กรุณา บัวคำศรี ในเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสีดำ สวมทับด้วยเสื้อสูทสีเขียวเข้ม กำลังนั่งอยู่ตรงข้ามผู้เขียน ซึ่งยังตื่นเต้นไม่หายที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘พี่นา’ ไอดอลในวงการสื่อ
ผู้เขียนติดตามพี่นามาตั้งแต่ยุคที่ทำรายการโทรทัศน์ จนมาถึงปัจจุบันที่พี่นาผันตัวเปิดช่องยูทูบ รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี เล่าเรื่องความเป็นไปของโลก อันเป็นภาพจำที่ผู้เขียนและคนส่วนมากมีต่อพี่นา บทบาทนักข่าวภาคสนามสายลุย เน้นทำข่าวต่างประเทศเป็นหลัก
แต่กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พี่นาเคยเป็นผู้ดำเนินรายการ ตอบโจทย์ รายการ Hard Talk ยุคแรก ๆ ในของไทย แม้เจ้าตัวออกปากว่า ได้มาทำรายการนี้แบบงง ๆ แต่คุณสมบัตินักข่าวที่ติดตัวพี่นาเสมอมา ช่วยทำให้การมีอยู่ของรายการนี้ตอบโจทย์ที่สังคมอยากรู้
ผ่านมา 17 ปี พี่นากลับสู่บ้าน Thai PBS อีกครั้ง เพื่อรับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ตอบโจทย์ พ่วงด้วยประสบการณ์ภาคสนามที่มากขึ้น ผู้เขียนจึงเดินทางมาที่ Thai PBS เพื่อคุยกับพี่นาถึงวาระที่กลับมาทำหน้าที่ที่ห่างหายไปนาน ท่ามกลางกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป และความท้าทายในวงการสื่อที่เข้มข้นขึ้นจนแทบไม่มีอะไรเหมือนครั้งสุดท้ายที่เธอเคยสวมหมวกผู้ดำเนินรายการเมื่อ 17 ปีที่แล้ว

กรุณากับตอบโจทย์ยุคตั้งต้น
อยากให้พี่นาช่วยเล่าจุดเริ่มต้นของรายการ ‘ตอบโจทย์’ ในยุคแรกค่ะ
ตอบโจทย์ เป็นรายการสไตล์ Hard Talk เน้นสัมภาษณ์เชิงลึกและการเจาะประเด็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีวีสาธารณะต้องมี คือมีพื้นที่ให้คนมาถกเถียง มาแลกเปลี่ยนมุมมองกัน เลยเป็นที่มาของการทำรายการ ที่กลายเป็นหนึ่งในรายการหลักของ Thai PBS ณ เวลานั้น
แต่ทีมงานของเราส่วนใหญ่เป็นนักข่าว ไม่ค่อยมีประสบการณ์ทำรายการทอล์กเท่าไหร่ ผู้บริหารในเวลานั้นเลยมองไม่เห็นว่าควรให้ใครทำรายการนี้ดี จนเขาหันมาเห็นพี่เลยบอกว่า “กรุณาทำไปก่อนนะ” พี่เลยได้มาทำรายการนี้แบบงง ๆ
ในมุมมองของพี่นา คิดว่าอะไรทำให้ ตอบโจทย์ ต่างจากรายการอื่น ๆ ที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกัน
รายการนี้เริ่มออนแอร์ พ.ศ. 2551 ซึ่งบริบทสังคมเมื่อ 17 ปีที่แล้วไม่ได้มีพื้นที่บนโลกอินเทอร์เน็ตมากนัก เมื่อเกิดประเด็นทางสังคมขึ้น ทีวีเลยเป็นพื้นที่ให้ข้อมูลให้คำตอบผ่านการชวนคนมาแลกเปลี่ยนข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พี่ว่าสิ่งนี้มันทำให้ ตอบโจทย์ แตกต่างจากรายการอื่น ๆ
ยุคแรก ๆ เรื่องที่เรากันคุยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมือง เพราะช่วงนั้นเกิดวิกฤตทางการเมือง ตอบโจทย์ ทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้คนเห็นต่างทางการเมืองมาพูดคุยกัน
การทำรายการ Hard Talk ในบริบทสังคมไทยเมื่อ 17 ปีที่แล้วเป็นยังไง
ตอบโจทย์ เกิดในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่บูม ยังไม่มีทีวีดิจิทัล คนยังไม่นิยมทำอาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากนัก เราจึงค่อนข้างมีที่ทางในการคิดประเด็น แถมรายการเกิดหลังเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2549 บรรยากาศการเมืองค่อนข้างร้อนแรง มีการประท้วงของกลุ่มต่าง ๆ เกิดเสื้อแดง-เสื้อเหลือง เนื้อหาในรายการ ตอบโจทย์ จึงเต็มไปด้วยการถกเถียงเรื่องการเมือง หาคำตอบว่าเราจะออกจากวิกฤตที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
ต้องยอมรับว่าเรื่องที่เราคุยสุ่มเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ต่อให้เราทำงานสื่อสารด้วยฐานคิดว่าเราเป็นกลาง แต่ไม่มีทางที่ทุกคนจะมองว่าเราเป็นกลาง ผสมกับบรรยากาศการเมืองในเวลานั้น ถือเป็นช่วงที่ทำงานบนความท้าทาย แต่ด้วยความเป็นทีวีสาธารณะ เราจำเป็นต้องสร้างพื้นที่แบบนี้ พื้นที่ให้คนถกเถียงกันได้อย่างปลอดภัย
ในฐานะพิธีกรรายการ พี่เจอแรงปะทะจากทุกด้าน เคยเจอคำขู่ที่ทำให้รู้สึกหวั่นไหว โดนด่าจนไม่อยากทำอะไรให้เสี่ยงโดนด่าอีกแล้ว หรือถ้าต้องเชิญแขกรับเชิญคนนี้ พี่ต้องถามเขาอย่างระมัดระวัง เพราะพี่ก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ฉะนั้น การทำงานนี้ พี่ต้องเรียกสติ ต้องดึงตัวเองบ่อย ๆ นึกถึงผลประโยชน์ของการนำเสนอเป็นหลัก ถ้าจำเป็นต้องถามก็ถามไปเลย
มีคำวิจารณ์จากคนดูเยอะว่าเราไม่เป็นกลาง ไม่ได้เปิดให้ฝั่งที่เขาสนับสนุนมากพอ แต่เราก็พยายามเต็มที่เท่าที่ทำได้ พี่คิดว่ามาถึงตอนนี้ คนดูยุคนั้นก็อาจยังติดใจอยู่ พี่ว่าคงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

เจอความท้าทายขนาดนี้ มีวิธีรับมืออย่างไร
ในเมื่อมันเป็นงาน เป็นสิ่งที่เราต้องเจอทุกวัน วิธีรับมือของพี่คือบอกตัวเองว่า เราเป็นคนสาธารณะ ต้องยอมรับให้ได้ ยุคโน่นมีข้อดีตรงที่โลกออนไลน์คนยังไม่ได้พิมพ์สิ่งที่ใจร้ายกันมากนัก ไม่ได้สร้างความเกลียดชังเท่ายุคนี้ คนเห็นต่างทางการเมืองก็มาคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดทางการเมืองของแต่ละฝ่าย ไม่ได้ถูกปั่นเป็นกระแสแล้วไปแบบไวรัล แรงปะทะยังเป็นแค่เรื่องของความคิด ไม่ใช่เรื่องข่าวปลอมจนกระทั่งสร้างความเกลียดชัง มันยังไม่ถึงขนาดนั้น
มีร้องไห้บ้าง รับได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะเรายังไม่โตเท่าไหร่ แต่เครียดก็นอน ตื่นมาก็ทําหน้าที่ต่อ ตอนนั้นทำรายการอยู่ 14 เดือน
การทำรายการของเราตอบโจทย์สังคมไหม
ถ้าจะหวังให้รายการที่มีเวลาฉายวันละครึ่งชั่วโมงเปลี่ยนสังคมได้ พี่ว่าคงยาก ต้องมองเป็นกระบวนการมากกว่า ไม่ใช่ว่าคืนนี้พี่จัดรายการพูดเรื่องนี้ วันรุ่งขึ้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทันที บางเรื่องเกิดได้ แต่บางเรื่องต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากกว่าแค่การทำรายการเดียว พี่เลยไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่พี่เชื่อว่าการมีอยู่ของรายการรายวันแบบนี้ช่วยให้คนหายคาใจในบางเรื่อง เช่น เขาสงสัยเรื่องนี้ เราชวนคนมาคุยกัน ถ้าเขาได้ดูรายการอาจช่วยคลายความสงสัยได้ประมาณหนึ่ง พี่เลยอยากให้มองเป้าหมายระยะยาวมากกว่า
ตอนที่ตั้งชื่อรายการว่า ตอบโจทย์ พี่ก็อยู่ด้วย จําได้ว่าทีมงานคุยกันเยอะว่าใช้ชื่ออะไรดี แต่เรารู้สึกว่าในฐานะทีวีสาธารณะ เรามีหน้าที่พยายามหาคําตอบให้สังคม เลยเป็นที่มาของชื่อ ตอบโจทย์
ผลตอบรับจากสังคมช่วงนั้นเป็นไงบ้าง
ต้องถามว่ามาจากไหน บางวันเสื้อเหลืองก็ด่า บางวันเสื้อแดงก็ด่า บางวันเสื้อเหลืองก็ชม บางวันเสื้อแดงก็ชม เราก็ต้องยอมรับ เพราะเราอยู่ในทีวีสาธารณะ ไม่มีทางปฏิเสธทั้งคําติ คําชม คําวิพากษ์วิจารณ์ เลยพูดยากว่าเป็นยังไง เพียงแต่รู้สึกว่าหน้าที่คือเปิดพื้นที่ให้คนที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้นมีสิทธิ์พูด เราเปิดให้กับทุกคน เหลืองก็มาได้ แดงก็มาได้ เราอยู่ตรงกลาง โดนด่าก็ต้องโดนด่า

เมื่อกรุณากลับมาทำตอบโจทย์อีกครั้ง
ความรู้สึกเมื่อได้กลับมาเป็นผู้ดำเนินรายการ ตอบโจทย์ อีกครั้ง
ตอนแรกคิดว่าจะไม่ไหวนะ แต่พอทําแล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรที่อยากทําทุกวัน แล้วก็อยากทําให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ
บริบทการทำรายการตอนนี้เหมือนหรือแตกต่างจากเมื่อ 17 ปีที่แล้วอย่างไร
แตกต่างมาก แต่ก่อนทีวีมีแค่ 5 ช่อง ตอนนี้มี 20 กว่าช่อง ทุกช่องมีรายการทอล์ก และมีสื่อออนไลน์ มีคอนเทนต์ครีเอเตอร์ มีสํานักข่าวเกิดขึ้นมากมาย
ในแง่ของ Thai PBS ตอบโจทย์ มีที่ทางของเขาอยู่แล้ว แต่ในแง่ของตัวพี่ พี่ห่างจากเวทีไป 17 ปี ไปทําข่าวต่างประเทศนานมาก มาวันนี้มองไปทางไหนรุ่นใหญ่ก็ยังอยู่ รุ่นเล็กก็ขึ้นมาแล้วทําได้ดี ตอนได้รับโจทย์ให้มาทํา ก็ต้องหาที่ทางของเราว่าจะอยู่ตรงไหน ที่ที่เราอยู่ยังทําประโยชน์ได้หรือเปล่าในวันที่มีรายการประเภทนี้เยอะมาก
ถึงแม้จะมีรายการทอล์กเยอะ แต่ต้องเข้าใจว่าทีวีในเชิงพาณิชย์หรือแม้แต่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ เป้าหมายคือการได้ยอดวิว เป็นเรื่องของความอยู่รอด ต้องทํากําไร ต้องมีสปอนเซอร์ ฉะนั้น ประเด็นในการพูดคุยหลายครั้งอาจจะพึ่งพาความฉูดฉาด การตะโกน การเชิญแขกที่มีสีสันมาคุย ในหลาย ๆ ครั้งดูเสร็จแล้วก็คิดว่าฉันได้อะไร ซึ่งอันนี้พี่ไม่โทษใครนะ มันเป็นวิธีอยู่รอด แล้วเราก็เคารพในสิ่งที่เขาทํา
รักษาสมดุลอย่างไร ระหว่างความเป็นตัวเองกับการดึงยอดวิว
เป็นสิ่งที่พี่กําลังเรียนรู้เหมือนกัน เพราะทํารายการต้องมีคนดู ถ้าทําแล้วไม่มีคนดูก็ไม่มีประโยชน์ แต่พอเป็นทีวีสาธารณะ เราต้องยอมประนีประนอม ต้องเลือกว่าเรื่องนี้มีคนดูแน่ แต่ดูจบแล้วไม่ได้อะไร ได้แต่ความมัน กับอีกเรื่องคือบางทีคนดูไม่เยอะ คนอื่นไม่ทําเพราะไม่ได้เรตติ้ง แต่มีประโยชน์กับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยมีพื้นที่ในสื่อไหนเลย เราก็อาจจะต้องเลือกทางนี้ เพราะฉะนั้นมันคือการรักษาสมดุลรายการในทุกวัน
ยกตัวอย่างเรื่องสแกมเมอร์ พี่ไม่สามารถเชิญอินฟลูเอนเซอร์มานั่งคุยให้ยอดคนดูเยอะ แต่ดูจบแล้วคนดูบอกได้ว่าฉันได้อะไรจากการดูวันนี้ ถ้าต้องการความสนใจจากสาธารณชน เราก็ต้องพูดเรื่องนี้ แต่จะไปเชิญนักวิชาการก็ได้นะ เวลาเชิญใครต้องตอบให้ได้ว่าทําไมต้องเชิญคนนี้ เขามีที่ทางในสังคมยังไง เขาตอบปัญหานี้ในฐานะคนที่มีอํานาจในการตอบได้หรือเปล่า
ความยากของเราคือการทำงานค่อนข้างมีกรอบ ทีวีสาธารณะจะมาทําอะไรทะลึ่งตึงตังชี้หน้าด่ากันไม่ได้ ซึ่งมันคือการเพิ่มยอดวิว เราต้องพยายามหาตรงกลาง ไม่ตึงเกินไปจนกลายเป็นวิชาการแล้วคนฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ไม่หย่อนเกินไปจนคนรู้สึกว่าไม่ใช่ทีวีสาธารณะ
ในฐานะทีวีสาธารณะ เรามีความจริงจัง (Formality) แม้บางทีต้องหย่อนบ้างเพื่อดึงให้คนเข้ามา แต่นี่คือพื้นที่ที่เราทำให้ทุกอย่างที่ออกมาจากเราน่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้ เราไม่ได้ทําข่าวให้เป็นละคร เราทําข่าวให้เป็นข่าว แต่ข่าวของเราต้องไม่ย่อยยาก ต้องเข้าถึงได้ทุกคน พื้นที่ที่ ตอบโจทย์ หรือ Thai PBS จะอยู่ได้คือตรงนี้

โจทย์ของ ตอบโจทย์ ในวันนี้
พี่อยากมองสังคมไทยเชื่อมกับโลก ช่วงแรกที่ทํา ตอบโจทย์ แลนด์สเคปการเมืองไทยยังไม่หลุดจากช่วงที่โลกมีความสงบสักเท่าไหร่ ย้อนกลับไปช่วง พ.ศ. 2538 – 2553 โลกช่วงนั้นสงบมาก เหมือนเราอยู่ในโลกโดยไม่รู้สึกว่าต้องสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก เพราะมันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ไม่ได้กระทบเราเท่าไหร่ สงครามการค้าอะไรก็ไม่มี
ทีนี้ ในวันที่โจทย์ของสังคมมันเยอะมาก อย่างเรื่องสแกมเมอร์ ทุนเทา สงครามในยูเครน สงครามการค้าของทรัมป์ ชายแดนไทย-กัมพูชา มันกระทบเราหมด เพราะฉะนั้น พี่มองว่าส่วนหนึ่งที่เราหายไปนาน แล้วไปคลุกคลีกับเรื่องพวกนี้ ทําให้เราพอจะมีมุมมองที่นำมาใช้มากกว่าคนอื่น โจทย์ของสังคมไทยในวันนี้ก็ไม่เหมือนเดิม ตอบโจทย์ ช่วงแรกโจทย์คือประเด็นการเมืองไทยล้วน ๆ แต่ปัจจุบันเกี่ยวข้องกับการเมืองโลกอยู่พอสมควร
ที่พี่พูดมันเป็นภาพใหญ่ แต่ความยากคือจะทํายังไงให้ไม่พูดถึงภาพใหญ่จนเกินไปในรายการทีวีครึ่งชั่วโมง พี่กําลังพยายามหาที่ทางให้ ตอบโจทย์ วันนี้เป็นเวทีที่ได้คุยกัน ถามกัน หรือช่วยกันคิดว่าโจทย์ที่เชื่อมกับโลกมากขึ้นที่เรากําลังเผชิญอยู่ทั้งปัญหาและโอกาส เราจะทํายังไงกับมัน
แต่ทุกวันนี้หนึ่งวันพันเหตุการณ์ แต่ละเรื่องก็ตัวละครเยอะ มีวิธีเลือกโจทย์และแขกรับเชิญยังไง
เอาแฟร์ ๆ ก็คือวันนี้เรื่องใหญ่ที่สุดคือเรื่องอะไร อย่างวันนี้ (22 ตุลาคม พ.ศ. 2568) คุณวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังลาออก พี่ตามเรื่องนี้ตั้งแต่เช้า พอรู้ว่าเขาจะแถลงบ่ายสอง เราก็อยากทำมาก แต่เผอิญว่าโทรหาทั้งคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ไม่มีใครว่างเลย ตัวละครที่จะมาพูดได้ไม่มีเลย เราก็ต้องเปลี่ยนโจทย์
วิธีการคิดประเด็นของพี่ หนึ่ง เป็นเรื่องร้อนของวัน สอง เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะ ฉะนั้น ข่าวดาราหย่ากันเป็นเรื่องที่ร้อนมาก แต่พี่คงไม่ทํา สาม คนที่เกี่ยวข้องมาได้หรือเปล่า ถ้ามาไม่ได้ก็จบ ต้องไปหาเรื่องที่ร้อนเป็นอันดับ 2 อย่างวันนี้เรื่องร้อนอันดับ 2 คือ คุณอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พี่ก็ไปเชิญรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยมาคุย ซึ่งมันไม่ร้อนเท่าโจทย์แรก แต่ก็ต้องประนีประนอม
สิ่งที่พี่อยากจะปักธงให้ ตอบโจทย์ อีกอัน คือขยายขอบเขตของหัวข้อการคุยออกไป อย่างสัปดาห์ที่ 2 เราทําเรื่องโดรน น้องในทีมถามว่าคนจะได้อะไร พี่บอกว่าเรื่องโดรนเป็นเรื่องภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคต ปรากฏว่ายอดวิวดีมาก พี่ว่าขอบเขตของรายการ Hard Talk ควรจะพาคนไปได้ไกลกว่าการถกเถียงเรื่องการเมือง และตอนนี้พี่ก็กำลังดูว่าเราจะขยายขอบเขตของโจทย์เราไปได้ไกลกว่านี้หรือเปล่า
ถ้าวันที่ไม่มีประเด็นร้อนเลย
ก็ไปทําประเด็นที่ไม่ร้อน แต่ต้องอยู่ในความสนใจของสังคม อย่างวันที่พี่ทําเรื่องโดรน เราคิดว่าเรื่องโดรนร้อนไหม ไม่ร้อนใช่ไหม แต่คนดูเป็นแสนนะ
เหตุผลที่พี่หยิบเรื่องโดรนมา เพราะมีโดรนเข้ามาในน่านฟ้าของเดนมาร์กและนอร์เวย์ แล้วเครื่องบินต้องหยุดบิน 23 ชั่วโมง พี่เห็นแล้วรู้สึกว่าถ้ามันมาบินวนเวียนอยู่แถวชายแดนไทย-กัมพูชา เราจะทํายังไง เรารู้เลยว่าโดรนจะเป็นอาวุธยุคใหม่ที่ไม่มีทางป้องกันได้เลย ไม่มีทางรู้ว่าเป็นโดรนเพื่อการเกษตร โดรนสอดแนม หรือโดรนอาวุธ เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีตรวจจับ พี่คิดว่าคุยเรื่องนี้ดีกว่า มันไม่ได้อยู่ในกระแสข่าวเลย แต่ที่คนสนใจเพราะเกี่ยวข้องกับพวกเรา เป็นสิ่งที่อาจจะเกิดกับเราได้ ถ้าสมมติกัมพูชาส่งโดรนมา 2,000 ลํา เราจะทํายังไง
ความสําคัญของการทําข่าว คือต้องทําให้ผู้ชมรู้สึกมีประสบการณ์ร่วมหรืออารมณ์ร่วม ซึ่งพี่ทําอย่างนี้ในงานสารคดี และกําลังพยายามเอามาทดลองใช้กับ ตอบโจทย์
ประเด็นร้อนได้รับความสนใจจากสังคมแน่ ๆ แต่แขกรับเชิญที่มารายการเราเขาก็ไปออกรายการอื่น พี่นาทำอย่างไรให้คนยังเลือกดูรายการเรา
นี่คือความยาก อย่างเรื่องสแกมเมอร์ มีอยู่ 2 ประเด็น คือการที่ต้องถามว่าทําไมรัฐบาลไทยไม่ทําอะไร กับเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นยังไง บางเรื่องมีข้อจํากัดในการพูดคุยพอสมควร แล้วก็เป็นที่มาของแขกรับเชิญในรายการซึ่งหลุดจากคนกลุ่มนี้นี้ไม่ได้หรอก
แต่สําคัญมากกว่านั้น คือวิธีการตั้งคําถาม วิธีการคุย เพราะต่อให้เป็นแขกคนเดียวกัน ไปออกสื่อออนไลน์กับมาออก Thai PBS ก็คนละบุคลิกเลย การสนทนาก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะถามยังไง และทำยังไงให้การพูดคุยมีทั้งความน่าเชื่อถือและความน่าสนใจ มีอะไรออกมาได้ยังไง

เทคนิคการถามของพี่นา
พี่วางตัวเองเป็นคนธรรมดา ถามธรรมดา ๆ วิธีนี้จะพาเราไปสู่คําตอบบางอย่างอยู่แล้ว เราต้องฟังว่าเขาพูดอะไร แล้วก็ถามต่อไปเรื่อย ๆ มันง่ายมาก เพราะส่วนใหญ่เวลาคนอยากรู้อะไร เขาต้องเริ่มต้นด้วยคำถามว่า ‘ทําไม’ ไม่มีอะไรซับซ้อน
ในวันที่สื่อถูกตั้งคําถามถึงความเป็นกลาง อะไรที่ทําให้ กรุณา บัวคำศรี วางตัวเป็นกลางในงานข่าวได้
บางคนบอกว่าไม่เห็นจะแปลกเลยหากสื่อเอียงข้าง เพราะในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เขามีการแบ่งชัดเจน Forbes เป็นอนุรักษนิยมที่โปรดทรัมป์ CNN เป็นฝ่ายซ้าย ซึ่งพี่ไม่ติด เพราะพี่เองก็เป็นมนุษย์ มีอคติกับบางคน ถ้าบอกว่าไม่เอียงเลยก็คงโกหก แต่พี่จะมีหลักของตัวเองว่า ถ้าคุณทําแบบนี้จะสนับสนุน แต่ถ้าทำแบบนี้เราขอไม่สนับสนุน
แต่เมื่อเราต้องทําหน้าที่ผู้ดําเนินรายการ เราต้องดึงตัวเองกลับมา คอยเตือนตัวเอง ก่อนเข้ารายการก็วางอคติออกไป ทิ้งไปครึ่งชั่วโมงเอง เดี๋ยวฉันค่อยกลับไปเหมือนเดิม
กลัวเจอสิ่งที่เคยเจอช่วงจัดรายการแรก ๆ ไหม เช่น การถูกด่า ถูกข่มขู่
พี่มีหน้าที่รับผิดชอบการกระทําของตัวเอง รู้ว่าเราทําอะไรอยู่ พี่ไม่ได้รู้สึกสะเทือนอะไรถ้ามีคนมาบอกว่าฉันจะฟ้องเธอ แล้วถ้าเกิดมีการฟ้อง พี่ก็ยอมรับสภาพ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ การทําสื่อต้องเจอกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว
มองภาพ ตอบโจทย์ ในอุดมคติไว้อย่างไร
สิ่งที่พี่อยากให้มีมากที่สุด คือการได้เห็นมิติใหม่ มุมมองใหม่จากการพูดคุย บางเรื่องเป็นแค่การตอบคําถามว่าใช่หรือไม่ใช่ เข้าใจว่าทําไมคนนี้ถึงทําแบบนี้ คลี่ปมออกมา
แต่สิ่งที่พี่อยากจะไปให้ถึง คือคนดูแล้วคิดว่า “เฮ้ย มีแบบนี้ด้วยเหรอ เพิ่งรู้” ทำให้คนได้อะไรใหม่ ๆ บ้าง
แต่มันก็มีข้อจํากัด บางเรื่องที่เป็นกระแสมากก็ไปถึงตรงนั้นไม่ได้ แต่อย่างน้อยเรื่องที่คนกำลังสงสัยก็ได้รู้ แล้วมันก็เป็นกระบวนการในระยะยาวนะ ในอนาคตพี่อยากให้ ตอบโจทย์ ไปถึงจุดที่คนรู้สึกพึ่งพาได้หากอยากฟังคําอธิบายจากใคร แล้วเราก็อยากให้คนที่ตกเป็นข่าวสบายใจที่จะมาคุยกับเราบนเวทีแบบนี้


ตอบโจทย์และข่าวสารบนสื่อสาธารณะ
Thai PBS เพิ่งปรับผังรายการข่าวใหม่เมื่อวันที่ 29 กันยายน เพิ่มชั่วโมงข่าวเต็มอิ่มถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง พี่นาเห็นบทบาทของ ตอบโจทย์ ในภาพรวมข่าว Thai PBS อย่างไร
พี่ว่าข่าวค่ำคือ Flagship ของสถานี ส่วน ตอบโจทย์ จะเป็นส่วน Support ทีมข่าวค่ำ เพราะรายการจะดึงประเด็นใหญ่บางประเด็นในข่าวค่ำมาขยายความ มาพูดคุยกับคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้น เพื่อให้คนเห็นมิติที่ลึกหรือกว้างขึ้น เนื่องจากในข่าวไม่สามารถมีบทสนทนาแบบนั้นได้
วันนี้ที่ใคร ๆ ก็มีพื้นที่สื่อเป็นของตัวเอง สื่อสาธารณะจะแข่งขันอย่างไร
พี่คิดว่าในฐานะของทีวีสาธารณะ เราเป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้คนที่มีสถานะทางสังคมมาออกรายการกับเรา แล้วเชื่อว่าเราทําให้เขาดูดีได้ เพราะเรามีจริยธรรม มีกรอบอะไรบางอย่างซึ่งจะไม่ข้ามไป เราอาจต้องถามตรง ๆ แรง ๆ แต่เราจะไม่ทําอะไรที่ล้ำเส้น ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือกล่าวโทษคนอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งทําให้คนที่เขาอยากจะอธิบายตัวเองรู้สึกสบายใจที่จะมาในระดับหนึ่ง
หากเป็นเมื่อ 17 ปีที่แล้ว อะไรพวกนี้สื่อไม่มีสิทธิ์ทำเลยนะ แต่ตอนนี้มาตรฐานต่ำลงมามาก เราทำตามมาตรฐานได้ไม่ยาก แต่ความยากคือจะทําให้คนมาดูสื่อที่ยังมีมาตรฐานแบบนี้ยังไง แต่พี่ว่ามันมีทาง
ความท้าทายของสื่อสาธารณะในความรู้สึกคนทำข่าว
อย่างแรกคือเราจะรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือยังไง ความน่าเชื่อถือเป็นสมบัติชิ้นเดียวของทีวีสาธารณะ เพราะฉะนั้นเราก็ต้อง หนึ่ง ทําในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ สอง ข้อมูลที่ออกมาจากเราต้องกลั่นกรอง ไม่มีการชี้นิ้วกล่าวโทษ ด่าทอ หรือประณาม และต้องเป็นเวทีที่ผู้ชมรู้สึกว่าเปิดให้ทุกคนมาคุยกันได้ ซึ่งสื่ออื่นไม่ต้องมีภาระหน้าที่ตรงนี้
ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องแข่งกับสื่ออื่นได้ ต้องทําให้คนมาดูเยอะขึ้น ๆ โดยยังรักษาความน่าเชื่อถือไว้ นี่คือความท้าทาย เพราะมนุษย์ชอบดูอะไรที่จัดจ้าน แต่บางเรื่องทําให้สนุกจัดจ้านไม่ได้ บางเรื่องอาจจะต้องอยู่ตรงกลางหรือออกไปทางน่าเบื่อด้วยซ้ำ
ยุคนี้ต้องแข่งกับสื่อทางเลือกด้วย
สื่อทางเลือกบางทีเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนทําคือใคร แต่ Thai PBS มีตัวตน อยู่ในที่สาธารณะ เราพูดอะไรแล้วรับผิดชอบ คุณตรวจสอบเราได้ เพราะฉะนั้น พี่ว่านี่คือความต่างของสื่อสาธารณะกับสื่อทางเลือก
แน่นอนว่าเราไปห้ามการเกิดของสื่อไม่ได้ แต่สื่อสาธารณะยังต้องมี เพราะเราทําหน้าที่บางอย่างที่สื่อทางเลือกทําไม่ได้
ข่าวที่ดีในมุมมองของพี่นา
อันนี้ความรู้สึกตัวเองล้วน ๆ เลยนะ ข่าวที่ดีคือข่าวที่ให้อะไรบางอย่างกับผู้ชม เวลาพี่เลือกดูข่าว พี่อยากดูสิ่งที่ไม่ทำให้รู้สึกเสียเวลา ถ้าจะดูบันเทิงพี่ก็ดูบันเทิงไปเลย จะไม่มองข่าวเป็นความบันเทิง พี่เป็นพวกหัวโบราณน่ะ เวลาพูดถึงข่าว หน้าที่ของข่าวคือการให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ตรงไปตรงมา มีความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้อง ดูแล้วมีคําตอบให้ประชาชนได้รับรู้
ข่าวจาก Thai PBS นับว่าเป็นข่าวที่ผู้คนไว้ใจได้หรือยัง
ข่าว Thai PBS ตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างอย่างแม่นยําแล้ว ถ้าไม่มั่นใจไม่นำมาออก เราไม่เคยมีเจตนาปล่อยสิ่งที่ไม่เป็นข้อเท็จจริงออกมา ซึ่งนี่เป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานของวิชาชีพสื่อมวลชน

เมื่อพี่นาตอบคำถามสุดท้ายเสร็จก็ขอตัวไปเตรียมพร้อมสำหรับการทำรายการ ตอบโจทย์ คืนนั้น ส่วนผู้เขียนก็เดินทางกลับพร้อมกับคำถามในหัวถึงข้อมูลจากสื่อและคนทำสื่อยุคใหม่ หากมาตรฐานและความน่าเชื่อถือที่พี่นาเน้นย้ำหลายครั้งถูกนำไปใช้กับสื่อทุกสำนัก มาตรฐานทางความคิดของคนในสังคมจะเป็นเช่นไร คุณภาพของสังคมจะเป็นเช่นไร สื่อมีบทบาทสำคัญในการสร้างทั้งสิ้น ในวันที่สื่อมีจำนวนมหาศาล ละมาตรฐานอาจสำคัญน้อยกว่าการถูกจริตผู้ชม ก็ยังมี ตอบโจทย์ และ กรุณา บัวคำศรี ที่ยึดมั่นในการสื่อสารที่สร้างประโยชน์แก่สาธารณชน และหวังว่าผู้ชมจะเห็นคุณค่าของการสื่อสารที่ไม่จัดจ้าน ไม่สะใจ แต่ให้คำตอบที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริง
รับชมรายการตอบโจทย์ ได้ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 20.30 น. ที่ช่อง Thai PBS หรือชมย้อนหลังได้ทาง
Website : www.thaipbs.or.th/program/TobJote
YouTube : www.youtube.com/@ThaiPBS
