เรายืนอยู่หน้าประตูแบบจีนโบราณ เงยหน้าเห็นข้อความว่า ‘195, Nakornnok’ สลักอยู่เหนือบานประตู ก่อนจะเงยหน้าสูงขึ้นอีก และเห็นตัวเลข ‘2497’ บนยอดอาคาร
ตามที่ปรากฏอยู่เหนือประตู บ้านสไตล์อาร์ตเดโคผสมผสานความเป็นจีนนี้ตั้งอยู่ที่ถนนนครนอก ณ เมืองเก่าสงขลา หลังบ้านเป็นทะเลสาบสงขลาที่งดงามราวภาพวาด หากตัวเลข 4 หลักนั้นไม่ใช่ปีที่สร้างบ้านหลังนี้อย่างที่ใครคิด แต่เป็นปีที่บ้านหลังนี้ได้รับการปรับปรุงเมื่อคราวก่อน
จริง ๆ แล้วนี่คือบ้านของชาวจีนฮกเกี้ยนที่มีประวัติความเป็นมาราว 200 ปี ก่อนที่เมืองสงขลาจะมีระเบิดลงเสียอีก

ทุกวันนี้บ้านโบราณถูกปรับปรุงจนมีความร่วมสมัยและอยู่สบาย โดยเจ้าของบ้านคนใหม่ผู้เป็นนักออกแบบ อย่าง เชน-ไพฑูรย์ ศฤงฆารนันท์ สถาปนิกอาวุโสเมืองสงขลาที่ได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินดีเด่นจังหวัดสงขลา สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม พ.ศ. 2568 และ ไพรินทร์ ศฤงฆารนันท์ คู่คิดคู่สร้างที่ทำงานร่วมกัน ภายใต้ชื่อ บริษัท สยามอิเมเจอรี่ จำกัด และมีผลงานในเมืองสงขลามากมาย เช่น บ้านนครนอก บ้านโนรา 168 บ้าน 73 บ้านจรูญศรี ศาลเจ้าปุนเท่ากง และบ้านนพรัมภา
ท่ามกลางบรรยากาศของ Pakk Taii Design Week 2025 (PTDW2025) ที่กำลังสนุกอยู่ด้านนอก เราผ่านประตูจีนโบราณเข้ามาพูดคุยกับเจ้าของบ้านถึงเรื่องราวความเป็นมาของบ้าน การปรับปรุงบ้านโดยขับเน้นความงามเดิมของสถาปัตยกรรม แพสชันที่เจ้าของบ้านผู้มีพื้นเพเป็นชาวสงขลา ในวันที่โชคชะตาพากลับมาสู่รากเหง้าเดิมของครอบครัว
และสุดท้าย มุมมองที่พวกเขามีต่อความเป็นไปของสงขลา ในวันที่ผู้คนทั้งประเทศกำลังให้ความสนใจเมืองเก่าแห่งนี้

คนสงขลาที่แหลงใต้ไม่ได้
บ่ายวันนั้น เรานั่งคุยกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นชั้นบน ช่องเปิดใหญ่เผยให้เห็นภาพกว้างของทะเลสาบสงขลาและภูเขา
เชนเล่าว่า ครอบครัวของตนเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดสงขลา หากมีเหตุต้องย้ายครอบครัวกันไปอยู่ที่กรุงเทพฯ เชนจึงเติบโตมาอย่างเด็กกรุงเทพฯ ทั่วไป เขาบอกว่าตนพูดใต้ไม่ได้จนทำให้พ่อโดนเพื่อนตำหนิว่า ‘ไม่ยอมสอนลูก’
“ผมย้ายมาอยู่บ้านคุณป้า (แม่บุญธรรม) ที่หาดใหญ่ตอน ป.6” เขาเล่าถึงอดีตด้วยรอยยิ้ม
“ผมเป็นเด็กเกเร เลยถูกส่งมาเพื่อดัดนิสัย ตอนนั้นน่าหมั่นไส้ทุกเรื่อง ตั้งแต่ทรงผมไปจนถึงการพูดภาษากลาง ผมไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับเท่าไหร่ในตอนนั้น แต่ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง จนครบ 1 ปีก็กลับกรุงเทพฯ ครับ”
บ้านหาดใหญ่ของครอบครัวคุณป้าเป็นห้องแถวเรียบง่าย ตามแบบฉบับชาวแต้จิ๋วที่เข้ามาทำการค้า เชนบอกว่า บ้านชาวแต้จิ๋วในหาดใหญ่นั้นสร้างภายหลังบ้านชาวฮกเกี้ยนในสงขลา และแม้ว่าสเปซจะมีลักษณะยาว ๆ คล้ายกัน แต่เป็นโครงสร้างชั่วคราวกว่าในสงขลา

8 ปีก่อน เชนกลับมาเยือนสงขลาอีกครั้งเพื่อออกแบบ ‘บ้านนครนอก’ ซึ่งเป็นงานออกแบบอาคารสไตล์จีน ตามคำเชิญของ คุณอู๋-ธีรพจน์ จรูญศรี เจ้าของ บริษัท จุลดิศ ดีเวลลอป จำกัด (มหาชน) ที่เขาเคยทำงานด้วยเมื่อครั้งเรียนจบใหม่ ด้วยคุณธีรพจน์เห็นว่าเขาสนใจสถาปัตยกรรมเอเชีย และเคยออกแบบปรับปรุงโรงแรมสไตล์จีนที่พัทยามาก่อน
ความสนใจด้านสถาปัตยกรรมเอเชียของคุณมาจากไหน – เราถาม
“ผมรู้สึกว่าเราเป็นคนเอเชีย เราเก่งกว่าฝรั่งในมุมมองแบบฝรั่งได้ยากครับ ถ้าพยายามเลียนแบบเขา เราจะแพ้” เขาตอบ “ผมว่าถ้าอยากอยู่ในตลาดแข่งขันจะต้องทำยังไง จากนั้นจึงหันมาสนใจ ‘ความเป็นตัวเรา’ มากขึ้น
“ตั้งแต่เด็ก ผมเห็นปู่ย่าตายาย เห็นคนจีนรอบ ๆ ตัวเป็นคนขยัน ก็ภูมิใจในสายเลือดจีนในตัวและรู้สึกว่าควรขยันเหมือนกัน และผมมีความทรงจำในการไปศาลเจ้ากับอาม่า ทำให้รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้คือความเป็นตัวตนของผม”
เขาเล่าว่าตามสาแหรกตระกูลที่เคยไปดูที่เมืองจีน ตนเป็นจีนฮกเกี้ยน และเป็นรุ่นที่ 27 ของตระกูล หากนับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ตระกูลก็มีอายุราว 700 ปีแล้ว

ตอนที่ได้เริ่มทำงานแรกที่สงขลา เขายังไม่รู้จักสงขลา ยังไม่เข้าใจบริบทของเมืองนี้แต่อย่างใด แต่ด้วยโจทย์ที่อยากได้ความงานแบบจีน เชนจึงเดินทางไปทั่วเอเชีย รวมถึงจีน เพื่อศึกษาความงาม สเกตช์ภาพ และเก็บข้อมูล
เมื่อกลับมายังสงขลา เขาก็ไปนั่งที่ ‘ร้านแต้เฮี้ยงอิ๊ว’ ร้านในตำนานเมืองเก่าสงขลา แล้วสเกตช์ภาพด้วยความรู้และมุมมองที่สั่งสมมากว่า 20 ปีจากประเทศจีน เขามองว่าความงามในแบบจีน คือความงามของทรวดทรง จึงออกแบบบ้านนครนอกออกมาโดยใช้ฟอร์มเดิมที่แต่งเติมความงามในแบบจีนให้ด้านล่างมีสเกลที่ใกล้ชิดกับชุมชนมากขึ้นด้วยลักษณะงานแบบซูโจวที่เคยศึกษามา
หลังจากนั้นเขาก็ได้โอกาสในการออกแบบสถาปัตยกรรมจีนสงขลาอีกหลายครั้ง และผูกพันกับคนที่นี่มากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทำบ้านแต่ละหลังเสร็จ ผู้คนก็จะขอบคุณเขาด้วยรอยยิ้มและนำขนมมาฝากสม่ำเสมอ
จนเมื่อเชนอาสาทำศาลเจ้าจีนเสร็จ เชนก็ได้ข่าวว่า ‘บ้านรังนก’ หลังหนึ่งกำลังมองหาเจ้าของคนถัดไป

อดีตอันยาวนานของบ้านรังนก
“เชนไม่เคยคิดจะอยู่ที่นี่เลย แต่พอมาถึงแล้วรู้สึกว่า บ้านนี้เจ๋งว่ะ” ไพรินทร์เล่าบ้าง “มันดูแปลก เหมือนกำแพงที่ยาวมาก 20 กว่าเมตรได้ แล้วก็สูงกว่าเพื่อนเลย”
จริงดังเธอว่า ตอนที่ได้ขึ้นไปยืนรับลมบนดาดฟ้าของบ้านเราก็คิดแบบนั้น
พอเชนถามคนในศาลเจ้าว่าใครเป็นเจ้าของก็ไม่ได้คำตอบแต่อย่างใด จนมารู้ทีหลังว่าเจ้าของบ้านหลังนี้เป็นเหรัญญิกอยู่ในสมาคมศาลเจ้า เขาเป็นเจ้าของร่วมกันพี่น้อง 6 คนที่ทำธุรกิจส่งออก และนับเป็นเจ้าของรุ่นที่ 2
เมื่อมีข่าวว่าจะขาย มีคนพยายามซื้อบ้านหลังนี้หลายคน แต่พวกเขาตั้งใจ ‘เลือกเจ้าของคนต่อไป’ อย่างถึงที่สุด
“สุดท้ายแล้วเขาก็โทรมาหาเราครับ เขาบอกว่าพี่น้องสรุปกันแล้วว่าจะขายให้คุณเชน พอผมบอกว่าจะรีบไปวางเงิน เขาก็ให้กุญแจมาก่อนเลย” เชนยิ้ม “เชื่อไหมครับ เขาบอกว่าเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย เงินที่ได้มาต้องแบ่งกันตั้ง 6 คน แต่เขาเชื่อว่า ถ้าเราได้บ้านหลังนี้ไป มันจะสวยงาม”

เช่นเดียวกับบ้านหลังอื่น ๆ ในเมืองเก่าสงขลา บ้านหลังนี้มีตัวเลข 4 หลัก สลักไว้ที่หน้าอาคาร
เมื่อแรกเห็นเราคิดไปว่า 2497 เป็น พ.ศ. ที่อาคารก่อสร้าง แต่เจ้าของบ้านเล่าว่า จริง ๆ แล้วบ้านหลังนี้สร้างทับบนโครงสร้างเดิมของบ้านจีนที่เก่าแก่กว่านั้นมาก ราว ๆ เกือบ 200 ปีมาแล้ว ก่อนที่ระเบิดจะลงเมืองนี้จนสถาปัตยกรรมอื่น ๆ พังไปมากมาย
ส่วนตัวเลขนั้นคือ พ.ศ. ที่รีโนเวตรอบก่อน ตอนที่กลุ่มช่างจากกรมศิลป์และช่างอิตาลีเข้ามาปรับปรุงอาคารต่าง ๆ เป็นสไตล์อาร์ตเดโคเกือบ 70 ปีก่อน ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
“โครงสร้างเดิมของที่นี่เป็นกำแพงรับน้ำหนักแบบเก่า มีแนวกำแพงใต้ดินเป็นโครงสร้างหินและอิฐที่หนาเกือบ 60 เซนติเมตร และมีโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่มาเสริมยุคหลังในช่วงที่มีการนำเข้าเครื่องจักรและวิศวกรเยอรมัน-อิตาลีเข้ามาแล้ว เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานโครงสร้างของ 2 ยุคเลยครับ”
เชนบอกว่า เหตุที่บ้านหลังนี้ได้รับการปรับปรุงก่อนหลังอื่น ๆ ในย่าน เป็นเพราะตั้งอยู่ริมทะเลสาบ หลังคาจึงมักจะโดนลมจนชำรุดก่อนนั่นเอง

เมื่อบ้านมาถึงมือของครอบครัวก่อนหน้า ก็ปรับปรุงครั้งใหญ่อีกครั้งราว 20 ปีก่อน เมื่อเกิดกระแสการเลี้ยงนกนางแอ่นขึ้นมาในภาคใต้
ย้อนกลับไปสมัยก่อน ผู้คนมักจะไปเก็บรังนกตามภูเขา แต่พอถูกรบกวนบ่อย ๆ นกก็พากันหาที่อยู่ใหม่ เมื่อสิ่งที่นกชอบคือความมืดและความชื้น จึงเกิดเป็นธุรกิจสร้างโกดังทึบ ๆ ที่มีน้ำข้างในเล็กน้อย เพื่อให้นกเข้าไปอาศัยอยู่เองตามธรรมชาติ คนก็ไม่ต้องไปเก็บรังนกตามภูเขา
“พอเจ้าของบ้านเดิมตัดสินใจทำบ้านให้เป็นรังนก เขาก็รีโนเวตบ้านโดยก่ออิฐปิดทึบไปหมด แต่พอทำไปแล้วเพิ่งรู้ว่าถ้าจะเก็บรังนก จะต้องทำร้ายลูกนกในรัง เขาเลยไม่ทำต่อ บ้านถูกปิดทิ้งร้างไว้อย่างนั้นเป็นสิบ ๆ ปี ไม่ได้ทำอะไรต่อเลย” เจ้าของบ้านคนใหม่เล่า

หากว่ากันด้วยบรรยากาศชุมชนโดยรอบ ราว 20 ปีที่แล้ว ถนนนครนอกเคยเป็นแหล่งที่ไม่ค่อยปลอดภัยสำหรับคนในเมืองมาก่อน ด้วยยุคที่การประมงเฟื่องฟู เรือมักจะมาจอดเทียบท่าบริเวณนี้ คนเรือก็จะขึ้นมาเที่ยวที่ถนนนครนอก ย่านนี้จึงเต็มไปด้วยอบายมุข แต่หลังจากนั้นก็มีกฎหมายเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ออกมา ทำให้ทุกอย่างหยุดลง และธุรกิจประมงก็ไปขึ้นที่อินโดนีเซียแทน ถนนนครนอกจึงกลายเป็นที่เงียบเหงา รกร้าง
เพิ่งไม่เกิน 10 ปีนี้เองที่มีแนวคิดจะเปลี่ยนเมืองเก่านี้เป็นเหล่งท่องเที่ยวของสงขลา และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวกันอย่างจริงจัง
ช่วงที่บ้านยังราคาไม่สูง มีผู้คนมาจับจองบ้านสวย ๆ ในเมืองเก่าสงขลามากมาย จนบรรยากาศเริ่มคึกคัก และทุกวันนี้ก็เริ่มเป็นย่านที่เข้มข้นไปด้วยวัฒนธรรมหลากหลายที่หลายคนจับตามอง
นับเป็นช่วงเวลาเหมาะเจาะพอดีกับที่ครอบครัวศฤงฆารนันท์มีบ้านริมทะเลสาบสวย ๆ แห่งนี้ในครอบครอง

ศักยภาพที่แท้จริง
“เราอยากรักษาสภาพเดิมของบ้านไว้ให้ได้มากที่สุดครับ” เจ้าของบ้านตอบ เมื่อเราถามถึงความตั้งใจแรกเริ่มในการปรับปรุงบ้าน
“ผมเชื่อว่าสถาปนิกคนเดิมมีความสามารถสูงมาก มองจากวิธีวางโครงสร้างและพื้นที่ภายใน อย่างแปลนคานของบ้านนี้ก็แปลก ปกติคานจะวางเป็นเส้นตรง แต่มีบริเวณหนึ่งที่คานกลับเกาะอยู่ตรงกลาง ผมเดาว่าสถาปนิกคงรู้ว่าควรเจาะช่องว่างหรือทำบันไดตรงนั้น
“อยู่ดี ๆ จะตัดส่วนไหนทิ้งไปเลยผมคงทำไม่ได้เพราะกลัวว่าโครงสร้างจะเสียหาย วิธีเดียวคือต้องตัดพื้น ซึ่งง่ายขึ้นเพราะเขาคิดมาให้แล้ว ผมไม่ได้เก่งเลย แค่พยายามต่อยอดในสิ่งที่งดงามอยู่แล้วด้วยความเคารพ
“ก่อนหน้านี้เจ้าของบ้านเดิมอาจจะเปลี่ยนตรงนั้นตรงนี้เป็นห้องน้ำบ้าง ปิดเพื่อทำที่เก็บของบ้าง การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเกิดจากความไม่รู้ครับ ถ้าผมได้คุยกับสถาปนิกอิตาลีที่ออกแบบบ้านหลังนี้ เขาอยากเปิดช่องแสงตรงไหนผมก็ยินดี”

สถาปนิกบอกกับเราว่า ถ้าไม่ใช่ที่เมืองเก่าสงขลา แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะได้บ้านแบบนี้มา เขาจึงพยายามดึงศักยภาพของบ้านหลังนี้ออกมาให้ได้มากที่สุด
Solid และ Void (พื้นที่ทึบและช่องเปิด) ที่ควรจะเป็นก็ทำให้สมบูรณ์ขึ้น เช่น หากเดิมเป็นหน้าต่างที่มีช่องแสงด้านบน ก็เปลี่ยนให้เป็นหน้าต่างยาวเพื่อขับเน้นสไตล์อาร์ตเดโค ส่วนชั้นล่างในส่วนหน้าบ้านก็ใส่บริบทความเป็นจีนเข้าไปเพิ่มเติม เช่น ประตูด้านหน้าที่มีสลักล็อกแบบจีนโบราณ ทำให้มีฟังก์ชันคล้ายเหล็กดัด คนด้านนอกยังมองทะลุเข้ามาชมความสวยงามของบ้านได้ตลอดทั้งวัน แต่มีความปลอดภัยแบบเดียวกับที่กวางโจวและฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นสถานที่ต้นกำเนิดของคนจีนในสงขลาด้วย


ด้านวัสดุต่าง ๆ พวกเขาก็เน้นใช้สิ่งที่เคยมีอยู่เดิมในสงขลาโดยเฉพาะ เช่น การใช้กระเบื้องโบราณที่ทำด้วยมือ มีรายละเอียดไม่เหมือนกันในแต่ละแผ่น สถาปนิกบอกว่าเมื่อเรียงร้อยกันเข้าไปแล้วจะดูคล้าย ‘ใบไม้’ ดูเป็นธรรมชาติ สงบ และสวยงาม

ว่าด้วยเรื่องการแบ่งโซน
ชั้นล่าง พวกเขาตั้งใจให้เป็นส่วนดูแลเพื่อน ๆ หรือพ่อแม่ จึงออกแบบให้มีครัว มีห้องน้ำส่วนตัว และมีห้องนอนอยู่ด้านหลัง รองรับได้เป็นสิบคน ส่วนชั้น 2 เป็นห้องนอนของทั้งสอง ส่วนห้องนอนลูกอยู่ชั้นบน
“เราพยายามแบ่งพื้นที่ให้แขกอยู่ได้โดยไม่รบกวนกัน บางคนเราไม่ได้สนิท แต่ถูกชะตากันแล้วมาอยู่ที่บ้านก็มี อย่างพี่ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นนักเขียน เขาก็ขอมานั่งเขียนหนังสืออยู่ที่นี่
“เราอยากให้คนที่นี่เห็นว่าของที่เขามีมันมีคุณค่าขนาดนี้” เชนเล่าถึงความตั้งใจ
หลายคนที่เคยเห็นบ้านจีนหลังอื่น ๆ ที่ทั้งคู่เคยรีโนเวต จะมองว่าบ้านหลังนี้แตกต่างออกไป หลังอื่น ๆ มักจะมีความหรูหรา โอ่อ่า และมีความเป็นจีนมากกว่าที่เราเห็นในบ้านนี้ที่ดูเรียบง่ายกว่า พวกเขาบอกว่าลูกค้าหลายคนชอบความว้าว แต่สถาปนิกอย่างเขาชอบความนิ่ง เรียบ แบบสแกนดิเนเวียน และเน้นสัจจะวัสดุ


ไพรินทร์ผู้เป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ไม่นิยามบ้านของตัวเองว่าเป็นสไตล์อะไรแน่ แต่สิ่งที่ควรเรียบก็ต้องเรียบ แล้วทำให้มีบางอย่างที่โดดเด่นออกมา เช่น ประตูหรือตู้ลอยตัวโทนสีธรรมชาติ เช่นเดียวกับที่บ้านของทั้งคู่ที่กรุงเทพฯ และมีการประดับประดาด้วยงานศิลปะที่ชอบ
มีตรงไหนที่ออกแบบแล้วชอบเป็นพิเศษบ้างไหม – เราถามไพรินทร์
“ชอบทุกอันเลย เพราะเราคิดเยอะมาก” เธอว่า
“เราคิดอยู่ตลอดว่าถ้านั่งตรงนั้นจะเห็นอะไร ตรงนี้จะเห็นอะไร เป็นมุมมองที่อยู่ในสายตาของเราตลอด อินทีเรียเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนอย่างบอกไม่ถูก”
ภาพกว้างของทะเลสาบสงขลาที่เรานั่งมองขณะคุยกันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไพรินทร์ตั้งใจไว้แล้วเช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้น ช่องเปิดฝั่งทะเลแบบนี้ก็ไม่ได้มีตั้งแต่บ้านแรกสร้าง พวกเขาบอกว่าสมัยก่อนคนไม่ค่อยมองวิวทะเลเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นนัก หากจะต้องปิดไว้ให้มิดชิด เพราะเกรงกลัวขโมยและภยันอันตรายจากผู้คนมากหน้าหลายตาที่ล่องเรือมา
ซึ่งข้อนี้ทำให้บ้านติดถนนเป็นลูกรัก ส่วนบ้านติดทะเลกลายเป็นลูกชัง

เมื่อถามว่า บ้านอยู่ริมทะเลแบบนี้จะทรุดโทรมเร็วไหม เชนก็ตอบมาทันใด
“นี่คือความยอดเยี่ยมของคนโบราณที่สงขลาครับ เขาเลือกชัยภูมิตามฮวงจุ้ย ซึ่งในความเป็นจริงมันคือหลักการวางผังเมือง ไม่ใช่เรื่องความเชื่ออย่างเดียว”
คนสมัยก่อนเลือกพื้นที่ที่คล้ายกับแอ่งในการสร้างเมือง มีสันดินเป็นแขนซ้ายขวา มีหัวเมืองอยู่ตรงกลาง เพื่อให้กระแสลมที่เข้ามาเกิดการเคลื่อนตัวและพื้นที่อยู่อาศัยรับพายุน้อยลง ผู้คนจึงอยู่สบาย นอกจากนี้ พื้นที่สูงยังเป็นที่รับน้ำจืดจากฝนที่ไหลลงมา ที่นี่จึงมีน้ำจืดตลอดเวลา ขุดไปเพียงเมตรครึ่งก็พบกับน้ำจืดแล้ว อย่างที่เราจะเห็นบ้านต่าง ๆ ในสงขลามีบ่อส่วนตัวอยู่ในบ้านนั่นเอง
ทุกวันนี้ฐานรากของบ้านนี้ก็ยังคงเป็นหินอยู่เช่นเดิม เพราะฐานรากที่แข็งแรงและชั้นทรายที่อยู่สูง บ้านหลังนี้จึงอยู่มาได้เกือบ 200 ปี
“การที่ผมได้ทำบ้านหลังนี้ ทำให้อยากคืนความงามที่เคยมีให้กลับมา หลายคนบอกว่าภูเก็ตสวย แต่ผมว่าสงขลาก็งดงามมากนะครับ”

กลับสู่เมืองสงขลา
ตอนนี้บ้าน 195 นครนอก สร้างเสร็จสมบูรณ์มาเกือบ 2 ปีแล้ว
ทุกคนยังมีงานที่ต้องเคลียร์ที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก แต่เมื่อมีเวลาก็จะมาอยู่กันที่บ้านอาร์ตเดโคหลังนี้ เชนนั่งทำงานข้างล่าง ไพรินทร์ทำงานข้างบน ระหว่างนั้นก็มองวิวทะเลที่หาไม่ได้ในกรุงไปพลาง
วันดีคืนดีก็มีเทศกาลสนุกคึกคักในเมืองเก่า เช่นขณะที่เราคุยกันอยู่ เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ก็กำลังดำเนินอยู่ด้านนอก มีนักออกแบบ ศิลปิน และคนรุ่นใหม่จากทั่วประเทศเดินตามถนน 3 เส้นหลักของเมืองเก่าขวักไขว่
เราแอบถามเชนผู้มีพื้นเพเป็นคนสงขลาว่า คิดเห็นยังไงกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเมือง
“ในความรู้สึกของผม สงขลาผ่านการเปลี่ยนแปลงของสังคมมาหลายยุคแล้ว ตั้งแต่ยุคฟองสบู่แตก จนถึงยุคที่การประมงหายไป แต่แก่นของเมืองก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมจนถึงตอนนี้”

เขาไม่กังวลว่าระบบทุนนิยมจะทำให้ที่นี่เปลี่ยนแปลงไปมากมาย และเชื่อว่าผู้คนดั้งเดิมของเมืองก็จะไม่ยอมให้ย่านเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เละเทะ เช่นเดียวกับเจ้าของบ้านเดิมที่ตัดสินใจส่งต่อบ้านนี้ให้กับเขา ด้วยเชื่อว่าเขาจะปรับปรุงจนสวยงาม
“สิ่งที่สถาปนิกอย่างผมทำได้คือทำบ้านให้ออกมาดีที่สุด พอทำได้ดีแล้ว ทุกคนก็จะอยากทำตามหรือทำให้ดีกว่า เราในฐานะคนในวิชาชีพนี้ก็ต้องพยายามทำให้ออกมาสมกับความเป็นเมืองครับ”
เชนมุ่งมั่นเรื่องการทำเมืองให้ดีเป็นอย่างมาก ทุกวันนี้เขาตั้งกลุ่ม ‘สถาปนิกอาสา’ ที่เข้าไปช่วยเรื่องการออกแบบในหน่วยงานจังหวัดโดยไม่คิดสตางค์ เพราะเชื่อว่าตราบใดที่เมืองมีผลงานการออกแบบที่ดีแล้ว วิชาชีพนักออกแบบในเมืองนั้น ๆ จะมีมูลค่าขึ้นมา

ถ้านับจากหลังแรกที่สร้างในสงขลา นี่เป็นบ้านหลังที่ 7 สำหรับเชนแล้ว
ทั้งคู่มองว่าการทำงานออกแบบและก่อสร้างตลอดเวลาอาจเหนื่อยเกินไปสำหรับอนาคต ในช่วงก่อนอายุ 70 จึงอยากสร้างโปรเจกต์หนึ่งที่ทำให้ทั้งคู่อยู่นิ่งขึ้นได้บ้าง ได้วาดรูป ดื่มน้ำชา คุยกับเพื่อน พร้อมกับสอนหนังสือไปด้วย
แม้ว่าเชนจะเติบโตในเมืองกรุงและแหลงใต้ไม่ได้อย่างใครเขา หากชีวิตก็พาให้เขากลับมาผูกพันกับรากเหง้าของตัวเองอีกครั้ง ตั้งแต่ตอนที่ได้ทำงานออกแบบให้เมืองสงขลา จนถึงตอนที่ได้มาทำบ้านของตัวเองกับไพรินทร์ในหลายปีถัดมา
ที่สำคัญคือเขายังคงตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้ทำโปรเจกต์ถัด ๆ ไปให้กับเมืองนี้ และทำหน้าที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันไว้ด้วยกันอย่างมีชีวิตชีวา

