ทุกเย็นวันจันทร์ กอล์ฟ-วรุตม์ เหลืองวัฒนากิจ จะพา น้องรฤท มาเรียนจักรยานส่วนตัวกับแชมป์จักรยาน BMX Flatland ประเทศไทย ที่สนามย่านหัวหมาก ระหว่างที่ลูกเรียนไป ล้มบ้าง หัวเราะบ้าง พ่อก็ใส่บลูทูทประชุมออนไลน์ไปด้วย ประชุมเสร็จ วางสาย พ่อก็กลับมาเฝ้ามองดูพัฒนาการในแต่ละสัปดาห์ของลูกต่อ
สำหรับคนมีลูก การมีเวลาและให้ความใกล้ชิดกับลูกได้มากที่สุดถือเป็นสิ่งมีค่าและความโชคดี
ตลอดเวลาที่สัมภาษณ์ผู้ชายคนนี้ ฉันรู้สึกว่าเขาโชคดี โชคดีที่เลือกจังหวะชีวิตตัวเองให้เลี้ยงลูกในจังหวะเช่นนี้ได้

รู้ว่าเสี่ยง แต่ก็อยากให้ลอง
“ผมชอบเลี้ยงลูกให้กล้าเสี่ยงตั้งแต่เด็ก” นี่คือบทสนทนาแรกโดยที่เรายังไม่ทันได้ถามว่าทำไมถึงเลือกให้ลูกเรียนขี่จักรยานสองล้อ “เมื่อเผชิญความเสี่ยง มันทำให้เราได้ตัดสินใจ ผมว่าการตัดสินใจเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ การกล้าตัดสินใจ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด มันอาจจะดีกว่าการไม่กล้าตัดสินใจเลย และการขี่จักรยานคือเครื่องมือในการเรียนรู้ทักษะนั้น”
หากจะถามเรื่องการเลี้ยงลูกสไตล์พ่อกอล์ฟ ต้องย้อนกลับไปที่จุดตั้งต้นก่อนว่า แล้วตัวเขาเองถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร
คำตอบคือ มันช่างเป็นขั้วตรงข้ามกับสิ่งที่เขาเลี้ยงลูกในวันนี้โดยสิ้นเชิง ตอนเด็ก ๆ เขาถูกจัดหมวดเป็นเด็กเกเร เกเรชนิดที่เข้าโรงเรียนไปเพื่อเปลี่ยนชุด เพราะรู้สึกว่าการเรียนในยุคนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ แต่เพื่อนและสังคมนอกห้องเรียนต่างหากคือโลกที่น่าสนใจ
วันนี้กอล์ฟกลายเป็นคุณพ่อลูกสอง และสิ่งหนึ่งที่เขาทำไปโดยสัญชาตญาณ คือเขากอดลูก และบอกลูกเสมอว่า ไม่ว่าลูกจะทำอะไรก็แล้วแต่ พ่อจะภูมิใจในตัวลูกและอยู่เคียงข้างลูกเสมอ (ปัจจุบันลูกสาวคนโต น้องรรัญรร วัย 11 ขวบ และน้องรฤท วัย 8 ขวบ)


KIDative ห้องทดลองและโบนัสที่มาพร้อมลูกคนแรก
กอล์ฟทำงานในแวดวงโฆษณาได้ประมาณ 10 ปีจนมีลูกคนแรก เขามองว่าอาชีพสายงานนี้มีความเข้มข้นสูง ต้องอุทิศทั้งเวลาและทุ่มเทเพื่องานอย่างหนัก หากจะตอบโจทย์ชีวิตที่ตั้งไว้ว่าอยากเลี้ยงลูกเอง 100% จะมีอาชีพอะไรที่เลี้ยงลูกได้ จนมีโอกาสรู้จักกับ ตอง-นพปฎล เทือกสุบรรณ สถาปนิกที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ทั้งคู่จึงร่วมกันก่อตั้ง KIDative ห้องทดลองทางการออกแบบที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ นำความสนใจส่วนตัว ผ่านการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ผ่าน Creative Thinking และ Design Process (ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วถือว่าเป็นธุรกิจที่ล้ำหน้าในบ้านเรามาก)
“ยุคนั้นผมตั้งคำถามว่า พ่อแม่ไม่มีกิจกรรมให้ลูกทำ วันหยุดเราไม่รู้จะทำอะไร เราจึงพาลูกไปห้าง และยุคนั้นเทคโนโลยีหรือ iPad ยังไม่แพร่หลายขนาดนี้ เราจึงเกิดไอเดียอยากออกแบบเวิร์กช็อปให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ จากเดิมที่เราออกแบบกิจกรรมให้พ่อแม่ลูกได้มีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าการไปเดินห้าง เราก็พัฒนามาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันภาพของ KIDative ชัดเจนขึ้น เราวางบทบาทตัวเองเป็น Design Lab และเราก็ค่อย ๆ เรียนรู้สิ่งนี้ไปกับการมีลูก
“สิ่งที่เราเห็นคือ ถ้าใช้ไม้บรรทัดเดียววัด เราจะเจอเด็กเรียนเก่งและเด็กเรียนไม่เก่ง เด็กที่ทำกิจกรรมเก่งกับเด็กที่ทำกิจกรรมไม่เก่ง เด็กที่วาดรูปเก่งกับเด็กที่วาดรูปไม่เก่ง แล้วจริง ๆ เด็กทุกคนจำเป็นต้องเก่งหรือเปล่า บางคนอาจจะวาดรูปไม่เก่งแต่ว่ายน้ำเก่งมาก เราจึงค้นพบว่าจริง ๆ แล้วเด็กทุกคนมีความพิเศษซ่อนอยู่ และทุกคนมีความพิเศษไม่เหมือนกัน
“ครั้งหนึ่งมีผู้ปกครองมาปรึกษาว่า ช่วยทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกเลิกชอบไดโนเสาร์ เพราะไม่อยากให้ลูกเป็นนักโบราณคดี ผมจึงถามกลับว่าทำไมต้องเลิกชอบด้วย การชอบไดโนเสาร์ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นนักโบราณคดี แต่พาลูกไปไกลกว่าสิ่งที่พ่อแม่คิด จากการชอบไดโนเสาร์ของเขาอาจเปลี่ยนเป็นเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ กราฟิกดีไซน์ หรือคาแรกเตอร์ดีไซน์ เราจึงบอกคุณแม่ไปว่า คุณแม่โชคดีมากที่ลูกรู้ว่าตัวเองชอบอะไร นี่คือสิ่งที่ KIDative ทำ คือดีไซน์เวิร์กช็อป ให้เด็ก ๆ นำสิ่งที่ตัวเองชอบและใส่ค่าตัวแปรเข้าไป”
ตลอด 10 ปีที่กอล์ฟก่อตั้งห้องทดลองสำหรับเด็ก ๆ เขาเองก็เรียนรู้และเติบโตในฐานะพ่อคนหนึ่ง แต่ที่สำคัญ คืองานนี้ทำให้เขามีเวลาเลี้ยงลูกด้วยตนเอง 100% ตามที่ตั้งใจเหมือนเมื่อ 12 ปีที่แล้ว แล้วเมื่อหันกลับมามองเมล็ดพันธุ์ในห้องทดลองของเขาเองล่ะ เขาใส่ Input อะไรลงไปบ้าง
จักรยาน เครื่องมือนักทดลอง
ถ้าห้องทดลองของ KIDative สนับสนุนให้เด็กนำสิ่งที่รัก ใส่ตัวแปร เพื่อไปเจอโอกาสและการเรียนรู้ใหม่ ๆ
ห้องเรียนในชีวิตจริงของพ่อกอล์ฟ เขาเลือกให้ลูกชายหยิบจักรยานมาเป็นสารตั้งต้นนั้น

จักรยาน เป็นเครื่องมือที่สอนลูกให้กล้าเสี่ยง กล้าตัดสินใจ และยังเป็นเครื่องมือพาเขากับลูกชายไปเจอผู้คนใหม่ ๆ ดังเช่น ตูน-ภาคภูมิ ภู่สอาด โค้ชส่วนตัวซึ่งเป็นนักกีฬาเอ็กซ์ตรีมทีมชาติไทย แชมป์จักรยาน BMX Flatland
“ผมบอกกับตูนตั้งแต่วันแรกที่พาลูกมาเรียนว่า ผมไม่ได้ต้องการพาลูกมาเป็นที่ 1 แต่อยากให้วันหนึ่งลูกใช้ทักษะการขี่จักรยาน BMX เป็นอีกหนึ่งภาษาที่เขาสร้างเพื่อนใหม่ได้ เหมือนบางคนมีดนตรี บางคนถ่ายภาพ”
น้องรฤทเรียนขี่จักรยาน BMX มาได้ปีกว่า และเริ่มชอบจักรยานจริงจังเมื่อได้รู้จักกับพี่ตูนที่เป็นมากกว่าโค้ชแต่เหมือนเป็นพี่ชาย การเรียนของทั้งคู่เป็นแบบพี่สอนน้อง สอนให้ฝึกฝนตั้งแต่ท่าพื้นฐาน เช่น ยกล้อหน้า กระดกล้อหลัง กระโดด 2 ล้อ แม้ดูเหมือนไม่ยาก แต่ต้องใช้ความพยายามและสมาธิอย่างสูง


“มันไม่ง่าย มีล้ม มีเหนื่อย บางครั้งผ่านไป 40 นาทีถึงได้จิบน้ำทีหนึ่ง เหตุผลที่เขาจริงจัง เขาไม่ได้จริงจังเพื่อเอาชนะใคร แต่เขาจริงจังเพื่อได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ”
“เมื่อเขาได้มาเรียนกับตูน ซึ่งเป็นอันดับต้น ๆ ใน BMX Flatland ของเมืองไทย คนที่เรียนจบมาไม่ทำอย่างอื่นเลย แข่งขี่ BMX อย่างเดียว คนที่อุทิศเวลาให้กับสิ่งที่รัก 100% ผมเลยอยากให้ลูกได้อยู่กับคนที่มีทัศนคติและวิธีการแบบนี้ ไม่ได้มองว่าลูกชายมาเรียนขี่จักรยาน แต่มันคือเครื่องมือช่วยให้เขาเรียนรู้การใช้ชีวิตมากขึ้น” พ่อกอล์ฟบอกเล่า ขณะสายตาไม่ละจากลูกชายที่ฝึกซ้อมตรงหน้า
พ่อกอล์ฟไม่เคยส่งลูกเรียนพิเศษอะไรเลย การขี่จักรยาน BMX คือห้องเรียนพิเศษแรก น้องรฤทจะรอคอยเวลาหลังเลิกเรียนทุก ๆ เย็นวันจันทร์ (คุณพ่อเล่าว่าลูกชายวัย 8 ขวบหวงแหนช่วงเวลานี้มาก)

“อนาคตจะเป็นอย่างไรไม่รู้ วันหนึ่งเขาอาจจะโตแล้วไม่ได้ชอบขี่ BMX ก็ได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตูนจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดี เขาอาจมองว่าตูนเป็นผู้ใหญ่ที่ให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตก็ได้” เพราะเป้าหมายไม่ได้ต้องการไปไกลถึงคว้าแชมป์ แต่ความน่าสนใจคือการสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างทางมากกว่า

เลี้ยงลูกให้สนุกกับเรื่องระหว่างทาง
สิ่งหนึ่งที่พ่อกอล์ฟใช้เป็นแกนหลักในการเลี้ยงลูก ๆ คือการสนุกและมีความสุขกับเรื่องราวระหว่างทาง ลูก ๆ ทั้งสองเติบโตมากับการเลี้ยงดูให้เล่นสนุกกลางแจ้ง เดินทาง Road Trip ในประเทศทันทีที่มีโอกาส
“สิ่งที่เรียนรู้ระหว่างเส้นทางเหล่านั้น คือเด็ก ๆ อดทน ครั้งหนึ่งทั้งครอบครัวเคยป่วยอาหารเป็นพิษระหว่างเที่ยว แต่ทุกคนช่วยกันดูแลกันและกันและผ่านพ้นมาได้ เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไป เล่นโคลน เที่ยวภูเขา ล่องทะเล หรือทริปไปเที่ยวเขาหญ้าที่ระนอง เด็ก ๆ ยังจดจำภาพนั้นได้ชัดเจน เป็น Photographic Memory
“ผมพูดกับลูกเสมอว่า เราไม่มีของแพงให้ลูก ๆ นะ แต่ความหรูหราอย่างเดียวในครอบครัวเรา คือเราอยากไปไหนก็ได้ไปด้วยกัน มันคือ ‘เวลา’ ที่เราใช้ร่วมกัน”

