บ่ายวันเสาร์ เราพาตัวเองมาย่านสุขุมวิท เจอการจราจรในย่านนี้ต้อนรับพร้อมอากาศที่ร้อนเหมือนไม่ได้อยู่หน้าฝน แต่เป็นหน้ากระทะทองแดง
แต่ความวุ่นวายเหล่านี้เหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เมื่อเรามาถึงจุดหมายซึ่งเป็นบ้านหลังหนึ่ง ภายนอกเหมือนบ้านเดี่ยวทั่ว ๆ ไป มีป้ายเล็ก ๆ ติดไว้ว่า ‘まほっちカービング教室 Mahochi Carving Atelier’
ถ้าแปลประโยคภาษาอังกฤษ บอกได้คร่าว ๆ ว่าที่นี่คือห้องทำงานศิลปะแกะสลัก เป็นเครื่องยืนยันว่าเรามาถูกที่ และเป็นเหตุผลที่เรานัดเจอกับ ครูเบียร์-ณรงค์ กระสินธุ์สิทธิ์
หากใครอยู่ในวงการแกะสลักคงเคยได้ยินชื่อของครูเบียร์ ไม่ว่าจะเป็นลายแกะสลักที่คิดค้นเองอย่างลายดอกจามจุรี บรรดาตำราแกะสลักที่วางแผงขายมีชื่อครูเบียร์ประกอบด้วย และการได้เป็นลูกศิษย์ของ อาจารย์เพ็ญพรรณ สิทธิไตรย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์ – แกะสลักเครื่องสด) ประจำ พ.ศ. 2552 ครูเบียร์เลยได้รับการถ่ายทอดความรู้วิชา จนเป็นหนึ่งในช่างแกะสลักและคนที่ช่วยอนุรักษ์และสืบทอดศาสตร์การแกะสลักของไทย

ครูเบียร์เดินออกมาต้อนรับเรา พร้อมเชิญชวนให้นั่งรอสักครู่ เพราะจะขอเตรียมของที่ตัวเองแกะสลักมาโชว์เราวันนี้ ระหว่างนั้น ฟากหนึ่งของห้องมีคน 2 คนกำลังนั่งทำอะไรบางอย่าง ด้วยความสงสัย เราขอลุกไปดูให้เห็นชัด ๆ คนหนึ่งกำลังจับมีดแกะสลักของชิ้นเล็ก ๆ สีขาว รูปร่างคล้ายดอกไม้ ส่วนอีกคนแกะสลักเหมือนกัน แต่วัตถุดิบเป็นแตงโมลูกโต มือค่อย ๆ บรรจงวาดลวดลายผ่านปลายมีด
ความรู้เรื่องแกะสลักของเราเป็นศูนย์ แต่ทดไว้ในใจแล้วว่าจะเอาไปถามครูเบียร์ พร้อมคำถามอื่น ๆ เพื่อให้เรารู้จักงานฝีมือชนิดนี้ซึ่งจัดอยู่ในช่างสิบหมู่ของไทย ไม่ใช่แค่การพูดคุยเท่านั้น แต่เราขอให้ครูเบียร์ช่วยสอนแกะสลักด้วย (แต่เน้นไปว่าขอลายง่าย ๆ เพื่อให้คนไม่มีพื้นฐานทำตามได้) ซึ่งครูเบียร์ก็เต็มใจเตรียมให้ทันที
เมื่อทุกอย่างพร้อม มือครูเบียร์ที่จับมีดจรดลงบนวัสดุพร้อม ๆ กับเรื่องราวการเดินทางเป็นช่างแกะสลักของเขาก็เริ่มต้นขึ้น

ปอก
ลายแกะสลักที่ครูเบียร์เตรียมมาสาธิตเรา คือการแกะสลักมะม่วงให้เป็นดอกจำปี
ทำไมถึงเป็นดอกจำปี – เราขอถามก่อนจะลงมือ ครูอธิบายว่าการแกะสลักคือการเลียนแบบ ไม่จำเป็นต้องเหมือนจนสมบูรณ์แบบ แต่ให้มีความคล้ายคลึง สีของเนื้อมะม่วงคล้าย ๆ สีดอกจำปี คนเลยนิยมแกะสลักเป็นลายนี้ แต่ก็ยังมีลายอื่น ๆ เช่น ใบเฟิร์นหรือลวดลายที่ต้องการ
พูดเสร็จครูเบียร์ลงมือให้เราดู เริ่มจากหั่นมะม่วงให้เป็นทรงรียาวประมาณ 2 นิ้ว ก่อนจะเกลาด้านหนึ่งให้แหลมเพื่อแกะเป็นกลีบต่อไป
ขณะทำ ครูเบียร์เล่าให้เราฟังว่าตัวเองรู้จักการแกะสลักครั้งแรกจากวิชา กพอ.
“ตอนนั้นครูอยู่ ป.4 ไม่รู้ว่าเราเกิดทันไหม” เราพยักหน้ารับ แม้จะชื่อคนละวิชา แต่เนื้อหาเรียนคล้าย ๆ กัน คือเรียนงานฝีมือจำพวกทำอาหาร เย็บผ้า ร้อยพวงมาลัย และแกะสลัก
งานแกะสลักชิ้นแรกของครูเบียร์เป็นการแกะสลักมะเขือเปราะให้เป็นดอกไม้ 4 กลีบ ง่ายไม่ซับซ้อน เหมาะกับสอนเด็กระดับชั้นประถม


พื้นฐานครูเบียร์ชอบงานประดิษฐ์ งานฝีมือ เพราะความสวยงามประณีต เมื่อโตขึ้นมีโอกาสไปเรียนที่ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ช่วงหนึ่งกับ อาจารย์ภูชิษย์ สว่างสุข ผู้สอนวิชาแกะสลักผักผลไม้ ที่นี่เองครูเบียร์ฉายแววฝีมือด้านแกะสลักจนครูบาอาจารย์ผลักดันให้ลงประกวด
“ครูน่าจะลงประกวดมาเกือบทุกรายการในประเทศไทย ได้รางวัลมาทั้งหมดแล้ว” ครูเบียร์พูดพร้อมรอยยิ้ม แล้วอธิบายต่อว่า สาเหตุที่ลงประกวดจำนวนมาก เพราะยุคนั้นการสื่อสารยังไม่ดีเท่าทุกวันนี้ งานประกวดเปรียบเสมือนพื้นที่ศึกษาของวงการแกะสลัก เกิดการคิดค้นลายอะไรบ้าง ลายไหนกำลังได้รับความนิยม ฝีมือแต่ละคนเป็นอย่างไร งานประกวดเลยเป็นที่ฝึกฝีมือไปโดยปริยาย
รางวัลสูงสุดที่ครูเบียร์ได้รับ คือรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พ.ศ. 2552 “ครูจำหัวข้อชัด ๆ ไม่ได้ เพราะผ่านมานานแล้ว จำได้คร่าว ๆ ว่าโจทย์ให้จัดสวนเทิดพระเกียรติ ครูแกะสลักเป็นสวยดอกไม้ รู้สึกว่าจะได้รางวัลชนะเลิศนะ”
เมื่อเกลาปลายแหลมได้ที่แล้ว ครูเบียร์ก็จรดมืดลงเพื่อแกะเป็นกลีบ โดยกดมีดไปไม่ต้องลึกมาเอาความหนากลีบที่เราต้องการ จากนั้นก็กรีดลงไปทำเป็นกลีบดอกไม้ ไม่ต้องกรีดลึกสุดเหลือส่วนปลายทำเป็นขั้วดอก ชั้นแรกจะทำประมาณ 4 กลีบ สลับทำชั้นในไปเรื่อย ๆ ก็จะได้ดอกจำปีจากมะม่วงแล้ว

แกะ
“การประกวดเขาจะให้โจทย์ หน้าที่เราคือตีความสร้างงานออกมา” โจทย์ประกวดที่ครูเบียร์เจอบ่อยครั้ง คืองานวรรณคดี วิธีการของครูเบียร์จะไปอ่านวรรณคดีเรื่องนั้นว่าเนื้อหาเป็นอย่างไร ลักษณะนิสัยใจคอตัวละคร ถึงออกแบบงานแกะสลักออกมาได้
ครูเบียร์ยกตัวอย่างโจทย์หนึ่ง เป็น รามเกียรติ์ ตอน จองถนน เขาเล่าว่าตัวเองต้องไปอ่าน รามเกียรติ์ หลายฉบับ เพื่อทำความเข้าใจตัวละครและเนื้อเรื่อง ก่อนออกแบบเป็นงานแกะสลักที่ทำให้ได้รางวัลชนะเลิศเช่นเคย
ระหว่างครูเบียร์เดินสายประกวดแข่งแกะสลักระยะหนึ่ง จนมีโอกาสได้พบเจออาจารย์เพ็ญพรรณในงานบ่อยครั้ง จากพูดคุยทำความรู้จักจนพอรู้ฝีมือ อาจารย์เพ็ญพรรณจึงชวนมาเป็นลูกมือช่วยทำงานแกะสลัก
“เมื่อก่อนท่านแกะสลักออกรายการโทรทัศน์บ่อย ๆ ถ่ายลงนิตยสาร ตำราเรียนบ้าง ครูไปช่วยเป็นลูกมือ แกะนกบ้างอะไรบ้าง เพราะการสอนของคนสมัยก่อนจะไม่บอกตรง ๆ ต้องอาศัยดูท่านทำงาน เป็นครูพักลักจำ ระหว่างทำงานท่านจะค่อยแนะนำ บอกเทคนิคต่าง ๆ เช่น วิธีเก็บรักษาวัตถุดิบไม่ให้เสีย หรือแกะสลักยังไงให้สอดคล้องกับอาหาร เช่น อาหารบางจานมีชื่อว่าบุปผา เราก็ต้องแกะสลักวัตถุดิบให้เป็นดอกไม้ จะได้สอดคล้องกับชื่ออาหาร”

อาจารย์เพ็ญพรรณเป็นผู้ริ่เริ่มอาหารวิจิตร คือการนำงานแกะสลักมาผสมผสานกับอาหารคาวหวาน เพื่อให้งานแกะสลักไม่ตายหายไป แต่ยังใช้ได้ในชีวิตจริง เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของงานแกะสลักโดยอาจารย์เพ็ญพรรณ คือดอกไม้
“อาจารย์เพ็ญพรรณชอบแกะเลียนแบบธรรมชาติ ท่านจะเด็ดดอกไม้จริงมาวาง แล้วเอาวัตถุดิบอย่างเช่นหัวผักกาด ฟักทอง มาแกะให้เหมือนลักษณะดอกไม้ที่ท่านเลือก เช่น ดอกลีลาวดี จะแกะให้คล้าย ๆ ท่านบอกว่าเหมือนการล้อเลียนธรรมชาติ คล้าย ๆ วาดรูป แต่อุปกรณ์ของเราคือมีดแกะสลัก”
ครูเบียร์จึงรับอิทธิพลส่วนนี้ของอาจารย์เพ็ญพรรณมาด้วย ผสมกับลายไทยที่ชื่นชอบ กลายเป็นเอกลักษณ์ของงาน
งานแกะสลักไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือแบบถาวรและเครื่องสด การแกะสลักแบบแรกใช้วัสดุที่เนื้อแน่นและแข็งแรง เช่น เทียน หิน ไม้ ฯลฯ ส่วนเครื่องสดจะเป็นการแกะสลักลงวัสดุธรรมชาติอย่างผักผลไม้ ข้อจำกัดทำให้งานอยู่ได้ไม่นานตามอายุวัสดุ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ครูเบียร์เลือกทำงานเครื่องสด
“ครูชอบแกะสลักเครื่องสด เพราะเป็นความงามที่อยู่ได้ไม่นาน เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง คนชอบบอกว่าแกะไม่กี่ชั่วโมงก็เหี่ยวแล้ว สำหรับครูเหมือนเก็บเป็นความทรงจำว่า ครั้งหนึ่งเคยมีสิ่งนี้เกิดขึ้น ยิ่งสมัยโบราณไม่มีแม้แต่รูปถ่าย มีแต่คำบอกเล่าในศิลาจารึก กาพย์กลอนต่าง ๆ แทน คนทำต้องศึกษา ต้องจินตนาการจากตัวอักษรที่อ่านว่าของจริงน่าจะเป็นยังไง”

สลัก
เส้นทางสายประกวดเริ่มอิ่มตัว ประกอบกับมีคนรู้จักชวนไปสอนแกะสลัก ครูเบียร์ได้ลองเดินทางใหม่ และปัจจุบันเปิดสถาบันสอนร่วมกับเพื่อน ครูเบียร์รับหน้าที่สอนแกะสลักเป็นหลัก
เราไม่ลืมที่จะถามว่าภาษาญี่ปุ่นที่ป้ายหน้าบ้านมีความหมายอย่างไร
“มาโฮจิ” ครูเบียร์เริ่มด้วยการออกเสียงคำ “แปลรวม ๆ ว่าสิ่งที่ทำแล้วสบายใจ” นักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่นที่ได้ยินชื่อเสียงของครู บางคนบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อเรียนโดยเฉพาะ บางคนก็เป็นคนญี่ปุ่นที่อาศัยในไทย
“คนญี่ปุ่นเท่าที่ครูเคยสัมผัส เขาชอบความสวยงาม ชอบงานประดิษฐ์ งานฝีมือ ชอบงานที่ดูมีขั้นตอน มีพิธี มีจารีต
“ประเทศอื่น ๆ ก็มีการทำงานแกะสลัก ครูคิดว่าเอกลักษณ์ของงานแกะสลักไทย คือเราใช้แค่มีดเล่มเดียวทำงาน แต่จีน ไต้หวัน เวียดนาม เขามีอุปกรณ์หลาย ๆ อย่างทำงาน มีด สิ่ว อุปกรณ์ที่ทำให้เกิดลวดลายต่าง ๆ”
วิธีการสอนแกะสลักของครูเบียร์จะเริ่มจากลายพื้นฐานอย่างใบไม้ประเภทต่าง ๆ เพื่อให้มือคุ้นชินกับมีด
เราสังเกตมีดที่วางเรียงรายบนโต๊ะ เหมือนจะต่างที่สีด้ามกับขนาด แต่ครูเบียร์ชี้ว่าลักษณะด้ามจะมี 2 แบบ คือกลมกับแบน แบบกลมเหมาะกับงานที่เน้นลายโค้ง มีดด้ามกลมช่วยให้หมุนข้อมือได้ถนัด ส่วนด้ามแบนจับถนัดมืดกว่า ลดโอกาสลื่นหลุดมือ
เมื่อแกะใบไม้ได้ ขั้นต่อไปจะแกะสลักหมวดดอกไม้ ตั้งแต่ดอกข่า รักเร่ บานชื่น ไปถึงดอกระดับยาก อย่างกุหลาบ ดอกผีเสื้อ เป็นต้น ก่อนขยับไปแกะสลักสัตว์ เช่น นก กุ้ง หงส์ สัตว์หิมพานต์ และลงลายบนวัสดุใหญ่ สุดท้ายเป็นการแกะสลักลอยตัวที่มองเห็น 360 องศา

“งานแกะสลักเป็นงานที่ต่อยอดได้เรื่อย ๆ ไม่มีขั้นสุด เริ่มจากเราต้องมีพื้นฐานก่อน เหมือนการร้องเพลง ถ้าคนร้องเป็นจะต่อเพลงได้เรื่อย ๆ งานแกะสลักอยู่ที่ว่าคนอยากพัฒนาตัวเองไปจุดไหน และพัฒนาไปได้เรื่อย ๆ”
ลายดอกจามจุรีจามเป็นลายที่ครูเบียร์คิดค้นและคนรับไปทำกันแพร่หลาย ที่มาที่ไปเกิดจากตอนครูจะแกะสลักแตงโมแล้วเสียดายส่วนเปลือกเขียว เลยจิตนาการว่าจะแกะสลักอะไรที่จะรักษาสิ่งนี้ไว้ ได้เป็นดอกจามจุรีที่ส่วนเนื้อแดงเป็นดอก มีเปลือกเป็นขั้วก้านใบ
“ที่ครูคิดลายเองมีหลายชิ้นนะ เช่น นารีผล ครูทำสำหรับส่งประกวด ไม่รู้หรอกว่านารีผลหน้าตาจริง ๆ เป็นยังไง แต่จากที่อ่านบันทึกผสมกับจินตนาการ เลยแกะสลักเป็นผู้หญิงแล้วมีใบไม้ปิด
“ครูชอบงานที่ท้าทาย มันได้คิดงานไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยมีจุดสิ้นสุด ครูถือคติว่าวันนี้คิดได้แบบนี้ พรุ่งนี้ต้องคิดได้มากกว่านี้ เพราะเรายังมีแรงคิดไปเรื่อย ๆ พยายามประยุกต์งานให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อให้มันไม่หายไป
“คนชอบบอกว่าเห็นปุ๊บรู้ทันทีว่างานไหนครูเบียร์ทำ คงเป็นเอกลักษณ์งานครูที่ลายเส้นจะอ่อนช้อย ผสมธรรมชาติเข้ากับลายไทย”
จานมะม่วงน้ำปลาหวาน งานที่ครูเบียร์แกะสลักมาโชว์ให้ดู ตัวภาชนะใส่มะม่วงทำมาจากเปลือกแตงโมงที่แกะเป็นลายกระจังตาอ้อย คล้าย ๆ ตระกร้าสาน ตัวมะม่วงแกะเป็นดอกจำปีเหมือนเดิม ครูเบียร์มัดรวมเป็นช่อที่ทำมาจากใบตอง ตัวน้ำปลาหวานแกะหอมแดงเป็นดอกบัว เหมือนกำลังลอยอยู่ในสระน้ำปลาหวาน มีพริกจินดาที่แกะเป็นดอกแก้ววางประดับทั่วสำรับ
กินได้ไหมคะ – เราถามทันทีที่เห็น ความสวยของมันทำให้ไม่กล้ากินอยู่แล้ว แต่อาหารหากกินไม่ได้ก็คงไม่ถูกต้อง ครูเบียร์ตอบว่ากินได้ เป็นความเข้าใจผิดของบางคนว่าอาหารที่แกะสลักมักกินไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ เวลาแกะสลักจึงมีเรื่องเวลาและการรักษาวัตถุดิบมาเกี่ยวข้อง เพื่อให้ท้ายที่สุดไม่ใช่แค่อาหารตา แต่เป็นอาหารท้องได้
“การแกะสลักอาจไม่ได้เพิ่มความอร่อย แต่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้อาหารจานนั้น”

เกลา
ไม่มีหลักฐานแน่นชัดว่าการแกะสลักเริ่มต้นขึ้นเมื่อไร แต่จากการสืบค้นของนักประวัติศาสตร์คาดว่าเกิดขึ้นช่วงสุโขทัย และมามีหลักฐานเด่นชัดปรากฏในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ผ่านพระราชนิพนธ์บางส่วนที่มีการพูดถึงงานแกะสลัก เช่น กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน กว่า 200 กว่าปีที่ศาสตร์นี้ยังคงมีอยู่ และจากมุมมองของครูเบียร์น่าจะมีอีกนาน เนื่องจากได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคปัจจุบัน
การเกิดขึ้นของร้านอาหารไทยโบราณมากมาย คนต้องการแกะสลักเพื่อนำไปประกอบอาหาร เพจสอนแกะสลักก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ข้อสำคัญที่ครูเบียร์ว่าจะทำให้งานไม่ตาย คือต้องทำให้เข้ากับบริบท แสดงให้เห็นว่าทำได้จริง ไม่ใด้เก็บไว้ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
“ครูพยายามทำให้งานแกะสลักเข้ากับยุคสมัย ทำให้มันใช้ในชีวิตประจำวันหรือโอกาสสำคัญต่าง ๆ ได้ คนจะได้มองงานแกะสลักเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น”
นักเรียน 2 คนที่มาเรียนแกะสลักวันนี้ ครูเบียร์บอกว่าเป็นโครงการเล็ก ๆ ที่ตัวเองกำลังทำอยู่ คือมองหาคนรุ่นใหม่ที่สนใจอยากเรียนรู้การแกะสลัก โดยสอนให้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นทางหนึ่งที่ครูเบียร์คิดว่าจะช่วยส่งต่อศาสตร์นี้
“ไทยน่าจะเป็นไม่กี่ชนชาติที่มีศิลปะการกินอันวิจิตรเช่นนี้ ครูจึงอยากสืบสานศาสตร์การแกะสลักต่อไป ไม่อยากให้สูญหาย ซึ่งช่วงหลัง ๆ มีเด็กรุ่นใหม่เริ่มมาสนใจเยอะขึ้น จึงคิดว่าศาสตร์นี้น่าจะคงอยู่ไปได้อีกนาน”

