พูดถึง ‘เครื่องเงิน’ หลายคนคงนึกถึงเครื่องประดับหรือภาชนะต่าง ๆ อาทิ ขัน พาน และลูกหลานจาวเหนืออาจมีภาพสลุงดุนลายงามอ่อนช้อย แต่เชื่อว่าน้อยกว่าน้อยที่จะบอกว่า มีดหลูบ ดาบหลูบ
ผู้เขียนเพิ่งทราบเหมือนกันว่า จริง ๆ แล้วจักรวาลเครื่องเงินล้านนามีงานแขนงหนึ่งเรียกว่า ‘หลูบเงิน’ ที่ช่างนำโลหะเงินมาตีเป็นแผ่นบาง ๆ หุ้มลงบนวัตถุ มีบ้างที่ใช้โลหะทองเรียก ‘หลูบคำ’ โดยแผ่นดินล้านนาในอดีต ภูมิปัญญาการหลูบเงินมักปรากฏบนศาสตราวุธ โดยเฉพาะมีดและดาบ ยกระดับของสามัญสู่เครื่องยศสูงค่า คู่ธรรมเนียมพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์หรือประดับบารมีของเจ้าขุนมูลนาย
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปมณฑลพายัพ บทบาทของมีดหลูบ ดาบหลูบ ก็ค่อย ๆ เลือนหาย ส่งผลให้ช่างฝีมือต้องผันตัวไปผลิตงานประเภทอื่นที่ตลาดรองรับ ภูมิปัญญาการหลูบเงินจึงขาดช่วงไปนานนับศตวรรษ ก่อนฟื้นคืนจนเป็นที่ยอมรับโดย ธีร์ธวัช แก้วอุด ช่างหนุ่มวัย 30 ปีผู้ที่คนรักศาสตราวุธทั้งชาวไทยและต่างชาติต่อคิวรอผลงานกันข้ามปี จนได้รับเลือกให้บูรณะโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

สายเลือดสล่า
ธีร์ธวัชกำลังง่วนอยู่กับฝักดาบเก่าคร่ำ เขาจับมันตั้งฉากบนโต๊ะแล้วพินิจตรงแผ่นเงินหุ้มอย่างไม่วางตา จนไม่ทันสังเกตเห็นว่าเราได้ก้าวเข้ามาใต้ชายคา ‘เฮือนหอเงิน’ โรงช่างข้างบ้านพักในชุมชนสันทรายหลวง จังหวัดเชียงใหม่ ของเขาแล้ว
ดาบโบราณเล่มนี้มาในสภาพแผ่นเงินหุ้มฝักดาบขาดชำรุด เขาวางแผนปะต่อแผ่นโลหะและผูกลวดลาย แม้ฟังดูเป็นการซ่อมแซมงานสึกหรอธรรมดาที่ช่างเครื่องเงินทั่วไปน่าจะทำได้ แต่สำหรับชิ้นงานที่เจ้าของต้องการความถูกต้องและแม่นยำด้านศิลปะ จึงส่งมาถึงมือช่างหนุ่มที่กลุ่มคนเล่นดาบโบราณบอกกันปากต่อปากว่า เป็นช่างหลูบเบอร์ต้นของแดนเหนือที่เจนจัดด้านการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ ฝีมือยอดเยี่ยมและยังครบเครื่องเมื่อเนรมิตดาบได้ทั้งเล่ม ไม่ว่าจะเป็นฝัก ด้าม หรือแม้แต่ใบดาบคมกริบ เพราะหยิบจับคลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่ยังใช้คำนำหน้าว่าเด็กชาย
“ครอบครัวเราเป็นสล่ากันทั้งตระกูล บางคนเป็นสล่าปูน สล่าไม้ พ่อเราก็เป็นสล่าไม้ที่เชี่ยวชาญงานเฟอร์นิเจอร์ เราเลยมีทักษะช่างไม้ติดตัวจากพ่อสอน หัดทำฝักมีดเองตอนเรียนอยู่ชั้นประถม ประกอบกับที่บ้านมีเตาตีเหล็กด้วย เลยได้ฝึกตีมีด ตีดาบ พอประมาณ ม.3 ก็เริ่มรับงานตีมีดตัดหวายลูกนิมิตและรับจ้างซ่อมมีดพร้าสึกบิ่นที่ชาวบ้านขนมากองให้ทำเป็นกระสอบ ๆ”


ธีร์ธวัชรำลึกช่วงชีวิตวัยเด็กในชุมชนเกษตรกรรมจังหวัดน่าน บ้านเกิดที่มีส่วนฟูมฟักให้เขาเติบโตเป็นช่างฝีมือโดยเนื้อใน พร้อมบ่มเพาะความสนใจในงานหัตถกรรมหลูบเงิน
“ตอนนั้นกลุ่มลูกค้าหลักนอกจากชาวสวน ชาวไร่ ก็ยังมีพระสงฆ์ ซึ่งท่านมักเหน็บมีดหลูบติดตัวไว้ พอเราเห็นก็รู้สึกชอบทันทีและสงสัยว่าเขาทำกันอย่างไร จึงอยากลองทำดูบ้าง แต่ที่น่านไม่มีใครทำหรือรับสอน ครั้นจะซื้อของเก่าก็แพง ของใหม่ก็ยากเนื่องจากต้องเดินทางไปซื้อที่เชียงตุง เพราะยังหลงเหลือวัฒนธรรมการใช้มีดหลูบเป็นเครื่องประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่” ธีร์ธวัชเล่า
“เป๋นผีครูยู้ใส่หุหรือบุญเก่าหุ” ช่างหนุ่มตรึกตรองก่อนเล่าต่อว่า ภายหลังเรียนจบชั้นมัธยมปลายและตัดสินใจย้ายมาเรียนต่อสาขาดนตรีศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ โชคชะตาก็นำพาให้เขามาเช่าอยู่หอพักของ หัตถชัย สุริยา หรือ ครูอั๋น เจ้าของหอและบัณฑิตจบใหม่ที่หลงใหลในงานหลูบเงิน


โรงช่างใต้หอ
“พอต้องออกมาเรียนเชียงใหม่ เราพยายามคิดวิธีหารายได้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ประจวบเหมาะกับมาเจอครูอั๋น เราเห็นแกเก็บสะสมมีดและดาบ จึงเข้าไปแนะนำตัวว่าตีมีด ตีดาบเป็น แกเลยลองสั่งซื้อใบมีดจากเราดู”
ช่างหนุ่มเล่าอย่างสนุกสนานถึงชีวิตวัยรุ่นที่ทุกเย็นวันศุกร์ไม่ใช่การจับกลุ่มสังสรรค์ หากจับรถโดยสารล่องน่านเพื่อกลับบ้านไปตีมีด แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตร เขายังรับจ้างทำฝัก รวมถึงเป็นลูกมือช่วยครูอั๋นจัดเตรียมวัสดุหลูบเงินในห้องเวิร์กช็อปเล็ก ๆ บริเวณลานจอดรถใต้หอ
“เราช่วยดึงเส้นและรีดแผ่นเงิน เมื่อก่อนไม่มีเครื่องจักรไฟฟ้า ใช้แรงล้วน ๆ รีดทีเหงื่อไหลเม็ดใหญ่อย่างกับเม็ดข้าวโพด” ธีร์ธวัชหัวเราะร่วน พลางชี้ให้ดูเครื่องรีดโลหะระบบอัตโนมือในตำนานที่ตั้งอยู่หน้าสุดของแถวเครื่องจักรใหญ่ เครื่องรีดโลหะตัวนี้ขนย้ายมาหลังจากครูอั๋นบรรจุรับราชการครูแล้วยกวิชาชีพนี้ให้แก่เขา

“เราเรียนอยู่กับครูอั๋นประมาณ 2 เดือน ทั้งการเชื่อม ขึ้นโลหะ และหลูบเงิน ช่วงไหนออร์เดอร์เยอะแกก็ช่วยแนะนำเรากับลูกค้าให้เรารับงานเอง ต่อมาพอสอบบรรจุผ่านแกก็ไปทำอาชีพครูเป็นงานหลัก ลูกค้าของครูอั๋นจึงกลายเป็นเป็นลูกค้าเราไปโดยปริยาย”
งานช่วงต้นที่รับช่วงต่อมานั้น ล้วนเป็นงานประเภทหลูบเกลี้ยงปราศจากลวดลาย ธีร์ธวัชจึงอุตสาหะพัฒนาทักษะการดุนลาย จวบจนปีที่ 4 ของการเคี่ยวกรำฝึกฝนและถอดรหัสศิลปะล้านนา เขาก็ตกผลึกในเทคนิคการผูกสร้างลวดลายดาบหลูบตามขนบโบราณที่ขาดช่วงสืบสานไปนานกว่า 100 ปี


คนย้ำทำ
เรารับแฟ้ม 2 เล่มหนาปึกมาด้วยความฉงนและสนใจใคร่รู้
นี่คือส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่ธีร์ธวัชใช้ศึกษาศิลปะการหลูบดาบดุนลาย – เปล่าเลย มันไม่ใช่เอกสารวิชาการหรืองานค้นคว้าวิจัยของนักโบราณคดี หากเป็นกระดาษ A4 ที่เขาบรรจงขีดวาด เพื่อถอดแพตเทิร์นและองค์ประกอบลวดลายบนดาบหลูบโบราณหลายร้อยเล่ม
“สมัยนั้นไม่มีใครสอน ถ้าเราไปชุมชนวัวลาย (แหล่งผลิตเครื่องเงินที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ของเชียงใหม่) เห็นคนตีสลุง เขายังมีครูช่างหรือคนเฒ่าคนแก่ให้เรียนวิชามือต่อมือ แต่งานดุนลายบนดาบหลูบไม่มีเลย อุปกรณ์ในการทำงานก็ไม่มี เราต้องสร้างเครื่องมือและตีสิ่วขึ้นมาใช้เอง โดยประยุกต์จากสิ่วสำหรับไม้”
ความเป็นสล่าโดยสายเลือดทำให้เขารู้ว่า อุปกรณ์บางอย่างทำเองง่ายกว่าซื้อหา เฉกเช่นการพัฒนาทักษะฝีมือที่อาศัยประสบการณ์คลำทาง ผสานการทำซ้ำอย่างคนย้ำคิดย้ำทำ ทว่ามีแบบแผน
“พอคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ เราก็มานั่งสร้างเครื่องมือแล้วทดลองทำ ถ้ายังไม่ได้ก็สร้างใหม่และทำใหม่ ส่วนเรื่องลวดลายก็อาศัยศึกษาดูจากดาบโบราณ เวลาที่มีการจัดแสดงงานดาบโบราณ เราจะไปเดินดู ขอถ่ายรูป แล้วกลับมานั่งคัดลอกลายเก็บไว้ คัดซ้ำ ๆ จนตอนนี้ไม่ต้องเปิดดูปั๊กกะตืน (หนังสือหรือตำรา) เพราะมันซึมเข้าหัวหมดแล้ว” ธีร์ธวัชพูดกลั้วหัวเราะ
ไม่เพียงความเพียร แต่งานที่เข้ามาส่วนมากยังเป็นงานซ่อมมากกว่าสร้างใหม่ ทำให้เขามีโอกาสหยิบจับและศึกษาดาบเก่าแก่หลากหลายสกุลช่าง สั่งสมชั่วโมงบินจนชื่อเสียงร่ำลือในฐานะช่างหลูบเงินที่แม่นยำเรื่องการอ่านศิลปะดาบล้านนาโบราณ ผู้ซ่อมแซมโดยรักษาขนบเดิมไว้อย่างเคร่งครัดและพิถีพิถันชนิดหาตัวจับยาก

บำรุงศิลป์
ภายในห้องทำงานขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่แง้มบานหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทและสว่างไสวรอบด้าน ฟากด้านหนึ่งนั้นเรียงเป็นแนวด้วยโต๊ะหลอมโลหะ เครื่องรีด และดึงเส้น ดาบหลายเล่มนอนสงบเสงี่ยมบนชั้นที่ดูเหมือนและต่างเล็กน้อยกับที่แขวนหนังสือพิมพ์ ส่วนทวน หอก รวมถึงด้ามสัปทนถูกเสียบตั้งไว้ในราวชิดผนังฝั่งเดียวกับโต๊ะไม้ ซึ่งดารดาษไปด้วยสิ่ว ค้อน คีม ทั่ง และกล่องเก็บอุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยสารพัด


นี่คือโต๊ะทำงานประจำของธีร์ธวัช เขาจะหย่อนกายนั่งต่อเมื่อเสร็จสิ้นการพิจารณาอาการและหาแนวทางซ่อมแซมดาบให้กลับมาสมบูรณ์แบบที่สุด
“จะว่าไปก็เหมือนโรงหมอ ดาบที่ส่งมาซ่อมชำรุดทรุดโทรมแตกต่างหลากหลายเคส เราต้องพิจารณาเป็นเคสและเป็นส่วน ๆ ไป บ้างฝักดาบหดตัวทำให้เงินหลวมและฉีกขาดก็ซ่อมเฉพาะส่วนโลหะ บางด้ามไม่มีฝักก็ต้องทำฝักให้ หรือมาแต่ใบขอเราประกอบให้เป็นดาบ เราต้องแนะนำเขาว่าควรประกอบในทิศทางไหน เพื่อให้ออกมาถูกต้องตามศิลปะและไม่ไปลดทอนคุณค่าดั้งเดิม”
ธีร์ธวัชจาระไนขั้นตอนพื้นฐานแต่สำคัญนี้ให้เราฟังว่า ต้องพิจารณาอย่างละเอียดทั้งตัวดาบกับฝักดาบว่ามาจากที่เดียวกันหรือเป็นศิลปะสกุลเดียวกันหรือไม่ หากด้ามจับหรือฝักดาบชำรุดถึงขั้นต้องทำขึ้นใหม่ก็ต้องเลือกสรรไม้ด้วย อย่างดาบล้านนา บริเวณฝักนิยมทำจากไม้สัก ไม้ยมหอม ไม้ยมหิน หรือไม้โมก เพราะเนื้อไม้นิ่ม ไม่กินคมดาบ และมีองค์ประกอบของด้ามแต่งหวายถักลงรัก ตรงกันข้ามกับดาบภาคกลางที่นิยมใช้ไม้เนื้อแข็งใส่ปลอกเหล็ก ปลอกทองเหลือง และปลอกเงิน เป็นต้น
เมื่อวิเคราะห์ด้านศิลป์ผ่านแล้วก็เข้าสู่การประเมินเปอร์เซ็นต์เงินของชิ้นงาน ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนที่ถ้าผิดพลาดจะไม่มีทางได้งานที่สมบูรณ์แบบ


“เราต้องหาเงินที่มีเปอร์เซ็นต์ใกล้เคียงกันมาซ่อม ถ้าชิ้นงานเป็นเงินเปอร์เซ็นต์ต่ำแล้วเอาเงินเปอร์เซ็นต์สูงมาเชื่อม เงินเปอร์เซ็นต์ต่ำจะละลายตัวก่อน ทำให้ชิ้นงานเชื่อมติดกันไม่ได้ เท่ากับงานโบราณชิ้นนั้นจะพังเสียหายไปด้วย” ช่างหนุ่มพูดพลันยื่นดาบเล่มหนึ่งมาให้ชม “อย่างเล่มนี้สีเงินออกดำอมม่วง แน่นอนว่าเป็นเงินดี เปอร์เซ็นต์ต้องมี 95% ขึ้นไป”
ไร้เครื่องตรวจเช็กค่าใด เงินคุณภาพสูงหรือต่ำเขาชี้วัดได้ด้วยสายตาและประสบการณ์อย่างช่ำชอง ซึ่งส่วนผสมโลหะอันเกินคาดเดานี้เองที่ทำให้ดาบโบราณแต่ละเล่มมีเฉดสีแตกต่างกัน ในการซ่อมแซมชิ้นงานจึงไม่อาจใช้เพียงเม็ดเงินใหม่ หากยังต้องอาศัยการหลอมภาชนะเงินเก่าที่มีโทนสีใกล้เคียงกันเพื่อให้สีสันออกมาแนบเนียน
เงินที่หลอมจนเป็นแท่งจะนำมาฆ่าบอแรกซ์ด้วยน้ำกรด จากนั้นแบ่งเป็น 2 ส่วน หนึ่ง นำไปรีด ดึง และบิด เพื่อสร้างเส้นลายและเส้นเกลียวก่อนนำไปทับลาย กลายเป็นองค์ประกอบในลักษณะของเส้นตกแต่ง อีกส่วนจัดแจงรีดเป็นแผ่นสำหรับดุนลายและหุ้มชิ้นงาน
ก่อนการสร้างสรรค์ลวดลายลงบนแผ่นโลหะ ธีร์ธวัชจะนำกระดาษมาพันรอบดาบเพื่อหาขนาดแผ่นรอบวงและตัดสเกลแบบเล่มต่อเล่ม เนื่องจากดาบแต่ละเล่มมีความโค้งและองศาไม่เท่ากัน แม้เป็นดาบคู่ เขาก็ไม่เคยลัดข้ามขั้นตอนนี้ เพื่อให้การผูกลายออกมาบรรจบเหมาะเจาะพอดี แล้วจึงบรรเลงร่างลวดลายที่จะถ่ายทอดสู่ชิ้นงาน


“งานศิลปะบนดาบหลูบส่วนมากได้รับอิทธิพลมาจากหลวงพระบาง ฉะนั้น โครงสร้างลวดลายจึงใกล้เคียงกัน ต่างกันแค่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ การม้วนลายและเก็บลาย โดยดาบบางเล่มเราเทียบลวดลายกับโบราณสถานเพื่อหาแหล่งที่มาของดาบได้ด้วย เช่น ถ้าบนดาบมีลายเมฆไหลหรือลายไส้หมู อาจสันนิษฐานได้ว่ามาจากพื้นที่ลำปาง เพราะโบราณสถานในลำปางมีลวดลายนี้อยู่เยอะ”
ธีร์ธวัชเสริมต่อว่า ดาบหลูบบางเล่มก็ไม่มีการดุนลาย อย่างดาบหลูบไทลื้อที่ใช้แผ่นโลหะเรียบหุ้มหรือหลูบเกลี้ยง และเน้นตกแต่งรายละเอียดด้วยเส้นเงินที่บิดเป็นลวดลายต่าง ๆ ซึ่งเส้นเงินนี้ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่จำแนกรากวัฒนธรรมของดาบแต่ละเล่มได้เช่นกัน
“เราทำงานตามขนบ ไม่ใช่ตามจินตนาการ โดยพยายามรักษาเอกลักษณ์ของโบราณไว้ให้มากที่สุด” เขากล่าวย้ำหัวใจสำคัญของการทำงาน ควบคู่ไปกับความถูกต้องลงตัวของงานศิลป์ อีกโจทย์สำคัญของการหลูบดาบโบราณคือความกลมกลืน
“บางทีงานที่ได้รับมามีรอยขูดขีด ถลอก หรือผ่านการใช้มาจนลวดลายไม่คมชัด ถ้าทำให้เนี้ยบก็อาจดูขัดหูขัดตา การซ่อมที่ดีจึงต้องมองเรื่องความงาม ความเหมาะสม และกลมกลืนด้วย”
เหตุฉะนี้ ธีร์ธวัชจึงเป็นที่ยอมรับนับถือของคนรักดาบโบราณ เมื่อบรรดาช่างหลูบเงินที่มีจำนวนไม่ถึงโหลเลือกสร้างงานใหม่มากกว่ารับงานซ่อม ซึ่งละเอียดอ่อน ยุ่งยาก และต้องการความเข้าใจในศิลปะดาบอย่างถ่องแท้

ฝันช่างธรรมดา
“มีคนตั้งคำถามอยู่นะว่ามันจะยั่งยืนไหม เราก็บอกเขาไปตรง ๆ ว่าไม่รู้ ทำไปก่อน แต่ที่กองอยู่ตรงนี้ 5 ปีคงทำไม่หมด ซึ่งก็ไม่หมดจริง ๆ แล้วยังมีมาอีกเรื่อย ๆ”
ธีร์ธวัชให้คำตอบแก่ข้อสงสัยทำนองเดียวกับที่เคยถูกซัก ครั้งตอนเพิ่งพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัย เขาหลับตาลงย่นคิ้วแล้วคำนวณเมื่อถูกถามต่อ ก่อนบอกว่างานที่นอนรอให้สะสางตอนนี้มีราว 40 – 50 เล่มได้ ทั้งงานซ่อมตลอดจนสร้างใหม่
“ถ้างานซ่อมมีด ดาบ สัปทน ทวน หรือหอก เล่มหนึ่งเต็มที่ใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน” เขาชี้ให้ดูหอกไม้เล่มยาวคู่หนึ่ง ซึ่งในไม่ช้าเจาจะหุ้มด้วยแผ่นเงินจนมิดและติดประดับลูกแก้ว ก่อนส่งคืนเจ้าของเพื่อนำไปใช้ประกอบพิธีแห่ในประเพณีปี๋ใหม่เมืองจังหวัดน่าน
“ถ้ามาแค่ใบดาบแล้วต้องสร้างที่เหลือขึ้นใหม่ก็ตกอยู่ราวเล่มละสัปดาห์ ทำบ้าง หลับบ้าง เพราะถ้าไม่มีอารมณ์ก็ต่อลายไม่ได้” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี พลางเสริมว่าต่อให้เป็นการผูกลายใหม่ ตัวเขาก็ยังคงเข้มงวดในขนบ “สมมติลูกค้าเอาใบดาบไทลื้อมา แล้วขอให้หลูบลาวหรืออยากได้แบบดุนลาย เราทำให้ไม่ได้เพราะผิดขนบ จะดูตลก ไม่ลงตัว เราต้องแย้งและให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับเขา”
กว่า 13 ปีที่ซ่อมและสร้างสรรค์งานหลูบเงินมากมายให้กับคนรักศาสตราวุธโบราณทั่วไทย รวมถึงเหล่านักสะสม Silver Antique ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลจากอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ธีร์ธวัชเผยว่างานที่ทำให้เขาตื่นเต้นมากที่สุด คือผลงานการสร้างดาบหลูบคำของ ท่านพ่อพล ทองเนียม ซึ่งเป็นดาบเล่มแรกที่เขาทดลองใช้วัสดุทองคำกว่า 30 บาทในการหุ้ม และดาบหลูบคำด้ามนอแรด รวมถึงฐานพระพุทธรูปศิลป์ล้านช้างของวัดป่าแดด ซึ่งใช้เทคนิคดุนเงินและดุนทองคำผสมผสานกันอย่างวิจิตรงดงาม

ส่วนเมื่อถามถึงความภาคภูมิใจ ไม่มีผลงานชิ้นใดจะเกินไปกว่าการได้รับโอกาสจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
“ชิ้นนั้นเป็นทวนโบราณรูปแบบศิลปะล้านนา ในอดีตมอบเป็นเครื่องบรรณาการ ส่งมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยอาการคือเงินฉีกและยุบ เราจึงเติมเส้นและลวดลายให้กลับมาสวยสมบูรณ์มากที่สุด เป็นหนึ่งในผลงานที่เราภูมิใจมาก ๆ” ช่างหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้บูรณะสมบัติล้ำค่าของชาติ
อีกเหตุการณ์ไม่เคยคาดฝันเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2563 เมื่อเขาได้รับการยกย่องจากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ให้เป็นทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทโลหะ (หลูบเงิน)
“เราเป็นแค่ช่างธรรมดา ไม่เคยคิดมาก่อนว่าทำไปทำมาจะได้รับรางวัลทายาทช่างศิลป์และกลายมาเป็นครูบาอาจารย์” ธีร์ธวัชกล่าวว่าเขารู้สึกเป็นเกียรติและดีใจทุกครั้งที่ได้รับเชิญไปแบ่งปันเรื่องราวความรู้งานหัตถกรรมหลูบเงิน และมีคนรุ่นใหม่หลายคนสนใจจนตามมาขอฝากตัวเป็นศิษย์
“เราอยากให้คนรู้จักหัตถศิลป์แขนงนี้มากขึ้น และตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้แก่คนรุ่นถัดไป แต่ก็ไม่ได้ทำตัวว่าจะไปสอนใครนะ เพียงแต่ถ้าเขาอยากรู้ในสิ่งไหนแล้วเราพอรู้ก็พร้อมถ่ายทอดให้ เพราะอีกมุมหนึ่งก็ไม่เคยคิดว่าองค์ความรู้ของตัวเองดีที่สุด จึงต้องพยายามเรียนรู้ต่อไปเหมือนกัน”
ใช่แสร้งพูดเพื่อถ่อมตน หากทุกประโยคสัมผัสได้ถึงความซื่อตรง จริงใจ
เขาเผยต่อว่าลูกศิษย์ 4 – 5 คนที่จบจากเฮือนหอเงินล้วนมีงานท่วมหัวไม่ต่างจากอาจารย์ และยิ้มกว้างให้กับภาพฝันในการสร้างวงจรอันยั่งยืนแก่มรดกภูมิปัญญา โดยมุ่งมั่นผลักดันทั้งในฐานะผู้อนุรักษ์ สืบสาน พร้อมเผยแพร่ผ่านการร่วมงานจัดแสดงศาสตราวุธโบราณทุกวาระที่มีโอกาส เพื่อจุดประกายให้ผู้คนมองเห็นคุณค่า ต่อลมหายใจงานหลูบเงินให้เติบโตสู่วันข้างหน้า และไม่เลือนหายไปอีกครั้ง

ติดตามผลงานของ ธีร์ธวัช แก้วอุด ได้ที่ Facebook : เฮือนหอเงิน Hor Ngern house
