ปราบดา หยุ่น โปรดิวเซอร์ของ ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม เผยชัดเจนว่าซีรีส์ชิ้นล่าสุดที่ทำกับ Netflix ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายสืบสวนคลาสสิกอย่าง ยอดนักสืบ แอร์กูล ปัวโรต์, เชอร์ล็อก โฮล์มส์ และอีกหลายเรื่องที่เจ้าตัวเคยอ่านสมัยเด็ก
ถ้ามอง ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม เป็นนิยายสืบสวน เราจะเข้าใจ ‘ภาพใหญ่’ ที่ทีมผู้สร้างวางไว้มากขึ้น รวมถึงวิธีการเล่าเรื่องและทิศทางที่ผู้สร้างพาไป ล้วนไม่หลุดจากภาพใหญ่ที่วางไว้ในตอนแรก
บวกกับการนำประเด็นการจัดดอกไม้ที่ซ่อนวิธีการมองคน รวมถึงประเด็นผู้หญิงในครอบครัวที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ทำให้ ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม เป็นซีรีส์คอนเซปต์จัดที่มีองค์ประกอบให้เล่นมากมายเต็มไปหมด มองไปตรงไหนก็น่าสนใจ
แต่เมื่อจับทุกสิ่งมารวมกัน มันไปด้วยกันได้หรือเปล่า The Cloud ได้ชมแล้วมาสรุปแบบไม่สปอยล์ให้ฟัง
คุณควรรู้น้อย ๆ ถึงจะสนุก เราจึงอยากเล่าเนื้อหาย่อหน้าเดียวว่า ซีรีส์เกี่ยวกับคดีฆาตกรรมนักการเมืองหนุ่มอนาคตไกลที่มาเสียชีวิตคืนก่อนแต่งงานที่สตูดิโอของนักจัดดอกไม้หญิง ผู้ต้องสงสัยไม่ได้มีเพียงหนึ่ง เพราะครอบครัวทั้งฝ่ายเจ้าบ่าว (บ้านเอื้อเทพา) เจ้าสาว (บ้านตั้งสินทรัพย์) ต่างมีความขัดแย้งอยู่ไม่น้อย นักจัดดอกไม้หญิงจึงต้องรับบทนักสืบจำเป็น เพราะกุญแจสำคัญในการไขคดี คือพฤติกรรมของดอกไม้และต้นไม้ที่จะเป็นพยานเอกในคดีนี้


ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม (Dalah: Death and the Flowers)
ประเภท : ระทึกขวัญ ลึกลับ
ประเทศ : ไทย
เขียนบท : อาทิชา ตันธนวิกรัย และ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์
กำกับ : ฐานิกา เจนเจษฎา และ เอลิซ่า เปียง
นักแสดงนำ : อุรัสยา เสปอร์บันด์, วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล, ณภัทร วิกัยรุ่งโรจน์ และ ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช


โครงสร้างของเรื่องยึดตามขนบของงานสืบสวนอย่างตรงไปตรงมา เริ่มจากการเปิดตัวตัวละครที่ล้วนน่าสงสัย เหตุการณ์ฆาตกรรมในห้องปิดตาย การไล่ทยอยสืบสวนผู้ต้องสงสัยที่เต็มไปด้วยแรงจูงใจ จุดพลิกผันของเนื้อหา นำไปสู่การรวมตัวละครเพื่อเฉลยเรื่องราวทั้งหมดต่อหน้าทุกคน
การนำนิยายสืบสวนมาเป็นแรงบันดาลใจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม เด่นมาก คือการเล่าผ่านภาพ สร้างบรรยากาศลึกลับ ไม่น่าไว้วางใจ หลายฉากเราเห็นการจัดวางแสงไฟที่มีทั้งส่วนมืดและสว่างในสัดส่วนเท่ากัน สะท้อนความอึดอัด เปรียบเสมือนตัวละครที่อยู่ในแสงไฟของสังคมแต่ต้องปกปิดความลับดำมืดของตัวเองด้วย
อีกเรื่องที่เด่นไม่แพ้กัน คือการใช้ภาพแคบ Close-up เพื่อขับเน้นความเข้มข้นแบบหนัง Thriller มีหนังหลายเรื่องใช้วิธีนี้ นึกออกเร็ว ๆ คือ In the Cut (ปี 2003) ของ Jane Campion (ซึ่งบังเอิญว่าผู้กำกับก็เป็นผู้หญิง และพูดถึงเรื่อง Feminist คล้ายกัน) การเล่าผ่านภาพทำให้แม้ไม่ต้องพูดอะไรเลย เราจะรู้สึกว่าตัวละครคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา มีมวลอารมณ์ลอยละล่องอยู่ในอณูอากาศ ผู้กำกับและทีมตัดต่อยังแม่นที่จะรู้ว่าจังหวะไหนควรดึงช้า จังหวะไหนควรไปต่อให้เรื่องเดินหน้า เหล่านี้คือจุดแตกต่างของ ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม กับงานแนวสืบสวนเรื่องอื่นที่เราเคยชม
แต่บรรยากาศแบบนี้ก็มีข้อเสีย ภาพแนวนี้จะมีพลังถ้าเราอยู่ในสถานที่ปิด ดูอย่างใจจดจ่อ แต่การดูผ่าน Netflix ที่กดกากบาทออกไปทำอย่างอื่นง่ายมาก กว่าจะผ่าน EP. 1 ไปได้ก็เหนื่อยอยู่ แต่เมื่อเครื่องติดใน EP. 2 ภาพเหล่านี้ก็แทบไม่เป็นปัญหาในการชม เป็นเสน่ห์ที่ขับเน้นให้เรื่องสนุกขึ้นด้วย
นิยายสืบสวนนำด้วยพล็อต แต่นักแสดงก็มีบทบาทสำคัญ ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม เป็นเหมือนการนำนักแสดงเก่าและใหม่มาปะทะกัน
ทุกคนทำหน้าที่ได้ดี ส่วนตัวเราคิดว่าพล็อตทางนี้จะเข้าทางนักแสดงที่ช่ำชองด้านละครอย่าง รอน บรรจงสร้าง, เดือนเต็ม สาลิตุล, ทนงศักดิ์ ศุภการ รวมถึง อ่ำ-อัมรินทร์ นิติพน, โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล และอีกหลายคนมากกว่า (อีกคนที่เราเซอร์ไพรส์ที่ได้เห็นคือ ตั้ว-ประดิษฐ ประสาททอง ได้เล่นบทเล็ก ๆ แต่สำคัญมากของเรื่อง)
องค์ประกอบทุกด้านผลักดันให้ ดาหลา โดย ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ ให้เป็นศูนย์กลางของเรื่อง มี Airtime มากที่สุด ญาญ่าติ๊กถูกทุกข้อของการเป็นนักแสดงที่ดี (โดยเฉพาะ EP. สุดท้าย) เพียงแต่การรับบทดาหลาที่ต้องแบกหนังพล็อตสืบสวนซับซ้อนทั้งเรื่องนั้นยากเกินไปสำหรับเธอจริง ๆ


คนที่กลับเป็นจุดเด่นคือ แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช ในบท นริสสา ภรรยาของ อนุสรณ์ เล่นโดย ณภัทร วิกัยรุ่งโรจน์ แพตเด่นมากเรื่อง Timing ในการแสดง เหมือนเธอมีพรสวรรค์นี้ฝังอยู่ใน DNA แพตยังเก่งตรงที่เมื่อเข้าฉากกับญาญ่า เธอไม่เล่นทับหรือบดบังเพื่อน พยายามช่วยส่งเสริมให้ดาหลาเป็นตัวนำ เคมีของ 2 คนนี้พาคนดูไปกับเรื่องได้จนจบ โดยมี ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล ที่เป็นเหมือนตัวโจ๊ก ช่วยสืบคดี (จะเรียกว่าเป็น ‘หมอวัตสัน’ ของเรื่องก็ได้)
ทีมสื่อสารของ Netflix ประเทศไทย พยายามโปรโมตเรื่องการมีทีมผู้สร้างหลักเป็นผู้หญิง เห็นชื่อของ ฐานิกา เจนเจษฎา, เอลิซ่า เปียง, อาทิชา ตันธนวิกรัย, ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ ผู้กำกับและคนเขียนบท 2 คู่นี้ก็พอเดาได้ว่านี่คือซีรีส์ที่จะมี ‘ความเป็นผู้หญิง’ อบอวลอยู่ในเนื้อหา


เราคิดว่าโจทย์ของ ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม น่าจะมาจากตัวโครงเรื่องก่อน แล้วค่อยหาทีมผู้สร้างที่เหมาะสมเข้ามาทำ ซึ่งก็สมเหตุสมผลถ้าจะใช้ทีมผู้สร้างหญิง เพราะความเป็นหญิงนั้นสำคัญกับเรื่องทีเดียว
ไม่ถึงขั้น Woke จนเกินงาม แต่ก็ใช้เวลาพักใหญ่กว่าการใส่เรื่องผู้หญิงในเนื้อหาจะลงตัว (มีตะหงิด ๆ นิดหน่อยตรงนโยบายพรรคการเมือง แต่พอเข้าใจได้) คนที่เป็นตัวแทนการต่อสู้ของผู้หญิงคือ แพม เอื้อเทพา โดย มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์ (หรือ มิวสิค อดีตสมาชิกวง BNK48) เธอเล่นบทนี้อย่างใจเย็น ฉลาด ไม่ได้ระเบิดความโกรธอย่างไร้ที่มา แต่แฝงด้วยความลึกลับในระดับที่พอดีกับเรื่อง
ถ้าย้อนกลับไปดูชื่อคนเขียนบท น่าสนใจดีที่อาทิชานั้นงานเด่นของเธอคือเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทของ เด็กใหม่ The Series หรือ ‘แนนโน๊ะ’ ที่เราเรียกติดปาก ส่วนฤทัยวรรณ แน่นอนว่างานเด่นยุคหลังคือ เลือดข้นคนจาง ซีรีส์ ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม จึงเหมือนหยิบยืมองค์ประกอบจาก แนนโน๊ะ และ เลือดข้นคนจาง มาผสมกัน ถ้าใครเคยดู 2 เรื่องนี้มาก่อนแล้วมาดูคงนึกจังหวะเหล่านี้ออก

การเล่าประเด็นผู้หญิงไม่ได้มาทางพล็อตเท่านั้น แต่ยังเล่าผ่านภาพ โดยเฉพาะแสงและสีของภาพที่สะท้อนอารมณ์ซับซ้อน อึดอัด กระอักกระอ่วนของตัวละคร ด้วยโทนสีตามแบบฉบับของหนัง Thriller สองคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือตากล้องอย่าง จ๊ะเอ๋-ชนานันต์ โชติรุ่งโรจน์ ผู้เคยฝากผลงานเรื่อง ป๊อปอาย มายเฟรนด์, Motel Mist โรงแรมต่างดาว, Karaoke Girl สาวคาราโอเกะ อีกคนคือ หญิง-นิรมล รอสส์ ผู้ฝากผลงานหนังไทยเด่น ๆ ในยุคหลังเยอะมาก นอกจากความสวยของภาพที่เขียนถึงไปแล้ว เราชอบภาพเดินตามหลังตัวละคร หรือภาพการ ‘แอบมอง’ เป็นเหมือนภาพแทนสายตาคนดูที่อยากสอดส่อง (AKA เ-ือก) เรื่องกอสซิปของบ้านเอื้อเทพาและบ้านตั้งสินทรัพย์ได้ดี


แต่ปัญหาหนึ่งของ ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม คือซีรีส์มีองค์ประกอบให้เล่นเยอะเกินไป เน้นเรื่องหนึ่งก็ต้องเสียเรื่องหนึ่งไป อันที่จริงถ้าเล่นแค่เรื่องผู้หญิงในคดีฆาตกรรม ตัวเรื่องก็ดีอยู่แล้ว ซับซ้อนน้อยลงด้วย แต่เมื่อต้องใส่ประเด็นเรื่องดอกไม้เข้ามา แม้จะทำให้เรื่องสนุกขึ้น มีเลเยอร์ขึ้น แต่ผู้กำกับก็ต้องหาทางใส่ประเด็นดอกไม้และผู้หญิงให้สอดคล้องเชื่อมโยงกัน
ในฐานะผู้กำกับ ฐานิกาและเอลิซ่าก็เหมือนรู้ปัญหานี้ ทั้งคู่คุมประเด็นของเรื่องได้ดี เพียงแต่เมื่อมีเลเยอร์ของเรื่องซ้อนทับกันไปมา งานก็ยากขึ้น ถ้าการกำกับ ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม คือการจัดดอกไม้ งานชิ้นนี้มีดอกไม้สวยงามรวมตัวกันมากมาย เราทำให้ทุกดอกโดดเด่นเท่ากันไม่ได้


อีกเรื่องที่เป็นปัญหาเล็ก ๆ คือการจัดดอกไม้นั้นไม่ใช่เรื่องที่คนส่วนใหญ่อินหรือเข้าใจนัก เทียบกับ เลือดข้นคนจาง ที่มีประเด็นครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน คนดูจะอินได้เร็วกว่า ซีรีส์เรื่องนี้เลยต้องใช้เวลาในการเล่าเรื่องดอกไม้พอสมควรเพื่อให้คนเข้าใจโลกในดอกไม้ของดาหลา
เช่นเดียวกับที่ตัวละครหนึ่งพูดในเรื่องว่า หากงานออกแบบดอกไม้เริ่มมีปัญหา บางทีการตัดใจทิ้งมันไปเพื่อเริ่มใหม่จะดีซะกว่า
สิ่งที่ทีมผู้สร้างทำไม่ใช่การรื้อทิ้ง ตัดส่วนที่ไม่จำเป็น แต่พยายามเก็บทุกอย่างแล้วประคับประคองดอกไม้ชุดนี้ให้เดินทางไปด้วยกันได้ แม้ลักลั่นบ้างในบางมุม แต่มองมาแล้วยังงามอยู่ ถือว่าผู้สร้างเลือกแล้วที่จะมาทางนี้
สุดท้ายคือเราได้กลิ่นอายแบบงานวรรณกรรมในตัวเรื่อง ในเครดิตทีมงาน ปราบดา หยุ่น มีชื่อเป็นทั้ง Executive Producer และผู้สร้าง (ขึ้นว่า Created by) จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นความเป็นวรรณกรรมตั้งแต่เริ่มต้นโปรเจกต์จนถึงผลงานสุดท้าย (แถมยังมาเล่นบทรับเชิญเล็ก ๆ ที่คงเป็นความใฝ่ฝันของเจ้าตัวด้วย)
ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม เป็นตัวแทนซีรีส์สืบสวนของ Netflix ประเทศไทยปี 2025 ได้ไม่อายใคร โดดเด่นที่งานภาพและพล็อตไม่ต่างจากนิยายสืบสวนชั้นดี ทีมนักแสดงแข็งแรง อาจไม่ใช่ซีรีส์ที่เพอร์เฟกต์ไปเสียทุกด้าน ใช้เวลาสักนิดกับ EP. 1 แต่เมื่อเครื่องติดใน EP. 2 ก็ดูต่อได้ยาว ๆ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีในการชมซีรีส์ Netflix ไทยเป็นเรื่องแรกของปี


