ความรู้สึกแรก เมื่อเจอ โมสต์-วิศรุต หิมรัตน์ ตัวจริง
คือเขาเป็นคนหล่อที่ตาดุมาก
เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นคนใจร้อนพอควร แต่อีกด้าน เขาก็เป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองอย่างแรง ยิงคำถามไป คิดนานทุกคำตอบ การสัมภาษณ์สื่อเป็นสิ่งที่โมสต์ไม่ถนัดนัก โมสต์พยายามตอบทุกคำถามให้ดี ไม่ใช่เพราะฝืน เขาแค่อยากทำให้ดีที่สุดในฐานะนักแสดง
สิ่งที่โมสต์ถนัดจริง ๆ คือการอ่านบท เขาเป็นเด็กหนองคายที่เริ่มอาชีพในวงการจากการประกวด Dutchie Boy & Girl ปี 2009 เป็นศิลปินฝึกหัดแกรมมี่ เล่นละคร น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ แต่บทแจ้งเกิดคือ ‘จ้อย’ ในละครโด่งดังระดับชาติ บุพเพสันนิวาส และ พรหมลิขิต
รากของโมสต์คือการเป็นนักแสดงละครเวที นั่นทำให้เขาชอบอ่านบทละคร ใส่ใจทุกคำ ชอบตีความบท คุณสมบัตินี้มีส่วนให้เขาได้บท ‘มาร์ช’ ใน ผีใช้ได้ค่ะ ชายหนุ่มที่สูญเสียคนรักและตกในวังวนความคิดปรัชญาการเมือง ล่าสุดเขาได้รับบท ‘ฤกษ์’ ใน ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร หนึ่งในทีมกลุ่มโจรที่ดังระดับประเทศ ฉายทาง Netflix ในไม่ช้า
เอาจริง ๆ เราเขียนแนะนำโมสต์ในบทสัมภาษณ์นี้ยากเหมือนกัน
ถ้าโลกคือละคร โมสต์คือตัวละครที่ซับซ้อน เขาเป็นนักแสดงอยู่มานาน แต่คนเพิ่งเห็น และน่าจับตามากขึ้นเรื่อย ๆ เราเลยพยายามตีความโมสต์ผ่านการอ่านถอดเทปบทสัมภาษณ์ที่เพิ่งคุยเมื่ออาทิตย์ที่แล้วอีกครั้ง
เพื่อให้เข้าใจว่า ภายหลังดวงตาดุดันคู่นั้น เขาคิดอะไรอยู่

ได้ข่าวว่า โมสต์ดู ผีใช้ได้ค่ะ ไป 5 รอบ
ปกติผมไม่ดูตัวเองในหนังเลยครับ ตั้งแต่ทำงานมา แต่เรื่องนี้ผมต้องพาญาติกับเพื่อนไปดู มันพิเศษหน่อย คนก็มายินดีเยอะ
ถ้าไม่นับรางวัล หนังเรื่องนี้พิเศษกับคุณยังไง
เป็นหนังเรื่องแรกที่ได้เล่นบทนำ เป็นหนังที่รู้สึกเข้ากับตัวเองดี ถ้าไปเล่นหนังที่บล็อกบัสเตอร์กว่านี้ อาจจะไม่รู้สึกเท่านี้ มันเป็นหนังที่ อธิบายยังไงดี โชคดีที่ผมได้ร่วมงานกับคนกลุ่มนี้ แล้วมันดูน่ายอมรับมากขึ้น (หัวเราะ) เหมือนเราได้อยู่ในกลุ่มที่มีแต่คนเก่ง ก็จะดูมีมาตรฐานไปด้วย
พวกเขาสอนอะไรคุณบ้าง
สอนว่าไม่ต้องไปพยายามไปให้ใครยอมรับมาก ทำงานไป เดี๋ยวเก่งเอง
ฟังดูเรื่องการถูกยอมรับเป็นเรื่องใหญ่ของโมสต์
มันจำเป็นนี่ครับ สำหรับการทำอาชีพนี้ หลายคนรอวันที่จะได้ Establish ตัวเอง มีคลื่นของตัวเองที่ตรงกับคนส่วนใหญ่ในประเทศ ถ้าทำได้ การเดินทางในวงการจะราบรื่นขึ้นในหลายด้าน เราไม่อยากเป็นคนที่พูดว่า ‘อยากได้รับการยอมรับจังเลย’ มันดูกลวงไปนิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ มันเป็นอาชีพเรา

การที่มีคนรู้จักจากบทสมทบกับการรู้จักในบทที่เป็นตัวนำ ความรู้สึกต่างกันมั้ย
ต่างมาก ก่อนมีงานนี้ (ผีใช้ได้ค่ะ) เราตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ตอนจ้อยดังเกิดจากอะไร คนเขาซื้อเราเพราะอะไร ตอนนั้นเราป๊อปมาก แต่ด้านอื่น ๆ เช่น การยอมรับในแง่ของการทำงาน ทำไมมันขาดไป ผมตั้งคำถามมาก แต่งานนี้ผมรู้สึกว่ามัน Solid กว่า แม้จะไม่ได้แมสแบบจ้อย แต่เหมือนมาเติมเต็มช่องว่าง ก็เลยสร้างความรู้สึกที่แตกต่าง
โมสต์ตั้งใจอยากเป็นนักแสดงมั้ย
ไม่ครับ มันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ
ผมโตมาในครอบครัวที่แม่มาจากครอบครัวคนจีน พ่อเป็นคนไทย เป็นคนหนองคายทั้งคู่ พออายุ 16 ผมก็ได้ลองไปประกวด Dutchie Boy & Girl บ้านผมขายอุปกรณ์เสริมสวย แล้วลูกค้าแม่ผมช่วยส่งผมไปประกวด พอประกวดเสร็จก็ย้ายมากรุงเทพฯ มาเป็นศิลปินฝึกหัดที่แกรมมี่ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มีเพื่อนที่รู้จักกันไปเรียนเอกการแสดง ผมรู้สึกว่าสิ่งนี้จะทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นในการเป็นนักร้อง
จริง ๆ แล้วคุณอยากเป็นนักร้องเหรอ
ผมมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาเป็นนักร้อง ไม่มีการแสดง แล้วเข้าสู่ช่วงต้องหาที่เรียนด้วย ผมก็เลยเข้าไปสอบตรงที่เอกการแสดงและกำกับการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แล้วก็เริ่มชอบมันจากการได้เริ่มเรียนละครเวที
เป็นวิชาที่ชอบเฉยเลย มันดีมาก ทำให้เราที่เคยลอย ๆ มีสิ่งที่ชอบ มีความฝัน มีเป้าหมาย
ทำไมเราถึงชอบงานแสดง
อาจจะฟังดูเบียว ๆ หน่อย แต่ผมรู้สึกว่ามันน่าจะสอดคล้องกับนิสัยของผมที่เป็นคนชอบตั้งคำถาม คิดวกไปวนมา เหมือนอ่านบทละครแล้วก็คิดวนไปวนมากับบทนี้ เรื่องนี้
สอง ผมเป็นคนควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เช่น ความใจร้อนของผม จริง ๆ คุณไม่เห็นหรอก แต่ว่าคนในครอบครัวจะเห็น แต่พอมันมาอยู่ในงานนี้กลับส่งผลดีเฉยเลย ถ้าทำสิ่งนี้ในชีวิตจริง คนคงมองว่าเราไม่มีวุฒิภาวะ แต่พอมาอยู่ในงานนี้ มันกลับส่งผลดีกับเรา เหมือนได้ปลดปล่อยออกมา
การแสดงมีหลายแบบ คุณชอบแบบไหน
ก็คงเป็นละครเวที เรารู้จักเป็นสิ่งแรกด้วย รู้สึกว่าเป็นตัวเองได้ที่สุด พัฒนาทักษะด้านการแสดงได้ดีที่สุด


บทละครเวทีที่เคยเล่นและชอบที่สุดสมัยเรียนคือบทอะไร
ธีสิสตัวเองแล้วกัน ชอบเรื่อง The Seagull เป็นบทของ Anton Chekhov คอนเซปต์พูดถึงนกนางนวลว่าเป็นสัตว์ที่ออกเดินทางแล้วก็กลับมาตายที่เดิม ตัวละครหลักของเรื่องชื่อ Nina ซึ่งมีคนรักชื่อ Constantine ซึ่งเป็นบทที่ผมเล่น เขาทิ้งเราไปกับนักเขียนชื่อดัง สุดท้ายเขากลับมา แต่หลุดไปแล้วเพราะโลกของเงินทำให้เขาพังทลาย
ผมส่งธีสิสแอคติ้ง ส่ง 3 รอบ เล่นแย่อยู่ 2 รอบ แต่มันก็ได้เรียนรู้ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมโอเคกับละครเวที ช่วงแรกบางทีไม่เข้าใจบทที่เล่นเลย แต่ขอแค่มีสักรอบที่เข้าใจทั้งหมด มันจะพาเราเดินทางไป
อีกข้อ คือผมชอบละครเวทีเพราะทำให้เห็นงานเขียนดี ๆ เต็มไปหมดเลย
โมสต์ชอบบทละครเรื่องอะไรบ้าง
ชอบบทที่ใช้สมัยเรียนทั้งหมดเลย ล่าสุดไปเล่นเรื่อง BLACKBIRD (โดย David Harrower) อันนี้ก็ดี Closer ผมก็ชอบ (โดย Patrick Marber เคยทำเป็นหนังในปี 2004) อีกเรื่องขอเลือก The Seagull แล้วกัน
บทละครเวทีมีเสน่ห์ยังไง
ทุกคำพูดมีความหมาย การที่บทละครพูดเยอะช่วยให้ผมเล่นได้ ไม่เหมือนหนัง บางทีบทพูดสั้นเหลือเกิน อีกเหตุผลคือเพราะมันได้ศึกษาด้วยล่ะครับ ผมรู้สึกว่าบทที่เขาเขียนมา คนเขียนคงไปเจออะไรมาเยอะก่อนจะเขียนบทนั้น
ตอนเรียนจบ เคยคิดว่าจะเล่นละครไปตลอดชีวิตมั้ย
เคยสิครับ แต่ทำไม่ได้หรอก พอเรียนจบผมก็เล่นละครเวทีต่อเลย หางานคอมเมอร์เชียลด้วย อายุ 24 เริ่มได้เล่น บุพเพสันนิวาส ถ่ายอยู่ปีกว่า เล่นละครเวทีไปด้วย แล้วก็รับสายแม่เรื่อย ๆ ด้วย เขาโทรมาถามว่าเมื่อไหร่จะหางานทำ เพราะตอนถ่าย บุพเพสันนิวาส ไม่มีใครรู้ว่าละครฉายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

ได้เอาทักษะตอนเล่นละครเวทีมาใช้กับงานของตัวเองบ้างมั้ย
ใช้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัวครับ แต่ใน บุพเพสันนิวาส ผมไม่ได้เล่นดีอะไร แต่ก็ได้เอามาใช้เรื่อย ๆ เอาตัวรอด
สำหรับผม เราได้เอามาใช้ในเรื่องการอ่านและตีความบท ผมไม่ใช่นักร้องไห้ ไม่ใช่นักดราม่า แต่ผมใช้เครื่องมือของการตีความมาช่วยในการทำงาน
จ้อย มาร์ช และ ฤกษ์ ในเรื่อง ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร โมสต์ตีความ 3 บทนี้อย่างไร
จริง ๆ ไม่เหมือนกันเลย จ้อยทำการบ้านน้อยสุด อาจเพราะตอนนั้นยังเป็นเด็กน้อยอยู่ มีความเป็นมืออาชีพน้อย แต่ก็ทำให้เต็มที่ในซีน
อย่างมาร์ช ผมตีความในระดับหนึ่ง แต่ไปโฟกัสประเด็นทางการเมืองที่หนังอยากเล่ามากกว่า แล้วก็หาอะไรที่ทำให้อยากเล่นงานนี้ มีหน้าที่อะไรในหนังก็เล่นจากตรงนั้น ซึ่งมีหลายองค์ประกอบที่ทำให้ผมสนุกและเล่นได้
เราตีความตัวละคร ฤกษ์ ใน ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร พอสมควรเหมือนกัน ทำการบ้าน ตั้งคำถาม รวมถึงหาเพลงที่น่าจะเป็นธีมของตัวละครตัวนี้ที่จะมาช่วยให้เห็นแรงขับของเขา เวลาไปเล่นจะได้รู้
เลือกเพลงอะไร
ผมเลือกเพลง If I Can Dream ของ Elvis Presley…
…
ผมหยุดอ่านถอดเทปสักครู่ ไปหาเพลงนี้มาฟัง เป็นครั้งแรกที่ผมได้อ่านเนื้อเพลงนี้จริงจัง
There must be lights burning brighter somewhere
Got to be birds flying higher in a sky more blue
If I can dream of a better land
Where all my brothers walk hand in hand
Tell me why, oh why, oh why can’t my dream come true
Oh why
There must be peace and understanding sometime
Strong winds of promise that will blow away the doubt and fear
If I can dream of a warmer sun
Where hope keeps shining on everyone
Tell me why, oh why, oh why won’t that sun appear
We’re lost in a cloud
With too much rain
We’re trapped in a world
That’s troubled with pain
But as long as a man
Has the strength to dream
He can redeem his soul and fly
Deep in my heart there’s a trembling question
Still I am sure that the answer, answer’s gonna come somehow
Out there in the dark, there’s a beckoning candle, yeah
And while I can think, while I can talk
While I can stand, while I can walk
While I can dream
Oh, please let my dream
Come true
Right now
Let it come true right now
Oh yeah
ในเรื่องนี้ผมเล่นเป็นเพื่อนของตี๋ใหญ่ If I Can Dream ตรงกับบท ฤกษ์ ผมว่ามันเป็นตัวละครที่อยากเลิกเป็นโจร แต่เลิกไม่ได้ แต่ผมเชื่อทฤษฎีว่า เราเกิดมาเป็นอะไร เราพยายามจะเอาตัวเองย้ายไปอยู่ในวรรณะหรือสถานะที่สูงกว่าเดิม แต่สุดท้ายเราเกิดมาเป็นยังไง เราก็จะจบลงที่ตรงนั้น
ทำไมเป็นเพลงนี้
เรื่องมันเป็นโจรใช่มั้ยครับ ก็เหมือนว่าทำไมเราเป็นคนปกติไม่ได้ อยากจะมีชีวิตปกติได้มั้ย ต้องมีสักทางให้เราหลุดพ้นไปจากตรงนี้ เหมือนคำว่า There must be light ในเพลง
โมสต์เป็นคนตีความบท มีในใจว่าจะเล่นยังไง แต่พอไปเจอโลกที่ผู้กำกับสร้างไว้ จูนยังไงให้ตรงกัน
เราพยายามตีความเองจากบ้านให้รอบด้านที่สุด เวลาผู้กำกับขออะไร เราจะได้ส่งไปได้
โมสต์อยากเป็นนักแสดงแบบไหน
อยากเป็นนักแสดงที่เล่นได้ทุกอย่าง เล่นแล้วตัวเองก็สนุก คนที่ร่วมงานด้วยแฮปปี้ ขอให้ผมได้เล่นก็พอ
ผมไม่ได้อยากเป็นเกจิทางด้านหนัง หรือเป็นนักแสดงที่ถูกแปะป้ายละครเวที ผมอยากฝึกฝน เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ มันใช้ทักษะเดียวกัน อยากเป็นนักแสดงที่คนเชื่อว่าคนนี้คือนักแสดงนะ ไว้ใจได้

มีบทแบบไหนที่อยากเล่นแต่ยังไม่มีใครส่งมามั้ย
ไม่มีนะ จริง ๆ ตั้งแต่ ผีใช้ได้ค่ะ ก็มีบทหลากหลายเข้ามาและท้าทายทุกบท เวลาไปทำงานเหมือนจะไปรบเลยนะครับ กลัวทำไม่ได้
เรารับมือกับมันยังไง ความรู้สึกนี้
ก็ต้อง Let go หมายถึง ผ่อนคลาย ลืมทุกอย่าง มันคือตัววัดว่าเราเป็นนักแสดงที่ดีหรือไม่เลยนะ เราต้องปล่อย เราพูดบทให้จบทั้งเล่มได้ จำบล็อกกิ้งได้ แต่เรา Let go ทุกรอบไม่ได้ ผมว่านี่คือสิ่งที่ต้องทำให้ได้
คุณมีนักแสดงในดวงใจมั้ย คนที่ยกเป็นต้นแบบ
(คิดนาน) ไม่เคยนึกจริงจังเลย เคยนึกเอาไว้ตอบคำถาม (หัวเราะ) ผมชอบ Matthew McConaughey เขาไหลดี ติดดิน มันน่าดู เวลาเราแสดงก็อยากจูนให้มีสภาวะเหมือนเขาได้ ใน The Wolf of Wall Street เขามาน้อย ๆ แต่เอาไปกินเรียบ
อาจจะเหมือนชีวิตผมก็ได้นะ มาน้อย ๆ แต่ต้องเอาไปกินให้ได้
นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจนักแสดงสมทบทั่วประเทศมั้ย
เป็นไปได้ ถ้าเขาอยากจะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เขาต้องมีไอเดียนี้
หน้าที่ของนักแสดงสมทบที่ดีคืออะอะไร
รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรในนั้น มีหน้าที่อะไรในการเล่าเรื่องนี้ ถ้าเรารู้ว่าตัวเองเป็นกลไกส่วนไหนของเรื่องนี้อย่างชัดเจน ผมรู้สึกว่าเราจะทำอะไรก็ได้

ทุกวันนี้คนเลิกเรียกคุณว่าจ้อยหรือยัง
ยังเรียกอยู่ ผมชอบพูดเล่น ๆ ว่า ภารกิจของผมคือทำให้คนลืมชื่อจ้อยไป (หัวเราะ) แต่คิดว่ายาก
ไม่ดีเหรอ เล่นดีจนคนยังไม่ลืม
2 – 3 ปีแรก ๆ มันก็ดี ไม่รู้สิ แล้วผมไม่เชื่อว่าเป็นความคิดเยอะของผมเองด้วย ในปีที่ 4 เราเริ่มตั้งคำถามในใจนิดหน่อย ทำไมเขาไม่จดจำเราในนามของโมสต์ ทำไมต้องยกตัวอย่างเรื่อง บุพเพสันนิวาส ตลอดเวลา ทำยังไงให้คนรู้จักตัวตนของเราดีขึ้น ผมคงต้องพัฒนาตัวเอง
จริง ๆ คุณมีแฟนคลับที่จดจำเราในฐานะโมสต์เยอะนะ
มีคนกลุ่มหนึ่งที่เขาติดตามและสนับสนุนเรา ผมพยายามคุยกับเขาเท่าที่จะทำได้ ทำตัวดีไว้ ผมอาจจะไม่เก่งมากเรื่องเอนเตอร์เทน ทักทายพวกเขารายวัน แต่ก็พยายามขอบคุณเขาบ่อย ๆ
ตกลงว่าได้กลับไปเป็นนักร้องยัง
ได้กลับไปแป๊บหนึ่งครับ เอิร์ธ (ผู้จัดการของโมสต์) สานฝันให้ ผมมีเพลงที่เขียนสมัยเรียนเยอะ ก็เริ่มลองทำเพลงดู ปล่อยใน Spotify
ใช้ชื่อว่าอะไร
Most ครับ

Instagram : witsamost
