ยุคนี้ พ่อแม่ส่วนใหญ่อยากเป็นเพื่อนกับลูก
ลึก ๆ เราต่างกลัวว่าลูกจะจากเราไป
วันหนึ่งเขาจะมีชีวิต ความรัก ความฝันที่เขาเลือกเอง
หากลูกนับเราเป็นเพื่อน ไว้ใจ อย่างน้อยเขาก็อยากเล่าความฝันของเขาให้เราฟัง หากมีปัญหา คนเป็นพ่อเป็นแม่คงรู้สึกดีหากเขาปรึกษากับ ‘เพื่อน’ ที่ชื่อว่า ‘พ่อแม่’
ความยากของพ่อแม่ยุคนี้โดยเฉพาะครอบครัวในเมือง คือมีเวลาให้ลูกอย่างใกล้ชิดจริง ๆ น้อยมาก
ไม่ได้ตั้งใจเลย ใครบ้างไม่อยากเลี้ยงลูกให้ดี แต่โลกบังคับให้ชีวิตเป็นแบบนี้
หลายครอบครัว เพียงชั่วพริบตาลูกและเราก็เหมือนอยู่ดาวคนละดวง ทั้งที่อยู่ในบ้านเดียวกัน
พิชิต วีรังคบุตร มีเวลาน้อยมาก
ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ยุ่งมาก ต้องดูแลงานใหญ่ ๆ อย่าง Bangkok Design Week และกิจกรรมของกลุ่มสร้างสรรค์ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ไปสนามบินบ่อยพอ ๆ กับห้างสรรพสินค้า
เมื่อมีลูก มะลิ วีรังคบุตร เขาหารือกับภรรยา วลัย วีรังคบุตร สรุปกันว่าเรื่องหนึ่งที่พ่อแม่อย่างพวกเขาจะไม่พลาด คือต้องมีเวลาให้ลูกเต็มที่ แบบที่เรียกว่า ‘Quality Time’

บางวันเขามีเวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่หากได้อยู่กับลูกแบบไม่มีอะไรกวน มันก็มีความหมาย
แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ‘อยู่กับลูก เราจะทำอะไรกันดี’
“เราจะถามลูกได้นานแค่ไหนและบ่อยแค่ไหนว่า วันนี้โรงเรียนเป็นไงบ้าง สนุกมั้ย ถามได้ทุกวันหรือเปล่า เรื่องนี้เป็นกิจกรรมที่ใช้งานไม่ได้จริงกับเรา
“เราเลยพยายามมองหาว่า เราจะคุยกับลูกเรื่องอะไรได้บ้าง สมมติว่าเหลือเวลาแค่ชั่วโมงเดียว โยนมือถือทิ้ง หาบทสนทนา ซึ่งหายากมาก เราเลยคิดว่าเรื่องเพลงคือหนึ่งในนั้น”
พิชิตผูกพันกับดนตรี ครอบครัวของเขาเคยทำธุรกิจโรงเรียนดนตรีสยามกลการ โตมากับพี่ชายที่เปิดเพลงอย่าง Queen, อัสนี-วสันต์ และเพลงป๊อปอีกหลายยุค ยังไม่นับว่าเขาเคยทำงานในค่ายเพลงอย่าง Bakery Music นั่นคือเหตุผลที่เขาเลือกเพลงเป็นเครื่องมือในการขอเป็นเพื่อนกับมะลิ
“เราคิดว่าความผูกพันหรือ Bonding เกิดจากบทสนทนาร่วมกัน มีความสนใจร่วมกัน จึงจะเกิดบทสนทนาที่ดี เราไม่รู้จะเริ่มตรงไหน แต่พื้นฐานเราโตมากับครอบครัวที่เกี่ยวกับเพลง”


ตำราเลี้ยงลูกแนะนำว่าควรเปิดเพลงคลาสสิก เขาเปิด Phil Collins, Madonna เพราะหูมาทางนี้มากกว่า จากนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ โตมาก็เป็นเพลงเด็ก สักพักก็เป็น Let It Go สุดฮิต ปล่อยไหลมาจนถึงยุค BLACKPINK, BTS, The Neighbourhood, Chase Atlantic และอีกมาก
ช่วงปี 2008 – 2009 ยิ่งสนุก แผ่นเสียงกำลังมา พ่อแม่ลูกพากันเข้าร้านแผ่นเสียงและซีดี ได้เปิด ได้เล่น ยิ่งมีเรื่องคุยกัน พ่อก็สนุก เคยซื้อ Walkman เป็นของขวัญให้มะลิด้วย
เวลาไปเที่ยว พิชิตชอบเลือกเพลงจากหนึ่งศิลปิน เปิดวนเป็นเพลงประจำทริป ส่วนใหญ่เป็นเพลงที่เกี่ยวกับสถานที่ไม่ก็กำลังดังตอนนั้น เช่น ตอนไปอังกฤษเขาเลือก Coldplay ช่วงที่ไปเมลเบิร์น Kill This Love ของ BLACKPINK ดังพอดีก็ฟังวนไป หรือตอนไปฮ่องกง พ่อก็นึกสนุกเปิด Kowloon Hong Kong ฉบับ Frances Yip สุดคลาสสิก
ไอเดียคือสร้างความทรงจำผ่านบทเพลง เอามาฟังเมื่อไหร่ ภาพทั้งหมดจะลอยมาเร็วกว่าดูภาพถ่ายเสียอีก
แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

“ตอนเราโตมา จำนวนเพลงและการโปรโมตไม่เหมือนปัจจุบัน เราโตมากับพ่อแม่ที่เปิดเพลงเหมือนกัน เรารู้ว่าเพลงนี้ยุคไหน
“เราฟัง อัสนี-วสันต์ ตอนประถม ฟัง Moderndog ตอนมัธยม ฟัง Flure ตอนมหาลัย เราจำเพลงเป็นยุคสมัย” พิชิตเล่า
“แต่เด็กยุคนี้เปิดเพลงแบบ 5 ทศวรรษในช่วงเวลาเดียวกัน เขาจะนึกไม่ออกเลยว่ามันคืออะไร
“ปัญหาคือเขาจะไม่รู้ยุค ไม่รู้บริบท ไม่เหมือนที่เราฟัง สมมติถ้าเอา อัสนี-วสันต์ เป็นตัวตั้ง เราจะรู้เลยว่าแฟชั่นยุคนั้นเป็นยังไง เมืองเป็นยังไง จิตใจของคนยุคนั้นเป็นอย่างไร” พิชิตเล่า
หากเราให้ลูกเข้าใจว่าเพลงอยู่ยุคไหน จะช่วยให้เขาเชื่อมโยงกับประเด็นทางวัฒนธรรมที่มากับเพลงด้วย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรองผู้อำนวยการ CEA

“ถ้ารู้ การเรียนรู้ของลูกจะไปต่อได้ หรือเขาจะอยากหาความรู้เพิ่มเติม น่าจะช่วยให้เขาเข้าใจอะไรมากขึ้น หรือแม้กระทั่งเอาไปเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัวเขา ทั้งประเด็นของเพลงในบริบทเดิมกับในบริบทใหม่ที่เขาอยู่ ถ้าเขารู้มันจะง่ายขึ้น”
มะลิรู้จักเจ้าแม่แฟชั่น Vivienne Westwood จากวงดนตรีเกาหลี อยากอ่านหนังสือจากการแนะนำของสมาชิกวง BTS เริ่มสนใจสุนทรียศาสตร์อย่างน้ำหอม ก็มีต้นทางจากเพลงทั้งสิ้น
อย่างที่เกริ่นว่าพ่อและแม่อยากหาเรื่องคุยกับลูก ทั้ง 2 คนก็ได้มีเรื่องคุยสมใจ เช่น ตอนมะลิเตรียมตัวไปคอนเสิร์ต Olivia Rodrigo ต้องหาซื้อเสื้อผ้ามาใส่ พิชิตแนะนำให้หา Total Look ก่อน แล้วค่อยหาเสื้อผ้าที่เข้ากันมาใส่ นี่คือวิธีที่มะลิรู้จักคำว่าแฟชั่นผ่านการลงมือทำจริง
แม้บางเรื่อง คนเป็นพ่อแม่ต้องใจถึงหน่อย เช่น ให้ลูกไปคอนเสิร์ตกับรุ่นพี่รุ่นน้องและกลับบ้านตรงจุดนัดพบเอง
เรื่องน่าสนุก คือช่วงหลังลูกก็มาแนะนำเพลงให้พ่อฟังบ้าง เคสล่าสุดคือ Laufey ศิลปินแจ๊สโมเดิร์นที่พ่อแม่ต้องถามลูกว่าคือใคร และชื่อเขาอ่านว่าอะไร


“สำหรับเรา เพลงนำมาสู่ศิลปะ แฟชั่น และบทสนทนาทางวัฒนธรรม มันจะนำมาสู่การพูดคุยที่ไม่ใช่แค่เรื่องโรงเรียนเป็นไงบ้าง” พ่อพิชิตเล่า
“ดนตรีเป็นเครื่องมือที่จะเพิ่มโอกาสสร้างบทสนทนากับลูก ในทุกขั้นที่เขาเติบโต อายุ 1 – 3, 4 – 6, 7 – 9 และ 10 – 12 ส่วนใหญ่พ่อแม่อยู่ขั้นแรก คอยสั่งการ ความไม่เข้าใจกันเกิดเพราะเรื่องนี้ บานไปกว่านั้นก็จะเกิดความขัดแย้ง ถ้าพ่อแม่โตไปกับลูกได้ด้วย Bonding บางอย่าง เพลงน่าจะเป็นตัวกลางหนึ่งหรือตัวกลางเดียวที่เราเห็น
“เราตอบอะไรไม่ได้เลยว่าเพลงมีประโยชน์อย่างไร แต่คิดว่ามันดี การเอาเพลงเป็นเครื่องมือในการที่จะเป็นเพื่อนลูก เราและเขาได้มีโอกาสเติบโตไปด้วยกัน เราว่าสำคัญสุดคือมีบทสนทนา

“มันอาจไม่ใช่วิธีที่ดีสุดสำหรับทุกคนนะ แต่เราคิดว่านี่อาจจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่หลายบ้านลองปรับใช้ดูได้ ถ้าเรามีเป้าหมายในการที่จะเป็นเพื่อนเขา มีเป้าหมายที่จะทำให้เกิด Quality Time ได้ เราคิดว่านี่ก็เป็นเครื่องมือที่ต้องพิสูจน์กันไปเรื่อย ๆ ยังพยายามที่จะลองท้าทายว่าไปต่อได้มั้ย หรือเครื่องมือนี้อาจจะนำไปสู่ประตูอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องมือที่ดีกว่านี้”

