แม้จะเป็นนักการเงินมาทั้งชีวิต แต่ แบงค์-ชยนนท์ รักกาญจนันท์ (นามปากกาเพจการลงทุน Mr.Messenger) CEO ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์ Finnomena บอกว่าตัวเองรู้จักศาสตร์นี้ช้าไป
เขารู้จักสมการเงินออมสุดคลาสสิก = รายได้ – หักค่าใช้จ่าย ก็ตอนเรียนปี 4 เทอม 2 จากหนังสือ อยากอ้วน (จัดพิมพ์โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) เขาจำได้ขึ้นใจว่าอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในหนังสือบอกว่า เราไม่ควรแค่ฝากเงิน แต่ควรนำไปลงทุนให้งอกเงย รวมถึงความรู้ด้านการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ
“แล้วทำไมเราเพิ่งมารู้เรื่องนี้ตอนปี 4 นะ” และนี่คือความรู้สึกหลังอ่านจบ แม้ตอนนั้นความรู้สึกยังไม่จบ เขาจึงลองไปสำรวจถามเพื่อนวัยเดียวกัน ปรากฏว่าแทบไม่มีใครรู้เกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินเลย สิ่งนี้จึงกลายเป็นปมในใจว่า ความรู้ด้านการเงินเป็นเรื่องสนุกและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมาก ๆ แต่ทำไมกลับไม่มีใครสอน
เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน อยู่ในแวดวงการเงินการลงทุน เขายังคงสังเกตว่าในบางมุม แม้แต่คนในแวดวงเดียวกันก็ยังมีการวางแผนด้านการเงินที่ไม่ถูกต้องนัก หลายคนยังอยู่ในวงจรหนี้บัตรเครดิต อยู่ในวังวนวัตถุนิยม เป็นความรู้สึกสงสัยและติดค้างอยู่ในใจ

จนเมื่อตั้งบริษัทของตัวเอง ได้วางแผนทางการเงินให้กับกลุ่มคนระดับ High Net Worth เขายังมีเป้าหมายลึก ๆ คืออยากตอบแทนสังคม ช่วยกลุ่มคนทำงานทั่วไปที่หาเช้ากินค่ำที่ตั้งฝันว่าอยากจะมีเงินล้านแรกในชีวิตให้ได้ ซึ่งสิ่งที่จะตอบโจทย์และแก้ปัญหานี้ได้ คือการสร้างวินัยทางการเงิน
พ่อแบงค์บอกว่า การที่จะทำให้คนคนหนึ่งมีวินัยทางการเงิน ควรต้องให้ความรู้ตั้งแต่ยังเด็ก การสอนเมื่อโตแล้วจะทำได้แค่จำ แต่ยังไม่ได้ซึมเข้าไปในพฤติกรรม ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่เราเผชิญกับสิ่งเร้า โซเชียลมีเดียเสนอสินค้าให้เราใหม่ในทุกวัน เมื่อเรามีวินัยทางการเงิน เราจะตอบได้ว่าสิ่งใดคือความจำเป็น (Need) และสิ่งใดคือความต้องการ (Want)
“จะทำอย่างไรให้เงินในกระเป๋าสตางค์ของเรา ทุกครั้งที่จ่ายออกไป ต้องจ่ายให้กับสิ่งที่จำเป็นและเพิ่มมูลค่าในอนาคต ขอแค่ทุกคนในโลกนี้มี Mindset แบบนี้ ยังไม่ก็ไม่จน”

ลูก = ผู้เล่นในสนามทดลอง
เมื่อพ่อแบงค์ได้มีโอกาสนำความรู้นี้เผยแพร่ตามงานสัมมนาต่าง ๆ สิ่งที่เขาได้รับกลับมาจากผู้เรียนคือ “อยากเอาความรู้นี้ไปสอนลูกที่บ้านบ้าง”
สิ่งนี้จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขากลับมาบอกทีม และร่วมกันสร้างหลักสูตร Money Playground หลักสูตรที่ชวนเด็กตั้งแต่ 6 – 10 ขวบขึ้นไปมารู้จักโลกของการวางแผนทางการเงินในอนาคต และนักเรียนคนแรกในคลาสนี้คือ พะพาย-เด็กชายภฑิล รักกาญจนันท์ วัย 10 ขวบ (ซึ่งเริ่มเรียนคลาสแรกตอนอายุ 7 ขวบ)
พะพายเล่นบอร์ดเกมกับพ่อแบงค์ตั้งแต่ 3 ขวบ กิจกรรมยามว่างของบ้านนี้ คือพ่อแม่ลูกล้อมวงนั่งเล่นบอร์ดเกม จะเป็นบอร์ดเกมอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการเงิน เพราะบอร์ดเกมสอนให้เด็กรู้จักกฎ กติกา คิด และวางแผนเอาชนะโจทย์นั้น ๆ
เมื่อต้องเปิดคลาสการเงินให้เด็กผ่านการเล่นบอร์ดเกม พ่อแบงค์ก็หยิบเอาบอร์ดเกมที่เขาเคยเล่นกับลูกมาเป็นหนึ่งในหลักสูตร ปัจจุบันคลาสดำเนินมาถึงหลักสูตรปีที่ 3 แล้ว มาดูกันว่าแต่ละคลาสเรียนและเล่นอะไรกันบ้าง

ห้องเรียนการเงิน 101 เชิญกดบัตรคิว
Money Playground 101 สอนเรื่องพื้นฐานคือ Want กับ Need เด็กชายพะพายตอบด้วยเสียงฉะฉาน เพราะเป็นรุ่นพี่เรียนคลาสนี้มาแล้ว Want คือสิ่งที่เราอยากได้ แต่ Need คือสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
พ่อแบงค์เสริมว่าในคลาสยังพูดถึงแนวคิด Smart Spending การเลือกของชนิดเดียวกัน หลักการเลือกควรดูที่ปัจจัยอะไรบ้าง สมมติมีแอปเปิล 2 ลูก เราจะเลือกลูกไหน ระหว่างราคา สภาพความสดใหม่ ความคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย
“เราเลือกเกม The Shopper จำลองสถานการณ์การช้อปปิ้ง ภารกิจของเด็ก ๆ คือต้องไปซื้อของที่ร้านค้าต่าง ๆ ตามรายการที่กำหนด แม่สั่งให้ไปซื้อปลา ซื้อกุ้ง เด็ก ๆ ต้องวางแผนการเดินทางว่าร้านอยู่ตรงไหนบ้าง จัดการเงินที่มีอยู่ ใครซื้อของได้ครบและกลับมาถึงบ้านก่อนจะเป็นผู้ชนะ เกมจะสอนเรื่องการคำนวณ การวางแผน การแก้ปัญหา และการจดจำ”
และอีกหนึ่งเกมสุดคลาสสิกคือ Monopoly หรือเกมเศรษฐี เกมกระดานยอดฮิต

“หัวใจของ Monopoly คือผู้เล่นที่ Conservative ที่สุด คือคนที่จะแพ้คนแรก มันเป็นการปลูกฝัง Mindset ว่า เมื่อมีเงินอยู่ อย่าเอาไปออมเฉย ๆ แต่ต้องกล้าลงทุนในสิ่งที่เราเห็นโอกาส คุณจะลงทุนในที่ดินที่แพงแต่ต้องเดินไกลหรือจะคว้าโอกาสใกล้ ๆ ก่อน ก็เป็นเรื่องที่คุณต้องวางแผน”
พ่อแบงค์เสริมว่า ระหว่างที่เล่นเกมจะมีการส่งผลการรายงานไปยังผู้ปกครองด้วย เกมเกมหนึ่งทำให้เราเห็นพฤติกรรม เห็นนิสัยที่เด็กแสดงออกมา เด็กบางคนค่อนข้าง Conservative คิดเยอะ เด็กบางคนกล้าลุยอย่างเดียว เด็กบางคนสายทุ่ม สายเปย์ ซึ่งเมื่อเรารู้นิสัยเด็ก ก็นำเทคนิคนี้มาสอนและมาปรับใช้ในอนาคตต่อไปได้

ห้องเรียนการเงิน 102 ติดต่อเคาน์เตอร์
มาถึง Money Playground 102 เริ่มขยับไปเรียนถึงวัฐจักรเศรษฐกิจ 4 ระยะ เด็กชายพะพายตอบได้โดยไม่ต้องติว ระยะฟื้นตัว (Recovery), ระยะรุ่งเรือง (Peak), ระยะถดถอย (Recession) และระยะตกต่ำ (Trough) แต่ชุดความรู้นี้ถูกสอนให้เด็ก ๆ ผ่านแนวคิดวัฏจักรทางธรรมชาติ วัฏจักรของน้ำระเหยไปเป็นฝนแล้วก็หยดลงมาไหลสู่แม่น้ำ หรือวัฏจักรชีวิตเกิด แก่ เจ็บ ตาย การลงทุนก็มีวัฏจักรเช่นกัน

“เด็ก ๆ จะได้ทดลองจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) ผ่านบอร์ดเกม มีทั้งหุ้น กองทุน ทอง อสังหาริมทรัพย์ เงินฝาก ถ้าเศรษฐกิจกำลังบูม คุณจะลงทุนใส่พอร์ตไหน พอมาเฉลยตอนท้าย คนไหนได้เงินเป็นบวกเป็นลบบ้าง เด็ก ๆ ก็จะสนุกมาก บางครั้งกลับบ้านมาพะพายมาถามว่า ปะป๊าตอนนี้เศรษฐกิจเป็นยังไง มันอยู่ในวัฏจักรไหนแล้ว เขาจะมองเรื่องเศรษฐกิจใกล้ตัวเขามากขึ้น”
หรืออีกเกมคือ Calculate Your Net Worth – รู้หน้าไม่รู้หนี้ เกมจับคู่สินทรัพย์ โดยมีภารกิจลงทุนและปิดหนี้ในมือให้มากที่สุด วัดผลจบเกมคือนำสินทรัพย์มาลบกับหนี้สิน เกมนี้ปลูกฝังให้เด็ก ๆ หวาดกลัวการมีหนี้ มีหลักการในการเคลียร์หนี้ คือเคลียร์หนี้ก้อนใหญ่ก่อน และหนี้คือไพ่แดงที่จะทำให้คุณแพ้คนอื่น (ซึ่งพะพายบอกทีมงานว่า เกมนี้เป็นเกมที่หัวร้อนที่สุดที่เคยเล่นมา)

ห้องเรียนการเงิน 103 เทรดหุ้นชั้นเซียน
ในปีนี้ Money Playground 103 จะเน้นให้ความรู้เรื่องการลงทุนล้วน ๆ บอร์ดเกมที่ใช้คือ Stockpile – เทรดหุ้นชั้นเซียน
“เกมนี้จำลองสถานการณ์ในตลาดหุ้นและทดสอบการตัดสินใจของเด็ก ๆ บทสรุปของเกมคือเราต้องซื้อให้ถูก ขายให้แพง ในบอร์ดเกมจะมีการ์ดข่าวร้าย การ์ดข่าวดี เด็ก ๆ จะได้ฝึกการอ่านอารมณ์ของตลาด เรียนรู้ปัจจัยที่ควบคุมได้และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ในโลกของการลงทุน”
พ่อแบงค์เสริมว่า แนวคิดนี้ถูกหยิบมาสอนในชีวิตจริง “ยกตัวอย่างเกม Minecraft และ Roblox เกมยอดฮิตของเด็ก ๆ ลูกรู้ไหมว่า 2 เกมนี้มีหุ้นในตลาด เปลี่ยนจากซื้อ Robux (สกุลเงินในเกม Roblox) มาเป็นซื้อหุ้น Roblox จริง ๆ ดูไหม”
ซึ่งหนึ่งในของขวัญวันเกิดครบ 11 ปีของพะพายปีนี้ พ่อแบงค์เตรียมให้ของขวัญเป็นการเปิดพอร์ตการลงทุน ให้อารมณ์เดียวกับการเปิดบัญชีธนาคารเงินฝากให้ลูก ต่างกันที่พอร์ตนี้เป็นพอร์ตการลงทุนย่อย (Sub Port) และทุก ๆ เดือนจะมาคุยกันว่าต้องการปรับเปลี่ยนพอร์ตไหนไหม และหลังจากนี้เมื่อใดที่พะพายทำเรื่องดี ๆ พ่อแบงค์จะให้รางวัลเป็นการลงทุนเข้าพอร์ตแทน

แนวคิดการให้รางวัล (Reward) เรื่องดี ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่วัดผลจากความพยายามมากกว่าความสำเร็จ พ่อแบงค์ว่าท่ามกลางโลกนี้ที่สิ่งเร้าเยอะเกินไป การสร้างวินัยให้ลูกเป็นสิ่งสำคัญ Reward เปรียบเสมือนกรอบนั้น ๆ ลูกชาย 10 ขวบวันนี้ อีก 2 – 3 ปีก็คงติดเพื่อนแล้ว ดังนั้น ตราบใดที่เรายังมีอำนาจต่อรองสูงกว่าเขา เราควรฝึกลูกให้อยู่ในกรอบและมีวินัยให้มากที่สุด แต่ต้องเป็นไปอย่างอ่อนโยนและมีกลวิธีในการเจรจา
พ่อ (ไม่) รวย สอนลูก
เราถามคำถามสุดท้าย ในครอบครัวนักการเงิน พ่อแบงค์มีหลักในการเลี้ยงลูกอย่างไร
“ผมพยายามให้ลูกไม่รู้ว่าตัวเองรวย ไม่รู้ว่าผมรวย” แล้วทำอย่างไรไม่ให้รู้ เราถามด้วยความสงสัย
“ถ้าเขาขออะไร ผมไม่คอยให้ เด็กเขาจะท้าทายเราเรื่อย ๆ อยากได้อันนั้น อยากได้อันนี้ อะไรประหยัดเราก็ประหยัด บางอย่างถ้าไม่จำเป็น ผมไม่ซื้อให้ บางครั้งเขาก็มาตัดพ้อ บ้านลุงคนนั้นเจ๋งเนอะ มีอย่างนู้นอย่างนี้ ผมก็จะพูดกับลูกตรง ๆ ว่า เพราะบ้านเราไม่ได้รวยไง และไม่ต้องเสียใจด้วย เพราะเรายังมีชีวิต มีความเป็นอยู่ที่ดี ครอบครัวพร้อมหน้า ผมปลูกฝังวิธีคิดพื้นฐานแบบนี้และเรื่องความประหยัดเป็นอันดับต้น ๆ”
แต่มากกว่าวิชาการเงิน สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดในบทบาทการเป็นพ่อแม่ คือไม่ว่าผลของการเลี้ยงลูกจะเป็นอย่างไร ลูกเราจะเก่งหรือไม่เก่ง แต่ขอให้ลูกเป็นคนที่มีความสุขง่าย เพราะการมีความสุขง่ายในโลกยุคนี้สำคัญกว่าการเป็นคนเก่งเยอะเลย และลูกเราจะเป็นคนมีความสุขง่าย ๆ พ่อกับแม่ก็ต้องเป็นคนที่มีความสุขง่ายให้ได้เสียก่อน
“เด็กรุ่นนี้สอนไม่ได้ เราต้องเป็นให้เขาเห็น”

Facebook : Mr.Messenger
