การเลี้ยงลูกคืองานกลุ่มของคนเป็นพ่อและแม่ เช่นเดียวกันกับงานกลุ่มมาสเตอร์พีซของครอบครัวนี้
ภารกิจของพวกเขาคือการพาลูกสาววัย 12 ปี เอสที-วารีรยา สุขเกษม สู่นักสเกตบอร์ดไทยคนแรกที่คว้าตั๋วไปโอลิมปิก และนับเป็นนักกีฬาที่อายุน้อยที่สุดของไทยในโอลิมปิก 2024
เริ่มจากความชื่นชอบในกีฬาเอ็กซ์ตรีมของ พ่อเอส-วสุวัฒน์ สุขเกษม และ แม่ตุลย์-ตุลย์รยา จันทะวงศ์ และเริ่มชวนลูกสาววัย 5 ขวบลองไถลสองล้อโรลเลอร์เบลดเล่นเพื่อความสนุก เป็นกิจกรรมยามว่างในครอบครัว โรลเลอร์เบลดชิ้นแรกที่แม่ตุลย์ซื้อให้น้องเอสทีหัดเล่นราคาเพียง 700 บาท จากนั้นก็จูงมือไปด้วยกัน เริ่มมองหาความสนุกไปอีกขั้นด้วยการเล่นครุยเซอร์ (Cruiser) ที่มีล้อใหญ่และไถง่ายกว่าสเกตบอร์ด
วันหนึ่งแม่ตุลย์มีโอกาสพาน้องเอสทีไปเล่นสนามสเก็ตบอร์ดใกล้บ้าน DREG SkatePark เมื่อเห็นภาพของคนเล่นสเกตบอร์ดที่มีลีลา ได้ยินเสียงแผ่นสเกตกระทบกับพื้นสนาม เธอจึงเอ่ยปากชวนลูกสาวว่า “ลองเล่นสเกตบอร์ดดูไหม”

สเกตบอร์ดจะเป็น ‘ของจริง’ กับครอบครัวเรา
แม่ตุลย์เล่าว่า พวกเขาเป็นเพียงครอบครัวธรรมดา ๆ ครอบครัวหนึ่ง พ่อเอสทำธุรกิจส่วนตัวด้านการขายอะไหล่รถวินเทจ แม่ตุลย์คือผู้เข้าแข่งประกวด The Voice Thailand ซีซัน 1 และยังคงร้องเพลงเป็นอาชีพ (หากย้อนไปดูเทปรายการ เด็กน้อยที่ถูกอุ้มเชียร์คุณแม่ข้างเวทีในวันนั้นก็คือนักกีฬาทีมชาติในวันนี้) เป็นเพียงครอบครัวธรรมดาที่ชื่นชอบและสนุกกับกีฬาเอ็กซ์ตรีม เธอเล่าด้วยรอยยิ้มว่า เมื่อเห็นลูกเริ่มสนุก ลูกเอนจอยกับการไปที่สนามแล้วมีเพื่อนเล่น เมื่อสนุกกับการเล่นจึงเริ่มพัฒนาทักษะไปทีละนิด ๆ มีรุ่นพี่ชวนเล่นท่า Ollie (ท่ากระโดดโดยกระดกแผ่นสเกตบอร์ด) จากท่าพื้นฐานก็นำไปสู่ท่าอื่น ๆ แต่มากกว่าความสนุก เธอสังเกตว่าลูกสาวเป็นคนที่ต่อให้ล้ม เจ็บแค่ไหน ก็ยังเล่นต่อ!
“ช่วงแรกเราเล่นสเกตบอร์ดคู่ไปกับลูก แต่พอเราล้ม เนื่องจากเราอายุมากแล้ว เกิดมีอะไรเจ็บหรือหักขึ้นมา เราทำงานต่อไม่ได้ เลยให้ลูกเล่นคนเดียว ตอนนั้นเอสที 6 ขวบ แต่เราเห็นแววเอสทีแล้วว่า เขาเป็นคนที่เมื่อล้ม เจ็บ ร้องไห้นะ แต่ยังเล่นต่อ สังเกตบางคนล้มเจ็บก็ไม่เล่นแล้ว เรายังมีคลิปถ่ายไว้อยู่เลย วันแรกที่เล่น เอสทีอยากเล่นท่าลงบันไดเลย พอเขาลงบันได ก็ล้ม ร้องไห้ฮือ ๆ แม่…หนูเจ็บ เขาเล่นทุกวัน เขาล้มทุกวัน ร้องไห้ทุกวัน จนพี่ในสนามบอกเราว่า เอสทีน่าจะเล่นกีฬานี้ต่อไปได้ คุณแม่สนใจให้น้องฝึกท่าเพิ่มอย่างจริงจังไหม”


เมื่อเล่นในสนามใกล้บ้านได้ 1 ปี แม่ตุลย์พาน้องเอสทีมาสัมผัสกับสนามที่ใหญ่ขึ้น นั่นคือสมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย ย่านหัวหมาก ตอนนั้นเอสที 7 ขวบ “วันแรกที่มาถึง เอสทีบอกว่า แม่ กลับบ้านกัน! หนูจะเล่นยังไง แค่ไถขึ้นเนินก็ยังทำไม่ได้”
สมาคมฯ มีการสอนสเกตบอร์ดสำหรับเด็ก แม่ตุลย์จึงพาเอสทีมาเริ่มต้นเรียนสเกตบอร์ดอย่างจริงจัง “การมาที่นี่ทำให้ได้เรียนรู้ว่าสเกตบอร์ดจะเป็น ‘ของจริง’ กับครอบครัวเรามากขึ้น เราก็เพิ่งรู้ว่าสเกตบอร์ดเขามีทีมชาติด้วย” เมื่อแม่ตุลย์พาเอสทีมาเรียนสเกตบอร์ดได้เพียง 3 เดือน คุณครูก็ชวนไปลงแข่ง งานสเกตบอร์ดชิงแชมป์ประเทศไทย “รางวัลในงานมี 4 รางวัล แต่เอสทีได้ที่ 5 ยังจำได้เลย เอสทีนั่งร้องไห้ พ่อแม่ก็ปลอบว่า ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวค่อยกลับมาซ้อมใหม่ แข่งกันใหม่ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เอสทีบอกว่าเขาอยากได้รางวัล หลังจากนั้นเขาก็ซ้อม มุ่งมั่น เพราะอยากชนะ เราเองก็เริ่มจริงจัง ศึกษาว่าที่ไหนมีรายการแข่งเราก็ไปหมด และเป็นช่วงที่ทางสมาคมฯ กำลังจะเปิดคัดตัวทีมชาติหญิง เอสทีจึงเริ่มฝึกอย่างจริงจังมาตั้งแต่วันนั้น”
ใช่แล้ว! เอสทีมีเป้าหมายเป็นนักกีฬาทีมชาติตั้งแต่ 7 ขวบ


เข้าเฝือกทุกปี
ลูกจะจริงจังกับอะไร พ่อและแม่ต้องเป็นฝ่ายจริงจังกับสิ่งนั้นก่อน
เป้าหมายการเป็นนักกีฬาทีมชาติไม่ใช่แค่ฝันของเอสที แต่คือเป้าหมายของพ่อและแม่ด้วย
เมื่อรู้ว่าต้องจริงจังกับเส้นทางนี้ แม่ตุลย์เริ่มถอยจากอาชีพนักร้อง วางไมค์ และโฟกัสกับการอยู่เคียงข้างน้องเอสทีในทุก ๆ การซ้อมการแข่ง โดยมีพ่อเอสทำงานเป็นกำลังหลัก
ถ้าภาษิตยุคก่อนคือ ‘เปลก็ต้องไกว ดาบก็ต้องแกว่ง’ ภาษิตของบ้านนี้คงจะเป็น ‘งานก็ต้องทำ และพาลูกไปแข่ง’ พ่อเอสแม่ตุลย์คอยติดตามงานแข่งเก็บคะแนนทุกสนาม แม่ตุลย์เล่าว่า เธอรู้ดีว่าเอสทีเองก็เด็กเกินกว่าจะมีความฝัน แต่ในฐานะพ่อและแม่ต้องคอยจูงมือลูกไป ชี้ให้เขาเห็นทางข้างหน้า ผ่านไป 3 ปี เอสทีทำได้สำเร็จ น้องได้เป็นนักกีฬาทีมชาติตอนอายุ 10 ปี มาพร้อมโบนัสที่ไม่ได้รับเชิญ คืออาการบาดเจ็บ เอ็นไขว้หลังที่หัวเข่าขาด เนื่องมาจากการล้มระหว่างฝึกซ้อม “ครอบครัวเราทำใจไว้แล้วว่าเล่นกีฬาชนิดนี้ต้องเจ็บ”


“ทุกครั้งที่เอสทีเจ็บ เราไม่ได้คุยอะไรมาก ไม่มีปลอบเป็นคำพูด แต่เราเข้าใจกันเอง เพราะเส้นทางของเอสทีไม่ได้ก้าวกระโดด เราค่อย ๆ ไปด้วยกันทีละนิด ๆ เขาสนุกกับมันทีละนิด ๆ ถ้าเจ็บเมื่อไร ก็ใส่เฝือกและหยุดไป 6 เดือน มีถามบ้างว่าอยากพักไหม อยากกลับมาเล่นต่อไหม แต่เขาก็ไม่คิดอยากจะเลิกนะ หายแล้วก็เล่นใหม่ ทุกครั้งที่เขาหยุดพัก เราจะยังดูยูทูบสเกตบอร์ดไปด้วยกันทั้งบ้าน ก็เหมือนเป็นการพักฟื้นไปในตัว” ระหว่างที่แม่ตุลย์เล่านี้เอง ก็มีเสียงเล็ก ๆ จากน้องเอสทีร่วมมาในวงสนทนา “หนูเข้าเฝือกทุกปีค่ะ”
เป็นเรื่องธรรมดาที่เส้นทางนักกีฬาของเด็กคนหนึ่งจะมีช่วงเวลาที่งอแงบ้าง ถอดใจบ้าง พ่อเอสเล่าว่าเอสทีเองก็มีช่วงเวลาที่หมดไฟ ท้อแท้ บาดเจ็บ และไม่อยากเล่นต่อเช่นกัน “ณ วันนั้น วันที่ไม่มีใครสนใจ เราในฐานะพ่อก็ต้องให้ความสนใจ เพราะระฆังมันตีเองไม่ดัง” พ่อเอสตัดสินใจจองตั๋วพาลูกไปหาประสบการณ์ที่งาน SLS (Street League Skateboarding) ปี 2023 ที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทริปนั้นไปด้วยกัน 2 คนพ่อลูก
“ผมอยากรู้ว่า ถ้าลูกไปเห็นลีกระดับโลกแล้วยังอยากกลับมาเล่นไหม สุดท้ายกลับมาเขาก็มีแรงฮึด แต่แรงฮึดก็ไม่เท่ากับวินัยที่ทำเป็นประจำ และเขาควรอยากทำด้วยตัวเขาเอง มันจะไปได้ดีกว่าที่พ่อแม่ผลักเขา ถ้าแรงเขาไม่ไป เวลาที่เราผลัก เราจะเหนื่อยมาก”

เราจะหยุดฝันก่อนไหม
กลับมาครั้งนี้ เป้าหมายต่อไปคือปารีส โอลิมปิก 2024 ซึ่งการไปสู่เส้นทางนั้นได้คือต้องไปเก็บคะแนนตามสนามต่าง ๆ เรียกว่า ‘สเกตบอร์ด โอลิมปิก ควอลิฟาย ซีรีส์’ ซึ่งเอสทีมีเวลาเตรียมตัวโค้งสุดท้ายเพียง 7 เดือน จะต้องไปเก็บคะแนนที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี

ตอนนั้นแม่ตุลย์เริ่มคุยในครอบครัวว่า การไปควอลิฟายแต่ละสนามจำเป็นต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงมาก งบประมาณในการไปต่างประเทศนี้ ครอบครัวต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด เราจะหยุดฝันถึงโอลิมปิกก่อนไหม ลูกยังเล่นไม่ได้ และเราเพิ่งกลับจากการไปดูงาน SLS มา แต่วันนั้น เมื่อพ่อเอสตัดสินใจว่าจะไปเส้นทางนี้ต่อ ครอบครัวก็ต้องร่วมกันวางแผนและไปด้วยกันให้ถึงที่สุด แม่ตุลย์เล่าว่า “เมื่อเราไม่ได้พร้อมที่สุด เราก็ต้องตัดบางอย่างออกไป เราเลือกเช่าที่พักที่ถูกที่สุด โดยเลือกอยู่ไกลสนามแข่งขันออกไป 30 กิโลเมตร แล้วนั่งรถไฟเข้ามา เดินทางไป-กลับ วันละ 4 ชั่วโมง คำนวณแล้วว่าพักไกลหน่อย แต่เรามีเงินเหลือครึ่งหนึ่ง เอสทีต้องซ้อมตั้งแต่ 9 โมง ดังนั้นต้องตื่นตี 4 – 5 ทุกวันจนจบการแข่ง ซ้อม 3 วัน แข่งอีก 2 วัน”


สเกตบอร์ดไม่มีคำว่าฟลุก
“การจะไปโอลิมปิกโดยมีเวลา 7 เดือน พ่อและแม่จะเป็นคนวางแผน จะหาครูผู้สอนในเอสทีเล่นตามท่าต่าง ๆ ได้ สเกตบอร์ดไม่ใช่แค่เล่นและซ้อม แต่เราต้องดูคู่แข่งต่างประเทศด้วย เราเรียนรู้และใช้เวลากับมัน
“ผมศึกษาคู่แข่งถึงขั้นว่า คนนี้เล่นตั้งแต่เมื่อไร เล่นที่ไหน เล่นกับใคร และใช้เวลาเท่าไร จึงได้สถิติเท่านี้ เราคุยกันมาตลอด และในเวลา 7 เดือน เรารู้ดีว่าลูกเราเพิ่มท่าใหม่ไม่ทัน ดังนั้น เราแนะนำให้ลูกเล่นท่าที่ถนัด เล่นให้ชัวร์ที่สุด เพื่อลงให้สวยงามที่สุด นั่นคือท่า Back Lift Front Lift” พ่อเอสเสริมถึงกลยุทธ์
“สเกตบอร์ดไม่มีคำว่าฟลุก มันคือการฝึกฝน คือความชัวร์ว่ากล้ามเนื้อเราจดจำสรีระตัวเองในการทำท่านั้นอย่างไร จำพลังในการเล่นอย่างไร ให้ไม่มากไป ไม่น้อยไป เพื่อหมุนตัวให้ลงในตำแหน่งเดิม ดังนั้นทุก ๆ อย่างเริ่มจากการฝึกฝนและวินัย”
เราจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีวินัย เราถามคำถามสุดท้าย
“เอสทีไม่รู้จักคำว่าวินัยหรอก รู้แค่ว่าต้องไป ต้องทำ เพราะเราตื่นก่อนเขา จูงมือเขาไปเสมอ” แม่ตุลย์อมยิ้ม
ผลลัพธ์คงไม่ต้องเล่าเพิ่ม เอสทีกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกีฬาเอ็กซ์ตรีมไทย
แม่คุยกับเอสทีเสมอว่า เป้าหมายไปโอลิมปิกทำสำเร็จแล้ว เป้าหมายของพ่อแม่จบลงแล้ว ต่อจากนี้เป็นเป้าหมายของเอสทีแล้วนะ ปีนี้เอสทีอายุ 13 ปีแล้ว เติบโตและมีความคิดของตัวเองมากขึ้น แต่ต่อให้เป้าหมายของเอสทีจะเป็นอย่างไร จะมีพ่อและแม่ยืนอยู่เคียงข้างเสมอ

