15 พฤษภาคม 2025
993

ซิน-ทศพร อาชวานันทกุล เป็นคนที่ดูแข็งแกร่งและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน

เรารู้สึกแบบนั้นหลังจบบทสนทนากับเขาในวาระขึ้นบ้านใหม่

ไม่ได้หมายถึงการซื้อบ้านหลังใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นการย้ายตัวเข้ามาอยู่ในชายคาบ้าน LOVEiS พร้อมควงแขน โดม-จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม ผู้บริหารค่าย LIT Entertainment ในรั้วเดียวกันมาร่วมแจมในซิงเกิลใหม่ล่าสุด

เพลงนี้ชื่อว่า แปลก

ฟังเพลิน ๆ ก็ดูเหมือนจะเล่าถึงคน 2 คนที่แตกต่างกันสุดขั้ว แต่กลับรักกันสุดหัวใจ

พอกลับมาฟังใหม่ เชื่อเหลือเกินว่าแฟนเพลงของซินคงรู้สึกแปลกหูกับ​​ดนตรี​อิเล็กทรอนิกส์​ไม่น้อย และคงรู้สึกแปลกตากับผมสีม่วงจี๊ดจ๊าดของศิลปินผู้ลงทุนกัดสีผมเป็นครั้งแรกในชีวิต

ฟังไปฟังมา กลับรู้สึกว่าเพลงนี้เป็นตัวแทนของซินที่เราเพิ่งพูดคุยด้วย

ซินที่ไม่ออกจากกรอบของตัวเองเพราะกลัวความผิดหวัง แต่ก็กล้าหาญพอจะยอมรับว่าตัวเองบกพร่องอะไรบ้าง

ซินที่เลือกกลับมาเป็นศิลปินซ้ำ ๆ บนเส้นทางที่ต้องเผชิญหน้ากับคำถามที่ไม่อยากตอบ เพราะไม่ว่าเพลงของเขาจะมียอดวิวเท่าไร โด่งดังหรือไม่ ซินก็จะยืนหยัดทำเพลงอย่างที่เขาอยากทำต่อไป

จากอดีตสมาชิกวง Singular เจ้าของเพลง เบาเบา ในตำนานที่ต้องส่งให้เพื่อนฟังทางบลูทูท วันนี้เขาพร้อมมุ่งหน้าเข้าสู่ปีที่ 16 อย่างศิลปินผู้ผ่านมาแล้วทุกเฟสบนเส้นทางดนตรี

แปลกดี ไม่ชอบออกสื่อ แต่กลับมีข่าวซุบซิบเรื่องหัวใจ

แปลกดี ไม่ได้เป็นนักแสดง แต่กลับมีผมยาวสลวยเป็นภาพจำตลอดกาล

แปลกดี ออกเพลงไม่บ่อย แต่ฟังโดยไม่ต้องดูก็รู้ว่าเสียงใคร

แปลกดี นี่แหละซิน

จากศิลปินอิสระ เป็นไงมาไงซินถึงได้กลับมาเป็นศิลปินที่มีค่ายอีกครั้ง

เราอยากให้มีคนมาช่วยต่อสู้ในวงการนี้อีกรอบ หรือจริง ๆ จะเรียกว่ายังไม่เข็ดก็ได้ (หัวเราะ) 

อยากลองดูว่าจะมีที่ที่เข้าใจความเป็นเราไหม รู้สึกเหมือนเป็นที่ของเราไหม เพราะที่ผ่านมาอาจจะยังไม่เจอ

คําว่า ‘ต่อสู้ในวงการ’ หมายความว่าอะไร

เราว่าการเป็นศิลปินมีรายละเอียดหลายอย่าง ไม่ใช่แค่มีเพลงออกมาแล้วจบ

ย้อนกลับไปช่วงปี 2020 เราออกมาเป็นศิลปินอิสระ ตอนนั้นได้รู้เลยว่าต้องทำอะไรบ้าง เพราะเราทำเองหมดเลย เวลาจะขอสื่อสัมภาษณ์ ขอออกรายการที่อยากไป เราก็โทรเอง มีหลายอย่างที่เราต้องจัดการ แทนที่จะได้โฟกัสเรื่องโชว์ เรื่องการทำเพลงอย่างเต็มที่

เราคุยกับ พี่จี๊บ (เทพอาจ กวินอนันต์ แห่งค่าย LOVEiS) อยู่ 2 ปี ระหว่างนั้นก็ลังเลตลอดว่าจะกลับไปอยู่ในค่ายหรือจะทําต่อเอง แต่คิดว่าถ้ามีคนมาช่วยจัดการคงดีมาก

การเป็นศิลปินเมื่อ 10 ปีที่แล้วกับตอนนี้แตกต่างกันไหม

แตกต่างที่ตัวเราเอง เรารู้แล้วว่าเริ่มแรกควรจะคุยกับทีมงานยังไงบ้าง หรือวิธีจัดการความคาดหวังบางอย่างที่อาจไม่ได้ดั่งใจ 100 เปอร์เซ็นต์คืออะไร เราต้องเผื่อใจและจัดการกับมันไปตามขั้นตอน

ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลามีอะไรติดขัดเราจะตั้งคำถาม จะหงุดหงิดเอง คิดเองว่าทำไม ๆ แต่ตอนนี้เราโอเคมาก มีประสบการณ์แล้ว เข้าใจมากขึ้นว่าควรเอาเวลาหงุดหงิดไปจัดการกับมันเลยดีกว่า (หัวเราะ)

บทเรียนจาก 15 ปีในวงการดนตรีที่ทำให้ ซิน ทศพร รู้ว่าชื่อเสียงไม่ได้การันตีความสุข และความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา
บทเรียนจาก 15 ปีในวงการดนตรีที่ทำให้ ซิน ทศพร รู้ว่าชื่อเสียงไม่ได้การันตีความสุข และความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา

ภาพลักษณ์คุณเป็นคนเงียบ ๆ เรียบร้อย อยากรู้ว่าเรื่องเสี่ยงที่สุดที่ซินเคยทำคืออะไร

เสี่ยงสุดเหรอ นึกออกคือช่วงที่ต้องถ่าย Key Visual ปกซิงเกิลหนึ่ง ไปถ่ายบนยอดตึกสูง 30 กว่าชั้น เรายืนอยู่ริมเกินไป พอกลับมาบ้านแล้วรู้สึกไม่ค่อยโอเคกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนนั้นเท่าไหร่ ถ้าพูดแบบจริงจังก็คือเป็น PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ไปเลยนะ หลังจากนั้นก็ยังหลอน ๆ เวลานึกถึงอยู่

แล้วเรื่องที่สนุกที่สุดล่ะ

ถ้านึกเร็ว ๆ ตอนนี้คือการไปถ่ายมิวสิกวิดีโอที่ญี่ปุ่น มี 2 คนในกอง ไปกันเองกับผู้กํากับภาพ แล้วก็ไปถ่ายตามสถานที่สาธารณะต่าง ๆ สนุกดี ภาพที่ออกมาก็ถูกใจมาก

นอกจากเรื่องงาน เคยตัดสินใจทําอะไรนอกกรอบของตัวเองบ้างไหม

ไม่ค่อยนะ ไม่ค่อยเลย เราค่อนข้างมั่นใจในสิ่งที่จะทำ คิดมาแล้วว่าจะทําแบบนี้ แม้ว่าจะเป็นสิ่งใหม่ก็ตาม แต่ไม่ค่อยมีอะไรที่เราทำไปโดยไม่รู้อะไรเลย

เพราะอะไร

เป็นคนชอบความมั่นคงมั้ง เราไม่ชอบความผิดหวังหรือสถานการณ์ที่ไปถึงแล้วอ่อม จะรู้สึกว่าไม่คุ้มค่ากับการเสียเวลา

บาร์ในการรับความผิดหวังของเราอาจจะน้อยด้วยมั้ง ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้มีเลย ซึ่งเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว

ซินเป็นเด็กเอาแต่ใจนิด ๆ นะ

เรียกว่าเป็นคนมีความคาดหวังแล้วกัน (หัวเราะ)

ตอนเด็กเราคาดหวังกับหลาย ๆ เรื่องมาก ไม่ใช่ว่าต้องเป็นที่ 1 ไปหมดทุกเรื่องนะ แต่มันจะเป็นเรื่องที่เราอยากได้ เราน่าจะทําได้ดี สมมติว่าวิชานี้คิดไว้แล้วว่าคงได้เกรด 3 ก็จะปล่อยมัน กลับกันถ้ามีบางวิชาที่คาดหวังไว้เลยว่าต้อง 4 แน่นอน เราก็จะพยายามมาก

คุณเป็นเด็กที่ชอบศิลปะหรือชอบดนตรีก่อนกัน

ศิลปะ เราโตมากับผนังบ้านที่มีรอยวาดตั้งแต่จําความได้ ไล่เลี่ยกันกับการชอบร้องเพลง ไม่ได้คิดจะเป็นศิลปินด้วย เหมือนเป็นความเพ้อฝันว่าถ้าวันหนึ่งได้เป็นนักร้องออกทีวีจะเป็นยังไง มาเริ่มจริงจังตอนแต่งเพลงได้เองตอนอายุ 14

อะไรทำให้คนที่ฝันอยากเป็นศิลปินเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสังคมในยุคนั้นมีคําพูดว่า เรียนดนตรีหางานยาก การเรียนสถาปัตยฯ น่าจะมีช่องทางในการทํางานมากกว่า รู้แหละว่าตัวเองอยากเป็นศิลปิน เลยเลือกสถาปัตยฯ เพราะอยากเรียนทำกราฟิก แอบมีภาพเล็ก ๆ ว่าถ้าได้ทํา Creative Art ในการเป็นศิลปินด้วยตัวเองก็คงดี

ซึ่งสุดท้ายก็เป็นอย่างที่กะเอาไว้ พอได้มาเป็นศิลปินจริง ๆ เราทำปกอัลบัมชุดแรกเอง โชคดีที่ค่ายมองภาพตรงกันว่าถ้าให้เราทําเองคงออกมาเป็นเนื้อเดียวกันเลย

ซินในวัย 20 ต้น ๆ รับมือกับความสําเร็จของวง Singular ได้ดีแค่ไหน

ไม่ดีเลย (หัวเราะ)

ทุกอย่างเข้ามาเร็วมาก อยู่ดี ๆ เดินออกไปนอกบ้านก็มีคนรู้จัก ประกอบกับที่เคยให้สัมภาษณ์ในหลาย ๆ สื่อว่าเราเป็นคนขี้อาย เป็น Introvert เลยไม่คุ้นกับการที่มีคนเข้ามาเยอะ รวมถึงประสบการณ์ชีวิตตอนนั้นยังไม่ได้เจอคนหลากหลายรูปแบบ อย่างมากก็เจอคนในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย ซึ่งก็เป็นคนแบบเดียวกัน พอออกมาเจอสังคมใหญ่จริง ๆ จึงเห็นว่ามีคนประเภทอื่น ๆ ที่เราไม่นึกว่าจะมี

เช่น คนประหลาดไปเลย เคยมีคนขับรถตาม หรือไปรู้ที่อยู่เรามาจากไหนไม่รู้ แล้วก็มาจอดรถหน้าปากซอยบ้าน เราต้องให้เจ้าหน้าที่มาเคลียร์ออกไป แต่คนที่ดีกับเรามากก็ดี๊ดี ไปเล่นคอนเสิร์ตก็ตามไปเชียร์ ตามไปใต้ตึกแกรมมี่ คล้าย ๆ กับแฟนคลับสมัยนี้นะ แค่ตอนนั้นไม่มีคนถ่ายมาลงโซเชียล

ซาแซงทําให้คนที่ไม่ค่อยออกสื่ออยู่แล้วอย่างคุณเก็บตัวมากกว่าเดิมไหม

มีส่วนนะ มันค่อนข้างบั่นทอน มีบางช่วงที่เรากลัวคนไปเลย ออกไปไหนมาไหนก็พยายามไปที่ที่ไม่มีคน ช่วงแรก ๆ เพื่อนเราก็ต้องปรับตัวบ้างเหมือนกัน

โอเค วงการนี้ให้ชื่อเสียงเงินทอง ทำให้เราดูแลตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้ แต่ก็แลกมากับความเป็นส่วนตัวที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ยุคนี้ดีขึ้นตรงที่สังคมโดยรวมมีพัฒนาการในหลาย ๆ เรื่องที่เมื่อก่อนไม่มีใครออกมาพูดมากเท่าไหร่

มองย้อนกลับไป อยากแก้ไขอะไรตอนเป็น ซิน ซิงกูลาร์ บ้าง

มีบางสถานการณ์ที่เรารู้สึกว่าถ้ากลับไปตอนนั้นอาจจะทําได้ดีกว่านี้ ถ้าให้พูดเป็นรูปธรรมคือเราอยากแต่งตัวให้ดี (หัวเราะ) เพราะเมื่อก่อนปล่อยตัวมาก ตอนนั้นไม่ได้เป็นคนที่แต่งตัวมาก่อนด้วย เครื่องสําอางคือไม่รู้อะไรเลย (พูดด้วยน้ำเสียงท้อใจ)

เรื่องอะไรที่ซินถูกถามเยอะที่สุดตลอดชีวิตการเป็นนักร้อง

ใจจริงเราไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว แต่คําถามที่เราเห็นเยอะที่สุดเลยคือพี่เขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

เราคงห้ามใครให้ถามหรือไม่ถามไม่ได้ แต่ก็คงไม่ได้ตอบอะไรเหมือนเดิม ถ้ามีวันหนึ่งที่อยากตอบเดี๋ยวตอบเอง ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะไม่พูดเรื่องนี้นะ แค่รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องออกมาพูด จะพูดไปเพื่ออะไร เขารู้แล้วมีความสุขมากขึ้น หรือกินข้าวอร่อยขึ้นไหม

อีกเรื่องหนึ่งที่คนถามเยอะมากคือเรื่องหัวใจ

อยากตอบว่าไม่โสดเหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้โสดจริง ๆ (หัวเราะ)

ทุกวันนี้มีคนคุยตลอด ไม่ใช่ไม่มีเลย ศึกษากันดูว่าเวิร์กไม่เวิร์ก แต่สุดท้ายก็เป็นเพื่อนกันหรือไม่ก็เป็นคนรู้จัก ถ้าจะเป็นแฟนกับใครสักคน คงต้องเป็นคนที่ส่งเสริมกันไปในทางที่ดีขึ้น

เราว่าเรื่องความรักไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น ใช่ก็คือใช่ แค่ตอนนี้ไม่ได้มีเรื่องที่ทำให้หัวใจพองโตเหมือนตอนอายุ 18 ที่ชอบคนแบบในหนังหรือซีรีส์

เรื่องไหนที่ซินให้ความสําคัญที่สุดในตอนนี้

เรื่องงาน เป็นอย่างนี้มาตลอด และยังเป็นอยู่เสมอ

ปัจจุบันมีคนรู้จักซินมากขึ้นจากบทบาทโปรดิวเซอร์

โปรดิวเซอร์เป็นงานที่อยากทํามาตั้งนานแล้ว เราชอบตัวเองที่ได้ทําเพลง ได้อยู่ในห้องอัด

เราทำงานเบื้องหลังมาตั้งแต่อัลบัมชุดแรก แต่ยังไม่มีประสบการณ์ขนาดนั้น อย่างมากก็แค่เขียนเนื้อร้อง ทํานอง และมีโปรดิวเซอร์ช่วยดูแล หลังจากนั้นเราก็ครูพักลักจํามาเรื่อย ๆ จนมาเป็นโปรดิวเซอร์เองตอนทําอัลบัมเดี่ยว แล้วก็ค่อยมาทําให้คนอื่นช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เราต้องเข้าไปอ่านบท ต้องไปคุยกับผู้กํากับว่าเพลงนี้จะออกมาในซีนไหน ใช้แทนความรู้สึกอะไรของตัวละครไหน แม้เพลงจะไม่ได้เป็นตัวเราทั้งหมด แต่เราว่าสนุกดีที่ได้เป็นคนอื่นบ้าง

แต่ความยากของการทําเพลงประกอบซีรีส์คือนักแสดงบางคนไม่เคยร้องเพลงมาก่อน

เราต้องเปิดใจ ต้องดูด้วยว่าธรรมชาติเขาเป็นยังไง ดูว่าเขามีจุดเด่นตรงไหน แล้วก็ดึงตรงนั้นออกมาให้มากที่สุด บางครั้งการให้กําลังใจก็ทําให้คนคนนั้นมั่นใจขึ้น ยิ่งทําให้เราทํางานง่ายขึ้นกว่าเดิม

มีอะไรที่อยากทําแต่ยังไม่ได้ทําไหม

เราอยากไปเล่นเฟสติวัลต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ได้ไป Thai Festival ที่โตเกียวมาแล้ว อยากไปเฟสติวัลอื่น ๆ บ้างในญี่ปุ่น แล้วก็อยากมีค่ายเพลงเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง

นิยามความสําเร็จของซินในวัยนี้คือ

ยังตื่นมาและมีความสุขดี

เราผ่านมาแล้วทุกเฟสของชีวิต การมีชื่อเสียงมากไม่ได้การันตีว่าจะมีความสุขกับมันทุกวัน บางวันอาจไม่มีความสุขเลยก็มี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่รู้สึกขอบคุณนะ มันแค่ไม่ได้การันตีว่าฉันดังที่สุดแล้วฉันจะมีความสุขที่สุดในโลก ไม่ใช่แบบนั้น

ตอนนี้เลยโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองยังทําได้ แล้วก็พยายามจะมีความสุขในทุก ๆ วัน

ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ทำวงดูโอ้ ขอ 1 คำแนะนำสำหรับศิลปินดูโอ้หน้าใหม่

อย่าทำ วงเล็บด้วยว่าถ้าไม่ได้รู้จักกันดีพอ หรืออยากทำวงด้วยกันมาตั้งแต่แรก

การทำวงต้องใช้ความสนิท ความเชื่อใจ ความไว้ใจหลาย ๆ อย่างมากในการทำให้วงอยู่ยืด เพราะปัญหาคลาสสิกของวงดนตรีคือพอเริ่มทำไปสักพักหนึ่งจะเริ่มมีอะไรบางอย่างที่เรามองไม่เหมือนกัน และถ้าไม่ได้มีสิ่งที่เชื่อมโยงกลุ่มคนเหล่านั้นเอาไว้ด้วยกันตั้งแต่แรก ก็คงยากที่จะไปต่อได้

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล