20 กุมภาพันธ์ 2025
3 K

คำถามสุดท้ายในการสัมภาษณ์ครั้งนี้คือการขอให้ ธารณ ลิปตพัลลภ หรือ แทน ลิปตา เลือกเพลงที่เขาแต่งใส่เข้าไปในไทม์แคปซูล เพื่อที่คนในอนาคตอีก 100 ปีข้างหน้าจะเปิดฟังแล้วทำความรู้จักกับตัวตนของเขาได้มากที่สุด 

2 เพลงที่แทนเลือก คือ ถ้าฉันเปลี่ยนใจเธอได้ และ อยู่ได้แล้ว 

สาเหตุที่เลือก ถ้าฉันเปลี่ยนใจเธอได้ ซึ่งเป็นเพลงจากอัลบัมชุดแรก (ปี 2005) เพราะมันคือเพลงที่เขียนด้วยความสด เขียนด้วยมุมมองของความเป็นวัยรุ่นและศิลปินหน้าใหม่ ซึ่งความสดใหม่แบบนี้จะค่อย ๆ ลดเลือนหายไปตามอายุและประสบการณ์

สาเหตุที่เลือก อยู่ได้แล้ว ซึ่งเป็นเพลงที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อปีที่แล้ว (ปี 2024) ก็เพราะว่าเป็นเพลงที่เขียนด้วยประสบการณ์ของชายวัยเลข 3 ปลาย ๆ เนื้อหาในเพลงเป็นเรื่องราวส่วนตัวของแทนที่เรียนรู้ว่า เราอยู่ได้ไม่ใช่เพราะเราลืม แต่เราอยู่ได้เพราะเราไม่เจ็บปวดกับเรื่องนั้นแล้ว มันเป็นเพลงชนิดที่เขาคงแต่งไม่ได้ในตอนวัยรุ่น เพราะเนื้อหาที่สุขุมและเข้าใจโลกแบบนี้ต้องมาพร้อมกับอายุและประสบการณ์เท่านั้น

2 เพลงที่แทนเลือกมีอายุห่างกันราว ๆ 20 ปี ซึ่งก็เทียบเท่ากับอายุของวงลิปตา วงดนตรีที่กำลังจะมีคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 2 ทศวรรษในวงการดนตรี และมีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของแทนบ้างตลอด 20 ปีนี้ 

ศิลปินหน้าใหม่

แทนใช้ชีวิตตามแบบอย่างของวัยรุ่นรักดนตรีทั่วไป จะมีแตกต่างก็ตรงที่เขาเลือกพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางคนที่เอาจริงเอาจังกับเสียงดนตรีอย่างมาก 

แทนให้เครดิต เจพี ลิปตพัลลภ ญาติของเขาซึ่งเป็นคนแนะนำการทำดนตรีด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมถึงคุณแม่ที่หัวสมัยใหม่มาก ๆ และเป็นคนแนะนำให้แทนไปเรียนที่สถาบัน SAE Institute ซึ่งตอบโจทย์ด้านความรักดนตรีและยังให้วุฒิปริญญากับเขาได้ในเวลาเดียวกัน แล้วก็เป็นที่สถาบันแห่งนี้ที่แทนได้พบเจอกับ คัตโตะ-อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล ผู้ที่จะมาร่วมเดินทางไปกับเขาในฐานะอีกครึ่งหนึ่งของวงดนตรีดูโอ้ 

ลิปตา ทำเพลงกันเองเพื่อส่งไปยัง Fat Radio และได้ผลตอบรับที่ดี 

เพลงชื่อ กอดตัวเอง ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกของวง มีเนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่ร้องว่า 

อยากมีคนรักที่มั่นคง มาฟังเพลงรักด้วยกันของ พี่บอย โกสิยพงษ์ กอดตัวเองเมื่อเหงาใจ กอดตัวเองเพราะฉันไม่มีใคร ท่อนนี้ไปเข้าหูของ บอย โกสิยพงษ์ เข้าจริง ๆ จนถึงขนาดต้องเรียกลิปตาไปพูดคุย 

แทนเองก็ไม่เคยปิดบังว่าดนตรีของเขามีดีเอ็นเอการแต่งเพลงของบอยและกลิ่นของเพลงจากค่าย Bakery Music อยู่เต็มเปี่ยม ผลจากการพูดคุยกับบอยในครั้งนั้นต่อยอดมาถึงการเซ็นสัญญาเป็นศิลปินค่าย LOVEiS ซึ่งเป็นค่ายเพลงที่บอยก่อตั้งขึ้นในปี 2005 หลังการปิดตัวของ Bakery Music 

“ช่วงเวลาที่ LOVEiS เพิ่งก่อตั้ง พี่สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์) ยังคงร่วมบริหารงานกับพี่บอย แล้วก็เป็นพี่สุกี้นี่แหละครับที่นั่งฟังเดโมชุดแรกของวงลิปตา ผมยังจำได้ว่าพี่เขานั่งฟังเพลงของพวกเราทั้ง 12 เพลงแล้วไปสะดุดอยู่ที่เพลงหนึ่ง จนพูดออกมาเลยว่า เพลงนี้โอเคเลยนะ ดีเลยล่ะ ซึ่งเพลงนั้นก็คือ ฝืน ที่เป็นซิงเกิลฮิตจากอัลบัมแรก นี่คือความแม่นของพี่สุกี้ซึ่งเป็น A&R (Artists and Repertoire) หรือฝ่ายค้นหาและพัฒนาศิลปินที่เก่งมาก ๆ” 

อีกหนึ่งคำถามที่สุกี้ถามกับ แทน และ คัตโตะ คือคำถามสำคัญที่ศิลปินทุกคนควรตอบให้ได้ 

คำถามนั้นก็คือ “ลิปตาคืออะไร” 

ฟังดูอาจจะเป็นคำถามง่าย ๆ แต่คำตอบของคำถามนี้จะบอกได้เลยว่าศิลปินรู้จักตัวตนของพวกเขาดีพอหรือเปล่า 

ซึ่งแทนก็ตอบให้สุกี้เห็นภาพได้ทันที 

“ลิปตาคือ Maroon 5 ที่เล่นเพลง Pop ครับ ดนตรีของพวกเราคือ Rhythm and Pop ซึ่งคล้าย ๆ Rhythm and Blues เพียงแต่เพลงเราไม่ได้มีความ Blues หรือ Soul ขนาดนั้น เรายังยืนอยู่บนพื้นฐานความ Pop หรือเพลง Pop ที่มีจังหวะสนุก ๆ” 

เมื่อทุกฝ่ายมองเห็นภาพเดียวกัน ลิปตาก็เริ่มต้นนับหนึ่งในบทบาทศิลปินที่มีสังกัดนับตั้งแต่วันนั้น 

โปรดิวเซอร์หน้าใหม่

การเป็นศิลปินหน้าใหม่มอบประสบการณ์ที่ล้ำค่าให้กับลิปตา วงได้ทำทุกอย่างและได้สัมผัสทุกประสบการณ์ที่วงหน้าใหม่วงหนึ่งควรได้รับ 

พวกเขาได้นั่งรถตู้ทั้งวันเพื่อไปทัวร์แสดงสดทั่วประเทศไทย ได้ไปออกสื่อโทรทัศน์ดนตรีที่ปัจจุบันไม่มีให้เห็นอีกแล้วอย่าง Channel [V] Thailand และ MTV 

ถึงแม้ว่ายอดขายซีดีและงานโชว์อาจไม่ได้สูงในระดับที่ทำให้วงเป็นเศรษฐีได้ในชั่วข้ามคืน แต่พวกเขาก็ได้สิ่งสำคัญกลับมา นั่นคือประสบการณ์ที่ล้ำค่า รวมถึงการได้แฟนเพลงเซตแรกซึ่งหลาย ๆ คนก็ยังคงติดตามวงอยู่อย่างเหนียวแน่นจนถึงทุกวันนี้ และที่สำคัญมาก ๆ คือการได้มีบทเพลงเป็นของพวกเขาเองพร้อมกับใส่ชื่อวง ลิปตา เข้าไปในสารบบศิลปินไทย 

ฝีมือที่เพิ่มพูนขึ้นของทั้งแทนและคัตโตะ ทำให้อัลบัมชุด 2 ที่ตามมาติด ๆ ประสบความสำเร็จเช่นกัน 

พวกเขาเข้าใจในระบบนิเวศของธุรกิจดนตรีมากขึ้นแล้ว การทำวงลิปตาเริ่มจัดอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทั้งคู่ ซึ่งพื้นที่ปลอดภัยนี้เป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี คือความสบายกายและสบายใจ ส่วนข้อเสีย คือหากเราเลือกอยู่แต่ในพื้นที่ปลอดภัยนี้อย่างเดียว ความเปลี่ยนแปลงในเชิงก้าวไปข้างหน้าก็จะเกิดขึ้นค่อนข้างช้า นั่นจึงเป็นสาเหตุที่แทนเลือกคว้าโอกาสในการเป็นโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงอิสระ เขาร่วมงานกับศิลปินทั้งในและนอกค่ายเพื่อเติมไฟและหาความรู้ในเวลาเดียวกัน 

“หลังจากจบอัลบัมชุดที่ 2 ผมเริ่มมีโอกาสโปรดิวซ์และเขียนเพลงให้กับศิลปินคนอื่นบ้าง เริ่มจากเพลง ตอบยังไง ของ ป๊อบ ปองกูล ซึ่งนั่นคือการรับหน้าที่โปรดิวซ์ให้กับศิลปินคนอื่นแบบเต็ม ๆ เป็นครั้งแรก ตามมาด้วยการเขียนเพลงชื่อ Restart ให้กับวง Room39 จนกระทั่งได้ร่วมงานกับวง The 38 years ago ซึ่งนั่นคืองานที่ทำให้ผมได้รู้จักกับนักแต่งเพลงอีกท่านหนึ่ง ก็คือ ปอย-ตวัน ชวลิตธำรง (ปอย Portrait) ที่ต่อมาเป็นคนแนะนำให้ผมได้ไปเจอกับ อิ้งค์ วรันธร” 

การได้จับคู่เข้าทำงานกับศิลปินอย่าง อิ้งค์ วรันธร ทำให้แทนได้เพิ่มสกิลล์การเป็นโปรดิวเซอร์ของเขาอย่างมาก เขาได้โจทย์ในงานนี้ว่าขอให้ทำเพลงเร็ว ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่โปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงว่ายากกว่าเพลงช้าหลายเท่า แถมยังต้องทำงานกับศิลปินหญิงที่เขายังไม่คุ้นเคยมาก่อนอย่างอิ้งค์ แต่นั่นคือความท้าทายที่แทนเลือกรับไว้ด้วยความเต็มใจ 

เพลงเร็วในหัวของแทนไม่ใช่เพลง EDM หรือเพลงที่ต้องโยกหัวด้วยความเร็วสูง แต่เพลงเร็วที่เหมาะกับคาแรกเตอร์ของอิ้งค์ ก็คือเพลงที่แทนชื่นชอบและฟังแบบทะลุปรุโปร่งตั้งแต่วัยรุ่น… เพลงของค่ายเบเกอรี่ครับ

เสียงที่อยู่ในหัวของแทนตอนนั้นคือเสียงเพลงของค่าย DOJO CITY (ค่ายเพลงวัยรุ่นในเครือของเบเกอรี่มิวสิค) มันคือเพลงที่เปรียบเสมือน City Pop วัยรุ่นที่เพราะ ร้องตามง่าย เป็นมิตร และเหมาะกับคาแรกเตอร์ของอิ้งค์มาก ๆ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ EP ที่ชื่อว่า Bliss ของ อิ้งค์ วรันธร ที่มีเพลงฮิตอย่าง เกี่ยวกันไหม นั่นเอง 

“การมีวงของตัวเองและโปรดิวซ์ให้คนอื่นด้วยเป็นทั้งการเติมไฟและการออกจากกรอบที่คุ้นเคย มันเหมือนกับการลงสนามแข่งขันกับทีมหน้าใหม่ทุกวัน เราต้องงัดเอาความรู้ที่สั่งสมไว้มาออกมาสู้ แล้วก็ต้องเรียนรู้การออกอาวุธใหม่ ๆ ด้วย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เหมาะมากกับนักดนตรีและวงดนตรีที่มีอายุเกิน 20 ปีอย่าง ลิปตา มันเป็นทั้งการเติมไฟและการเรียนรู้ในเวลาเดียวกัน” 

เจ้าของค่ายเพลงหน้าใหม่

“ทุกวันนี้เวลาออกงาน เราจะไหว้คนน้อยลงเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะไม่มีมารยาทนะครับ แต่เราอายุมากขึ้น จนต้องทำหน้าที่รับไหว้แทนแล้ว” แทนเล่าติดตลก 

“20 ปีในวงการเพลงทำให้ลิปตากลายเป็นวงรุ่นใหญ่ไปแล้ว ผมซึ่งอยู่ฝั่งดนตรีจะคอยลับฝีมือกับเด็ก ๆ เพื่อไม่ให้ตกยุค ส่วนคัตโตะอยู่ฝั่งมาร์เก็ตติงและครีเอทีฟ คัตโตะแม่นเรื่องโซเชียลมีเดียมาก ๆ เขาก็จะนำเอาความรู้ฝั่งนั้นมาช่วยด้วย มันจึงเป็นการทำงานที่ลงตัว นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ลิปตายังอยู่ได้ ซึ่งจะว่าไปก็เหลือเชื่อนะครับ เพราะวงดนตรีที่เริ่มต้นมาในยุคเดียวกันเลิกทำกันไปหลายวงแล้ว” 

การทำงานเป็นวงนั้นยากเสมอ แต่ลิปตาหาจุดรวมใจและจุดเกรงใจระหว่างสมาชิกทั้งสองเจอ แทนและคัตโตะมีความเห็นแตกต่างกันบ่อยแต่ไม่เคยทะเลาะกัน หากมีคำกล่าวว่า ไม่ควรทำธุรกิจกับเพื่อน ทั้งแทนและคัตโตะก็คงเป็นบทพิสูจน์ว่า คำกล่าวนั้นไม่เป็นจริงเสมอไป 

พวกเขาเริ่มก่อตั้งค่ายเพลง Kicks Records ระหว่างที่สถานการณ์โควิดเพิ่งจะซาลง แทนให้สาเหตุถึงการทำธุรกิจค่ายเพลงในช่วงเวลาวิกฤตแบบนั้นแบบติดตลกเอาไว้ว่า นั่นคือช่วงที่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในจุดต่ำสุด ไม่มีทางที่เราจะลงไปได้ต่ำกว่านั้นได้แล้ว นั่นแปลว่าต่อจากนั้นจะมีแต่คำว่าดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของค่าย Kicks Records ที่ก่อตั้งในปี 2021 

ความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่แทนกับคัตโตะสั่งสมมาจะต้องนำมาใช้ในการบริหารงานค่ายเพลงแห่งนี้ ในยุคที่ผู้คนต่างเชียร์ให้ศิลปินเป็นอิสระและทำงานโดยไม่มีค่ายเพลง ยังมีศิลปินอีกหลายคนเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการมีค่ายเพลงหรือต้นสังกัดอยู่ หากที่แห่งนั้นบริหารโดยคนที่เข้าใจศิลปินและมีมุมมองกับเป้าหมายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน 

“การต้องทำงานและดูแลศิลปินเด็ก ๆ วัย 19 – 20 ปี เราต้องคอยสอนน้อง ๆ ว่า ศิลปินหรือนักดนตรีอาจจะไม่มี Office Hour ก็จริง แต่คุณควรจะสร้างกรอบเวลาในการทำงานขึ้นมาให้ตัวเอง เพื่อที่จะได้เป็นคนโปรดักทีฟ มีหลายเรื่องเลยครับที่เราสอนไปแล้วเด็กยังไม่เข้าใจ ไม่ใช่เพราะศิลปินดื้อ แต่เป็นเพราะ Generation Gap ที่บางครั้งผมและคัตโตะเองก็ต้องมาเรียนรู้กันใหม่ 

“สมัยก่อนวันที่ปล่อยเพลงคือวันที่เราหมดหน้าที่ แต่ทุกวันนี้วันปล่อยเพลงคือการเริ่มต้นทำงานอย่างหนักหน่วง สิ่งที่ตามมาหลังการปล่อยเพลงก็คือการโปรโมต การทำคอนเทนต์ การถ่ายคลิป การออกรายการ ตอนนี้ศิลปินไทยไม่ได้ต่อสู้กันเองนะครับ แต่เราสู้กับศิลปินทั้งโลกในระดับ Global Stage แล้ว และที่สำคัญเราต้องแข่งขันกันเพื่อได้มาซึ่งเวลาอันมีค่าของผู้ฟังและผู้ชม” 

Kicks Records เริ่มต้นจากการทำศิลปินหน้าใหม่ไฟแรง ตามมาด้วยการนำศิลปินมากฝีมือที่พอเป็นที่รู้จักมาแล้วมาพัฒนาต่อ เราจึงได้เห็นความหลากหลายในเชิงดนตรีจากค่ายน้องใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงของศิลปินอย่าง guncharlie, fellow fellow และวงดนตรีของเจ้าของค่ายทั้งสองอย่างลิปตา 

อนาคตของ Kicks Records จะเป็นอย่างไร มีแต่เวลาและความรักจากแฟนเพลงเท่านั้นที่ให้คำตอบได้ 

คอนเสิร์ตที่ทุ่มหมดหน้าตัก

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่วงดนตรีวงหนึ่งจะยืนหยัดในวงการมาได้ถึง 20 ปี การมีคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 2 ทศวรรษจึงเป็นทั้งหมุดหมายสำคัญของการเดินทาง และยังเป็นการแสดงความขอบคุณไปยังแฟนเพลงของพวกเขาอีกด้วย 

‘Lipta 20 ปี คอนใหญ่ไฟกะพริบ’ จึงเป็นเหมือนกับการมอบของขวัญให้กับทุกคนที่มีส่วนร่วมกับวงวงนี้ 

“เมื่อปี 2016 เราจัดคอนเสิร์ตใหญ่ชื่อ Lipta On Ice ครับ เหนื่อยมากกกก! จบคอนเสิร์ตทุกคนป่วยหมด เราทำทุกอย่างที่ไม่ควรทำในคอนเสิร์ตครั้งนั้น (หัวเราะ) พูดง่าย ๆ คือเราไปโฟกัสกับทุกอย่างยกเว้นการร้องเพลง เราออกมาเต้นรำ เล่นโรลเลอร์เบลด ขึ้นพรมวิเศษ จูบกบ ทุกวันนี้ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไปทำไม จบงานวันนั้นก็ไม่อยากทำคอนเสิร์ตใหญ่แล้ว พอแล้ว ได้เล่นคอนเสิร์ตที่อิมแพ็ค อารีน่า สักครั้งหนึ่งก็พอใจแล้ว จบ ๆๆ”

แทนเล่าย้อนไปถึงคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งล่าสุดของวงเมื่อ 9 ปีก่อน 

“จนถึงวันที่คำว่า ‘ครบรอบ 20 ปี’ เข้ามามีบทบาท เราจึงเริ่มมาทบทวนกันจริงจังว่าควรจัดอะไรกันบ้างแล้ว เริ่มแรกผมเองอยากให้เป็นโชว์เล็ก ๆ ครับ พันคนก็พอ คุยไปคุยมาก็กลายเป็นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จาก 1 พันเป็น 2 พัน จาก 2 พันเป็น 3 พัน จาก 3 พันพอได้พาร์ตเนอร์ก็กลายเป็น 5 พัน แล้วบังเอิญมาก ๆ ที่อิมแพ็ค อารีน่า ดันว่างพอดี ตัวเลขเลยขยายไปเป็นคอนเสิร์ตฟูลสเกลที่ 1 หมื่นคน ซึ่งเอาก็เอาแล้วจุดนั้น แต่ผมขออย่างเดียวเลย ขอเล่นคอนเสิร์ตแบบคอนเสิร์ตจริง ๆ ไม่ต้องมีการแสดงเต้นรำ โรลเลอร์เบลด ขึ้นพรมวิเศษ หรือจูบกบแล้วนะ ขอโฟกัสกับเพลงและดนตรี ไม่เอาอะไรแปลก ๆ แล้ว” 

นั่นจึงเป็นสารตั้งต้นของ Lipta 20 ปี คอนใหญ่ไฟกะพริบ คอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 20 ปีของลิปตาที่คัตโตะใช้ ChatGPT ในการตั้งชื่อคอนเสิร์ต 

ความกังวลใจในการขายบัตรย่อมมีอยู่อย่างแน่นอน เพราะต่อให้กระแสบนโซเชียลและตัวเลขในดาต้าบอกกับวงว่าไม่ต้องเป็นกังวลกับยอดขาย แต่ทั้งแทนและคัตโตะก็ยังคงไม่ไว้วางใจ พวกเขาทั้งคู่จึงงัดเอากลเม็ดทุกอย่างในการโปรโมตออกมาใช้ วงใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กที่แข็งแรงในการตอกย้ำถึงวาระพิเศษที่จะได้ร่วมฟังเพลงจากทุกยุคของวง มีการนำอาร์ตเวิร์กภาพปกจากทุกอัลบัมมาใช้ในการโปรโมตเพื่อทำให้ผู้ฟังหวนนึกถึงความทรงจำดี ๆ เมื่อได้ฟังเพลงของลิปตาในแต่ละยุค การออกรายการเพื่อโปรโมตซึ่งแม้จะออกไม่เยอะ แต่ทุกรายการที่ไปออกล้วนตรงกลุ่มและสร้างอิมแพกต์ได้อย่างใหญ่หลวง 

ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้บัตรของคอนเสิร์ต Lipta 20 ปี คอนใหญ่ไฟกะพริบ ขายหมดภายในเวลาเพียง 2 – 3 ชั่วโมงเท่านั้น 

“ตอนทราบข่าวว่าบัตรขายหมด คัตโตะยังไม่ตื่นเลยครับ” แทนพูดไปขำไป 

เมื่อบัตรขายหมด โฟกัสทั้งหมดของวงจึงเปลี่ยนจากการโปรโมตไปที่การออกแบบโชว์ให้ออกมาสมกับคำว่า ‘ฉลองครบรอบ 20 ปี’ นั่นจึงทำให้ลิปตาใช้บริการโชว์ไดเรกเตอร์อย่าง พล หุยประเสริฐ นักออกแบบคอนเสิร์ตชื่อดัง รวมถึงใช้เวลากับการเรียบเรียงบทเพลงเพื่อเล่นสดอย่างจริงจังและหนักหน่วง 

แทนกล่าวเอาไว้ตั้งแต่วันที่รู้ว่าบัตรขายหมดว่าจะไม่มีการเพิ่มรอบเด็ดขาด และนี่จะเป็นคอนเสิร์ตที่ All-in หรือทุ่มหมดหน้าตักกันทุกคน เนื่องจากเขาเองก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าลิปตาจะมีคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้งหรือไม่ 

“กินข้าวกันมาให้อิ่ม ๆ เลยนะครับ คอนเสิร์ตยาวและคุ้มค่าแน่นอน” แทนทิ้งท้ายให้กับผู้ที่มีบัตรในครอบครอง 

7 / 10 ตลอดไป…. 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2005 ในวันที่สุกี้ถามแทนและคัตโตะว่า “ลิปตาคืออะไร” ซึ่งพวกเขาก็ได้ตอบถึงคาแรกเตอร์และสิ่งที่วงเป็นอย่างมั่นใจ

แล้วในปี 2025 ล่ะ แทนคิดว่าในวันนี้และตอนนี้ “ลิปตาคืออะไร” 

“ลิปตาคือวงที่ไม่เคยขึ้นสูงสุด และไม่เคยตกลงไปอยู่ในจุดต่ำสุด อาจจะมีบ้างที่กราฟของวงพุ่งขึ้นสูงในช่วงที่มีเพลงฮิต แต่ค่าเฉลี่ยของเราอยู่ราว ๆ 7 เต็ม 10 มาตลอด 20 ปี เราอาจจะเป็นวงที่มีแฟนคลับไม่เยอะ แต่เรามีแฟนเพลงมากมาย เราอาจไม่มีแฟนคลับมาเฝ้ารอดูตั้งแต่เที่ยงวันตอนมีคอนเสิร์ต แต่เราก็มีแฟนเพลงที่ร้องตามเพลงของเราเวลาได้ยินในคอนเสิร์ตหรือคลื่นวิทยุ ผมเลยอยากคงคะแนน 7 / 10 ของเราไปให้ได้เรื่อย ๆ เรามีโอกาสได้เห็นวงที่พยายามจะเป็นวง 10 / 10 หรืออยากเป็นวงที่ต้องสู้กับเทรนด์ทุกอย่างของโลกมากเกินไปจนต้องทะเลาะแล้วแยกย้ายกันมาเยอะ 

“ดังนั้น หากผมต้องอธิบายว่าลิปตาคืออะไรในวันนี้ พวกเราก็คือวงดนตรีที่มีความสุขกับคะแนนเฉลี่ย 7 เต็ม 10 มาตลอด 20 ปีครับ”

Writer

แพท บุญสินสุข

อยู่ในวงการดนตรีมา 20 กว่าปี ไม่ค่อยปังแต่ทำมาเยอะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล