เอม-พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ตัวจริงเป็นผู้หญิงที่สดใส ท่าทีสวยสง่า แต่อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นกันเอง ขี้เล่น มีมุกตลกเป็นระยะ และมีรอยยิ้มตลอดเวลา พอเล่าเรื่องงาน เธอก็อินจนน้ำตารื้น และเมื่อต้องเล่าถึงความทุกข์ที่เคยประสบในวันและวัยที่ผ่านมา น้ำตาของเธอก็ซึมอีกหน
เธอก็เป็นเช่นที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะเป็น
ผมเจอเธอที่งานเปิดตัว ‘The Present Haus’ พื้นที่แห่งการใช้ชีวิตอย่างตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน
เธอออกมาต้อนรับที่คาเฟ่ชั้นล่าง แล้วพาขึ้นไปฟังเรื่องราวที่ Co-working Space ชั้น 2 ฝั่งหนึ่งของห้องเป็นชั้นหนังสือแนวพัฒนาตัวเองซึ่งส่วนใหญ่เธออ่านแล้วชอบ จนหนังสือของเธอเต็มไปด้วยรอยจด รอยปาด รอยพับ เลยสั่งซื้อเล่มใหม่มาแบ่งให้ทุกคนอ่าน
เอมในชุด Oversized Blazer สีน้ำตาลอ่อนยืนอยู่ที่ข้างจอ เธอดูเป็นผู้หญิงทำงานที่กระฉับกระเฉง เล่าทุกเรื่องด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ
เธอว่า มูลนิธิไทยคมเกิดขึ้นเมื่อ 33 ปีก่อน โดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อทำงานด้านการศึกษา ตามมาด้วยเรื่องกีฬากับสาธารณสุข ตอนนี้เธอมีตำแหน่งเป็นกรรมการและเลขานุการมูลนิธิ รับผิดชอบดูแลงานในภาพรวมของมูลนิธิ
เอมตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่มูลนิธิไทยคมควรทำในยุคที่การเข้าถึงโลกภายนอกทำได้ง่ายดาย
คำตอบคือ ชวนเด็กให้เดินทางเข้าสู่โลกภายใน ตามหาคุณค่าของตัวเอง และรู้เท่าทันสิ่งที่อยู่ในตัวเอง
นั่นคือภูมิต้านทานสำคัญที่จะช่วยให้ผ่านเสียงวิจารณ์และการเปรียบเทียบไปได้

เธออยากให้เด็กยุคนี้
อยู่รอด ทั้งสุขภาพกาย ใจ
อยู่ร่วม กับคนอื่นอย่างเข้าอกเข้าใจ
อยู่อย่างมีความหมาย หาให้เจอว่าเราให้คุณค่ากับอะไร แล้วมีกลยุทธ์ในการใช้ชีวิตที่สร้างสมดุลระหว่างเวลา ความรู้ความสามารถ และพลังงาน ให้ได้
ถ้ามี 3 อย่างนี้ จะอยู่ที่ไหนก็ได้
เราอยู่ที่ The Present Haus พื้นที่ซึ่งปรับปรุงจากที่ทำการพรรคไทยรักไทยเมื่อ พ.ศ. 2536 มีคาฟ่ ห้องสมุด Co-working Space นิทรรศการหลัก นิทรรศการชั่วคราว ห้องเวิร์กช็อป ร้านค้า และสวน เป็นพื้นที่ปลอดภัย ปราศจากการตัดสิน เป็นพื้นที่แห่งการรับฟัง ให้คนมาพักเติมกำลังใจ ก่อนกลับออกไปใช้ชีวิตต่ออย่างเข้มแข็ง
สิ่งที่มีพลังมากคือนิทรรศการถาวรชื่อ Lost & F1ower ออกแบบโดย ชูใจ กะ กัลยาณมิตร เป็นประสบการณ์พิเศษที่ทำให้เราได้หลบจากโลกอันวุ่นวาย มาหยุดดูดอกไม้ แล้วหาคุณค่าของตัวเองให้เจอ ผ่านดอกไม้ที่ไม่มีดอกไหนเหมือนกัน


โลโก้ของ The Present Haus ดูเผิน ๆ เหมือนตัว P แต่มันคือรูปคนก้มมองดอกไม้ที่พื้น เพื่อให้คนอยู่กับปัจจุบัน แวะชมสิ่งที่เป็นปัจจุบันอย่างดอกไม้ข้างทางบ้าง ดอกไม้ที่ปลูกในสวนก่อนเข้าชมนิทรรศการนั่นก็น่าสนใจ มันช่วยให้คนหยุดมองดอกไม้จริงที่พื้นก่อนเข้างาน และหน้าอาคารก็จะเต็มไปด้วยผู้เข้าชมที่ทำท่าเหมือนโลโก้
The Present Haus หมายถึงการอยู่กับปัจจุบันและการเป็นของขวัญ เอมว่าแรงบันดาลใจทั้งหมดในการทำงานนี้มาจากครอบครัว ซึ่งถือเป็นของขวัญชิ้นสำคัญของเธอ เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดของเธอ และเป็นแหล่งพลังให้สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนอื่น
ส่วนชื่อบทสัมภาษณ์นี้ เป็นคำที่ผมได้ยินบ่อยมากระหว่างฟังเธอเล่าเรื่องที่นี่ และตลอดการสัมภาษณ์ ซึ่งตรงกับลักษณะของเธอ
Aim-pathy อิ่มเอมด้วยความเข้าอกเข้าใจ
ผมมีเวลาคุยกับเธอ 20 นาที
พร้อมคำสัญญาว่า บทสนทนานี้จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเธอ
ที่ผ่านมาคุณไม่ค่อยออกสื่อเล่าเรื่องตัวเองสักเท่าไหร่ เป็นความตั้งใจไหม
เป็นความตั้งใจค่ะ เป็นพื้นที่ปลอดภัย (ยิ้ม) เราค่อนข้างเป็นอินโทรเวิร์ตด้วย ก่อนหน้านั้นเอมอาจจะไม่ได้รู้จักตัวเองชัด เป็นไปตามบริบทชีวิต แต่ประมาณ 5 ปีที่แล้ว เรารู้จักตัวเองดีขึ้น เลยรู้ว่าเราเป็นแบบไหนก็ทำให้เป็นแบบนั้นได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในบริบทไหนเราก็ยังเป็นเราได้
วันนี้คุยเรื่องอะไรได้บ้างครับ
มีเรื่องอะไรคุยไม่ได้คะ (หัวเราะ)
คุยได้หมดนะครับ
ค่ะ
มี 3 เรื่องอยากชวนคุย งาน ครอบครัวชินวัตร และความเป็นคุณแม่ อยากคุยเรื่องอะไรก่อนดี
เรื่องความเป็นคุณแม่ก็ได้ค่ะ
ก่อนจะเป็นคุณแม่ ต้องขอถามเรื่องคุณพ่อก่อนนะครับ ทำไมคุณพงศ์ถึงเป็นคนที่คุณเอมอยากใช้ชีวิตด้วย
เล่าเรื่องนี้ก็เขินนิดหนึ่ง (หัวเราะ) คุณพงศ์ (ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์) เป็นคนใจดี เอมสัมผัสได้ตั้งแต่แรก คำว่าใจดีน่าจะครอบคลุมทั้งหมด ตอนนั้นคุณพงศ์เป็นที่ปรึกษาด้านอสังหาฯ อยู่แล้ว เอมทำงานด้านนี้ ไปปรึกษาก็รู้สึกว่าพี่เขาเป็นคนที่นอกจากจะเก่ง มีความรู้ แล้วยังใจดี คุยกันแล้วกำลังพอดีกับเรา เอมคงไม่บอกว่าเขาดีประมาณไหน แต่เป็นความพอดีสำหรับเรา
ผ่านด่านคุณพ่อคุณแม่ยากไหม
คุณพ่อคุณแม่เอมค่อนข้างเปิดกว้างถ้าลูกมีความสุข ท่านน่าจะสัมผัสได้ว่าพี่พงศ์เป็นคนทำงาน รับผิดชอบ น่าจะดูแลกันได้ เท่านี้คุณพ่อคุณแม่ก็น่าจะสบายใจแล้ว
คุณเป็นภรรยาแบบไหน
อุ้ย ต้องให้เอมพูดเองเหรอคะ ถามคุณพงศ์ดีกว่าไหม (หัวเราะ) (คิดนาน) จะพูดว่าตลกคงไม่ได้ (หัวเราะ) อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่พี่พงศ์คิด เขาเป็นคนเรียบร้อย เอมอาจจะนอกกรอบกว่า สนุกสนาน แล้วก็เป็นภรรยาที่รับฟัง โตไปด้วยกันตามอายุ เอมกับพงศ์ช่วงแรกกับช่วงนี้ก็เป็นคนละเอมกับพงศ์ ความสัมพันธ์ตอนเริ่มต้นช่วงแรกเรายังไม่มีลูก ให้ความสำคัญกับความรักในแบบคู่ชีวิต เราคือเขา เขาคือเรา เป็นเราด้วยกัน
ตอนนี้อาจจะเป็นอีกแบบ เราให้คุณค่าว่าสังคมของเราคือครอบครัว ไม่ใช่แค่เรา 2 คน แต่เป็นเรา 5 คน ยังมีครอบครัวหลักของเรา ครอบครัวหลักของคุณพงศ์ ซึ่งเราทั้งคู่ให้คุณค่ากับครอบครัวเหมือนกัน เราเชื่อเหมือนกันว่า ครอบครัวคือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ทุกคนแน่น เราอยู่ได้ด้วยความรักครอบครัวเหมือนกัน เลยเป็นทีมเวิร์กที่ดีค่ะ
คุณเป็นแม่แบบไหน
ดีนะคะที่ไม่ถามลูก กลัวคำตอบจากลูกเลย (หัวเราะ) พูดถึงตัวเองมันตอบยากนะ (หันไปถามทีมงาน) เป็นแม่ที่สนุก ใจดีไหม


คุณพยายามสอนอะไรลูก
เอมอยากให้ลูกสังเกตว่า ตอนนี้อะไรเกิดขึ้น เกิดอารมณ์อะไร เอมก็สนุกไปด้วยกันกับการเรียนรู้ว่า เวลาเด็กเล็ก ๆ เจอแบบนี้เขารู้สึกแบบนี้เหรอ เขาผิดหวังเบอร์นี้เลยเหรอ เรามองในมุมเราไม่ได้เพราะเราอายุ 43 เด็กจะจัดการเรื่องความผิดหวังเหมือนเราไม่ได้ เราสนุกไปกับเขา แต่ไม่ใช่หัวเราะเขานะ สนุกไปกับการเรียนรู้ว่าเขาจัดการความผิดหวังแบบนี้เหรอ ชวนเขาคุยว่า หนูรู้สึกยังไง พอเขาพูดมาเอมก็เรียนรู้จากเขา แม่ก็เพิ่งรู้จากลูกนะ เขาไม่ได้อยู่ใต้เรา เราไม่ได้อยู่เหนือเขา เราอยู่ใกล้ ๆ กัน เราแลกกัน
อยากให้ลูกโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน
ปรับตัวง่าย ทักษะนี้สำคัญ ไม่ต้องได้เหรียญเป็นที่ 1 แต่ต้องปรับตัวได้ เวลามีความสุขก็ไม่อยู่กับมันจนลืมตัว เวลาท้อแท้ก็ไม่อยู่นานไม่จม กลับมาสู้ใหม่ได้
คุณใช้เวลาทำอะไรร่วมกับลูกมากที่สุด
อยู่กับลูกเยอะมากเลย เอมเป็นคนติดลูก มีคนถามว่าลูกติดเราหรือเปล่า เราติดลูกแน่นอน เราเลี้ยงเขา เราอยู่ด้วยกัน ตอนนี้ลูกเอมเป็นฝาแฝด 2 คน อายุ 11 เป็นสาวน้อย ลูกชายอายุ 9 ขวบ เราอยู่กันเหมือนเพื่อน วันนี้ไปกินข้าวกันไหม ไปกัน เป็นกันเองเหมือนอยู่กับเพื่อน
เรื่องต่อไป เอาเรื่องครอบครัวหรืองานดีครับ
ครอบครัวค่ะ
ภาพความทรงจำครอบครัวในวัยเด็กของคุณเป็นยังไง
ตั้งแต่เด็กเอมจำได้ว่าคุณพ่อมักจะนำพาสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาเล่าให้พวกเราฟัง มันว้าวทุกครั้ง พ่อจะเล่าว่า เดี๋ยวจะมีโทรศัพท์ที่ไม่มีสาย ไม่ต้องโทรที่บ้านแล้ว เราก็นึกไม่ออก สักพักก็มีจริง ๆ แต่หน้าจอไม่มีสี พ่อบอกว่า ต่อไปมันจะมีสี แล้วก็เป็นทีวี เราก็ หูว รู้สึกว่าพ่อนำความใหม่มาเล่าด้วยความสนุก ไม่ใช่เรื่องวิชาการ
ตอนนั้นถือว่าเป็นครอบครัวนักธุรกิจ
ใช่ค่ะ

พอกลายมาเป็นครอบครัวนักการเมือง บรรยากาศในบ้านเปลี่ยนไปไหม
ตอนเอมเรียนมหาวิทยาลัย เริ่มรู้สึกว่าเราเป็นครอบครัวนักการเมืองเหรอเนี่ย บรรยากาศในบ้านไม่ค่อยรู้สึกว่าเปลี่ยนไป ทุกวันอาทิตย์บ้านเราต้องอยู่ด้วยกัน ไปหาอะไรอร่อย ๆ ทานกัน พ่อจะพาไปทานโน่นทานนี่ บางวันก็เป็นก๋วยเตี๋ยวข้างทาง เราจะรอคอยวันอาทิตย์ ตอนทำการเมืองก็ยังเป็นแบบนั้น เรื่องที่เราคุยกันบนโต๊ะอาหารหรือที่บ้านก็เหมือนเดิม เพราะเราไม่ได้คุยกันเป็นทางการอยู่แล้ว เลยไม่ได้ต่างไปจากเดิมเท่าไหร่
ที่ต่างอาจจะเป็นเรื่องภายนอกมากกว่า คนอาจจะพูดถึงเรามากขึ้น พอมีโซเชียลมีเดียก็ยิ่งหนัก
ตอนที่รู้สึกว่าหนักที่สุด หนักแค่ไหน
(คิดนาน) เหมือนอกหักค่ะ อกหักพร้อมกันหลาย ๆ คน เราเห็นคนที่เรารักหรือเพื่อนว่าบ้านเรา อันนั้นคือจุดใหญ่ เราเข้าใจได้ว่าครอบครัวเราเป็นบุคคลสาธารณะ และเคารพสิทธิ์ในการแสดงความเห็นของทุกท่าน แต่พอมาจากเพื่อนเราก็ตกใจ แล้วมันก็ปุ้ง ๆๆ ขึ้นมาเรื่อย ๆ เลยรู้สึกเหมือนอกหัก แต่ก็เป็นการเรียนรู้ครั้งใหญ่มาก ทำให้รู้สึกว่าต้องจัดการตัวเรา เราไปจัดการเขาไม่ได้หรอก เราบอกว่าเธอฟังฉันนะ เรื่องราวมันเป็นแบบนี้ ที่เธอเข้าใจมันผิดนะ แบบนั้นไม่ได้
คุณผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไง
ก็ผ่านไปแบบ… มันก็ไม่ง่ายนะ แต่สุดท้ายมันก็จะผ่านไปเองอยู่แล้ว วันหนึ่งมันก็ต้องผ่านไป จากที่เคยเป็นเหมือนคลื่นซัดเราไปเรื่อย ๆ เราก็ค่อย ๆ ขยับตัวได้
ถ้าวันนี้มีลูกหลานนักการเมืองเจอการพูดถึงที่รุนแรงแบบที่คุณเคยเจอ อยากแนะนำอะไร
อาจจะขออนุญาตแบ่งปันเรื่องราวให้เขา คำว่าแนะนำมันใหญ่ เอมไม่กล้าแนะนำ เราต่างบริบทกัน เราขอแบ่งปันว่า วิธีที่ทำให้เอมมีพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้นคืออะไร เพราะฉะนั้น ต้องมาหาว่าพื้นที่ปลอดภัยของเราคืออะไร จุดไหนที่พร้อมเราก็ค่อยออกมา ถ้ายังไม่พร้อมก็เข้าอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยก่อน เหมือนเด็กที่มีมุมปลอดภัย บางคนไม่ได้ตระหนักว่า ได้เหรอ เราหลบได้ด้วยเหรอ การหลบไม่ใช่ว่าเราอ่อนแอ เราไม่สู้ แต่เป็นการเรียนรู้ว่า จังหวะไหนควรรุก ควรรับ ควรหลบมากกว่า
บ้านคุณมีทั้งงานการเมืองและงานธุรกิจ 3 พี่น้องแบ่งบทบาทกันยังไง และใครเป็นคนแบ่ง
ปัจจุบันนี้เอมกับคุณพงศ์ทำธุรกิจชัดเจน เราทำธุรกิจ Hospitality เอมไม่ค่อยได้พูดถึงธุรกิจเลย แต่ยังทำอยู่นะคะ (หัวเราะ) คุณพงศ์ทำ SC เอมทำ เรนด์ ดีเวลลอปเมนท์ ทำโรงแรม เราไม่ได้แบ่งงานแบบมอบหมายชัดเจน คุณพ่อคุณแม่เคารพในความชอบของเรา เขาให้เกียรติเรา ให้เราเลือกเอง เอมทำธุรกิจชัดเจน คุณโอ๊ค (พานทองแท้ ชินวัตร) เป็นครีเอทีฟ เป็นศิลปิน เขาทำงานด้านสื่อ ด้านคอนเทนต์
น้องสาวอดีตนายกฯ (แพทองธาร ชินวัตร) เดิมเขาทำโรงแรมกับเอมมาด้วยกันตลอด เอมทราบอยู่แล้วว่าเขาชอบการเมือง คุณพ่อมีแพสชันในเรื่องการทำเพื่อประชาชน การขับเคลื่อนประเทศ เวลาคุณพ่อเล่าเรื่องการเมือง เอมก็จะหลุด ๆ หน่อย แต่น้องจะเข้าใจหมด


การดูแลอาณาจักรธุรกิจต่อจากคุณพ่อคุณแม่ คุณกดดันไหม
เอมตั้งบทบาทกับตัวเองว่า เราทำอะไร เพื่ออะไร เป้าหมายคืออะไร พอคุยกับตัวเองชัดเจนก็ไม่ได้กดดันอะไร ถ้าเราไม่กดดันตัวเองก็ไม่มีใครกดดันเราได้เลย คุณแม่ก็ไม่กดดันเรา ท่านให้เราทำโรงแรม ทำในสิ่งที่รักมาโดยตลอด เดิมคุณพ่อไม่ได้ทำโรงแรมเป็นหลัก แค่ซื้อที่ดิน แต่เอมเริ่มต้นเอามาทำโรงแรม
พอมาย้อนคิด การทำธุรกิจของเอมคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเหมือนกัน เอมพูดกับทีมงานตั้งแต่แรกว่า หลักของเอม โรงแรมต้องเป็น Memorable Experience ต้องเป็นประสบการณ์ที่แขกที่มาพักกับเราคืนเดียว 2 คืน ต้องได้ประสบการณ์ ได้ความผ่อนคลายจากการมาโรงแรมของเรา พอเอามาเชื่อมโยงก็เป็นเรื่องเดียวกัน
การเลือกตั้ง พ.ศ. 2569 ช่วงที่พรรคเพื่อไทยหาตัวแทนคุณแพทองธาร คุณเคยกลัวไหมว่างานนี้อาจจะตกมาที่คุณ
ไม่เลยค่ะ
เคยมีคนมาเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามความสนใจของคุณบ้างไหม
ไม่มีเลยค่ะ ทุกท่านคงรู้ดีว่าเข็นไม่ได้ (หัวเราะ) คนนี้ไม่น่าจะไหวนะ มันเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มาก ต้องเสียสละมาก ต้องมีความสามารถและจิตใจที่เข้มแข็งมาก ๆ เอมก็มีจิตใจที่เข้มแข็งนะคะ แต่งานด้านนี้อาจจะไม่เหมาะกับเอม
ความยากของการบริหารมูลนิธิไทยคมอยู่ตรงไหน
ตอนต้นที่เราต้องกลั่นกรองแพสชันเป้าหมายชีวิตของเราซึ่งเป็นผู้นำมูลนิธิยุคนี้ เดิมเราติดกับการที่รอฟังว่าคุณพ่อว่าไง เพราะคุณพ่อเป็นผู้ก่อตั้ง เราเคารพความเห็นท่าน นี่เป็นมูลนิธิของครอบครัว เราอยากให้ทุกคนขับเคลื่อนไปด้วยกัน เราอยากทำมูลนิธิด้วยหัวใจ ถ้าไม่ได้ทำด้วยใจเราก็ไม่อยากทำ หัวใจของเราจะกลั่นออกมาเป็นโครงการที่มีประโยชน์ เมื่อแชร์กับทีมแล้วทีมก็พร้อมทำไปด้วยกัน ทีมก็ต้องมีหัวใจ ถ้าทีมไม่มีหัวใจ งานก็จะไม่ออกมาดีแบบนี้
เมื่อสักครู่คุณพรีเซนต์งานของมูลนิธิแบบเต็มไปด้วยความรู้สึก งานนี้มีคุณค่ากับคุณยังไง
มันเป็นพลังใจ ทำแล้วใจฟู รู้สึกดี ตอบโจทย์เรา เราภูมิใจที่หามันเจอ เจอสิ่งที่อยู่ในตัวเรา มันคือเรื่องราวในชีวิตที่เราเจอมา ถ้ามองว่ามันทำให้เราเป็นแผลไปหมดก็จะเป็นพลังงานแบบหนึ่ง แต่ถ้าเลือกใช้มันให้เป็นพลังงานดี ๆ เราก็จะใช้ชีวิตอีกแบบ เอมดีใจและภูมิใจที่หาสิ่งนี้เจอ และปรับพลังงานเหล่านี้ให้มาขับเคลื่อนอย่างนี้
คุณพรีเซนต์ว่าศูนย์นี้ช่วยดูแลจิตใจคนยังไง แต่ฟังแล้วเหมือนการทำงานนี้ช่วยดูแลจิตใจคุณด้วย
จริงค่ะ เราต้องอยู่รอดก่อน (หัวเราะ) ถ้าเราเจอเป้าหมายในชีวิต แล้วใช้กลยุทธ์ชีวิตแบบเชื่อมได้กับคุณค่าที่เรามี พลังงานที่เรามี ความสามารถ กับเวลา เป็นการใช้กลยุทธ์ชีวิตแบบเชื่อมได้
ถ้าเราเอาพลังงาน ความสามารถ เวลา ที่เรามี มาเชื่อมกับคุณค่าของเราได้ ไม่ว่าจะของเราเองหรือคุณค่าที่เราอยากส่งต่อ เรื่องการอยากอยู่อย่างมีความหมาย มันทำให้ไม่ได้รู้สึกว่าวันนี้มีเรื่องอีกแล้วเหรอ มันยังได้กว่านี้อีกเหรอ แต่พอมาทำเรื่องนี้เหมือนเป็นวัคซีน ทำให้เราแข็งแรงขึ้นด้วยซ้ำ
วันนี้คุณพบว่าเอมคือใคร
(คิดนาน) เอมเป็นคนที่มีความตั้งใจดี มีความหวังดี ทำงานเหล่านี้ (The Present Haus) ด้วยพลังที่ไม่มีพิษมีภัย โดยไม่ได้หวังผลทางอ้อมใด ๆ เราอยากทำ ใครรับไปแล้วเอาไปต่อยอดได้ เอมก็ยินดีไปด้วย ส่วนคนที่ไม่ได้มา เราก็ยังมีความหวังดีให้ต่อกัน เป็นเพื่อนมนุษย์ต่อกัน




