30 มีนาคม 2026
1 K

นิดนก-พนิตชนก ดำเนินธรรม เป็นคุณแม่นักเขียน-นักเล่าเรื่องผู้รันวงการแม่และเด็กตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง ด้วยลีลามากอารมณ์ขัน มองโลกในแง่จริง 

ถ้าใครมีลูกในช่วงวัย 6 – 8 ปี เชื่อว่าบางท่านอาจคุ้นเคยและโตไปด้วยกันกับเพจ NidNok และพอดแคสต์ The Rookie Mom ที่เธอเป็นโฮสต์จัดรายการ หรือถ้าคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงที่เข้าสู่วงการอ่านนิทานให้ลูกฟัง ย่อมต้องคุ้นเคยกับชื่อแม่นิดนกอยู่บ้าง เธอมีบทบาทสำคัญในการร่วมสร้างสรรค์เทศกาลหนังสือภาพสำหรับเด็ก ในฐานะ Festival Manager of Bangkok Children’s Picture Book Festival เทศกาลหนังสือภาพสำหรับเด็ก กรุงเทพฯ และเป็นผู้คัดเลือกหนังสือให้กับหลายโครงการดี ๆ ด้านการเรียนรู้ในบ้านเรา 

ทุกครั้งที่แม่นิดนกเล่าเรื่องราวลงบนเพจ มักจะเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ชวนตั้งคำถาม แม้จะเป็นเนื้อหาที่ยาวและลึก แต่ก็มีชุดความรู้อ้างอิง 

“เพราะเราไม่ใช่คุณหมอ ไม่ใช่คุณครู ไม่ใช่นักจิตวิทยา เราไม่ใช่อะไรเลย เราเป็นแค่แม่ แต่เราก็อยากใช้สัญชาตญาณในการสื่อสารได้เหมือนกัน จึงเป็นจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องมีชุดข้อมูลมาสนับสนุน” 

สิ่งที่เธอทำคืออ่านข้อมูล พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นก็เข้าสู่เฟสทดลอง เลี้ยงลูกด้วยความคิดของตัวเองผนวกสัญชาตญาณเข้าไป เนื้อหาในเพจของแม่นิดนกก็เติบโตไปพร้อมกับช่วงวัยของลูก ตั้งแต่การกิน การนอน การเรียนรู้ การอ่าน การเล่น และความคาดหวังของพ่อแม่ แต่ทั้งหมดยืนอยู่บนพื้นฐานเดิมเสมอ คือเล่าเรื่องสิ่งที่คนเป็นแม่ต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน 

เรามีนัดกับแม่นิดนกในเช้าวันเสาร์ อาจเป็นเวลาเช้ากว่าที่ใครหลาย ๆ คนจะเริ่มงานในวันหยุด แต่สำหรับมนุษย์แม่ พวกเรามักจะเริ่มต้นวันกันตั้งแต่เช้า 

“เดี๋ยว ณนญ ตามมานะคะ ตอนนี้ขอเวลาดู ช่อง 9 การ์ตูน ก่อน” แม่นิดนกเล่าไปยิ้มไป นี่คือเวลาช่วงไพรม์ไทม์ช่วงเดียวของลูกสาววัย 8 ขวบที่จะได้รอคอยดูการ์ตูนเรื่องโปรด เธอมีกฎเล็ก ๆ ว่า ลูกสาวจะได้ดูการ์ตูนในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ชวนให้ตั้งคำถามว่า ท่ามกลางโลกที่มีความน่าตื่นเต้น สิ่งเย้ายวนในโลกออนไลน์เต็มไปหมด เธอพาลูกของเธอเติบโตและสนุกไปด้วยกันอย่างไร

“สิ่งที่ทำต่อเนื่องเสมอ คือการอ่านนิทาน อ่านหนังสือด้วยกัน เพราะเราเองก็โตมาในห้องสมุด”

ลูก-หลานบรรณารักษ์ 

“เราเลี้ยงลูกในวันนี้ก็มีส่วนคล้ายกับที่แม่เลี้ยงเรานะ 

“แม่ของเราเป็นครู เป็นบรรณารักษ์ เราสนิทกับแม่มาก ตัวติดกับแม่เลยก็ว่าได้ แต่เสียดายที่แม่เราจากไปแล้ว” 

แม่นิดนกขยายความคำว่า ‘ตัวติดกับแม่’ หมายถึงแม่ทำอะไรเธอเป็นเด็กก็ต้องไปด้วย เป็นชีวิตที่ไม่มีพี่เลี้ยง เวลาแม่ไปอบรม ไปเข้าค่ายยุวกาชาด เธอก็ต้องไปด้วย เธอจึงเป็นเด็กที่โตมากับทุกกิจกรรมแบบผู้ใหญ่ ได้พบเจอชีวิตจริง ไม่มีเวลามางอแงแบบเด็ก ๆ เพราะต่อให้งอแงก็จะไม่มีใครมาสนใจ 

แต่ในขณะเดียวกัน แม่ก็เลี้ยงให้เธอเติบโตมาอย่างอิสระ เชื่อมั่นในตัวเธอ ปล่อยให้ตัดสินใจเอง และรับผลของการตัดสินใจเองในทุก ๆ เรื่อง พูดได้เต็มปากว่าที่แม่นิดนกเป็นตัวของตัวเองเช่นวันนี้ เธอมีเมล็ดพันธุ์ของแม่งอกงามในตัวของเธออยู่

จนในวันที่เป็นแม่คนและได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงเด็ก โดยเฉพาะงานเขียนของ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่เน้นย้ำเรื่องการสร้างสายสัมพันธ์ เธอยกให้ว่าคุณหมอเปรียบเป็นโยดาแห่งการเลี้ยงลูก คำว่า ‘สายสัมพันธ์’ ที่คุณหมอพูดถึงนั้น เหมือนกำลังอธิบายชีวิตวัยเด็กของเธอเอง

แนวคิดของคุณหมอให้ความสำคัญกับการสร้าง ‘แม่ที่มีอยู่จริง’ (Real Mother) คือผู้เลี้ยงดูหลักที่อยู่เคียงข้างลูกอย่างสม่ำเสมอใน 3 ปีแรก (จะเป็นแม่ พ่อ หรือใครก็ได้ แต่อย่างน้อยเด็กต้องมีคนคนนี้) เขาจะสร้างความไว้วางใจ (Trust) และสายสัมพันธ์ที่มั่นคง (Attachment) ให้กับลูก นั่นคือรากฐานของทุกสิ่ง และสิ่งนี้เองจะสร้างความมั่นคงและแข็งแรงของจิตใจให้กับเด็กตลอดชีวิตที่เหลือ ทฤษฎีนี้พิสูจน์มาแล้วว่า สายสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างเธอกับแม่นั้นเต็มอิ่มมาก 

เธอเล่าว่าในวันที่แม่จากไป เธออายุ 18 ปี เป็นวัยรุ่นเต็มที่ แต่เธอแทบไม่ร้องไห้เลย เพราะรู้สึกว่าได้ทำทุกอย่างกับแม่อย่างเต็มที่แล้ว และรากฐานนี้ทำให้เธอเดินไปต่อข้างหน้าได้ 

“สายสัมพันธ์ควรเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนทำได้ ไม่ว่าคุณจะมีฐานะหรือไม่ หรือแม้แต่อยู่ในระบบความเหลื่อมล้ำอย่างไร แต่สายสัมพันธ์เป็นสิ่งเดียวที่ง่ายที่สุดที่ผู้ใหญ่มอบให้เด็กได้ ต่อให้คุณพ่อคุณแม่ส่งลูกไปให้คุณยายเลี้ยง แต่อย่างน้อยเด็กต้องมีสายสัมพันธ์ มีความผูกพันกับคนที่เลี้ยงเขา เราคิดว่าสายสัมพันธ์นั้นจำเป็นมาก ๆ ในวันที่เราโตขึ้น อกหัก ผิดหวัง หรือทำอะไรผิดสักอย่าง เขาต้องหันมาเจอใคร”

อ่านสร้างตัวตน 

“สิ่งที่คุณหมอประเสริฐเชื่อมโยงให้ง่ายที่สุดคือการอ่าน เป็นเครื่องมือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน” แม่นิดนกสรุปเคล็ดลับจากโยดาของเธอ ให้ทำ 3 สิ่งนี้ให้มากที่สุดในช่วง 7 ปีแรก 

นั่นคืออ่านและเล่น ใน 3 ปีแรก และเริ่มทำงานบ้านก่อนอายุ 7 ปี ที่สำคัญ เธอเป็นแม่ที่ไม่เร่งให้ลูก ‘รีบโต’ 

สอดคล้องช่วงเวลาวัยอนุบาลของน้องณนญ แม่นิดนกได้พบกับ ครูก้า-กรองทอง บุญประคอง คุณครูผู้ก่อตั้งโรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย) ที่เชื่อมั่นในแนวทางการเติบโตของเด็กว่า พ่อแม่ต้องเชื่อมั่นในตัวเด็กมาก ๆ เด็กทุกคนมีศักยภาพติดตัวมาตั้งแต่เกิด และเรามีหน้าที่หล่อเลี้ยงและรักษาไว้ ซึ่งสิ่งนั้นจะนำไปสู่การสร้างสายสัมพันธ์ สร้างตัวตนของเด็ก เมื่อเด็กมีตัวตนชัดเจนแล้ว ก็จะนำไปสู่การสร้าง EF* EQ และอื่น ๆ 

(EF* หรือ Executive Functions) คือทักษะสมองส่วนหน้าในการบริหารจัดการชีวิตขั้นสูง ทำหน้าที่ควบคุมความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม เพื่อเป้าหมายที่ต้องการ)

ช่วงปฐมวัยของน้องณนญ ที่โรงเรียนจะให้ความสำคัญกับการ ‘ได้เลือก’ คุณครูจะฟังเสียงของเด็ก ๆ ทุกคน ดังนั้น เมื่อมีกิจกรรมใด ๆ อย่างน้อยต้องมี 2 ทางเลือกให้เด็กได้เลือกเสมอ เช่น ถ้ามีการแสดง จะมีชุดมาให้เลือก 3 – 4 ชุด แล้วให้เด็กเลือกว่าอยากจะใส่ชุดอะไร หรือหากได้วาดรูป เด็ก ๆ จะได้ลองชนิดของสีที่แตกต่าง เพื่อให้พ่อแม่ได้สังเกตว่าเขาเลือกอะไร เขาสนใจอะไร 

“ครูก้าบอกเสมอว่า ถ้าเรายังไม่เจอว่าลูกมีแพสชันกับเรื่องใดเป็นพิเศษ ปล่อยให้เขาค้นหาไปก่อน ถ้าเขาชอบเลข ก็ให้หา 100 วิธีในการเรียนรู้เลข ให้ได้ลองหยิบจับ ชั่ง ตวง วัด คิดคำนวณ จดบันทึกไปก่อน ให้เขาพึงพอใจกับสิ่งนั้นสุด ๆ แล้วค่อยพาไปเสริมก็ได้ สิ่งนี้ไม่ได้ช้าเกินไป

“ให้เด็กได้ฝึกใช้สัญชาตญาณ” แม่นิดนกย้ำ 

“คุยกับครูก้า เราเองก็เพิ่งได้ยินคำนี้ตอนลูกเข้าโรงเรียนคำว่า Sensory Integration (การบูรณาการประสาทสัมผัส) การฝึกฝนประสาทสัมผัสทั้ง 5 ตั้งแต่เด็ก ไม่ได้ส่งผลแค่การรับรู้เท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยตอนโต ถ้าเด็กไม่ได้มีโอกาสบริหารเซนส์เลย โตขึ้นเขาก็จะเป็นคนเซนส์ไม่ดี นั่งประชุมอยู่ก็ไม่รู้ว่าบรรยากาศกำลังเครียดอยู่ หรือเรื่องง่าย ๆ แค่จัดของหลังรถ จะรู้ได้ว่าควรจัดลำดับความสำคัญตรงไหน” 

เธอเล่าว่าทุกเช้าที่โรงเรียนลูกจะฝึกให้เด็กคลานเป็นหมาเพื่อบริหารเอ็นข้อต่อ ให้ลองสัมผัสทางเดินที่มีสัมผัสหลากหลาย หิน ทราย หรือพื้นที่แหลมคม เด็กที่เซนส์ดี ๆ ก็จะมองว่าถ้าเป็นพื้นแหลม ๆ เราจะไม่กระโดดเพราะอาจจะเจ็บ ถ้าเจอพื้นนุ่ม ๆ จึงกระโดดได้ และเขาจะไม่มีปัญหาในการเล่นกับเพื่อน เพราะเขาจะรู้จังหวะแรงของตัวเอง ทั้งหมดคือการรับรู้ที่ละเอียด และจะนำไปสู่การใช้ชีวิตที่ละเอียด

ซึ่งการอ่าน การเล่น การทำงาน คือพื้นฐานในการขยายสัญชาตญาณ (Sensory) เช่นกัน
แม่นิดนกเล่าตัวอย่างเรื่องเซนส์ของเด็ก 8 ขวบง่าย ๆ ว่า ลูกสาวของเธอไม่ใช่สายหวาน ในขณะที่เพื่อนสาวตัวน้อยเริ่มชอบกระซิบกระซาบ เมาท์มอยตามวัย ณนญจัดการความรู้สึกที่ไม่อยากฟังเพื่อนเมาท์มอยด้วยการบอกเพื่อนว่า เราขอไปห้องน้ำก่อน สะท้อนวิธีเลี่ยงความรู้สึกของเด็ก 8 ขวบที่ละเอียดอ่อน 

รูมเมตห้องสมุด 

แม่นิดนกนิยามว่าเธอเป็นลูกสาวบรรณารักษ์ที่มีความผูกพันกับหนังสือแบบ ‘เพื่อนคนหนึ่ง’ แต่ขอเป็นเพื่อนที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ผูกมัด (ว่าต้องอ่านทุกเวลา) เธอรู้ว่าหนังสือจะรอเธออยู่เสมอ หนังสือคือเพื่อนที่ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เคว้งคว้าง ซึ่งถ้าเธอมีเพื่อนสนิทเป็นหนังสือ เธอก็อยากจะให้ลูกสาวสนิทกับสิ่งนี้ด้วย

“เราคิดว่าสภาพแวดล้อมมีส่วนสำคัญมากเหมือนกัน เราโตมาด้วยอะไร เราก็มีแนวโน้มจะผูกพันกับสิ่งนั้น เหมือนที่เราเองก็โตมาในห้องสมุด บางทีฟังก์ชันของหนังสืออาจจะไม่ได้เพื่อการอ่านก็ได้นะ อาจจะเพื่อมาเป็นของเล่นก็ได้” 

เมื่อต้นปี เธอโพสต์ภาพลูกสาวก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในห้องหนังสือที่บ้าน ฉากหลังเป็นตู้หนังสือใบใหญ่ อัดแน่นไปด้วยหนังสือทั้งของแม่และของลูก จากเดิมห้องนี้เคยเป็นห้องของเล่นอย่างหนักหน่วงในช่วงโควิด-19 ปัจจุบันปรับมาเป็นตู้นิทานตามช่วงวัย แต่ต่อให้ 8 ขวบ อ่านหนังสือเองได้ ลูกสาวก็ยังสนุกที่จะให้แม่ช่วยอ่านให้ฟังอยู่ 

เป็นลูกสาวคุณแม่บรรณารักษ์ แม่นิดนกเดินตามรอยคุณแม่ตัวเอง แต่ห้องสมุดของเธอขยายกว้างใหญ่กว่านั้น ครั้งหนึ่งเธอเคยเปิดร้านหนังสือออนไลน์ ที่ชื่อว่า ‘BooksBunny ร้านหนังสือตราเด็กส่งกระต่าย’ คอยแนะนำหนังสือน่าอ่านให้แม่ ๆ เอฟกันรัว ๆ และในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บทบาทของเธอในแวดวงการอ่านชัดเจนขึ้นในฐานะ Festival Manager เทศกาลหนังสือภาพสำหรับเด็ก ทำหน้าที่คัดสรรหนังสือ ออกแบบนิทรรศการ สร้างสรรค์เนื้อหา และสร้างบรรยากาศการอ่านที่มีทั้งเวทีเล่านิทานและพื้นที่ให้พ่อแม่ลูกนั่งอ่านหนังสือด้วยกัน

แม่นิดนกขยายความว่า หนังสือภาพต่างจากหนังสือนิทาน เพราะในศัพท์สากล Picture Book คือหนังสือที่เล่าเรื่องด้วยภาพ จะมีตัวหนังสือหรือไม่ก็ได้ เด็กเล็กอ่านโลกด้วยภาพตั้งแต่จำใบหน้าแม่ อ่านตัวอักษรเป็นภาพ ดังนั้น หนังสือภาพที่สร้างอย่างละเอียดอ่อนโดยศิลปิน จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนา Sensory เด็กจะอ่านภาพ คาดเดา จินตนาการจากสีหน้า ตัวละคร และเหตุการณ์ 

ครูก้าบอกเสมอว่านี่คือการฝึก ‘อ่านโลก’ คือการอ่านสีหน้า อากาศ ต้นไม้ และสถานการณ์ ซึ่งต้องเกิดจาก Input ที่ร่ำรวยมาก ๆ จากหนังสือที่เขาได้อ่าน ซึ่งเป็นสื่อเดียวที่เหมาะกับเด็กเล็ก ในต่างประเทศ จะใช้คำว่า Picture Book ตั้งแต่ 0 – 99 ปี แปลว่าหนังสือภาพเหมาะสำหรับทุกคน

เธอเคยจัดหนังสือภาพให้กับผู้ที่ทำโครงการอ่านหนังสือในเรือนจำ ได้ข้อมูลว่า อุปสรรคหนึ่งของคนที่อยู่ในเรือนจำบางส่วน คือเขาอาจยังอ่านหนังสือไม่คล่อง หากเราส่งหนังสือเนื้อหาประวัติศาสตร์ไป เขาจะอ่านไม่ได้ หรือเมื่อส่งหนังสือภาพไป มีภาพ มันสื่อสารกับพวกเขาได้ หรือหนังสือภาพบางเล่มก็สื่อสารกับผู้สูงอายุหรือกลุ่มคนชาติพันธุ์

มีช่วงหนึ่งเธอเองก็เคยสงสัยเหมือนกันว่าสิ่งที่เธอทำอาจดูโลกสวย เพราะเธอเติบโตมากับหนังสือ แต่หลาย ๆ ครอบครัวไม่ได้มีโอกาสแบบนั้น จนเธอได้ยินเรื่องจากนักส่งเสริมการอ่านที่ยโสธร ซึ่งไปอ่านหนังสือให้เด็กในครอบครัวที่เป็นใบ้กันมาหลายรุ่น และเด็กคนนี้ฝึกพูดได้ เมื่อมีคนคอยอ่านหนังสือให้เขาฟัง

“เคยมีคุณแม่ท่านหนึ่ง เครียดมาก มาคุยด้วย บอกลูกไม่ชอบอ่านหนังสือเลย เราเลยแนะนำหนังสือ แก๊งเหมียวจอมป่วน ลองดูสิคะ คุณแม่ถามว่า หนังสือเล่มนี้สอนอะไร เราตอบว่าไม่สอนอะไรเลยค่ะ บางเรื่องก็แค่ตลก สนุก แต่สิ่งสำคัญคือได้ปลูกฝังทัศนคติให้เด็กว่า เราออกไปตามหาหนังสือสนุก ๆ มาอ่านอีกดีกว่า ซึ่งเรากำลังสร้างเด็กที่อยากเรียนรู้ผ่านหนังสือ และเขาจะรู้สึกว่าโลกนี้มีอะไรน่าเรียนรู้อีกเยอะ”

ก่อนจากกัน เราชวนคุยทิ้งท้ายว่า เฟสต่อไปในการเลี้ยงลูกวัยประถมของเธอจะเป็นอย่างไร เธอเล่าว่าเร็ว ๆ นี้คงเข้าสู่เฟสแห่งการเรียนรู้ที่เข้มข้นขึ้น ที่ผ่านมาแม่นิดนกไม่เคยส่งลูกเรียนพิเศษวิชาการใด ๆ แต่ต่อจากนี้ในวัย ป.3 ลูกกำลังจะเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตัวเอง ซึ่งถือเป็นทักษะที่สำคัญมาก ๆ ในอนาคตหากลูกอยากจะรู้ลึกในสิ่งใด เขาจะรู้ว่ามีวิธีใดบ้างที่จะได้มาซึ่งความรู้นั้น ๆ 

แต่สิ่งสำคัญที่คนเป็นแม่จะต้องไม่ลืม เธอหยิบยกการไปฟังเสวนาของ พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชครินทร์ ตอนหนึ่งเอาไว้ว่า 

สิ่งเดียวถ้าจะขอจากผู้ใหญ่ตอนนี้ ก็คือเพิ่มผู้เลี้ยงเด็กที่มีความสุข 

ปัญหาของพ่อแม่ยุคใหม่คือมีความกังวลมากเกินไป เรื่องเรียน พัฒนาการ และอนาคต จนลืมว่าความสุขของคนเลี้ยงเด็กสำคัญที่สุด และเธอจะโฟกัสเรื่องเดิม คือการเป็นแม่ธรรมดา ๆ ที่มีความสุข นำไปสู่การเลี้ยงลูกให้มีความสุข 

และคืนนี้ เธอจะรับหน้าที่อ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกเช่นเดิม 

หนังสือภาพแนะนำจากแม่นิดนก 

ชุดหนังสือ ผจญภัยตามใจฉัน โดย EUPHRATES

แม่นิดนกไม่ชอบเล่นเกม แต่นิทานเล่มนี้เชื่อมแม่กับลูกให้เล่นด้วยกันได้ ผ่านภารกิจต่าง ๆ เพียงลากนิ้วไปตามเส้นทางที่เลือก 

นัตสึมิ นักแปลงกาย (I Can be Anything) โดย ชินสุเกะ โยชิทาเกะ

ถ้าอยากเป็นแม่ที่สนิทกับลูก เราต้องเล่นกับลูกให้ได้เลเวลนี้ แม่ก็ยังทำงาน เก็บผ้า พับผ้าอยู่ สนใจเล่นกับลูกพอประมาณ เป็นความสัมพันธ์ที่กำลังดี ไม่มาก ไม่น้อย จบด้วยการอุ้มเข้านอน 

เจ้าตัวเล็ก โดย โธมัส สเวนสัน

เล่มนี้เราอ่านกับแม่ตั้งแต่เด็ก แล้วยังเก็บไว้ ซึ่งเป็นเล่มที่ลูกเราก็ชอบมาก นิทานที่เราอ่านกับแม่ ทุกครั้งที่เราอ่านให้ลูกฟัง เรายังได้ยินเสียงของแม่เราอยู่เลย

วันนี้วันอะไรนะ โดย เทจิ เซะตะ และ อาคิโกะ ฮายาชิ

เป็นเล่มที่ลูกสาวชอบที่สุด มันมีความซุกซน  เรื่องของเด็กผู้หญิงที่หาเรื่องเซอร์ไพรส์พ่อแม่ หน้าตาก็มีเลศนัยชวนให้สงสัย  

หากยังไม่ต้องอ่านตัวหนังสือ ก็เห็นภาพแล้ว หนังสือภาพทำงานแบบนี้

Writer

วีรภา ดำสนิท

แม่ค้า (ผู้ประกอบการ) และ แม่ค้าบ (แม่ของลูกชาย)

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด