ไม่แน่ใจว่าสมัยนี้ยังมีคนรู้จักสมุดไทย-กระดาษข่อยมากน้อยแค่ไหน
‘กระดาษข่อย’ คือกระดาษแบบโบราณ เป็นมรดกภูมิปัญญาของคนไทย สืบย้อนการใช้งานไปได้ถึงหลายร้อยปีที่แล้ว หนังสือวิชาการบางเล่มบอกว่า ย้อนไปได้ไกลอย่างน้อยถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง บ้างก็เชื่อกันว่ามีใช้กันตั้งแต่สมัยสุโขทัย
หลายสิบปีมานี้กระดาษข่อยค่อย ๆ ลดความนิยมจนแทบไม่เหลือทั้งคนใช้และคนทำ บ้านกระดาษทยอยเลิกหาย สมุดไทยที่ยังหลงเหลือส่วนมากเป็นของเก่าเก็บตามวัดและพิพิธภัณฑ์
แต่ในวันที่กระดาษข่อยเข้าสู่ช่วงวัยปัจฉิมกาล มีชายคนหนึ่งเดินย้อนทางสวนกระแส กลิ่นกระดาษนำพาเขาลงมือศึกษาการทำกระดาษแบบเก่าจากทั้งหนังสือและสัมภาษณ์ผู้รู้ ไปขอร่ำเรียนกับครูช่างทำกระดาษข่อยโบราณที่เหลือเพียงบ้านสุดท้าย จนวันนี้อาจเรียกได้ว่า เขาคือหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังคงสืบสานการทำกระดาษตามตำหรับโบราณอยู่
ปลายหน้าหนาวเข้าร้อน ใกล้ท้ายฤดูแล้งเต็มที ฤดูกาลทำกระดาษข่อยกำลังเริ่มต้นขึ้น วัตรปฏิบัติเช่นนี้ทำกันตั้งแต่โบราณนานมา
เวลาช่วงนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะนัดพบกับ หนึ่ง-นิศิษย์ ฤทธิเวช ช่างทำกระดาษข่อยและผู้ก่อตั้งกลุ่มกระดาษบ้านข่อย จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อพูดคุยถึงสิ่งที่เขาหลงใหลและยึดเป็นอาชีพ จนหลายคนยกให้เป็นหนึ่งในช่างทำกระดาษคุณภาพเอกอุของบรรณพิภพ
ใต้ชายคาของบ้านที่แวดล้อมไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือทำกระดาษ ผนังบ้านที่เต็มไปด้วยภาพวาดแบบไทยประเพณีบนกระดาษข่อย และสมุดไทยทั้งเก่า-ใหม่วางเรียงรายอยู่เต็มบ้าน บทสนทนากับชายผู้คืนชีวิตให้กับองค์ความรู้โบราณกำลังเริ่มขึ้น

นักเลงกระดาษ
ย้อนไปขณะที่หนึ่งยังเป็นนักเรียนทำหัวโขนในโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) การเรียนแขนงนี้ทำให้ได้คลุกคลีกับองค์ความรู้ด้านงานช่างที่คนในอดีตจดจารลงในสมุดไทย
เมื่อไปเจอสมุดข่อยตามร้านขายของเก่า เสน่ห์ของกระดาษเหล่านั้นดึงดูดจนต้องเข้าไปขอสัมผัส หลายครั้งละเลยตัวอักษรที่เขียน สีสันของภาพวาด บางครั้งขอสูดดมกลิ่นของกระดาษเก่าตรงหน้า แม้เรื่องนี้เป็นสิ่งต้องห้ามของคนในวงการเอกสารโบราณ เพราะรู้กันดีว่า กระดาษเก่าเหล่านี้มักจะมีเชื้อราและฝุ่นปะปนอยู่ ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ
“พอเห็นมาก ๆ เราก็สงสัยว่ากระดาษนี้คือกระดาษอะไร เลยเริ่มต้นทดลองทำ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเราไม่รู้” จุดเริ่มต้นของการเป็นช่างกระดาษของเขานับแต่นั้น
“ตอนแรกศึกษาจากวิธีการทำกระดาษสาทางภาคเหนือ ใช้เคมีทำก็ได้ แต่เรามีตัวอย่างกระดาษโบราณ มันไม่ใช่ มันไม่เหมือน พอดีเจอหนังสือก็ได้วิธีการโบราณมาทำ แต่อุปสรรคเยอะ เราไม่มีที่ปรึกษา มีแค่คำบอกเล่าอย่างเดียว” หนังสือที่ว่าคือ การทำสมุดไทย และการเตรียมใบลาน ของ อาจารย์ก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเอกสาร ภาษา และหนังสือ หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร โดยเขาหยิบเอาวิธีการที่อธิบายอยู่ในหนังสือมาทดลองทำกระดาษข่อยด้วยตัวเอง
“เราก็ทำตามตำรา ทีนี้ทำไปก็ออกมาเป็นแผ่นกระดาษ แต่ไม่สวย ไม่โอเค ในความรู้สึกเรา ไม่เหมือนโบราณ” หนึ่งเลยไปขอพบกับผู้เขียนหนังสือให้ช่วยชี้แนะว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ถูกต้องไหม ซึ่งอาจารย์ก่องแก้วก็ให้คำแนะนำ พร้อมถึงกับออกปากดีใจ เพราะยังไม่เคยมีใครมาสนใจเรื่องนี้
แม้ได้เติมในสิ่งที่ยังขาด แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย ยังคงลองผิดลองถูกด้วยตัวเองทั้งวัสดุและวิธีการตลอดหลายปี หวังใจให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นกระดาษที่มีคุณลักษณะตามอย่างของโบราณที่เขาเคยหยิบจับ

ต่อลมหายใจ
ในอดีต ‘กระดาษข่อย’ ปรากฏหลักฐานการใช้งานในฐานะสิ่งบันทึกถ้อยความ โดยเฉพาะคัมภีร์ทางศาสนา เช่น พระไตรปิฎก พระมาลัย หรือ ไตรภูมิ รวมถึงตำราในศาสตร์แขนงต่าง ๆ ทั้งทางแพทย์และช่าง
สมัยนั้นการจ้างทำและเขียนสมุดข่อยเพื่อการศาสนาสักเล่มนับเป็นบุญใหญ่ คล้ายกับการสร้างพระพุทธรูป บางเล่มร่วมสร้างกันทั้งหมู่บ้านแล้วนำไปถวายวัด นอกเหนือจากนั้นยังใช้กันในครัวเรือน สมุดข่อยจึงมีความสำคัญในวิถีชีวิตคนไทยถึงขั้นว่ากันว่า เป็นอุตสาหกรรมของชาติไทย
วันเวลาผ่านไป กระดาษข่อยค่อย ๆ เลือนหายจากสังคมด้วยหลายเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นช่างทำกระดาษทยอยล้มหาย หลายบ้านขาดตอนเพราะไร้คนสืบทอด ไหนจะมีกระดาษฝรั่งที่มีราคาถูกกว่าเข้ามาแทนที่
พ.ศ. 2529 แหล่งทำกระดาษในกรุงเทพฯ ที่ตั้งอยู่บริเวณคลองบ้านกระดาษ คลองบางโพขวาง และย่านบางซ่อน จากร้อยหลังคาเรือนเหลือเพียงหลักหน่วย
พ.ศ. 2558 ช่างทำกระดาษข่อยแทบไม่เหลือแล้ว ความรู้ในการผลิตกระดาษแบบโบราณกำลังจะสูญหายเต็มที หนึ่งที่พัฒนากระดาษของตัวเองมาแล้วหลายปี แต่ยังคงไม่สมบูรณ์ตามต้องการ จึงเข้าไปขอวิชาและไขข้อสงสัยในบางขั้นตอนที่เขายังคงติดขัดอย่างการ ‘รีดกระดาษ’ จากบ้านทำกระดาษหลังสุดท้ายที่ยังหลงเหลือ คือสายของ ยายลูกอิน แตงเพียร ที่มีทายาทคือ แม่สุวลี และ ครูสมชาติ แตงเพียร
“พอเจอก็ถามท่านว่า ผมติดเรื่องตรงนี้ แกก็บอกว่าจะยากอะไร เดี๋ยวทำให้ดู ทีเดียวทำเป็นเลยจริง ๆ ทำให้ดูทีเดียวเป็นเลย ตั้งแต่นั้นมาก็ทำมาตลอดและยึดเป็นอาชีพ” เขาพูดถึงตอนที่สิ้นสงสัยและหอบหิ้วความรู้จากบ้านทำกระดาษกลับมา


ต้นพอดี
ข่อย เป็นไม้ยืนต้น วงศ์เดียวกับมะเดื่อ ชอบขึ้นใกล้กับแหล่งน้ำ พบมากในแถบภาคกลางของประเทศไทย
ความรักและริที่จะทำของหนึ่งยังเห็นได้จากสมัยก่อน เขาเคยเทียวไปเทียวมา ในช่วงที่ไปเขียนจิตรกรรมที่วัดในจังหวัดอ่างทอง สบเวลาว่างก็ออกไปตามหาต้นข่อยตามท้องทุ่งภาคกลาง อาศัยโบสถ์เป็นที่เก็บ แล้วใส่กระสอบขึ้นรถทัวร์ กลับมาทำกระดาษในกรุงเทพฯ


หนุ่มจากเมืองกรุงเล่าอย่างอารมณ์ดีว่า เหตุผลหลักของการย้ายมาอยู่เมืองปากน้ำโพในวันนี้ คือสบจังหวะดีมีคู่ชีวิตเป็นคนที่นี่ และผลพลอยได้คือการได้มาอยู่ท่ามกลางแหล่งข่อย ขุมทรัพย์ล้ำค่าของช่างทำกระดาษ
การทำกระดาษข่อยไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นของที่ช่างต้องพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เขาอธิบายว่ากระดาษที่ดีมีคุณภาพจะประกอบไปด้วยความพอดี
“ต้นพอดี ขั้นตอนพอดี และอะไรที่พอดี ๆ ก็จะทำให้มันดี” เขาเน้นย้ำ
เริ่มตั้งแต่เวลาในการเก็บ หน้าแล้งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเก็บข่อย ส่วนหนึ่งเพราะเป็นหน้าที่ลมพัดแรง ต้นไม้จะสร้างเยื่อที่เหนียว การได้ต้นที่ดีก็ทำให้เนื้อกระดาษดีตามไปด้วย ช่างจึงมักออกเก็บเยื่อข่อยในช่วงเวลานี้มาตุนใช้ทำกระดาษทั้งปี
“สมัยโบราณเขาก็อิงประมาณนี้ เก็บต้นปี หน้าทำนา คนก็ไปทำนา เหมือนกันเลย ผมก็เก็บต้นปี เพราะคนไม่ได้ทำนา เขาก็ว่างมาลอกเยื่อให้เรา พอถึงหน้าทำนา เขาก็ไปทำนา เรียกก็ไม่มาแล้ว”
ในการรับรู้ของคนท้องถิ่น ข่อยยังมีคุณภาพแยกย่อยออกไปอีก ดังที่ อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินใหญ่ผู้ล่วงลับเคยกล่าวว่า กระดาษเนื้อดีจำเป็นต้องใช้ ‘ข่อยนาง’ และห้ามใช้ ‘ข่อยทราย’ เป็นอันขาด
“อันนี้ปั่นป่วนเลย คำพูดแค่นี้ เราเป็นช่างทำกระดาษ เราไม่รู้ว่าถ้าอยากได้กระดาษชั้นดี จะไปหาข่อยนางยังไง” เขาพยายามวิเคราะห์และตามหาต่าง ๆ นานา แต่ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล จนเพิ่งมาได้คำตอบหลังจากย้ายมาอยู่นครสวรรค์
“ชาวบ้านที่นี่เขาเรียกข่อยนางเหมือนกัน เรารู้เพราะว่าหมอยาเป็นคนบอก บ้านเขามีตำรารักษาฟัน ต้องใช้ข่อยนางตัดเป็นท่อน เอาไปต้ม เราก็ถามคืออะไร แกบอกว่า ต้นที่ตรง ๆ นั่นแหละข่อยนาง ไปตัดข่อยกับใครก็พูดข่อยนางกันหมด ภาษาโบราณเขาพูดแบบนั้น หมายถึงมันสวย เนื้อละเอียด เนื้อดี เหมาะเอามาทำกระดาษ ไม่แก่ไป ไม่หยาบไป
“ส่วนข่อยทรายก็คือข่อยที่ขึ้นตามโคก ตามเนินเขา อันนี้ไม่ดี โดนมากับตัว ไปตัดมาเนื้อมันหยาบมาก”
ความหนาแน่นของต้นข่อยในท้องถิ่นดูได้จากคำพูดของหนึ่งที่ว่า เมื่อปีที่ผ่านมาเก็บข่อยได้น้ำหนักถึง 28 ตัน แต่แยกเยื่อสำหรับทำกระดาษออกมาได้เพียง 400 กิโลกรัม ใช้ทำสมุดได้ 400 เล่ม หรือหากตีเป็นเลขกลม ๆ คือสมุดข่อย 1 เล่ม ใช้เยื่อข่อยประมาณ 1 กิโลกรัม
ฟังดูเป็นตัวเลขมหาศาล ต้องตัดต้นข่อยนับหมื่นต้นเพื่อแลกกับกระดาษจำนวนน้อยนิด แต่ธรรมชาติของต้นไม้ชนิดนี้ เมื่อถูกตัดแล้ว หากทิ้งกอไว้จะขึ้นเพิ่มอีกเป็นเท่าตัว การตัดข่อยไปทำกระดาษจึงไม่ใช่การรบกวนธรรมชาติ แต่มีความยั่งยืนแฝงอยู่ ซึ่งทำกันเช่นนี้มาตั้งแต่โบราณ
ขั้นตอนพอดี
ถึงขึ้นชื่อว่าเป็นกระดาษแบบดั้งเดิม เรียนรู้มาจากตำรับตำราเก่าแก่ แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมตลอดมา สอนให้บางขั้นตอนต้องออกนอกขนบวิธี เพื่อให้กระดาษมีคุณภาพยิ่งขึ้นในยุคสมัยใหม่และเหมาะกับการใช้งานที่หลากหลาย
บทสนทนาเข้าสู่ในส่วนของกรรมวิธีการทำกระดาษ เขาเล่าตั้งแต่การเก็บวัตถุดิบ ซึ่งต้องใช้ส่วนลำต้นข่อย ลอกเปลือกออกให้เหลือแต่เยื่อ แช่น้ำให้นิ่ม คลุกหมักปูนขาวให้ทั่ว ต้มน้ำให้นิ่มกำลังดี แล้วค่อยนำมาคัดแยกเยื่อสีขาวกับดำออกจากกัน สีขาวนำไปทำเป็นกระดาษขาว ส่วนเยื่อดำที่แก่กว่าก็นำไปทำกระดาษดำ จากนั้นจึงเอาไปทุบให้ละเอียด




“มีหลักในการทุบนะ อันนี้ครูไม่ได้ทำให้ดู แต่เล่าให้ฟังว่ามันจะมีจังหวะ ทำให้เกิดความเพลิดเพลินเป็นจังหวะดนตรี แต่สมัยนี้เราเปิดเพลงได้ ก็ไม่ต้องใช้” ช่างทำกระดาษเผยถึงวิธีการทุบของช่างในอดีตที่วันนี้เขาพลิกแพลงให้เข้ากับยุคสมัย


จากนั้น ถ้าเป็นช่างรุ่นเก่าจะใช้การกะเยื่อกระดาษที่ทุบจนละเอียดแล้วให้ได้ขนาดเท่าผลมะตูม แต่ที่ผ่านมา หนึ่งพบว่าปริมาณเท่านั้นได้กระดาษที่ไม่สม่ำเสมอและมีความบาง จึงปรับสูตรจนพบว่าน้ำหนักประมาณ 700 กรัมกำลังดี แล้วจึงนำไปตีกับน้ำให้แตกตัว ก่อนเกลี่ยเยื่อให้ทั่วพะแนง เสร็จก็ค่อยยกขึ้นมารีดให้เรียบ


ตำรับโบราณช่างจะใช้ไม้ซางมารีด แต่เพื่อให้เหมาะกับกาลสมัยที่ไม้ซางหายาก หนึ่งทดลองเครื่องมือมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่ท่อพีวีซีไปจนถึงหลอดไฟ จนมาจบที่ท่อสเตนเลส ซึ่งให้ผลลัพธ์ดีที่สุด
“พอแห้งและเรียบ เราก็เอาไปตากแดด ด้วยการคว่ำพะแนงลง พอสักพักก็เอาเข้าที่ร่ม เพราะถ้าเราตากแดดนาน ๆ กระดาษจะบิด ทีนี้ก็ทำงานยาก”



เมื่อได้กระดาษแผ่นใหญ่มาแล้วจะต้องนำมาทาน้ำแป้งแล้วรีดอีกครั้งให้เรียบ ก่อนจะพับทบไปมาเป็นเล่ม จากกระดาษข่อยจึงกลายเป็นสมุดข่อยหรือสมุดไทย
บางครั้งช่างอาจจะติดปกเพื่อความเรียบร้อย ออกแบบไม้ประกับที่ประดับมุกหรือลายรดน้ำเพื่อความสวยงาม หรือตามแต่ลูกค้าสั่ง เป็นอันเสร็จสิ้นพร้อมใช้
สิริรวมเวลาในการทำตั้งแต่เก็บข่อยราวครึ่งเดือน หลายขั้นตอนกระจุกอยู่ที่ 7 วันสุดท้าย กว่าจะออกมาเป็นสมุด 1 เล่ม



“ต้องใส่ใจทุกขั้นตอนตั้งแต่การหาต้นข่อย ถ้าพลาดขั้นตอนหนึ่งก็จะพังยาวเป็นโดมิโนเลย อย่างถ้าเราขี้เกียจหาเยื่อดำออก กระดาษก็จะเป็นเยื่อดำ มีสิ่งสกปรกเยอะ ถ้าแยกก็ออกเป็นกระดาษขาวกับกระดาษดำ แต่ถ้าเราขี้เกียจจะเป็นกระดาษดำอย่างเดียว หรือถ้าเราคลุกปูนน้อย เยื่อก็จะเป็นสีเทา ต้มแล้วมันไม่ขาว ถ้าเราไปเก็บเยื่อ ตัดต้นที่แก่มาก ๆ เราก็จะไม่ได้กระดาษขาวเลย เราก็ได้แต่กระดาษดำ ต้องประณีตตั้งแต่หาต้นเลย ถ้าเราไม่ตามนี้ก็จะรวนหมด” ช่างทำกระดาษตกตะกอนการทำงานให้ฟัง
อะไรที่พอดี ๆ
“กระดาษเนื้อดีคืออะไร ๆ ที่พอดีแล้ว” เขาพูดประโยคนี้หลังจากเล่ามาถึงความพอดีสุดท้าย
แม้ดูเป็นเรื่องนามธรรม แต่คู่สนทนาขยายความให้ฟังต่อว่า หนึ่งในคุณสมบัติของกระดาษที่ดีคือไม่เปื่อย เหนียว และมีสีสะอาด หากเป็นสมุดไทยขาวก็ต้องขาวทั่ว หรือถ้าเป็นสมุดไทยดำก็ไม่ควรมีสีอ่อนปน
การให้เกรดกระดาษข่อยมีมาตั้งแต่โบราณแล้ว ตัวอย่างเช่นในสมุดไทยเรื่อง ไตรภูมิ เล่มหนึ่งที่เขียนว่า ‘กระดาษชั้นดี’ กำกับไว้
“กระดาษถ้าคนที่เพิ่งหัดทำ เราไม่เป๊ะ ไม่คำนวณ กระดาษจะเปื่อย พอพับไปมันก็อยู่ได้ แต่พอเขียนมันจะขาด อยู่ได้แต่ไม่นาน ถ้าแก่มาก กระดาษจะกรอบ ถ้าแช่น้ำนานไป จะเปื่อย บิด ต้มนานไปก็มีผล กระดาษจะเป็นกระดาษเลวนะ ที่เขาเรียกกัน” พูดจบเขาจึงเอาตัวอย่างสมุดชั้นดีฝีมือตัวเองให้ดู ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีความอยู่ตัว รักษารูปร่างไว้ได้ และไม่ทิ้งน้ำหนักตกลงมา
อีกเรื่องหนึ่งคือเสน่ห์ของกระดาษข่อยที่เป็นงานทำมือ กระดาษบางชนิดที่มีความบางมาก จนเอาไปทาบกับตัวหนังสือแล้วมองเห็นได้ แต่บางครั้งก็อาจมองเห็นไม่เท่ากัน เพราะหนาไม่สม่ำเสมอ
“เป็นปัญหาตั้งแต่โบราณแล้ว ลา ลูแบร์ (ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามากรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์) เขียนไว้ว่า กระดาษสยามเหมือนเอาผ้าขี้ริ้วมาทำ จะเท่าก็ไม่เท่ากัน เราก็พูดด้วยความภูมิใจ โบราณมันเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เราคนเดียว” จบประโยคชายอารมณ์ดีก็หล่นขำออกมา

กระดาษบ้านข่อย
“จริง ๆ ผมเกิดมาก็เห็นพวกกระดาษสาแล้ว มีคนทำขายเยอะแยะ เมื่อก่อนวาดรูปยังใช้กระดาษขาว แต่มันไม่แท้ไง เรารู้ในใจเราว่ามันไม่ใช่ ถ้าเราอินกับมันมาก ๆ เราต้องใช้กระดาษข่อย จริง ๆ กระดาษสามีเยอะแยะ เนื้อใกล้เคียงกัน ทำไมไม่ใช้ เพราะเราเป็นช่าง เรารู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่” หัวเรือกลุ่มกระดาษบ้านข่อยตอบข้อสงสัยของเราว่า ในเมื่อวันนี้มีกระดาษให้เลือกมากมาย แถมราคาก็ถูกกว่ามาก ทำไมหลายคนยังเลือกใช้กระดาษข่อยอยู่
ที่สำคัญ ช่างเขียนที่ใช้กระดาษโบราณต่างก็อยากได้เนื้อกระดาษแบบดั้งเดิม ทั้งด้วยอารมณ์และความรู้สึกในการใช้งาน
แน่นอนว่าด้วยกรรมวิธีการทำ บางขั้นตอนแทบไม่ต่างจากกระดาษสา เนื้อกระดาษบางครั้งก็แทบแยกกันไม่ออก แต่หากดูให้ละเอียด หนึ่งเล่าว่าจะพบความต่างตรงที่กระดาษสาเมื่ออยู่ไปนานวันเข้าจะค่อย ๆ คืนตัว ต่างจากกระดาษข่อย
ส่วนข้อเสียก็มี คือแมลงจะไม่ค่อยกินกระดาษสา ผิดจากกระดาษข่อยที่เรามักเจอตัวมอดชอนไชเป็นทางอยู่ในเล่มสมุดโบราณ
คุณประโยชน์ของกระดาษข่อยยังมีมากกว่าแค่ใช้เขียน ไม่ว่าจะเป็นทำหัวโขน ตอกหมันเรือ ทำบุหรี่ ฝักแคสำหรับจุดเผาศพ ชนวนระเบิด ฯลฯ ส่วนในปัจจุบันศิลปินยังนิยมสั่งทำกระดาษข่อยขนาดใหญ่พิเศษสำหรับใช้วาดภาพ รวมถึงในหมู่นักอนุรักษ์ที่เลือกนำไปใช้ซ่อมแซมสมุดไทยเก่า ตามหลักการที่ต้องใช้วัสดุประเภทเดียวกัน
วันนี้ช่างทำกระดาษพูดได้เต็มปากว่า เขาทำตามกรรมวิธีโบราณที่ปรากฏในเอกสารและคำสอนของช่างรุ่นเก่าได้แทบจะครบถ้วน ท่ามกลางกลุ่มคนร่วมอุดมการณ์ในแวดวงอย่างช่างเขียนอักษรและเขียนภาพเริ่มมีมากขึ้น หลายคนเป็นเด็กรุ่นใหม่ เป็นบรรยากาศของวงการกระดาษโบราณที่คึกคักขึ้น
“เราเห็นคนเขียน เราก็อยากทำกระดาษขึ้นมาเพื่อรองรับกัน เพราะช่างเขียนมี ช่างกระดาษก็อยู่ได้”
นอกจากนี้ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการทำกระดาษ ยังรับหน้าที่เผยแพร่ความรู้ในการทำให้กับหน่วยงานและสถานศึกษา เช่น ศูนย์ศิลปาชีพ โรงเรียนช่างฝีมือในวังชาย อยู่เนือง ๆ รวมถึงยังยินดีมอบความรู้ให้กับชาวต่างชาติที่เข้ามาขอเรียนรู้
“เราเต็มที่ รู้ว่าต่อไปมันจะขาดหายไป เราก็เลยไม่หวง เพราะถ้าหวงก็หายอีก” ช่างกระดาษข่อยพูดถึงความตั้งใจและความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานและรักษามรดกของชาติ

Facebook : หนึ่ง นิศิษย์, กระดาษบ้านข่อย
