คำเตือน
- บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง พนอ เพราะคอลัมน์ The Master คราวนี้เป็นเรื่องราวของ ขึก-สิทธิชัย สิงหฬ กูรูไสยศาสตร์ที่มีส่วนสำคัญมาก
- โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะหนุ่มใหญ่วัย 50 มาพร้อมรอยสักเต็มตัวและหนวดเครายาวเฟิ้ม เขาเลื่อมใสในไสยศาสตร์เป็นที่สุด เพราะอยากอยู่ยงคงกระพัน
เครื่องราง ของขลัง
ที่ออฟฟิศ The Cloud เราเรียกเขาว่า ‘พี่ขึก’ ที่กองถ่ายภาพยนตร์ ทุกคนเรียกเขาว่า ‘อาจารย์’
เขาไม่ใช่ผู้รอบรู้วิชาการในรั้วมหาวิทยาลัย แต่เป็นผู้รอบรู้เรื่องพิธีกรรม คาถา ทั้งสายขาว-สายดำ
เราเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงได้ยินอาชีพ Magic Director หรือ ‘กูรูไสยศาสตร์’ เป็นครั้งแรกหลัง พนอ เข้าฉาย บ้างคงตั้งคำถามในใจว่าอาชีพนี้ทำอะไรในกองถ่าย บ้างคงแปะป้ายไว้ในใจว่าเรื่องงมงายไม่จำเป็นต้องมีแบบแผน
หลังพูดคุยกันร่วมชั่วโมง เราค้นพบว่าอาชีพของเขาเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์สยองขวัญน่ากลัวขึ้นเป็นเท่าตัว
ย้อนกลับไปหลักสิบปี ตัวละครหมอผีมากมายใช้วิธีทำปากขมุบขมิบเพื่อร่ายคาถา หรือถ้าเปล่งเสียงสวดมนต์ออกมาก็ไม่ไกลเกินกว่าบทชินบัญชรหรือคาถาเมตตามหานิยม แต่ไม่ใช่กับ ลองของ หนังสยองขวัญขึ้นหิ้งทั้ง 2 ภาค รวมถึง พนอ ที่ใช้บทสวดจริง สาปแช่งจริง จัดพิธีกรรมเสมือนจริง จนต้องออกกฎว่า นักแสดงห้ามเผลอท่องคนเดียวเป็นอันขาด เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน
ส่วนจะทำให้เรื่องเหนือธรรมชาติออกมาสมจริงได้ยังไง ก็มาจากการ ‘ค้นคว้า’ ของเขาผู้นี้นี่แหละ

ทั้งสัก ทั้งฝัง
ก่อนเนื้อหนังจะเต็มไปด้วยน้ำหมึก พี่ขึกเล่าให้ฟังว่าเขาชื่นชอบเรื่องไสยศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก
คืนหนึ่งของเด็กน้อยวัย 9 ขวบ เขาเห็นกลุ่มคนมีเรื่องกันในงานกินเลี้ยง ฝ่ายหนึ่งหยิบเหล็กขูดชาร์ปมาจ้วงแทง อีกฝ่ายกลับปราศจากเลือดเพราะหนังเหนียวจนแทงไม่เข้า
ฝ่ายหลังนั้นคือพ่อของเขา
พี่ขึกเป็นคนลพบุรีแต่กำเนิด เติบโตมากับพ่อที่เป็นทหารเรือ เขารู้เช่นเห็นชาติก็คืนนั้นว่าพ่อตัวเองหนังเหนียวแทงไม่เข้า จากรอยสักยันต์วัดวังสรรพรส จังหวัดจันทบุรี นั่นทำให้เขาอยากเป็นเหมือนพ่อ

เด็กน้อยไม่หาญกล้าไปสักตามบุพการี เขาเลือกสักน้ำมันเป็นลายแรก ก่อนพัฒนาเป็นน้ำหมึกเมื่อขึ้นชั้นมัธยมต้น
เราถามต่อสั้น ๆ ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น พี่ขึกก็ตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า เขาไปลองของ
“ถ้าอยากรู้ว่าหนังเหนียวจริงไหมให้เคี้ยวใบพลูแล้วท่องคาถา ผมก็นั่งลับมีดให้คมจนเฉือนกระดาษเข้า แต่พอเอามีดมากรีดตัวกลับไม่เข้า เป็นแค่รอยข่วน ส่วนถ้าอยากล้างของให้หนังไม่เหนียวก็ให้กินผักตามรั้วบ้านกับมะเฟืองดู พอผมลองเคี้ยวดู กลับแทงเข้า แปลกดี”
ใครสอนให้ท่องคาถา – เราถามอย่างสงสัย
“ก็พระนี่แหละครับ” เขาหัวเราะ

ในเนื้อ บนหนัง
เมื่อพี่ขึกอายุย่าง 20 เขาเริ่มสะสมรอยสักเพื่อความคงกระพันอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน เขาก็เป็นนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
ไม่ปล่อยให้เราสงสัยนานว่าทำไมเด็กหนุ่มผู้เลื่อมใสคนนั้นจึงเบนเขมมาทางนี้ พี่ขึกแถลงไขว่าใจจริงเขาอยากเรียนคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเหมาะกับคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และของเก่าอย่างเขา แต่ดันสอบไม่ติด ส่วนอีกใจก็อยากเรียนนิติศาสตร์ มีความรู้กฎหมายไว้ประดับตัว เพราะแกว่งเท้าหาเสี้ยนบ่อย
แม้จะค่อย ๆ สนุกกับการเรียนนิเทศศาสตร์ในที่สุด แต่เขาก็คิดอยากประกอบอาชีพเกี่ยวกับไสยศาสตร์อยู่เสมอ ถึงขนาดไปฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์และเรียนวิชาสักยันต์จากสำนักต่าง ๆ หากแต่ชีวิตจับพลัดจับผลูให้ไปประกอบกิจการร้านอาหารกับรุ่นพี่ ความฝันการเปิดสำนักสักของตัวเองจึงถูกพับเก็บไว้
กระทั่งการปรากฏตัวของ ตั้ม-พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว รุ่นพี่จากรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกันที่ขณะนั้นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง คนเล่นของ (ต้นกำเนิดจักรวาล ลองของ) โดย ปื๊ด-ธนิตย์ จิตนุกูล มาชวนเขาไปช่วยดูเรื่องพิธีกรรมและคาถาในหนัง เพราะเชื่อว่ารุ่นน้องคนนี้รอบรู้จริง
พี่ขึกไม่คิดอะไรมากไปกว่าการได้เจอดาราตัวเป็น ๆ จึงตอบตกลง นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้ใช้ศาสตร์ความรู้ที่มีได้อย่างถูกที่ถูกทาง
แต่ใช่ว่าเขาจะรอบรู้ไปเสียหมด การเดินทางไปตามหาคาถาต่าง ๆ จากวัดทั่วสารทิศเพื่อทำหนังต่างหากที่ทำให้พี่ขึกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์ไปโดยปริยาย

เป็นหรือตาย
“โจทย์คาถาเผาศพไม่ไหม้เนี่ย ผมหามา 4 – 5 ปีกว่าจะได้”
หนุ่มใหญ่ย้ำกับเราหลายครั้งว่าเขาเป็นคนที่รับโจทย์มาแล้วต้องทำให้ได้ บางคาถาต้องใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าจะได้ทั้งบท อาศัยไปเยี่ยมหาบ่อย ๆ พร้อมบทในมือ และฝากตัวเป็นศิษย์ ไม่ต่างกับการเป็นคนกลางระหว่างผู้กำกับกับครูบาอาจารย์
“คาถามั่วไม่ได้นะ คนดูบางคนเขาเรียนมา เขารู้ว่าไม่ถูกต้อง กระแสตอบรับก็จะไม่ดีด้วย แต่หนังทุกเรื่องของผมได้มาจากครูบาอาจารย์หมด ถ้าไม่รู้จริงผมไม่กล้าใช้หรอก”
หน้าที่ของกูรูไสยศาสตร์คล้ายกับการเป็นที่ปรึกษาให้ผู้กำกับ เป็นคลังความรู้เคลื่อนที่ที่ตอบได้ทันทีว่าถ้ามีฉากเล่นของ ต้องจัดวางเครื่องเซ่นยังไง วางศพท่าไหน จุดธูปกี่ดอก ถึงจะถูกต้องสมจริง
พี่ขึกยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าเขาต้องนำเสนอคาถามนต์ดำมากถึง 5 บท เพื่อให้ผู้กำกับเลือกว่าคาถาไหนตอบโจทย์มากที่สุด เพราะทุกบทมาพร้อมกับความหมายและวิธีการแตกต่างกัน บ้างใช้ข้าวสารเสก บ้างกำหินแล้วเป่า บ้างก็ไม่มีอุปกรณ์ รวมถึงน้ำเสียงและท่าทางในการสวดก็ต่างกันด้วย

หรือแม้กระทั่งน้ำมันพรายที่ผู้กำกับเกิดอยากได้ขึ้นมาหน้ากองแม้จะไม่มีในบท พี่ขึกขอเวลา 5 นาทีในการทำของบูชาครู เขียนคาถา แล้วเพิ่มลงไปเดี๋ยวนั้น กูรูไสยศาสตร์จึงเป็นตำแหน่งสำคัญที่ต้องออกกองด้วยเสมอ
จาก คนเล่นของ ขยับมาเป็นหนังตระกูล ลองของ ขยับมาเป็นหนังเหนือจินตนาการอย่าง ขุนแผน ฟ้าฟื้น และ ขุนพันธ์ 2 ที่มีตัวละครหนังเหนียวมากมาย จะ มาริโอ้ เมาเร่อ, อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม หรือ เป้ อารักษ์ ก็ผ่านคาถาของเขามาหมด หากใครเคยดูหนังทุกเรื่องที่กล่าวมา จะเห็นพัฒนาการของคาถาอาคมในหนังไทยได้อย่างชัดเจน
“ยิ่งหนังทันสมัยขึ้น ก็ยิ่งพิสดารมากขึ้น” หรือจะใช้คำเดียวกับพี่ขึกก็ยังได้
“จากร่ายมนต์ด้วยปาก กลายเป็นท่องใส่กระจก เราต้องช่วยผู้กำกับสร้างสรรค์ให้หนังมีความสดใหม่และน่าจดจำ”
ผลงานล่าสุดอย่าง พนอ จึงกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของเขามากที่สุด เพราะมีของทางเขมรเพิ่มเข้ามาด้วย เช่น หนังควาย ตุ๊กแก คาถาสะท้อนกลับ ทำให้พี่ขึกต้องดั้นด้นตามหาของดีตั้งแต่เหนือจรดใต้
เขาเจอคาถาแก้ของแขกที่สุราษฎร์ธานี เจอคาถาเป่าให้หลับที่พระนครศรีอยุธยา รวมถึงอีกหลายคาถาที่เปิดเผยไม่ได้จากกรุงเทพฯ ชัยภูมิ ชัยนาท ราชบุรี และอีกหลายจังหวัด
“ลองของ ใช้คาถาจริงแต่บิดคำท้าย แต่ พนอ ใช้คาถาจริงหมด ไม่มีบิด”

เพราะของที่ได้มานั้นแรงมาก ก่อนถ่ายทำจึงต้องมีพิธีครอบแก้วบูชาครู นำดอกไม้ ธูป เทียน บุหรี่ เหล้า เงิน มาขอขมา หากเกิดข้อผิดพลาดประการใดก็ขอให้ครูเป็นคนรับ รวมถึงให้ของขลังนักแสดงติดตัวเพื่อกันของเข้าอีกชั้นหนึ่ง ทั้งยังมีกฎว่าได้ยินเสียงอะไรห้ามทัก ห้ามขานรับ ให้ชะโงกหน้าดูก่อน
ส่วนที่ออกกฎว่าห้ามท่องคาถาคนเดียวก็เป็นเพราะถ้าจิตนิ่งมากพอ ไม่ต้องมีอุปกรณ์ คาถาก็ใช้ได้ทันที พี่ขึกเปิดเผยว่าเคยมีคนท่องคาถาเสกหนังควายคนเดียว แล้วถูกมือปริศนามาจับตัวขณะขับรถจนรถเกือบตกข้างทางมาแล้ว
“ไสยศาสตร์เป็นของแน่นอน” เขาย้ำ “จะทำของให้คนรักกันก็เขียนชื่อกับวันเดือนปีเกิดแล้วหันหน้าเข้าหากัน จะให้เลิกกันก็หันหลังเข้าหากัน มันมีที่มาที่ไป”
แม้ความเชื่อจะเป็นเรื่องส่วนบุคคลและไม่รู้แน่ชัดว่าชายผู้นี้หนังเหนียวจริงหรือไม่ แต่การมีอยู่ของพี่ขึกพร้อมของขลังเต็มย่าม คงทำให้นักแสดงและทีมงานทุกคนอุ่นใจไม่น้อย


สาธุ
ผมยาว ไว้หนวด สักเนื้อตัว สวมหมวก สะพายย่าม
จากเด็กที่แอบพ่อไปสักน้ำมัน วันนี้เขายึดถือความชอบของตัวเองเป็นอาชีพ แม้จะใช้เวลาเกือบ 20 ปีก็ตาม
ต่อให้คุณจะยอมรับในตัวตนของเขาหรือไม่ คนตรงหน้าเราก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นกูรูไสยศาสตร์คนแรกและคนเดียวของวงการบันเทิงไทยขณะนี้
“ถ้าในหนังมีผี ก็ต้องมีคาถาไล่”
ความสมจริงที่พี่ขึกมอบให้จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้หนังไทยอยู่ยงคงกระพันต่อไป
What’s in my Bag
- แหวนแขน ของ อาจารย์สันต์ น้ำมนต์รอดร่อง ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย แหวนจะบีบรัดแขน เตือนก่อนมีเรื่องมีราว รุ่นพี่เป็นคนถักให้แล้วให้ครูบาอาจารย์ช่วยเสกคาถา

- เชือกกระตุก ของ หลวงพ่อนพวรรณ วัดเสนานิมิต ช่วยแก้ดวงตก ได้มาจากพิธีบูชาดวงชะตา

- มีดหมอ ของ ครูเกรียง ชัยภูมิ ใช้กันภูติ ผี ปีศาจ สิ่งที่มองไม่เห็น ท่านให้มาจากการไปหาข้อมูลทำหนัง เวลาออกกองจะเอามากรีด 4 ทิศให้ผีเข้ามาไม่ได้ หรือปักกับพื้นกองถ่ายให้พระแม่ธรณีช่วยคุ้มครอง

- ท้าวแสนโกฏิ ของ หลวงพี่ยศ วัดแดง ใช้กันภูติ ผี ปีศาจ สิ่งที่มองไม่เห็น โดยนำใส่ขันน้ำมนต์ไว้

- เบี้ยแก้ จากหลวงพ่อนพวรรณ วัดเสนานิมิต ช่วยป้องกันสิ่งไม่ดีเข้าตัว หากใครคิดร้าย ความคิดนั้นจะสะท้อนกลับ

