14 พฤศจิกายน 2024
2 K

บ่ายวันหนึ่งระหว่างไถฟีดทวิตเตอร์ เราได้เห็นคลิปหนึ่ง เป็นคลิปสั้น ๆ ของ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา และ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ กำลังแสดงบทบาทคู่รักที่ทะเลาะกัน คลิปมีความยาวไม่มากนัก แต่การแสดงของทั้งคู่ทำให้เราต้องตามไปดูคลิปเต็ม จนได้ความว่า นี่เป็นตอนแรกของรายการ นุ่นศิ การละคร รายการใหม่แกะกล่องของนุ่น

นุ่นศิ การละคร เป็นรายการที่จะชวนคนที่มีใจรักในการแสดงมาถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองที่มีต่อศาสตร์นี้ พร้อมกับโชว์ของด้วยการแสดงเป็นตัวละครที่ต้องการ

ท่ามกลางตลาดคอนเทนต์ออนไลน์ที่มีคนขายเป็นคนในวงการบันเทิง นุ่นศิ การละคร จึงเรียกความสนใจเราได้ดี เพราะมันแตกต่างออกไป ไม่ใช่รายการที่ชวนแขกรับเชิญมาเล่าประสบการณ์ความรักหรือแชร์ชีวิตในแต่ละวัน มันทำให้เราสงสัยเล็ก ๆ ว่า รายการที่มีเนื้อหาพูดเรื่องศิลปะการแสดงเชิงลึก จะมีคนดูเป็นใครกัน

โชคดีที่เราได้โอกาสถามนุ่นโดยตรง ณ ออฟฟิศ The Cloud ภายในสตูดิโอที่นุ่นบอกว่า มีขนาดเดียวกันกับห้องที่เธออยากใช้ทำละครเวที จุดเริ่มต้นของการทำ นุ่นศิ การละคร ข้อมูลนี้ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ของเราและรีบเปิดบทสนทนาถัดไปทันที

คุณพอจะสปอยล์แขกรับเชิญคนต่อไปของ นุ่นศิ การละคร ได้ไหม

(นิ่งคิด) คนที่ถ่ายไปแล้วมี แม่ตุ๊ก (ดวงตา ตุงคะมณี) น้องยิปโซ (อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์) และ น้องลิลลี่ (ภัณฑิลา วิน ปานสิริธนาโชติ) จะมีถ่ายต่ออีกเซตหนึ่งแล้วพัก เพราะ พี่ท็อป (พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร) บอกว่าเธอต้องทำเป็นซีซันนะ เหมือนเวลาเราดู Emily in Paris คนจะได้รอดู ตัวเราก็ได้มีเวลาอ่านฟีดแบ็กจากคนดูด้วย เอามาพัฒนางาน 

คุณมีเกณฑ์ในการเลือกแขกรับเชิญอย่างไร

ใครคิวได้ (หัวเราะ) เพราะปัญหาใหญ่อยู่ที่เวลาของเรากับแขกรับเชิญ นุ่นทำงานออฟฟิศเป็นหลัก เป็นธุรกิจที่เราทำกับพี่ท็อป เราก็จะยึดงานนี้แล้วหาเวลาว่างถ่ายรายการ บางทีเวลาเราก็ไม่ตรงกับเวลาของคนที่ชวนไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่เราอยากร่วมงานด้วย เป็นคนที่เราเคยร่วมงาน หรือเป็นคนที่เรารู้สึกว่าเขามีของนะ แต่ยังไม่ได้ปล่อย เลยอยากชวนมาแจมกัน

เช่น ตอนของ พี่ทราย (อินทิรา เจริญปุระ) เราโฉบกันไปโฉบกันมาบ่อยมาก แต่ยังไม่มีโอกาสได้ร่วมงานสักที หรือน้องแพนเค้กที่เป็นตอนแรกของรายการ หลายคนเห็นภาพน้องเป็นดารา-เซเลบริตี้ แต่เวลาดูผลงานของน้อง เราเห็นมุมจริงจัง เห็นความลึกของการแสดง เราอยากเจอโมเมนต์นี้ของน้องเลยชวนมา

หรือน้อง ๆ บางคนที่ดังในบทบาท TikToker คนไม่เคยเห็นเขาในมุมการแสดง แต่เรารู้สึกว่าเขามีของ อยากชวนมาปล่อยของกัน สรุปเลยคือเราอยากชวนคนที่รักการแสดง ใส่ใจละเมียดกับการแสดงมาเจอกัน 

ได้ยินว่า จุดเริ่มต้นของ นุ่นศิ การละคร มาจากละครเวที 

ใช่ มี 2 เหตุผลที่ตัดสินใจสร้างรายการนี้ เหตุผลแรก นุ่นอยากเล่นละครเวที เราเคยเล่นละครเวทีแบบ Solo Performance แสดงคนเดียวในห้องเล็ก ๆ มีคนดูประมาณ 30 – 40 คน ตอนนั้นรู้สึกว่า โอ้โห การแสดงแบบนี้เติมเต็มเรามาก ๆ ในฐานะนักแสดง เราโหยหาความรู้สึกแบบนี้ตลอดเวลา บอกใครต่อใครว่านุ่นอยากเล่นละครเวที

ส่วนอีกเหตุผล คือนุ่นทำงานออฟฟิศด้วย ตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมาเราเจอภาวะหมดไฟ คนในทีมก็เจอ มีความเครียดเกิดขึ้นระหว่างทำงาน จนเผลอเอาทักษะนักแสดงมาใช้โดยไม่รู้ตัว คือการทำความเข้าใจตัวละคร การจะแสดงเป็นตัวละครตัวหนึ่งต้องเข้าใจที่มาที่ไปของเขา อย่างเช่นตอนนุ่นเล่นเป็นผีอีแพงในเรื่อง บ่วง ต้องทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงด่า ทำไมถึงเกรี้ยวกราดใส่คนอื่น ไม่มีทางที่อยู่ดี ๆ เขาจะลุกขึ้นมาด่าใคร ต้องมีเหตุผลของการกระทำเสมอ

ทำให้คุณกลายเป็นคนชอบสังเกตคนอื่นด้วยไหม 

ใช่ นุ่นอยู่กับการทำความเข้าใจตัวละครมาเกือบ 20 ปี จึงชอบสังเกตคนไปโดยปริยาย ดูคาแรกเตอร์คนที่ทำงานด้วย เช่น ระหว่างประชุม เรารู้สึกว่าทำไมคนนี้ขี้หงุดหงิดจัง เธอพูดดี ๆ ก็ได้ ถ้าเป็นนุ่นที่ไม่มีทักษะนักแสดงคงตอบโต้ตามอารมณ์ เธอส่งอะไรมาฉันส่งกลับไป

พอนำทักษะนักแสดงมาใช้ กระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองเราคือการเอ๊ะ ทำไมเขาคิดแบบนี้ ทำไมเขาแสดงพฤติกรรมอย่างนี้ นุ่นหาสาเหตุของตัวละครเขาจนเข้าใจว่า ก่อนเขามาประชุมกับเราและแสดงพฤติกรรมแบบนี้ เขาคงเจออะไรมา อ๋อ คงเครียดเพราะทะเลาะกับที่บ้านมา เมื่อเข้าใจเขา ก็ทำให้บรรยากาศการทำงานของนุ่นดีขึ้นนะ

หลายครั้งที่นุ่นรู้สึกหมดไฟจากการทำงาน นุ่นจะหาจังหวะคุยกับตัวเอง ทำไมวันนี้เราเครียดจัง เครียดเรื่องอะไร ทำไมถึงเครียด กลับมาคุยกับตัวเองเพื่อหาเหตุและผลเป็นกระบวนการเดียวที่เราใช้ทำความเข้าใจตัวละคร

เป็นทักษะที่นุ่นชอบมาก ๆ จนอยากให้คนอื่นมีเหมือนกัน นุ่นว่ามันช่วยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น เพราะเวลาที่เราไม่เข้าใจคนอื่นหรือตัวเราเอง มันอาจหงุดหงิด พาลโมโหไปทั่ว ตอนแรกตั้งใจสื่อสารผ่านละครเวที แต่ตอนจะเริ่มทำจริง ๆ เราพบว่าการทำละครเวทีไม่ง่าย ต้องใช้เวลาและการเตรียมงานหลายส่วน อย่างที่บอกว่านุ่นยึดงานออฟฟิศเป็นหลัก เราไม่มีเวลามาทำสิ่งนี้แน่ ๆ เลยคิดว่าจะทำอย่างไรดี

จึงเกิดเป็น นุ่นศิ การละคร แทน

ใช่ เป็นจังหวะลงตัวพอดีที่นุ่นได้เจอทีมงาน มีน้องทำโปรดักชัน น้องทำครีเอทีฟ มาช่วยคิดวิธีนำเสนอ ตอนแรกน้องบอกว่า พี่นุ่นทำละครคุณธรรมไหม (หัวเราะ) เอาจริง ๆ เราดูละครคุณธรรมนะ เขาทำดีนะ สนุกเลย แต่เรื่องการแสดงนุ่นว่าแต่ละคนมีสไตล์ของตัวเอง นุ่นก็มีแบบที่นุ่นชอบ ปักใจอยู่

เราพยายามบอกทีมว่า ฉันอยากเล่นละครเวที มาทำละครเวทีกันเถอะ เดี๋ยวเขียนขอทุนสักก้อนหนึ่ง ใช้พื้นที่แสดงเท่านี้ก็ได้ (ชี้ที่ห้องสัมภาษณ์) ไปแสดงตามมหาวิทยาลัย มีคนดูรอบละ 50 คนก็พอ แต่ไม่มีใครซื้อไอเดียเราเลย เขาบอกมันดูยากไปหมด (หัวเราะ) แต่น้องครีเอทีฟพูดมาอย่างหนึ่งว่า จุดแข็งของพี่นุ่นคือการแสดง แล้วเป้าหมายของการทำสิ่งนี้ คือเราอยากสื่อสารเรื่องการดูแลตัวเอง รู้วิธีจัดการกับจิตใจ ถ้าเราเล่าในรูปแบบละครเวที เล่นรอบหนึ่งมีคนดู 50 คน ต้องเล่นกี่รอบสารที่เราอยากส่งออกไปถึงจะกระจายวงกว้าง

คิดไปคิดมาเลยได้ออกมาเป็นรายการออนไลน์ คนจะได้เห็นมากขึ้น เป็นการแสดงละครและแทรกเรื่องการวิเคราะห์ตัวละครเข้าไป เพราะคนดูละครส่วนมากจะเป็นแบบ อุ๊ย พระเอกคนนี้หล่อจัง หรือ เฮ้ย ทำไมอีนี่มันร้ายแบบนี้

คุณอยากชวนคนมาดูอะไรในรายการ

เราอยากชวนเขามาดูกระบวนการทํางานของนักแสดง กว่าเขาจะพูดว่าฉันเกลียดแก! แกมันอีชั่ว! เขาผ่านอะไรมาบ้าง คนที่ต้องแสดงพลังงานก้อนนี้ออกมาข้างในเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันและกัน คนดูจะได้เข้าใจทักษะนี้และใช้ประโยชน์ได้

ต้องยกความดีความชอบให้น้อง ๆ ในทีม เขาช่วยเรามาก ๆ (เน้นเสียง) ทำเรื่องเข้าใจยากของเราให้ง่ายขึ้น ถึงมีพาร์ตให้แขกรับเชิญแสดงละคร เลือกฉากที่มีกระแสหน่อย คนจะได้อยากเข้ามาดู แล้วค่อยมาพูดเรื่องกระบวนการทำงานของนักแสดง

แต่กว่าจะได้ชื่อรายการคิดนานมากนะ เพราะนุ่นมีความกระดากอายที่จะใช้ชื่อตัวเองเป็นชื่อรายการ 

ทำไม

เพราะนุ่นไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแสดงเก่งกว่าใคร เราแค่มีแพสชันกับการแสดง มันเป็นโอเอซิสของเรา นุ่นเลี้ยงชีพตัวเองด้วยการทำธุรกิจเป็นหลัก เป็นหนทางที่ค่อนข้างยั่งยืนในความรู้สึกเรา เพราะฉะนั้น สำหรับนุ่น อาชีพนักแสดงเลยเปรียบเสมือนพื้นที่ที่มีค่ามาก ๆ เวลารับงานนุ่นจะเลือกงานที่ให้คุณค่ากับเรา มีคุณค่าที่ส่งต่อไปให้คนอื่น เป็นก้อนที่เราหวงมาก ๆ แต่พอต้องเอามาใช้ แถมตั้งชื่อว่า นุ่นศิ การละคร อีก ก็เขินนะ เพราะเราไม่ได้เก่งไง จะมีคนเห็นชื่อรายการแล้วด่าไหมว่า เก่งมาจากไหนถึงตั้งชื่อแบบนี้

แต่น้อง ๆ พยายามอธิบายว่าต้องหาจุดลงตัวระหว่างสิ่งที่อยากทำกับสิ่งที่คนอยากดู นี่เป็นปัญหาที่เราเจอมาตลอด การสื่อสารเรื่องที่เราอยากทำ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม พูดทีไรดูเป็นเรื่องวิชาการ เข้าใจยาก พอเราอยากทำในสิ่งที่คนไม่ได้สนใจมาก มันต้องใช้พลังงานเยอะ 

โอเค หาทางสายกลาง รายการเราจึงพยายามย่อยง่ายตั้งแต่ชื่อรายการ ฉากละครที่เอามาเล่นก็เป็นฉากที่ดังหน่อย การคุยต้องสนุก นี่เป็นเรื่องใหญ่มากที่ต้องทำคอนเทนต์ให้สนุก แล้วก็ให้คุณค่ากับทั้งคนทำ-คนดู 

คุณปรับตัวอย่างไร 

ถ่ายตอนแรก ๆ ช่วงคุยกับแขกรับเชิญน้องทีมงานบอกตลอดว่า ไม่สนุกเลย (หัวเราะ) พี่นุ่นเนิร์ดมาก เนื้อหาวิชาการสุด ๆ เราต้องปรับคำถามใหม่ เพราะคำถามเดิมที่เราใช้ค่อนข้างนามธรรม คนดูจะไม่เข้าใจ แต่เราอยากให้คนเห็นมุมอื่น ๆ ของนักแสดงไง เห็นแก่นในงานที่เขาทำ ไม่ใช่แค่ดูฉากนี้แล้วชอบ ตัดไปเป็นมีม 

โอเค งานบันเทิงต้องตอบโจทย์ความสบายใจ คนดูแล้วสนุกผ่อนคลาย แต่ในความบันเทิงมีแก่นที่คนเบื้องหลังอยากพูด แม้แต่ละครคุณธรรมก็ตาม แต่การชวนคนไปดูแก่นนั้นอาจจะยากสักหน่อย เราพยายามชวนคุยให้สนุกขึ้น ใช้คำถามที่เข้าใจง่ายขึ้น

ยกตัวอย่างได้ไหม คำถามแบบไหนที่ทีมงานบอกว่าพี่นุ่นเปลี่ยนเถอะ

การแสดงให้อะไรกับเขา เราถามเพราะอยากรู้จริง ๆ อยากรู้มุมมองนักแสดงคนอื่น แต่คนดูอาจจะไม่ได้อยากรู้ด้วย (หัวเราะ) เราว่าคำถามนี้คุยถึงคุณค่าของคนทำงาน คล้าย ๆ หลักอิคิไก (Ikigai) ของญี่ปุ่น การแสดงให้คุณค่ากับตัวเขาอย่างไร บางคนเป็นอาชีพสร้างรายได้ บางคนเอาไปต่อยอดทำอย่างอื่น ซึ่งไม่มีผิดถูก เราเพียงอยากฟังว่าแต่ละคนคิดอย่างไร ฟังดูเป็นคำถามนามธรรมเนอะ

เหมือนการคุยเชิงลึก

ใช่ ๆ ถ้ามองนักแสดงเป็นอาชีพหนึ่ง มีทั้งมุมที่สวยและไม่สวย ด้วยความที่อุตสาหกรรมบันเทิงคือการนำเสนอความบันเทิง ความสนุก ภายนอกของคนในวงการต้องดูดี นำเสนอความสวยงาม ยิ่งสมัยนี้ต้องทำคอนเทนต์ที่โบ๊ะบ๊ะหรือดราม่า ต้องทำอะไรให้คนรู้สึกอยากคลิกเข้ามาดู แต่เราอยากให้เห็นชีวิตคนทำงานด้วยที่มันไม่สวยและไม่สนุก

ถ้าให้เราตอบคำถามนี้ว่าการแสดงให้อะไรกับเรา มันคือการทำเพื่อตอบสนองความต้องการ เพราะนุ่นอยากเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็ก เราถึงทะนุถนอมหวงแหนและให้ทุกอย่างกับมันเยอะมาก 

แปลว่า นุ่นศิ การละคร นอกจากที่คุณตั้งใจทำเพื่อให้คนได้รู้จักทักษะการทำความเข้าใจตัวเอง ก็เป็นพื้นที่ให้นักแสดงได้ถ่ายทอดประสบการณ์ ให้คนรู้จักด้านที่ไม่สวยงามของวงการบันเทิง

ใช่ นุ่นว่านักแสดงทุกคนมีของ แต่บางคนยังไม่ได้โอกาสโชว์ เหมือนตัวนุ่นถ้าไม่ได้รับโอกาสไปอยู่ในโปรเจกต์ดี ๆ เราอาจจะยังไม่ได้โชว์ของ คนจะไม่ได้จดจำเรา เราอยากชวนพี่ ๆ น้อง ๆ มาปลดปล่อยกัน 

นักแสดงบางคนไม่ได้ถูกจดจำในฐานะนักแสดง แต่คนจำได้ว่า อ๋อ คนนี้ที่เคยมีข่าวนี้ เคยมีข่าวกับคนนั้น นุ่นว่าลึก ๆ คนเป็นนักแสดงอยากโชว์ความสามารถนะ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้พื้นที่โชว์ ได้บทที่ดึงศักยภาพตัวเอง ถ้าสังเกตรายการเราไม่ได้ให้นักแสดงเล่นบทตามต้นฉบับนะ เพราะนักแสดงแต่ละคนมีวิธีตีความตัวละครของตัวเอง เป็นความสนุกอย่างหนึ่งของอาชีพนี้ เช่น แสดงบทคนสวย คนนี้อาจจะตีความว่าสวยของเขาคือการแสดงออก หรือบางคนตีความว่า เขาสวยมาตั้งแต่เกิด อยู่กับสิ่งนี้จนไม่ต้องแสดงออกว่าฉันสวย เพราะความสวยคือฉัน 

คุณให้แขกรับเชิญเลือกได้ว่าอยากเล่นเป็นตัวละครไหน

เราให้โอกาสเขาเลือก แต่บางคนที่นึกไม่ออกก็จะมีทีมงานคอยช่วยให้คำแนะนำ เช่น เคยเล่นแต่บทคนเรียบร้อย ลองเปลี่ยนมาเล่นบทคนแรง ๆ ไหม

ถ้าคุณมีโอกาสมาเป็นแขกรับเชิญ จะเล่นเป็นใคร

อยากได้บทคนใบ้

จากเรื่องไหนดี

ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่าอยากเล่นเป็นคนใบ้ จริง ๆ ตอนของ น้องแข (รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น) เราเล่นบทแม่ที่เป็นอัมพาตพูดไม่ได้ เล่นด้วยสายตาอย่างเดียว รู้สึกว่าตอบโจทย์นี้เหมือนกัน 

หนึ่งในความท้าทายของการทำ นุ่นศิ การละคร คือนุ่นจะได้รู้ล่วงหน้า 1 – 2 วันว่าเทปนี้ฉันจะได้เล่นบทอะไร ซ้อมกับแขกรับเชิญสัก 1 – 2 รอบก่อนถ่ายจริง ถ่ายแบบ Long Take ครั้งเดียว เพราะอยากให้ทุกอย่างออกมาสดใหม่ ใช้เวลาถ่ายไม่เกิน 15 นาที จากนั้นเป็นช่วงพูดคุย 

นุ่นชอบคำพูดน้องยิปโซที่บอกเราว่า เหมือนหนูมาเล่นเลย เราชอบคำนี้มาก ๆ เราอยากชวนทุกคนมาเล่น ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก เวลาถ่ายนุ่นจะใส่แค่นี้เลย (ชี้ไปที่ชุดตัวเอง) เสื้อยืดกับกางเกง บางทีไม่ใส่รองเท้าด้วย เพราะนุ่นว่าเครื่องมือของนักแสดงก็คือตัวนักแสดง ข้างในของเราที่ถ่ายทอดออกมาทำให้คนเชื่อว่าเราเป็นตัวละครนั้น เสื้อผ้าหน้าผมเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่ง อยากพิสูจน์ด้วยว่าถ้าเราไม่มีอะไรเลย มีแค่ตัวเรา เราจะทำให้คนเชื่อได้ไหมว่าเป็นตัวละครนั้น

ฟีดแบ็กคนดูเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากฉายไปแล้ว 9 ตอน

ดีนะ มีคนเข้าใจสารที่เราอยากส่งออกไป

รู้ได้อย่างไร

เขาเข้าใจตัวละครนี้ มีคนคอมเมนต์ว่า ชีวิตเขาเหมือนตัวละครตัวนี้เลย เคยเจอปัญหาแบบนี้เหมือนกัน เลยเข้าใจวิธีแสดงออกของตัวละคร เขามองตัวละครแล้วกลับมามองตัวเอง สำหรับนุ่นนี่คือติ๊กถูก วัตถุประสงค์แรกของการทำรายการนี้ เราอยากให้คนดูเข้าใจตัวเองด้วยการสะท้อนผ่านตัวละคร

ที่ไม่ได้คาดหวัง คือมีคนบอกว่าดูรายการนี้แล้วทำให้เขาอยากเป็นนักแสดง เป็นเหมือนแรงบันดาลใจ อ่านแล้วเราเห็นภาพตัวเองตอนเด็กเลย (ยิ้ม) มีนักเรียนการแสดงติดต่อว่าอยากให้เราไปเป็นครูทำเวิร์กช็อปให้ แต่นุ่นอยากบอกว่า นุ่นยังเป็นครูให้ใครไม่ได้จริง ๆ (หัวเราะ)

ฟีดแบ็กที่เราชอบมาก ๆ อีกอย่าง คือคนชมแขกรับเชิญ เช่น ตอนน้องแขมีหลายคนบอกว่า ไม่เคยเห็นแขในมุมนี้เลย ทุกคนติดภาพจำแขเป็นคนตลกเฮฮา แต่บทบาทนักแสดงเขามีความตั้งใจมาก ๆ ทำการบ้านตัวละครที่เล่น มีการเติมรายละเอียดเพิ่มเติม

หรือของ เอ๋ (มณีรัตน์ คำอ้วน) เราสนิทกับเอ๋ตั้งแต่ตอนเล่น เพื่อนสนิท เอ๋มีความกังวลตลอดว่าคนจำเขาไม่ค่อยได้ แต่วันที่ตอนของเขาปล่อยออกไป คนมาคอมเมนต์เต็มเลยว่า ชอบเอ๋จากเรื่องนี้ ๆ เราอ่านแล้วก็บอกเอ๋ว่า โอ๊ย เอ๋ แกเห็นไหม แกเก่งนะ (หัวเราะ) นักแสดงทุกคนมีของ บางคนยังไม่ได้โอกาสโชว์ ฉะนั้น การมีคนเห็นความตั้งใจเขา มาคอมเมนต์ชม มันเป็นกำลังใจให้กับคนทำงานจริง ๆ นักแสดงได้เห็นว่ามีคนเห็นผลงานเขาในฐานะนักแสดงนะ ไม่ใช่แค่การเป็นคนดัง

คนดูบอกว่ารายการนี้เป็นแรงบันดาลใจให้อยากเป็นนักแสดง คนฟังรู้สึกอย่างไรบ้าง

ดีใจนะ เพราะเราก็อยากทำให้คนรู้สึกว่าการแสดงไม่ใช่เรื่องของนักแสดง และทุกคนเป็นนักแสดงได้ แต่ละคนอาจมีที่มาไม่เหมือนกัน บางคนไม่ได้เกิดมาเป็นนักแสดง แต่เราเชื่อว่าถ้าอยาก เราจะทำฝันให้เป็นจริงได้ ยิ่งยุคนี้ไม่ได้จำกัดแล้วว่าคุณต้องสังกัดช่องนี้นะถึงจะเป็นนักแสดงได้ โซเซียลมีเดียทำให้มีช่องทางเยอะขึ้น อย่างละครคุณธรรมใน TikTok โปรดักชันดีมากเลยนะ ดีกว่าที่นุ่นทำอีก การแสดงแต่ละคนก็ดีมาก ๆ ให้เราไปแสดงแบบเขาเราทำไม่ได้แน่ ๆ 

TikTok มีส่วนทำให้ตลาดละครเปลี่ยนไปไหม 

TikTok ทำให้การทำละครยุคนี้โหด ต้องสั้น กระชับ เมื่อก่อนคนยอมให้เวลากับการดูละคร ดื่มด่ำเนื้อเรื่อง นั่งจ้องตาพระเอก-นางเอก แต่เดี๋ยวนี้บางคนดูละครแค่ 2 นาที ตามดูคลิปที่ตัดลงใน TikTok

ซึ่งคัดแต่ฉากเด็ด ๆ ด้วย 

ถ้าให้ใช้เวลาดูอะไรนาน ๆ บางคนกดข้ามเลย ฉากนี้ไม่สำคัญเลื่อน อยากดูฉากที่ตีหัวเข้าบ้าน ด่าคือด่า ด่าเสร็จแยกย้ายเลื่อนไปคลิปใหม่ แพลตฟอร์มมีผลทำให้พฤติกรรมการดูละครของคนเปลี่ยนไป 

ในฐานะนักแสดง มันเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ถ้าให้นุ่นโกรธ นุ่นโกรธเลยทันทีไม่ได้ ต้องมีช่วงเวลาให้ไต่ระดับอารมณ์ ไม่ใช่ทุบโต๊ะแล้วโกรธได้เลย การทำงานยุคนี้เลยค่อนข้างยากสำหรับนุ่น

แต่เราเข้าใจบริบทการดูละครของคนที่เปลี่ยนไปนะ ดูละครจากคลิปสั้น ๆ คลิปละ 2 นาที ซึ่งที่จริงทั้งตอนอาจมีความยาวชั่วโมงหนึ่ง แต่คนดูรู้สึกว่าดูแค่นี้ก็พอ รู้เรื่องแล้ว สังคมเปลี่ยนไป โอกาสมาถึงทุกคน ขณะเดียวกันคนต้องปรับตัว ทั้งคนในอุตสาหกรรมและคนดู

เท่าที่คุยมาคุณค่อนข้างเป็นเนิร์ดทางการแสดงคนหนึ่ง

ใช่ เป็นเด็กเนิร์ดคนหนึ่ง

ความเนิร์ดนี้พาคุณไปถึงขั้นสุดหรือยัง

เราเคยเป็นตัวแรงมาก่อน แต่ปัจจุบันเป็นเวอร์ชันปกติแล้ว (ยิ้ม) เพื่อนสนิท เป็นผลงานแรกของนุ่น คนดูรักดากานดามาก ๆ เป็นผลงานที่ทำให้นุ่นอยากเป็นนักแสดงต่อ เป็นนักแสดงในนิยามของเราที่เล่นเป็นตัวละครใดก็ได้ ปลดปล่อยความเป็นตัวละครออกมา

หลัง เพื่อนสนิท มีบทติดต่อมาเยอะ เป็นบทคล้ายกับดากานดา เล่าเรื่องความรักวัยรุ่นใส ๆ แต่เรารู้สึกว่าถ้าดากานดาอยู่ฝั่งนี้ บทต่อไปที่เราจะเล่น เราอยากไปฝั่งตรงข้าม

สลับคนละขั้ว

ใช่ มีบทหนึ่งที่แตกต่างกับบทอื่น ๆ เป็นตัวละครในเรื่อง เปนชู้กับผี แต่เขาบอกก่อนว่าต้องแคสต์นะ ขณะที่เรื่องอื่น ๆ คือให้เล่นเลย 

ด้วยความที่บทนี้แตกต่างจากบทอื่น ทำให้เราอยากเล่นมาก ๆ ทุ่มเทสุด ๆ จำได้ว่าห้องที่ใช้แคสต์คล้ายกับโกดัง ทีมงานไม่สปอยล์เนื้อเรื่องเลย บอกแค่ว่าเป็นหนังย้อนยุค ตัวละครเราเป็นผู้หญิงท้องที่ตามหาสามี เราก็ปลดปล่อยความตามหาสามีเต็มที่ ส่งเสียงดังออกมาจากห้องเลย 

แล้วความมั่นหน้ามั่นโหนกของเรา คือบอกตอนแคสต์ว่า ถ้าผู้กำกับจะเลือกนุ่น ให้เลือกเพราะนุ่นเล่นเป็นตัวละครได้ ไม่ใช่เพราะเป็นดากานดา ตอนนี้นุ่นอายุ 42 อยากย้อนกลับไปตบปากตัวเองตอนนั้นมาก (หัวเราะ) 

แต่ความมั่นใจก็มีส่วนทำให้คุณได้บทนี้

ตอนเขาโทรมาบอกผลคือดีใจมาก ๆ เพราะเป็นบทที่เราอยากเล่น ตอนนั้นนุ่นไม่ได้เรียนการแสดงเลย มีแค่เข้าเวิร์กช็อปว่าถ้าจะเป็นตัวละครนี้ ต้องสร้างแบ็กกราวนด์ตัวละครนะ กับอ่านหนังสือของ อาจารย์สดใส พันธุมโกมล เปรียบเสมือนคัมภีร์ของนักแสดง เราทำแค่นี้เลย

ความยากของการเล่นบทนี้ คือคาแรกเตอร์ นวลจันทร์ ตรงข้ามกับนุ่นทุกอย่าง เราไม่มีประสบการณ์ที่จะเชื่อมตัวเองกับตัวละคร ด้วยความเนิร์ดของนุ่นระหว่างหาวิธีเป็นตัวละครก็เลยคิดว่า งั้นก็เป็นตัวละครไปเลยสิ นุ่นยังไม่รู้จัก Method Acting แค่คิดว่าถ้าอยากเป็นตัวละครนี้ก็เป็นเลย เริ่มเป็นตั้งแต่ไปถึงกองถ่ายที่ปากช่อง พยายามรวบรวมความเป็นตัวละครไว้ในตัวเอง เรากำลังตามหาสามี เต็มไปด้วยความเศร้า พยายามกักเก็บทุกอย่างไว้เพราะกลัวจะหายไป กลัวว่าเข้าฉากแล้วเราจะไม่เป็นตัวละคร

ตี 3 – 4 เราต้องตื่นมาแต่งตัวเตรียมเข้าฉาก เริ่มจากทาผิวให้เข้มขึ้น เมื่อไหร่ที่นุ่นทาผิวจะไม่พูดกับใครเลย แต่งตัวเสร็จเราเป็นตัวละครทันที อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะต้องเหลือพื้นที่ไว้คุยกับผู้กำกับ คุยกับทีมงาน แต่เราพยายามเก็บก้อนความเป็นตัวละครไว้ เป็นอย่างนี้อยู่ 3 เดือน ถ่ายเสร็จกลับมาถึงห้องร้องไห้ นอนไม่หลับ เพราะรู้สึกว่าชีวิตมันเหนื่อยมาก แต่เราก็ยินดีนะ เพราะกลัวจะหลุดจากการเป็นตัวละคร

ชีวิตหลังจากเรื่อง เปนชู้กับผี เป็นอย่างไร

ผมร่วง นอนไม่หลับ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างพัง โชคดีที่หลังจากถ่ายหนังเรื่องนี้เสร็จเรามีเวลาพัก มีเวลาอยู่กับตัวเองจนคิดว่าที่เป็นอยู่ไม่ใช่แล้ว บวกกับช่วงที่หนังฉายมีคนบอกว่า งานมันเกือบจะดีนะ แต่ที่ไม่ดีเพราะนุ่นตั้งใจไป เราเลย อ๋อ นักแสดงตั้งใจมากไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่ตอนได้ยินครั้งแรกจิตตกเลย เกือบเลิกเป็นนักแสดง เราพยายามขนาดนี้ยังว่าไม่ดีอีก

เราอยู่กับตัวเอง พยายามทำความเข้าใจ หาวิธีแก้ปัญหา โดยไปลงเรียนการแสดงอย่างจริงจัง ไปเรียนทุกอย่างจนหาเส้นสมดุลเจอ การเป็นนักแสดงเลยสนุกขึ้น อันนี้คือความเนิร์ดที่สุดของเราแล้ว 

ตัวละครล่าสุดที่คุณรับเล่นคือบทแม่ใน เรือนทาส เป็นอย่างไรบ้าง

สนุกนะ ตอนแรกเราชั่งใจว่าจะเล่นแบบ Realistic เป็นมนุษย์ปุถุชนทั่วไปหรือเล่นแรง ๆ เลย เรือนทาสเป็นละครย้อนยุคแนวผัวมีเมียหลายคน แม่ผัว-ลูกสะใภ้ไม่ถูกกัน นุ่นมีวิธีคิดของตัวเอง คือดูว่ากลุ่มคนดูละครเรื่องนี้เป็นใคร วิธีคล้ายกับที่ทำการตลาดให้ธุรกิจตัวเอง ต้องหากลุ่มเป้าหมายให้เจอ คนที่ดูละครตบตีด่ากันแซ่บ ๆ คงไม่ใช่คนชอบดูอะไรมินิมอล ต้องเป็นคนชอบรสจัด นุ่นเลยเล่นบทคุณสร้อยออกมาให้เผ็ด

เราทำใจไว้แล้วว่าต้องมีคนดูที่ชอบและไม่ชอบ อาหารที่เราทำถูกปากทุกคนไม่ได้หรอก ฉะนั้น ขึ้นอยู่ที่ตัวเราว่าจิตใจเราเข้มแข็งพอที่จะรับฟีดแบ็กไหม ย้อนกลับไปที่บอกว่า ความสนุกของนักแสดงคือการตีความตัวละคร นุ่นก็สนุกกับการตีความเป็นคุณสร้อย สนุกทุกวินาทีที่เข้าฉาก ได้ปลดปล่อยความแซ่บสุด ๆ 

นอกจากการแสดงและสิ่งแวดล้อม มีเรื่องไหนที่คนยังไม่รู้เกี่ยวกับตัวคุณ

กินเก่ง (ยิ้ม) นุ่นรักการกินมาก ๆ จนพ่อเคยจ้างลดน้ำหนักตอนเรียนปี 3 คิดว่าถ้าไม่ได้เป็นนักแสดงคงตัวแตกไปแล้ว (หัวเราะ) แต่ไม่ได้กินได้ทุกอย่างนะ มีของที่ชอบกิน เป็นคนชอบสรรหาของกิน จดจำรสชาติได้ดี เช่น เคยกินต้มยำที่ร้านนี้ จะจำว่ารสชาติเป็นแบบนี้นะ ถ้ามากินคราวหน้ารสชาติไม่เหมือนเดิมจะรู้ทันที หรือไปกินร้านอื่นจะเทียบได้ว่ารสชาติต่างกันอย่างไร ร้านนี้เค็มกว่า ร้านนี้เปรี้ยวกว่า

ตอนแรกน้อง ๆ ในทีมชวนทำคอนเทนต์นุ่นพากิน ใช่ เรารักการกินนะ แต่เราไม่เห็นภาพตัวเองพูดเรื่องนี้ นุ่นรู้สึกว่าการอยู่ในโซเชียลมีเดีย เราต้องซื่อสัตย์ที่จะเป็นตัวเอง นุ่นไม่ได้อยากเล่าทุกเรื่องของตัวเอง มีบางเรื่องที่เรารู้สึกปลอดภัยพอที่จะบอก

ในวัย 42 ปีมีเรื่องอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกว่า ทำไมเพิ่งมารู้เอาตอนนี้

จริง ๆ ชีวิตมันไม่ยาก เดี๋ยวก็ตายแล้ว ที่พูดประโยคนี้ได้เพราะที่ผ่านมา เราพยายามพิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก อยากเป็นนักแสดงที่เก่ง มีคนยอมรับ ได้รางวัล มาทำธุรกิจก็อยากประสบความสำเร็จ ได้โล่ ได้เงิน เราทำทุกอย่างให้ดูเป็นเรื่องยาก กลายเป็นเป้าหมายใหญ่ในวัยเท่านั้น

มาวันนี้เรารู้แล้วว่าความสุขหาง่าย เป็นสิ่งที่เติมเต็มเราโดยไม่ได้บีบคั้นเรื่องเวลา หรือการเงินที่เรามีให้ตัวเองและครอบครัว พอคิดได้แบบนี้ก็ไม่ต้องไปตั้งเป้าหมายที่เกินตัว และค้นพบว่าเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ว่า ฉันต้องเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องที่เราคิดเองเออเอง ต้องกระเสือกกระสนไปทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ตัวเองไม่ชอบเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ทุกวันนี้แค่ได้กินของที่ชอบเราก็แฮปปี้แล้ว การทำ นุ่นศิ การละคร เราก็ทําเพื่อเติมเต็มตัวเอง ฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องไปคิดว่าต้องมีคนเชิญออกสื่อ มีโฆษณาเข้า ทุกอย่างคือมโนเพื่อสร้างเป้าหมายในชีวิต 

ชีวิตไม่ยาก ขึ้นอยู่ว่าเราเลือกอะไร ตอนนี้นุ่นได้อยู่กับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข ไม่ได้อยากกระเสือกกระสนไปกับทุกเรื่อง ชีวิตตอนนี้เลยแฮปปี้ดีค่ะ (ยิ้ม)

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล