20 มีนาคม 2025
8 K

บางคนรู้จัก พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร จากผลงานการแสดงซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ (I Told Sunset about You) กับบทบาท โอ้เอ๋ว นักเรียน ม.ปลาย ที่เคยมีเรื่องบาดหมางใจกับเพื่อนสนิทในวัยเด็ก จนได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง และก่อให้เกิดความสัมพันธ์บางอย่าง

หรือบางคนอาจตกหลุมรักพีพีในบทบาทนักร้องที่มาพร้อมกับความเป็นตัวเอง ถ่ายทอดให้คนฟังได้สัมผัสผ่านบทเพลงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น FIRE BOY, ลังเล, เสนอตัว ฯลฯ

หรือถ้าไม่ใช่จากผลงาน ก็เป็นวิธีตอบคำถามที่ต่อให้ไม่ใช่แฟนคลับ คุณก็มีสิทธิ์ตกหลุมรักเขาได้ เพราะไหวพริบและความเจื้อยแจ้วที่ทำให้เขากลายเป็น ‘ยัยหนูพีพี’ ของทุกคน

เราเห็นพีพีปรากฏตัวต่อหน้าสื่อเสมอ ไม่ว่าจะผ่านโฆษณา ผลงานเพลงใหม่ หรือล่าสุดเจ้าตัวเพิ่งจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรก ‘PP Krit My Pleasure Concert’ แต่ในแวดวงการแสดง พีพีกลับห่างหายไปนานเกือบ 4 ปี 

ซองแดงแต่งผี (The Red Envelope)’ จึงเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกและก้าวสำคัญในเส้นทางสายนักแสดงของพีพี ภาพยนตร์เรื่องนี้รีเมกจากภาพยนตร์ไต้หวันเรื่อง Marry My Dead Body ว่าด้วยเรื่องราวของ เม่น (รับบทโดย บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล) อดีตโจรที่ผันตัวไปเป็นสายให้ตำรวจ แต่โชคชะตาทำให้เขาต้องมาแต่งงานกับ ตี่ตี๋ (รับบทโดยพีพี) ผีเกย์ที่ตายเพราะอุบัติเหตุ ตี่ตี๋มีบ่วง ไปเกิดไม่ได้ เรื่องราวการแต่งงานระหว่างคนกับผีจึงเกิดขึ้น พร้อมกับเรื่องราววายป่วงอีกมากมาย ซึ่งเป็นผลงานการกำกับของ หมู-ชยนพ บุญประกอบ และมี โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล นั่งตำแหน่งโปรดิวเซอร์

และด้วยเหตุผลนี้ทำให้เรามีโอกาสได้มาคุยกับพีพี พร้อมบทสนทนาที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินจากเขา ไม่ว่าจะเป็นมุมมองเรื่องความตายหลังได้เผชิญความเจ็บป่วยของคนที่รัก เหตุผลที่อยากแต่งงาน เพราะอยากมีใครสักคนที่อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต และการรับมือกับความกดดันเพื่อส่งความสุขให้ทุกคนอย่างเต็มที่

เราเชื่อเหลือเกินว่าบทสนทนานี้จะทำให้แฟนคลับและผู้อ่านทุกคนเห็นอีกด้านของพีพี

หนึ่งในประเด็นที่ ซองแดงแต่งผี พูดถึงคือความตาย พีพีเคยคิดถึงเรื่องนี้ไหม

พียังไม่เคยคิดถึงเรื่องความตายอย่างจริง ๆ จัง ๆ แต่เคยมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่ากำลังเข้าใกล้ความตายมากที่สุด นั่นคือตอนที่คุณแม่ป่วย มันทำให้เรากลับมานั่งคิดถึงความตายมากขึ้น สำหรับพีความตายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และความตายก็มีความสวยงามอยู่ในนั้น

อะไรคือความสวยงามที่พีพีเห็น

ถ้าเป็นช่วงที่คุณแม่ป่วย มีทั้งความเศร้าที่เราอาจจะสูญเสียคนที่รักไป แต่ในความเศร้าพีได้เห็นช่วงเวลาที่สวยงามมาก ๆ ได้เห็นคนรอบตัวที่ห่วงใยเรามาก ๆ ได้เห็นความรักที่ครอบครัวมีให้ ซึ่งพวกเราไม่เคยมานั่งพูดกันเลยว่า ถ้าวันหนึ่งคุณแม่เสียจะต้องทำยังไง นี่แหละมั้งคือความสวยงามที่เกิดขึ้น ทำให้เราใกล้กันมากขึ้น และความรักที่เรามีให้กันก็เพิ่มขึ้นด้วย

พอความตายเข้ามาใกล้ตัวแบบนี้ ทำให้พีพีเริ่มคิดถึงเรื่องการเตรียมตัวตายด้วยไหม

พียังไม่ได้มองไปไกลถึงขนาดนั้น มองแค่ว่าทำยังไงให้อยู่แล้วมีความสุขในทุกวัน เรารู้อยู่แล้วว่าไม่มีอะไรที่มั่นคงและแน่นอน การเข้าใกล้ความตายทำให้กลับมาทบทวนการใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้น อะไรที่รู้สึกว่าทำแล้วไม่มีความสุขหรือไม่อยากทำ ถ้าข้ามไปได้ก็คงจะข้ามไป แล้วก็ดูแลตัวเองมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วสุขภาพสำคัญที่สุด 

ตอนนี้เลยกลับมาโฟกัสตัวเองมากขึ้น กลับมาดูแลคนที่เรารักมากขึ้น และทำทุก ๆ วันให้รู้สึกว่าคุ้มค่าและมีความสุขมากที่สุด

การรับบทตี่ตี๋ทำให้คุณเรียนรู้เรื่องความตายเพิ่มขึ้นด้วยไหม

พีว่าตี่ตี๋ในภาพยนตร์ ซองแดงแต่งผี ตายโดยที่ยังไม่อยากตาย เขาจึงมีสิ่งที่ค้างคาใจ ซึ่งการเป็นตี่ตี๋ยากตรงนี้แหละ เพราะพีก็ไม่เคยมีประสบการณ์เป็นคนตาย แต่ต้องมาเล่นเป็นคนตาย (หัวเราะ)

ซองแดงแต่งผี ถือเป็นหนังเรื่องแรกและเป็นการกลับมาแสดงในรอบ 4 ปี พีพีเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เยอะมากครับ เราห่างหายจากการแสดงไปนานมาก อาจมีไปแสดงเล็ก ๆ ในหนังโฆษณาหรือในหนังสั้น แต่ไม่ใช่การกลับมาแสดงจริง ๆ จัง ๆ การมาเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมีกำแพงหลาย ๆ อย่างอยู่ในใจ มีความกดดันว่าจะทำได้ไหม ทำแบบนี้แล้วจะออกมาดีไหม แล้วคำว่าดีนี่มันดีพอสำหรับทุกคนไหม มีก้อนความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นกับพีตั้งแต่เวิร์กช็อปจนถึงการถ่ายทำ

โต้ง บรรจง ให้สัมภาษณ์ว่า หลังดูหนังเวอร์ชันไต้หวันก็รู้ทันทีว่า ถ้าทำเวอร์ชันไทยต้องเป็นพีพีกับบิวกิ้นเล่นเท่านั้น แล้วพีพีเห็นตัวเองในหนังเรื่องนี้ไหม 

เห็นราง ๆ นะ ด้วยคาแรกเตอร์และเคมีของตัวละครก็พอเข้าใจว่าทำไมพี่โต้งถึงอยากให้เป็นพีพีกับบิวกิ้น ตอนที่ดู พีรู้สึกว่าถ้าตัวเองได้ไปเล่นคงสนุก มีหลาย ๆ อย่างที่ไม่เคยทำ อย่างการเล่นเป็นผี หรือการแสดงที่เราจับหรือสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ ในเรื่องนี้พีแตะตัวใครไม่ได้เลย แตะเก้าอี้ไม่ได้ เดินยังไม่ได้ด้วยซ้ำ ในหนังมีแค่ฉากเดียวที่ทุกคนเห็นพีเดิน ตอนแรกคิดว่าสบายแล้ว ไม่ต้องเดิน สรุปยากกว่าเดิมอีก (หัวเราะ) 

วันที่หนังฉาย คุณน่าจะหายเหนื่อยแล้วนะ 

(พยักหน้า) ฟีดแบ็กที่ได้ก็ดีครับ แฟน ๆ ให้การสนับสนุนเยอะมาก ไม่คิดว่า ซองแดงแต่งผี จะโดนใจทุกคนขนาดนี้ เพราะทุกครั้งที่ทำงาน พีไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมีคนมาสนับสนุนเราเยอะ เลยกลายเป็นเซอร์ไพรส์ว่าดีจังที่มีคนชื่นชม ติดตาม และให้คุณค่ากับผลงานเรามากมายขนาดนี้

แสดงว่าคุณเคยคิดว่าคนอาจจะไม่ซื้อเรื่องนี้เหรอ 

มันคือความไม่รู้มากกว่า ไม่รู้ว่าคนจะชอบไหม ซึ่งถามว่าอยากให้คนชอบไหม เราเป็นคนทำงานก็อยากให้คนชื่นชอบผลงานอยู่แล้ว แต่ถามว่าจะไปโดนใจทุกคนมากขนาดนั้นไหม หรือจะมีคนมาสนับสนุนมากขนาดนั้นไหม เราตอบไม่ได้จริง ๆ 

พีเลยดีใจมากที่ได้เห็นคนกรี๊ดในโรง ปรบมือในโรง ดีใจที่มีคนให้การตอบรับที่ดีมากกับสิ่งที่พวกเราตั้งใจทำ

นอกจากหนังเรื่องนี้จะพูดถึงความตาย ยังพูดเรื่องการแต่งงานด้วย พีพีเองก็พูดถึงเรื่องนี้บ่อย ๆ ทำไมคุณถึงให้ความสำคัญกับการแต่งงาน

จริง ๆ มันก็เป็นมุกด้วยหนึ่ง (หัวเราะ) ส่วนใหญ่พีพูดถึงเรื่องนี้ในเชิงตลก แต่ถามว่าตัวเองมีความคิดไหม ก็มีนะ ไม่ใช่ประเด็นว่าอยากแต่งงานไหม แต่พีอยากมีคนคนหนึ่งที่อยู่ด้วยกันในฐานะเพื่อน แฟน หรืออะไรก็ตามไปตลอดชีวิต คอยดูแลซึ่งกันและกัน

เป็นผลมาจากครอบครัวของคุณด้วยไหม

ก็ด้วยครับ มุมที่พีเห็นจากคุณพ่อคุณแม่เป็นมุมที่ไม่ค่อยเห็นจากคู่รักคู่อื่น เขามีความมุ้งมิ้งน่ารักตลอดเวลา ทุกวันนี้ยังใส่เสื้อคู่กันอยู่เลย ทำอะไรก็ทำด้วยกัน อย่างตอนที่คุณแม่ป่วย คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า เขาไม่เคยกินข้าวคนเดียวมาตลอด 20 ปี เขาไม่รู้ว่าการกินข้าวคนเดียวเป็นยังไง 

พีว่าความสัมพันธ์แบบนี้แหละที่เราอยากเจอ อยากมีคนคนหนึ่งที่อยู่ดูแลกันและกัน เป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความรักเพิ่มขึ้นในทุก ๆ วัน

ช่วงเวลาที่คุณแม่รักษาตัวน่าจะมีอารมณ์ความรู้สึกเกิดขึ้นกับพีพีเยอะมาก คุณมีวิธีรับมืออย่างไร

ทุกคนเศร้าเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะคุณพ่อ พี่สาว หรือตัวเราเอง แต่พีอยากเป็นพลังบวกให้พวกเขา เพราะต้องมีใครสักคนคอยส่งกำลังใจให้คนที่เหลือ

พีเป็นคนที่มองปัจจุบันด้วยมั้ง ถ้า ณ ตอนนี้หมอบอกว่าเขายังไม่ไปก็แปลว่ายังไม่ไป ยังมีโอกาส พีมองแค่ว่า โอเค มีโอกาส และเชื่อด้วยว่าต้องมีโอกาส เพราะถ้าไม่มีความหวังเลย ไม่มองปัจจุบัน มัวแต่คิดว่าพรุ่งนี้เขาจะเป็นยังไง ซึ่งใครจะไปตอบได้เนอะ หรือถ้ามองย้อนกลับไปในอดีตว่า รู้อย่างงี้น่าจะทำแบบนี้ ก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว พีเลยโฟกัสที่ปัจจุบันมากกว่า มองอย่างความเป็นจริงและมีความหวังให้มากที่สุด

พีพีทำยังไงให้ตัวเองอยู่กับปัจจุบันได้

(นิ่งคิด) มันคือความเชื่อ พีว่าสิ่งที่ทำให้คนอยู่กับปัจจุบันได้ยาก เพราะบางคนเลือกที่จะทำ แต่ไม่เชื่อ ถ้าเชื่อในปัจจุบัน เราจะไม่ไปคิดว่าถ้าอย่างนั้นอย่างนี้ เราจะเชื่อว่ามีโอกาสและมีความหวัง

คุณน่าจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมองย้อนกลับไปในอดีต ไม่มานั่งนึกเสียดายว่าตอนนั้นน่าจะทำแบบนี้

พีว่าการมองย้อนกลับไปไม่ได้แก้ไขอะไร ไม่ได้ทำให้ก้าวไปข้างหน้า คนเราต้องเดินไปข้างหน้าเสมอใช่ไหมครับ แต่เราเรียนรู้จากมันได้ ฉะนั้น ทุกครั้งที่ตัดสินใจทำอะไร พีอยากตัดสินใจในแบบที่จะไม่ทำให้รู้สึกแบบนั้น หรือถ้าจะรู้สึกก็ไม่เป็นไร เพราะคนเราทำอะไรก็ได้ค่ะ (ยิ้ม)

ตี่ตี๋ตายไปโดยไม่ทันตั้งตัว เขามีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากทำ แล้วพีพีมีสิ่งที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำไหม 

ตอนนี้สิ่งที่พีอยากทำแล้วยังไม่ได้ทำ คือให้เวลากับตัวเองและคนที่รักให้มากขึ้น เพราะ 99.98% ของงานวิจัยเผยว่า พีทำงานตลอด (หัวเราะ) เลยยังไม่มีเวลาให้ตัวเองอย่างเต็มที่ จริง ๆ หลังจากคอนเสิร์ตที่ผ่านมาพีได้พักแค่ 1 – 2 วันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ เลยอยากหาเวลาให้ตัวเองมากขึ้น จะได้ทำความเข้าใจตัวเองในหลาย ๆ มุม และมีเวลาให้ครอบครัวกับเพื่อนมากขึ้น 

คุณอยากทำความเข้าใจในตัวเองในจุดไหนบ้าง

บางทีพีนั่งอยู่เฉย ๆ รู้สึกเหงา รู้สึกเบื่อ อยากรู้ว่าความเหงานี้จริง ๆ มันคืออะไร ทั้ง ๆ ที่ก็อยู่รายล้อมไปด้วยผู้คน หรือทุกครั้งที่ซ้อม อย่างซ้อมคอนเสิร์ตที่ผ่านมา พีมองตัวเองในกระจกแล้วมั่นใจมาก โอเค นี่คือสิ่งที่พีภูมิใจ พีอยากเอาความภูมิใจนี้ไปให้ทุกคนเห็น อยากให้ทุกคนเห็นว่าพีทำอะไรได้บ้าง แต่ก่อนจะขึ้นเวที พีจะมีอาการแพนิกเล็ก ๆ มือสั่น ตกใจ ทำให้สิ่งที่ซ้อมมาไม่ออกมาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ความมั่นใจที่มีกลายเป็นความกังวล มีความกดดันอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้แสดงสิ่งที่อยากทำให้คนเห็นออกไปไม่ได้

พีพยายามหาคำตอบเรื่องนี้มาก ๆ ว่าต้องแก้ด้วยอะไร ควรซ้อมเยอะขึ้นไหม หรือต้องปรับโน่นนี่นั่นไหม ซึ่งพีทำทุกอย่างเลยนะ แต่คำตอบสุดท้ายมันก็คือตัวพีเอง พีเครียดเกินไป อาจจะไปโฟกัสว่า อยากเอาความสมบูรณ์แบบไปให้ทุกคนดู แต่จริง ๆ ก็อยากเอาความสุขไปให้ทุกคนเหมือนกัน จนลืมโฟกัสสิ่งนี้ เลยยังทำออกมาไม่ได้สักที คอนเสิร์ตที่ผ่านมาทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องนี้มากขึ้น 

พีพีน่าจะเจอความคาดหวังเยอะ ทั้งจากตัวเองและคนอื่น คุณจัดการก้อนความรู้สึกนี้อย่างไร

การคาดหวังกับตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด และการที่คนอื่นคาดหวังกับเราก็ไม่ใช่เรื่องผิดเช่นกัน แต่เราต้องรู้จักบาลานซ์ ถ้าไปโฟกัสว่าเขาคาดหวังอะไรมากเกินไป เราก็จะทำในสิ่งที่เขาต้องการทั้งหมด และแน่นอนว่าจะไม่มีความสุข หรือการที่พีคาดหวังกับตัวเองมากเกินไป ถ้าทำไม่ได้เราก็เสียใจ

เราไม่มีทางทำทุกอย่างออกมาได้สมบูรณ์แบบ แต่จะทำยังไงให้ใกล้เคียงที่สุด ขณะเดียวกันเราก็ยังสนุกและมีความสุขทุกครั้งที่ทำ เพราะถ้าเราไม่มีความสุขก็คงทำออกมาไม่ได้เหมือนกัน

คุณเคยพูดว่าอยากบวช 

พีเคยบวชรอบหนึ่งตอนอยู่ ม.ปลาย เราเลยได้เรียนรู้เรื่องความสงบ ได้อยู่กับตัวเอง ถ้าได้บวชอีกรอบคงจะดี ตอนนี้ยังไม่มีแพลนนะ แต่อยากโกนผมเหมือนกัน (หัวเราะ)

สุดท้าย สิ่งที่พีพีได้เรียนรู้ในวัย 25 ปี

(นิ่งคิด) พีเรียนรู้ที่จะปล่อยวางกับบางเรื่อง เช่น ความเครียด ความคาดหวัง ความรัก พีไม่ได้คาดหวังกับมันเท่าแต่ก่อน เพราะเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง เรียนรู้ที่จะบาลานซ์มากขึ้น แล้วก็หันมาโฟกัสที่ตัวเองให้มากขึ้น

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล