหลังเก่าเริ่มทรุดโทรม จึงถือโอกาสสร้างบ้านไม้โดยนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้กับยุคสมัยใหม่ ดึงกลิ่นอาย ความงาม และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ทั้งภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ วิถีชีวิตคนแพร่มาใช้
บ้านหลังนี้มี 2 ชั้น มีฮ้านน้ำหม้อ มีเติ๋น มีชาน มีห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องนอน ไม่มีเครื่องปรับอากาศ จึงเสียค่าไฟเพียง 300 บาทต่อเดือน
เคล็ดลับข้อหนึ่งที่บ้านหลังนี้ใช้ประหยัดพลังงานคือการทำ ‘ช่องแมวลอด’ บริเวณใต้เติ๋นหรือพื้นที่ส่วนกลาง และปล่อยให้ลมลอดขึ้นมา ช่องนี้ทำให้บ้านเย็นและมีลมไหลอยู่ในบ้านตลอดเวลา บวกกับบ้านหลังนี้ไม่มีฝ้า เปิดให้ลมร้อนไหลขึ้นไปด้านบน บ้างก็ออกผ่านหลังคากระเบื้องดินขอ บ้างก็ไหลออกจากช่องลมบริเวณหน้าจั่ว
อ่านเรื่องบ้านช่อแฮ บ้านไม้ตามตำรับล้านนาในแพร่ ที่ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมช่วยสลายแรงแผ่นดินไหวได้ที่นี่


#08
สร้างใต้ถุนและลานกลางบ้าน
เป้า-ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ Executive Creative Director หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ตั้งใจให้บ้านชั้นเดียวริมคลองบ้านม้า เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ เป็นมิตรและเบียดเบียนธรรมชาติน้อยที่สุด การจัดการอากาศและความร้อนจึงกลายมาเป็นโจทย์ข้อสำคัญของสถาปนิกจากป่าเหนือสตูดิโอ
บ้านที่มีระบบสร้างพลังงานใช้เองและสร้างพฤติกรรมจัดมากกว่าเก็บให้ผู้อยู่อาศัยหลังนี้ยกใต้ถุนสูง มีลานไว้ปลูกต้นไม้อยู่ตรงกลางบ้าน ใต้ถุนช่วยให้อากาศเย็นไหลเวียนอยู่ใต้บ้าน ส่วนลานตรงกลางเชื่อมกับหลายห้อง ช่วยให้ความร้อนในแต่ละห้องไหลออกผ่านคอร์ตยาร์ดได้เร็วขึ้น
ตรงห้องนอนก็ยังมีฟังก์ชันพิเศษ มีเกล็ดไม้ระบายอากาศอยู่ด้านล่าง ในตอนกลางคืนถ้าไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ มวลอากาศเย็นจะไหลเข้ามาผ่านช่องนี้ได้ และยังมีโอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่หน้าบ้าน และโอ่งเล็ก ๆ รอบบ้านเพื่อรองน้ำฝนทุก ๆ 10 เมตร นอกจากจะรองรับน้ำฝนจากหลังคามาเก็บไว้ในโอ่งสำหรับใช้รดน้ำต้นไม้ ยังเป็น Cool Source หรือแหล่งความเย็นของบ้านได้ด้วย
อ่านเรื่องบ้านของครีเอทีฟชูใจฯ ที่ติดตั้งระบบไหลเวียนพลังงาน นำเศษอาหารสร้าง Biogas ใช้เองในบ้านได้ที่นี่


#09
สร้างบ้านด้วยดิน
บ้านหลังสุดท้ายที่เราอยากหยิบมาเล่าให้ฟังเป็นของ Maggi McKerron หญิงชาวอังกฤษวัย 78 ปี ที่ตระหนักเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง เธอทุ่มเทที่จะอยู่แบบเบียดเบียนโลกและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตัวเองได้แทบทั้งหมด
คุณยายแมกกี้ตั้งใจจะใช้ชีวิตโดยไม่ทิ้งภาระใด ๆ ไว้บนโลก บ้านที่เธอตั้งใจให้เป็นบ้านหลังสุดท้ายในชีิวิตจึงสร้างบ้านด้วยแนวคิด ‘Earthship’ ที่เชียงดาว และเป็นบ้านเอิร์ทชิปของเขตร้อนหลังแรกของโลก!
เธอศึกษา พัฒนา ปรับปรุง และออกแบบสร้างขึ้นมาให้เหมาะกับสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ เพื่อให้สอดคล้องและกลมกลืนไปกับธรรมชาติ วัสดุหลักของบ้านสร้างด้วยดินและหินเกล็ด ผสมกับล้อยางและถุงปุ๋ยรีไซเคิลที่ระบายอากาศได้ เพื่อให้ลม ความร้อน ความชื้น และความเย็น ไหลเข้ามาในบ้านได้
รวมถึงออกแบบให้พื้นที่ภายในบ้านต่ำกว่าพื้นที่นอกบ้าน เพื่อกักเก็บความเย็นไว้ในบ้าน อย่างห้องนั่งเล่นและระเบียงต่ำกว่าพื้นที่ภายนอก 50 เซนติเมตร แต่ห้องด้านในที่มีทั้งห้องพักผ่อน ห้องทำงาน ห้องนอน อยู่ลึกลงไปถึง 100 เซนติเมตรเลยเดียว
“บ้านนี้ในฤดูร้อน ด้านในจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าภายนอก 2 – 3 องศาเซลเซียส แต่ในฤดูหนาว ด้านในบ้านจะอุ่นมาก ต่างกันเป็นสิบองศาเซลเซียสเลย
“ฉันรักบ้านหลังนี้มาก ฉันชอบแสงเช้าที่ส่องเข้ามาในระเบียงนั่งเล่น ฉันรักแสงจันทร์ในยามค่ำคืนที่สาดส่องห้องนอน ฉันมีความสุขกับห้องครัวที่มองเห็นสวนด้านนอกนั้น บ้านเอิร์ทชิปของฉันดูนุ่มนวล อ่อนโยนกับธรรมชาติ ในบ้านไม่มีเส้นสายใด ๆ ที่แข็งทื่อ
“เพราะในธรรมชาติ ทุกอย่างอ่อนโยนและเป็นมิตร การได้อยู่ในบ้านเอิร์ทชิปสำหรับฉัน คือการได้อยู่กับธรรมชาติโดยแท้จริง” คุณยายแมกกี้เล่าความรู้สึกถึงบ้านที่เธอตั้งใจสร้างให้เป็นบ้านหลังสุดท้าย
อ่านเรื่อง Tropical Earthship หลังแรกของโลกที่เชียงดาว โดยคุณยายวัย 78 ผู้สร้างบ้านแบบไม่ทิ้งภาระให้โลกได้ที่นี่


