20 มกราคม 2026
2 K

รู้จัก ‘ต๋าแหลว’ กันไหมครับ

ถ้าอธิบายง่าย ๆ ก็เปรียบเสมือน Dreamcatcher หรือ Evil Eye ของคนเหนือ เป็นเครื่องรางที่มีมาแต่โบราณ คอยปกปักรักษา ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ทำจากตอกหรือไม้ไผ่ผ่าซีกสานไขว้ให้เป็นแฉกทรงต่าง ๆ

หลายคนอาจเคยเห็นต๋าแหลวปักอยู่กลางพื้นที่นาของเกษตรกร เห็นตามพิธีกรรมทางล้านนา หรืออาจผ่านตาในเชิงสัญลักษณ์ที่นำไปใช้ในงานออกแบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมภาคเหนือ

ความเชื่อเกี่ยวกับต๋าแหลวเป็นวัฒนธรรมร่วมของคนในแถบอาเซียน ซึ่งอาจมีบทบาท ความเชื่อที่มีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับชื่อเรียกตามแต่ละท้องที่ เช่น เฉลว ฉลิว กะหลิว เหลว 

ในที่นี้เราขอเจาะจงไปที่ความเชื่อเรื่องต๋าแหลวของคนเหนือเป็นหลัก เพราะไม่นานมานี้ ต๋าแหลว กำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อ MUJI เชียงใหม่ เปิดเวิร์กช็อปให้คนเข้ามาเรียนรู้และลองทำต๋าแหลวของตนเอง ในช่วงเวลาเดียวกันทาง Asia Cultural Center (ACC) ของประเทศเกาหลีใต้ ก็เลือกต๋าแหลวของภาคเหนือไปจัดแสดงอยู่ในศูนย์วัฒนธรรมของพวกเขา

ซึ่ง 2 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากต๋าแหลว ฝีมือ ป้าแต๋น-แทนเทพิน เหลียงชัยรัตน์ แม่ครูวัย 71 ผู้อนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดให้ต๋าแหลวมีความป๊อปร่วมสมัยและใกล้ชิดกับคนในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

นี่เป็นโอกาสอันดีที่เราอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ ‘ต๋าแหลว’ หนึ่งในวัฒนธรรมภาคเหนือที่กำลังจะหายไป โดยมีป้าแต๋นเป็นผู้สอนและเล่าความน่าสนใจของต๋าแหลวให้เราได้อ่านกันในครานี้

ป้าแต๋นเป็นแม่ครูที่ใจดี คุยสนุก มักสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้คนรายล้อม เรารู้จักป้าแต๋นครั้งแรกจากคุณลุงคุณป้าในตลาดเกษียณมาร์เก็ต ตลาดรวบรวมผลงานของคนวัยเกษียณ ซึ่งป้าแต๋นได้รับฉายา ‘หัวโจกแก๊งชรา’ ของคุณลุงคุณป้าในตลาด ซึ่งบ่งบอกถึงความสนุกน่ารักของเธอได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบันป้าแต๋นในวัย 71 ปี… 

“โฮะ บ่เอาบ่เอา” ป้าแต๋นท้วงขึ้นมาอย่างขี้เล่น 

“70 ก็พอละกะเจ้า ลดลงมาแหมหน่อย ปัดเศษลง ๆ” 

ปัจจุบันป้าแต๋นในวัย… 70 ปี (ป้าแต๋นยิ้มรับ) อดีตนักวิจัยพันธุศาสตร์ (Genetic) ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังเกษียณ เธอออกมาเปลี่ยนพื้นที่ใต้ถุนบ้านของตนเอง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเวียงกลางคูเมืองเชียงใหม่ให้เป็นสตูดิโอปื้นกะล่าง (ภาษาเหนือแปลว่าพื้นที่ใต้ถุน) ให้เป็นพื้นที่ทำงานสร้างสรรค์จากต๋าแหลว และเปิดเวิร์กช็อปให้กับผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้เครื่องรางโบราณนี้

เธอเล่าย้อนถึงความสนใจให้ฟังว่า เกิดขึ้นในช่วงปีที่ใกล้จะเกษียณ เนื่องจากช่วงนั้นในทุก ๆ วันหยุด ป้าแต๋นพยายามพาคุณแม่ที่มีอาการอัลไซเมอร์ไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด

“ต้องขอบคุณคุณแม่นะ เพราะถ้าไม่มีแม่ เฮาก็คงไม่ได้มาทำเรื่องต๋าแหลว

“ช่วงนั้นก่อนที่คุณแม่ของป้าจะเสีย ป้าพาคุณแม่ไปแอ่ว ขับรถกันไปแม่แจ่ม แม่วาง ไปพะเยาบ้าง ไปเชียงรายบ้าง ด้วยความที่คุณแม่ก็เฒ่าและมีอาการอัลไซเมอร์ มันเป็นช่วงปลายของชีวิตเขาแล้ว บางทีเขาก็จะถามหาถึงคนนั้นคนนี้ที่เขาฮู้จักขึ้นมา ป้าได้ยินก็อยากพาเขาไปเจอกับเพื่อน ๆ และญาติ ๆ ก่อนที่ความทรงจำของเขาจะหายไป ช่วงนั้นป้าเลยได้เดินทางไปกับคุณแม่ในที่ต่าง ๆ ด้วย

“ระหว่างที่พาคุณแม่ไปแอ่ว ป้าก็เห็นต๋าแหลว ไม่รู้ว่าเพราะอะไรนะ ทั้งที่ก็เคยเห็นมาตั้งแต่เด็ก แต่วันนั้นเกิดความสนใจขึ้นบางอย่าง เลยเดินไปขอความรู้จากเจ้าของบ้านที่แขวนต๋าแหลว

“เขาก็บอกว่า ไว้กันผี พอลองไปถามอีกคนก็บอกว่า ไว้กันผีอีก ด้วยความที่ตัวป้าสนใจประวัติศาสตร์ เลยเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกว่า มันจะกันผีได้จะใด แล้วมันก็ไม่น่าจะใช่แค่นั้น” 

เมื่อคำตอบของชาวบ้านยังไม่ตอบข้อสงสัย เมื่อมีโอกาสป้าแต๋นจึงสวมวิญญาณนักวิจัย พยายามไปขอความรู้จากชาวบ้าน และค้นข้อมูลเพิ่มเติมตามที่ต่าง ๆ จนได้ชุดความรู้เกี่ยวกับต๋าแหลวขึ้นมา

ต๋าแหลวอยู่คู่วิถีชีวิตคนเหนือมานาน ไม่มีบันทึกจุดเริ่มต้นชัดเจน ความหมายจึงคลาดเคลื่อนตามกาลเวลา เป็นความเลื่อนไหลของวัฒนธรรม นับเป็นปกติของวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

“แต่ละที่เรียกต๋าแหลวไม่เหมือนกันนะ อย่างภาคกลางเรียก เฉลว คนพะเยาเรียก แก่ว หรือ แก่บ ก็มี” ป้าแต๋นเล่าถึงข้อมูลที่ออกเดินทางไปสำรวจและค้นพบด้วยตนเอง ก่อนเสริมต่อว่า

 “คำว่า ‘ต๋า’ คือ คำว่าดวงตาในสำเนียงของคนเหนือ ส่วน ‘แหลว’ หมายถึง สัตว์ปีกขนาดใหญ่ อยู่ในกลุ่มอินทรีหรือเหยี่ยว แววตาของสัตว์ชนิดนี้มีทรงคล้ายเหลี่ยมเพชร มองเห็นระยะไกลได้ เวลาเขาบินแล้วมองลงมาหาเหยื่อ ซึ่งตาตรงกลางของต๋าแหลวก็สานให้มีทรงเหมือนดวงตาของสัตว์ชนิดนี้ จึงเกิดการนำดวงตานี้มาเป็นความเชื่อว่าเป็นสิ่งที่มีสายตาเฉียบคม มองเห็นสิ่งไม่ดีและปัดป้องออกไปได้”

จากการสอบถามชาวบ้านและค้นคว้าเอกสารเท่าที่ป้าแต๋นค้นพบ ต๋าแหลวแบ่งได้ดังนี้

ต๋าแหลวเจ็ดตา หรือ ต๋าแหลว 7 ชั้น

“ต๋าแหลวชนิดนี้มักใช้กับพื้นที่นา ให้นึกภาพทุ่งนาที่แบ่งออกเป็นล็อก ๆ เวลาลงแขกที่พื้นที่นาของใคร เจ้าของคนนั้นจะนำต๋าแหลวเจ็ดตาไปปักไว้สี่มุมพื้นที่นาของเขา ทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์ก แสดงขอบเขตของนา บอกให้คนที่มาลงแขกรู้ว่าต้องทำถึงตรงไหน ไม่ให้คนล้ำข้ามเกินไปที่นาของคนอื่น 

“พอมีหน้าที่บ่งบอกอาณาเขต ก็เลยนำไปใช้เพื่อบอกว่าที่ตรงนี้คืออาณาเขตที่ปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้าย เมืองเชียงใหม่โดยเฉพาะเขตเมืองเก่าในคูเมืองจะขึ้นต๋าแหลวชนิดนี้เวลาทำบุญเมือง แขวนไว้ที่ประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ บางที่ก็แขวนเพื่อบ่งบอกถึงสถานที่หวงห้าม จะเห็นว่าความหมายมันมีการเลื่อนไหล”

ต๋าแหลวหลวง หรือ ต๋าแหลวแรกนา

“ต๋าแหลวหลวงใช้ปักกลางพื้นที่นาช่วงที่ต้นข้าวออกเป็นรวง ตอนที่ปักก็มีพิธีกรรมด้วย มีข้าวมีน้ำ เหมือนเป็นตัวแทนว่าแผ่นดินตรงนี้อุดมสมบูรณ์ เลยมีอีกชื่อว่า ต๋าแหลวแรกนา ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ ดูแลผลผลิต พอเก็บเกี่ยวข้าวนำไปไว้ที่หลองข้าวก็มีการย้ายไปติดไว้ที่หลองข้าว ภายหลังมาพอผู้คนเริ่มไม่มีหลองข้าว เขาก็ย้ายไปติดในห้องครัว ที่กรุงเทพฯ จะเห็นต๋าแหลวชนิดนี้ในพิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยงที่นำเรือนทรงกาแลของภาคเหนือย้ายไปตั้งที่กรุงเทพฯ ให้คนได้ศึกษา

“ในมุมมองของป้า ป้ามองว่าต๋าแหลวหลวงยังมีอีกหน้าที่ คือเป็นหุ่นไล่กา เพราะวิธีการปักเขามีด้ามแล้วใช้วิธีสวมเอา เมื่อต๋าแหลวปะทะกับลมแล้วหมุนได้ ตัวมันเองก็มีลักษณะแฉกยื่นออกมาคล้ายแขนขา ตอนแรกป้าคิดว่าที่หมุนได้เพราะกลัวล้ม เพราะต๋าแหลวหลวงขนาดใหญ่เป็นเมตร ถ้าล้มถือว่าเป็นลางไม่ดี แต่มีครั้งหนึ่งเห็นจังหวะที่เขาหมุนและพวกนกต่างบินหนี ก็เลยเกิดความคิดนี้ขึ้นมา”

ต๋าแหลวหม้อยา

“ต๋าแหลวหม้อยามีรูปทรงเป็นดาว นำไปปักไว้ตรงปากของหม้อยา เพื่อแสดงว่าหม้อยานี้ผ่านพิธีการปรุงยาเรียบร้อยแล้ว หรือใช้บ่งบอกแยกว่าหม้อนี้คือหม้อยา เพื่อไม่ให้คนหยิบผิด และอาจหมายถึงการขับไล่สิ่งชั่วร้ายเช่นกัน 

“ต๋าแหลวหม้อยายังเป็นสัญลักษณ์ของคณะเภสัชศาสตร์ มช. ด้วย เวลาที่มีงานเดินขึ้นดอยประจำปีเขาจะเรียกว่า เฉลวเตวขึ้นดอย หรือแม้แต่ตราของสภาเภสัชกรรมของประเทศไทยเอง ถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีสัญลักษณ์รูปดาวของต๋าแหลวหม้อยาอยู่เช่นกัน”

“ส่วนตัวป้าแต๋นมองว่า ประเภทของต๋าแหลว การแยกหน้าที่ต่าง ๆ น่าจะสถาปนาขึ้นมาทีหลัง แต่เดิมชาวบ้านคนไหนทำแบบไหนได้ แล้วก็เอาตัวนั้นแหละมาใช้ทำหน้าที่ แต่พอยุคสมัยหนึ่งมีการจัดระบบ ระเบียบ จึงเกิดการแบ่งประเภทและหน้าที่ของต๋าแหลวขึ้นมา” ป้าแต๋นแสดงความคิดเห็น

จากความสงสัยหาคำตอบสู่การอนุรักษ์ส่งต่อและหาทางต่อให้ต๋าแหลว เกิดจากเหตุการณ์หนึ่งที่ป้าแต๋นมีโอกาสไปเห็นงานจังหวัดแห่งหนึ่งที่หยิบต๋าแหลวมาใช้เป็นของชำร่วย แจกให้ผู้เข้าร่วมงาน และนำมาตกแต่งงาน แต่พอเสร็จงาน ป้าแต๋นก็เห็นว่าต๋าแหลวเหล่านั้นถูกทิ้งอย่างไม่ใยดี

“ป้าเคยไปเห็นงานหนึ่ง เขาใช้ต๋าแหลวเหมือนเป็นแค่ของประดับ ใช้เสร็จแล้วก็ทิ้งไป เห็นแล้วเสียดาย มันควรจะมีคุณค่ามากกว่านี้สิ หลังจากวันนั้นป้าเลยเริ่มหัดทำตาแหล๋ว หาวิธีการที่จะสื่อสารและทำยังไงก็ได้ให้ใครก็ตามที่ได้เห็น ได้จับ อยากจะเก็บรักษามันเอาไว้”

เมื่อมีความตั้งใจเช่นนั้น ป้าแต๋นจึงใช้เวลาเดินทางไปขอเรียนวิธีการทำตาแหล๋วจากแม่เฒ่า-พ่อเฒ่า ที่อยู่ในชุมชนตามจังหวัดต่าง ๆ

“ป้าเป็นคนที่ตั้งใจทำอะไรแล้วจะต้องทำให้ได้ และเป็นคนละเอียด บางครั้งไปขอให้เขาสอน พอกลับมาลองทำมันติดนิดหนึ่ง ทำไม่ได้ กลับไปขอให้เขาสอนให้ใหม่ก็มีนะ มันไม่ได้มาง่าย ๆ 

“อย่างต๋าแหลว 7 ชั้น เขาทำแยกเป็น 7 ชิ้นแล้วค่อยเอามาซ้อนมัดรวมกัน ซึ่งไม่ผิดนะเจ้า แต่เรามีโอกาสไปเจอแม่ครูที่เขาไม่ได้ใช้วิธีการซ้อนแล้วผูก แต่ใช้การสานนี่แหละในการร้อยให้เกิดทั้ง 7 ชั้น ป้าประทับใจภูมิปัญญาและความละเอียดอ่อนของเขา เลยเลือกเรียนและทำแบบของเขามากกว่า

“จากตอนแรกที่เจอชาวบ้านบอกว่า ไว้กันผี ต่อมาป้ามีโอกาสได้เจอคำตอบอื่น ๆ ทำให้มองความหมายของต๋าแหลวเปลี่ยนไปเลย ป้าอยากนำเสนอความหมายนี้ให้กับคนทั่วไปได้รู้ ให้เขาได้เข้าใจคุณค่าของต๋าแหลวมากขึ้น” ป้าแต๋นพูดด้วยแววตาจริงจัง

พอมีองค์ความรู้มากพอ ป้าแต๋นจึงเริ่มนำต๋าแหลวลองไปวางขาย โดยเริ่มเปิดแผงที่เกษียณมาร์เก็ต ด้วยความที่ต๋าแหลวเริ่มห่างไกลจากวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันและกำลังจะหายไป ช่วงแรกคนที่ผ่านมาเห็นต่างหัวเราะและตั้งคำถามกับต๋าแหลวของป้าแต๋นว่าจะขายได้เหรอ ใครจะสนใจ

“ดีที่เฮาเป็นคนดื้อ ถ้าตั้งใจจะทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้ เลยไม่ยอมแพ้

“ป้าเชื่อว่าสิ่งนี้มีคุณค่า และสักวันคนจะหันมาเห็นคุณค่าของต๋าแหลว”

ป้าแต๋นพบว่าการอนุรักษ์นั้นต้องมีการต่อยอด จึงเริ่มพัฒนาต๋าแหลวของตนเอง ทำให้ต๋าแหลวเข้าถึงและใกล้ชิดกับผู้คนมากขึ้น และเธอก็ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาต้นทุนทางวัฒนธรรมของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มช. ได้ทำงานร่วมกับ ทราย-อัจฉริยา โรจนะภิรมย์ จาก Kalm Village และพัฒนาต๋าแหลวให้ร่วมสมัย น่าสนใจมากขึ้น หยิบภูมิปัญญาอื่น ๆ มาใช้ร่วมให้ต๋าแหลวสวยยิ่งขึ้น จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต๋าแหลวต่าง ๆ เช่น Lanna Dream Catcher กิ๊บติดผม เข็มกลัดต๋าแหลว และอีกมากที่ป้าแต๋นพร้อมเปิดรับทุกความคิดเห็นของผู้คนที่อยากจะช่วยต๋าแหลว

นอกจากทำผลิตภัณฑ์ต๋าแหลว เวิร์กช็อปก็เป็นอีกอย่างที่ป้าแต๋นตั้งใจทำมาก ๆ ทุกครั้งเธอจะใช้โอกาสนี้เป็นพื้นที่เล่าเรื่องราวของต๋าแหลวให้ผู้คนรู้จัก เข้าใจ และเห็นคุณค่า กระทั่ง MUJI เชียงใหม่ มาเห็นคุณค่า และเชิญป้าแต๋นไปเปิดเวิร์กช็อปทำต๋าแหลว

“ก่อนที่ป้าจะสอนวิธีทำ ต้องถามคนที่มาร่วมก่อนว่ามาเรียนเพราะอะไร และเขาเข้าใจว่าต๋าแหลวคืออะไร บ้างก็บอกว่ากันผี บางคนก็เป็นปริศนาสำหรับเขา ป้าจะพยายามอธิบายอย่างที่เล่าอยู่ตอนนี้ให้กับทุกคน จะโทษคนเฒ่าที่บอกว่ามีไว้กันผีก็ไม่ได้ เพราะในช่วงเวลาหนึ่งต๋าแหลวอาจไปตกอยู่กับคนที่ไม่เรื่องมาก ก็เลยบอกง่าย ๆ ว่าไว้กันผี แต่พอตกมาอยู่กับป้าแต๋นแล้ว เราขอทุกคนเลยว่า อย่าบอกว่ากันผี มันจะทำให้ต๋าแหลวเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ก่อนเวลาใครเห็นต๋าแหลวจะกลัวเลย เพราะคิดว่าบริเวณนั้นมีผี ซึ่งความจริงไม่ใช่ มีรายละเอียดกว่านั้น อยากให้มองว่ามันเป็นของมงคล 

“ป้าพยายามบอกคนที่มาเวิร์กช็อปหรือซื้อของว่า ไม่ต้องเอาไปปลุกเสก ไม่ต้องเอาไปเข้าพิธี ป้าเชื่อว่ามันเป็นพลังจิตของเราเวลาเราทำมากกว่า แค่เราตั้งจิตที่ดีขณะทำก็พอแล้ว และจิตที่ดีนั้นจะถ่ายทอดลงไปในต๋าแหลว และสิ่งนั้นแหละจะคุ้มครองเรา ป้าพยายามละเอียดกับมันให้ได้มากที่สุด พยายามทำให้มันฟื้นกลับมามีคุณค่าในสายตาของคนในปัจจุบัน ที่สำคัญ ต้องจับต้องและเข้าถึงง่าย ไม่ใช่พอมีคุณค่าแล้วขายราคาแพง ถ้าทำแบบนั้นจะทำให้ต๋าแหลวตาย ป้าไม่ต้องการแบบนั้น

“ทุกครั้งทำต๋าแหลว ป้าภาวนาตลอดเลยนะ อยากให้เขาดำรงอยู่ ขอให้เขาไปได้ดี ขอให้พลังตรงนี้ช่วยทำให้เรามีแรง มีความก้าวหน้าทำเขาต่อไป… มันต้องมีผลประโยชน์ร่วมกันเนอะ ถึงจะไปด้วยกันได้” ป้าแต๋นหัวเราะสนุก 

“เวลาทำงานพวกนี้เราต้องอยู่ให้ได้ด้วยนะ ถึงจะช่วยเขาให้มีอยู่ต่อไปได้นานที่สุด”

หากสนใจอุดหนุนหรือร่วมเวิร์กช็อปทำต๋าแหลวกับป้าแต๋น ติดต่อได้ที่

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

ภูพิงค์ ตันเกษม

ชีวิตผม ชอบการเดินทาง ชอบทำอาหาร และรักการบันทึกความทรงจำด้วยภาพถ่าย