17 มิถุนายน 2024
4 K

ใครเลี้ยงลูกที่จังหวัดน่าน เป็นเรื่องทั้งโชคดีและโชคร้าย

โชคร้าย คือจังหวัดนี้มีกิจกรรมสำหรับเด็กน้อย งบประมาณส่วนใหญ่ทุ่มให้กับการท่องเที่ยวและกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม เหลือให้กับกิจกรรมสำหรับเด็กที่ไม่ใช่การสอน แต่ชวนให้ออกไปใช้ชีวิตด้านอื่นน้อย ทั้งที่ในน่านก็มีทรัพยากรหลากหลายน่าต่อยอดมาก 

โชคดี คือจังหวัดนี้มีกลุ่มชื่อว่า ‘น่านสนุก’ นำทีมโดย พ่อตู่-รัฐพล, แม่แจน-พิชญา และ ลายเมฆ-น่านพนา ใกล้ชิด 

พ่อแม่ลูก 3 คนชวนพ่อแม่ครอบครัวอื่นพาลูกเข้าป่า ทำกิจกรรมเพื่อรู้จักสัตว์ป่า ขุนเขา และธรรมชาติรอบตัว แถมยังเข้าร่วมฟรี ไม่เสียเงินสักบาท 

ทั้งหมดนี้เริ่มจากความอยากพาลูกรู้จักธรรมชาติ พาเข้าป่าตั้งแต่แบเบาะไม่ถึง 3 เดือน และตั้งใจว่าอยากชวนบ้านอื่นมาอยู่กับธรรมชาติด้วยกัน เพราะมันจะช่วยให้ความสัมพันธ์ของพวกเขามีความหมาย

พ่อตู่เกิดที่น่าน ทำงานเป็นไกด์ดูนกตั้งแต่ยุคที่มือถือยังมีปุ่มกด แม่แจนทำงานเป็นนักสิ่งแวดล้อมในโรงงาน 

ทั้ง 2 คนพบกันเพราะชอบดูนก หลงรักธรรมชาติ เมื่อตกลงปลงใจสร้างครอบครัว ตู่และแจนตั้งใจกลับมาอยู่ที่น่านเพื่อจะมีลูก 

พวกเขาวางแผนเพื่อลูกเป็น 10 ปี ด้วยอาชีพไกด์ดูนกและงานนักสิ่งแวดล้อมในยุคนั้น บวกกับนิสัยไม่สะสมความหรูหรา ทำให้บ้านนี้มีเงินเก็บพอสมควร สิ่งที่พ่อตู่ตั้งใจมากที่สุด คือการอยากมีชีวิตที่พึ่งตัวเองได้ โดยไม่ต้องทำงานประจำ หาเลี้ยงครอบครัวและชีวิตด้วยทักษะที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด

เมื่อปรับปรุงบ้านที่เก่าและน่ากลัวให้น่าอยู่ ปลูกผักและข้าวจนกินได้ทุกวัน พ่อตู่แม่แจนจึงตัดสินใจมีลูก นั่นคือ พ.ศ. 2556 ราว 11 ปีที่แล้ว

พ่อตู่อยากเลี้ยงลูกด้วยวิธีเหมือนแม่

วัยเด็ก แม่เลี้ยงเด็กชายรัฐพลด้วยหนังสือ ทั้งนิทานและเรื่องเล่าที่กระตุกจินตนาการ วันหนึ่งแม่ชวนอ่านหนังสือเกี่ยวกับสัตว์โลกและธรรมชาติ 

“ผมถามแม่ว่า เราจะดูสัตว์พวกนั้นได้ยังไงบ้าง แม่บอกมี 2 ทาง หนึ่ง ไปสวนสัตว์ สอง ไปบ้านของเขาที่อยู่ในป่า คำพูดนั้นเลยเปิดโลกของเรา” พ่อตู่เล่า

ครอบครัวพ่อตู่ไม่ค่อยมีเงิน แต่มีเวลา และมีความไว้ใจ แม่ไม่ได้ส่งไปเรียนพิเศษวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เหมือนบ้านอื่น แต่ส่งลูกไปเรียนวิชาใช้ชีวิต แม่ของพ่อตู่จะห่อข้าวกลางวันให้ ใส่ในตะกร้าจักรยาน บอกลูกว่าให้ปั่นไปไหนก็ได้ ไม่ต้องอยู่บ้าน แต่ต้องกลับมากินข้าวเย็นที่บ้าน

ด้วยวิธีนี้ ทำให้พ่อตู่ได้ออกไปเดินป่า เที่ยวธรรมชาติ รู้จักชีวิตตั้งแต่เด็ก เพราะโตมาแบบนี้ พ่อตู่จึงอยาก (และชวนแม่แจน) เลี้ยงลูกด้วยวิถีโฮมสคูล เน้นการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน

ทั้งพ่อตู่แม่แจนวางอาชีพไกด์และชีวิตเก่าไว้ที่กรุงเทพฯ เริ่มชีวิตใหม่ ทำงานให้ค่ายดูแลเด็ก รับงานอบรมในหัวข้อที่เกี่ยวกับธรรมชาติ หลายครั้งต้องออกไปทำงานในป่า พวกเขามีข้อแม้เดียวในการรับงาน คือต้องพาลายเมฆไปด้วย

“ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ทั้งการใช้ชีวิตที่บ้านหรือออกไปไปผจญภัยเรียนในป่า 

“ตอนลายเมฆอายุ 2 เดือน พาไปฉีดวัคซีน หมอบอกว่าฉีดแล้วอาจจะมีไข้นะคะ พอเช้ามาผมบอกว่า แม่ ลูกไม่ป่วย เรามีงานค่ายเด็กที่ดอยผ้าห่มปกพอดี พวกเราเลยแพ็กของ พาลายเมฆออกจากบ้านตอนอายุ 2 เดือน 1 วัน ทริปแรกลายเมฆเข้าป่า 1 เดือน กลับมาบ้านอีกทีตอนอายุ 3 เดือน” พ่อตู่เล่า

“เราตั้งใจเลี้ยงลูกให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอยู่แล้ว เวลาเราทำงานหรือเราไปไหนก็ตาม ลูกจะไปด้วยทุกที่ ใช้ชีวิตกับเราทุกกระบวนการ” แม่แจนเสริม 

ความจริง ชีวิตก็ไม่ง่ายนัก ช่วงแรกที่มีลายเมฆ อยากเลี้ยงลูกเอง พ่อตู่แม่แจนจึงยอมไม่ทำงานเป็นไกด์เต็มเวลา แม้จะสร้างรายได้ให้งดงาม (เข้าป่าทำงานไกด์ 45 วัน อยู่ได้ทั้งปี พ่อตู่เล่า) เมื่อพึ่งตัวเองได้ พวกเขาเริ่มเอาความสามารถนี้กลับมาทำอะไรสักอย่างในจังหวัดน่าน

พ่อแม่บ้านนี้ดูนกเก่งมาก พวกเขาเริ่มจากเอากิจกรรมนี้มาสอนเด็กในจังหวัด ทำเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ชื่อว่า ‘ดูนกน่าน’ จากนั้นก็ได้พบกับกลุ่มที่ทำกิจกรรมสำหรับเด็กอีกหลายกลุ่ม กิจกรรมก็หลากหลายขึ้นเรื่อย ๆ เกินกว่าการดูนก พ่อตู่แม่แจนจึงเปลี่ยนชื่อกลุ่มใหม่ว่า ‘น่านสนุก’ ด้วยความตั้งใจอยากพาเด็กในจังหวัดน่านทำเรื่องน่าสนุกด้วยกัน

กิจกรรมของน่านสนุก หลัก ๆ คือการพาเด็กและครอบครัวเดินป่า ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พ่อตู่แม่แจนดูแลลายเมฆ พาลูกมาผจญภัยตั้งแต่เด็ก และส่งต่อให้ครอบครัวอื่นได้เรียนรู้วิถีเดียวกัน

คำถามยอดฮิตของพ่อแม่ที่อยากพาลูกอยู่กับธรรมชาติ คือกลัวลูกร้อน กลัวโดนยุงกัด กลัวความลำบากในป่า เคล็ดลับของพ่อแม่คู่นี้ คือก่อนจะพาเด็กเข้าไป ต้องทำการบ้าน เตรียมตัว รู้ลึกรู้จริง

  “ถ้าเราอยู่กับธรรมชาติมาเยอะ จะรู้ว่าป่านี้เป็นยังไง ต้องป้องกันลูกยังไง รู้อันตรายที่จะเข้ามา เช่น ป่านี้มีแมลงอะไรบ้าง มีงูแบบไหน ความรู้นี้อยู่ในประสบการณ์ชีวิตของเราแล้ว แต่เราก็ไม่ได้บังคับลูก เราแค่อยากพาลูกไปอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมดี ๆ อากาศดี สดชื่น ได้ฟังเสียงธรรมชาติ เสียงน้ำตก เสียงฝน ใบไม้ ได้เห็นภูเขาในแต่ละภูมิภาค แต่ละลูกก็ไม่เหมือนกัน เราแค่พาลูกไปอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ ซึมซับ สังเกตด้วยตัวเอง” แม่แจนแย่งกันเล่า

กิจกรรมของน่านสนุกจัดมาหลายสิบครั้ง มีเอกลักษณ์หลายอย่าง 

หนึ่ง พวกเขาไม่ได้ให้ทำอะไรมากเลย แต่ภายใต้กิจกรรมที่ดูไม่มีอะไร พ่อตู่แม่แจนออกแบบไว้หมดแล้วว่าอยากให้เด็กเจออะไรก่อน ต่อไปจะเจออะไร บนยอดเขาจะได้พบประสบการณ์แบบไหน ด้วยประสบการณ์ของพ่อแม่นักสิ่งแวดล้อม บวกกับการทำงานหนักก่อนออกทริป ทำให้เส้นเรื่องของกิจกรรมน่าตื่นเต้นเสมอ

“เราไม่ค่อยสอนอะไรเยอะ เพราะเราไม่ใช่โรงเรียน น่านสนุกเป็นกิจกรรมพาคนมาอยู่กับธรรมชาติ อย่างที่คนสมัยนี้ไปอาบป่านั่นแหละ แต่อันนั้นพิธีกรรมเยอะมาก จริง ๆ พิธีกรรมมาทีหลัง หัวใจคือการอยู่กับธรรมชาติจริง ๆ ผมจะไม่ค่อยพูดอะไร ยกเว้นอันที่เจ๋งมาก ๆ ชี้ชวนให้ดู 

“ทริปหนึ่ง ผมใช้ไฟฉายยูวีฉายในลำธารน้ำใส ๆ มันจะสะท้อนแสงบางอย่างมา นั่นคือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ผมก็บอกว่า ทุกคนครับ มาสวัสดีผู้มีพระคุณของเรา นี่คือสิ่งมีชีวิตแรกที่สร้างออกซิเจนให้โลก ให้เรามีเราถึงทุกวันนี้ นี่คือผู้เริ่มต้น

“บนดอยอินทนนท์ ผมรู้ว่าลำธารนี้มีซาลาแมนเดอร์ แต่ผมจะไม่หาให้ แค่บอกว่าลำธารนี้น่าจะมีให้เด็กหาเจอด้วยตัวเอง ทุกคนก็ว้าว มันเชื่อมตัวเขากับธรรมชาติ ได้รู้ว่าร่องน้ำเล็ก ๆ นี้มีสิ่งมีชีวิตด้วยเหรอ” พ่อตู่เล่า 

“พอเจออะไรแบบนี้ เด็กจะสนใจ แววตาบอกว่าตั้งใจฟัง เรื่องราวมันก็จะมาเอง ขยายวงออกไป” แม่แจนเสริม 

เอกลักษณ์ข้อที่ 2 งานของน่านสนุกเข้าร่วมได้ฟรี เหตุผลของเรื่องนี้มาจากประสบการณ์วัยเด็กของพ่อตู่ เมื่อครอบครัวไม่ค่อยมีเงิน กิจกรรมสำหรับเด็กที่คิดเงินหลักร้อย บางครั้งก็แพงเกินไป เมื่อมีโอกาส เขาจึงทำให้กิจกรรมเปิดกว้างที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขว่าฉันเข้าร่วมไม่ได้เพราะราคา

เรื่องน่าทึ่งอีกข้อ คือน่านสนุก 1 ครั้งแทบไม่ได้ขอเงินจากสปอนเซอร์เลย ทุนด้านอุปกรณ์ส่วนใหญ่มาจากการซื้อเก็บสะสมของพ่อตู่แม่แจนมาเป็นสิบปี ใครมาร่วมงานของน่านสนุก ได้ใช้อุปกรณ์ดี ๆ ทุกกลุ่ม พ่อตู่เชื่อว่า ถ้าให้พวกเขาใช้กล้องดูนกดี ๆ มีผลกับประสบการณ์ที่จะได้มาก ๆ 

ข้อที่ 3 สำคัญมาก พวกเขาไม่ยอมให้บ้านไหนส่งลูกมาร่วมคนเดียว ต้องมีพ่อแม่หรือสมาชิกครอบครัวมาร่วมลำบากด้วยกัน

“เราอยากสร้างสิ่งที่สังคมตอนนี้ขาดหายไป คือการกลับมาอยู่ด้วยกัน ทุกคนอาจจะดูจอของตัวเอง ต่างคนต่างอยู่ ไม่คุยกัน เราจะรื้อสายสัมพันธ์ในครอบครัวกลับมา เวลามาร่วมกิจกรรม เราไม่ให้ใช้มือถือ พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องมาด้วย เราจะสร้างประสบการณ์ร่วมในครอบครัวด้วย” แม่แจนเล่า

ทริปของน่านสนุกไม่สบายเลย แต่พวกเขาเชื่อว่ามันจำเป็นและช่วยลูกทางอ้อม

“เด็กทนมากครับ” พ่อตู่เล่า เขาเคยพาเด็กเดินป่า ขึ้นดอยสูง ตากฝน ให้เด็กเล่นลำธารได้ ภายใต้การดูแลใกล้ชิด

“มีคนถามว่า พ่อตู่แม่แจนไปตอนไม่มีฝนบ้างได้มั้ย พาไปลำบากสุดขีดทุกครั้ง เราบอกว่า แต่เด็กจะจดจำนะครับ เรามีการเตรียมตัวทุกครั้ง ตอนไปดอยอินทนนท์ เรามีรายการที่ชัดเจนมากกว่าพ่อแม่ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง แล้วอินทนนท์หนาวมาก ฝนตกด้วย 

“มีจุดหนึ่ง เด็กอยากเล่นน้ำในลำธาร พ่อแม่หันมามองผม ในฐานะหัวหน้าทีม ผมถามว่าเด็ก ๆ อยากเล่นมั้ย ทุกคนบอกว่าอยาก พ่อแม่เตรียมชุดมาแล้วใช่มั้ย เตรียมแล้ว แก้ผ้าลงเลยลูก แล้วผมก็บอกพ่อแม่ทุกคนว่าเชื่อมั้ยกลับบ้านไปลูกเราจะไม่ป่วยเลย” พ่อตู่ไม่ได้พูดเล่น 

แม่แจนเสริมว่าความสามารถของเด็กมีมากกว่าที่ผู้ใหญ่คิด เขาเล่นน้ำได้ เล่นโคลนได้ ถ้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ไม่ได้เริ่มกลัวก่อน ลูกก็จะกลัวธรรมชาติน้อยลง “คำพูดของเราที่บอกว่า ห้ามนะ อันตรายนะ มันมาจากเรา เขาก็จะกลัวตามเรานั่นแหละ เราต้องไม่เป็นผู้เริ่มต้นสร้างความกลัวให้เขาก่อน”

น่านสนุกส่วนใหญ่จัดงานในน่าน แต่ก็มีหลายครอบครัวจากกรุงเทพฯ นราธิวาส และอีกหลายจังหวัดตามมาร่วม พวกเขาพิสูจน์แล้วว่างานของพ่อตู่แม่แจนเปลี่ยนชีวิตลูกได้ และหลายครั้งก็เปลี่ยนชีวิตพ่อแม่ด้วย

“มีครอบครัวหนึ่งที่ขอตามไปร่วมตลอดทุกครั้ง” พ่อตู่เล่า “เขามีลูกสาว วันหนึ่งเขาสังเกตว่าลูกถูกอะไรบางอย่างจากโรงเรียน เกิดอะไรขึ้นแน่ ๆ แต่ลูกไม่เคยปริปาก พอมาร่วมกับเรา อยู่ดี ๆ วันที่กลับจากอินทนนท์ ลูกมานั่งคุยกันก่อนนอน เขาก็เล่าว่า แม่คะ หนูจะเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง พอรู้เขาก็ร้องไห้ ลูกโดนอะไรมาเยอะ เขาไม่เคยรู้เลย เขาสงสัยว่าเพราะไปป่ากับเราหรือเปล่าที่ทำให้ลูกเปิดใจ 

“ผมก็บอกว่า อาจารย์ครับ ที่เราออกแบบให้กิจกรรมลำบาก เพราะเราต้องการแบบนี้ เราไม่ได้ต้องการให้คนในครอบครัวร่วมสุขอย่างเดียว อาจารย์พาเขาไปห้าง ซื้อของพันครั้ง เขาจะไม่จำ แต่เขาจำวันที่เดินตากฝนกับพ่อ พ่อเดินขึ้นเขาจะเป็นลม ฝนซึมเข้าในเต็นท์ ตอนนี้ลูกรับพ่อกับแม่เข้าในทีมแล้ว เขาไว้ใจเรา เราเป็นทีมเดียวกัน นี่คือกิจกรรมที่เราออกแบบและอยากให้เกิดขึ้น” รอยยิ้มพ่อตู่แม่แจนทะลุจอระหว่างสัมภาษณ์ทางออนไลน์

น่านสนุกยังจัดกิจกรรมอยู่เรื่อย ๆ ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา องค์กรด้านการศึกษาชั้นนำอีกหลายแห่ง 

เล่ามาตั้งนาน ผมวกกลับไปถามว่า แล้วลูกชาย ลายเมฆ ยังร่วมกิจกรรมอยู่มั้ย

พ่อตู่แม่แจนเฉลยว่ากิจกรรมที่พวกเขาออกแบบ ลายเมฆก็ช่วยกันคิดด้วยกัน มันก็คือสิ่งที่พ่อแม่คู่นี้สอนลูกตั้งแต่พาเข้าป่าตั้งแต่อายุ 2 เดือน 1 วันนั่นแหละ

สุดท้ายแล้ว น่านสนุกไม่ได้ทำอะไรใหม่ แค่พ่อแม่คู่หนึ่งพาลูกไปอยู่กับธรรมชาติ และชวนให้ลูกบ้านอื่นเข้าไปด้วยกัน 

แค่ไปอยู่ เรื่องน่าสนใจในแวดล้อมเหล่านั้นก็จะห้อมล้อมตัวเราอย่างน่าอัศจรรย์

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งถามว่า น่านสนุกจัดกันแค่ 3 คน ทริปหนึ่งมีคนร่วมเป็นสิบ คุณเอาคนอยู่ได้ไง ที่สำคัญ คุณไม่ใช้ไมโครโฟนเลย 

“ผมก็บอกว่า อาจารย์ครับ ถ้าสิ่งที่เราพูดมันน่าสนใจสุด ๆ ต่อให้กระซิบ ทุกคนจะเงี่ยหูฟัง” 

Facebook : น่านสนุก Nan Sanook

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก