5 มีนาคม 2025
2 K

มันไม่มีหรอกเหตุผลที่ดี ๆ มันไม่มีอะไรสวยงามอย่างนั้น คือท่อนหนึ่งในเพลงดังของ มารีน่า-ศดานันท์ บาเล็นซิเอก้า ที่หลายคนคุ้นหู 

เธอเริ่มต้นจากการเป็นนักแสดง ตามรอย มาร์กี้-ราศรี บาเล็นซิเอก้า จิราธิวัฒน์ ผู้เป็นพี่สาว ก้าวขาเข้าสู่วงการนางแบบตอนอายุ 14 แต่กว่าจะกล้าออกเพลงแรกในชีวิตทั้งที่ชอบร้องเพลงที่สุดก็ตอนอายุ 22 ปี เพราะอยากพิสูจน์ตัวเองในฐานะศิลปินมากกว่าดาราที่ร้องเพลงได้

จากสาวมาดเท่ แต่งหน้าโฉบเฉี่ยว ร้องเพลงเศร้าเพื่อซ่อมแซมหัวใจที่แตกสลาย มารีน่าหายจากวงการเพลงไป 3 ปี ก่อนกลับมาพร้อมเพลงใหม่อย่าง This must be the place ที่เล่าเรื่องการพบเจอสถานที่ที่ทำให้อบอุ่นหัวใจ นับเป็นเพลงสากลแรกจากโปรเจกต์ CASA MARI ของเธอเอง

CASA เป็นภาษาสเปน แปลว่า บ้าน 

เธอเรียบเรียงผลงานการแต่งเพลงตลอดหลายปีใหม่ เพื่อเปิดบ้านให้คนอื่นรู้จัก มารีน่า เหมือนที่เธอในวัย 28 ปีรู้จักตัวเอง 

ทั้งจากการละทิ้งความคาดหวังของคนอื่นและการวิเคราะห์ตัวตนด้วย SWOT Analysis ตามประสานักเรียนคณะบริหารธุรกิจ (BBA) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่มองตัวเองเป็นสินค้า

สาวลูกครึ่งสเปนปรากฏตัวในลุคสบาย ๆ ร่าเริง สดใส ทั้งแปลกหู แปลกตา แต่เราไม่แปลกใจว่าทำไม

เชื่อว่าคุณคงโดนถามเรื่องการเป็นน้องสาวมาร์กี้มาตลอดชีวิต

คนทั่วไปไม่ได้ถามค่ะ คนในวงการเนี่ยแหละถาม (หัวเราะ) หลายครั้งที่เราร่วมงานกันมาครึ่งเรื่องแล้วค่อยถามว่า อ้าว เป็นน้องสาวมาร์กี้เหรอ

น่าไม่เคยพรีเซนต์ตัวเองว่าเป็นน้องสาวมาร์กี้ แต่ก็ไม่ได้ต่อต้านการเป็นน้องสาวมาร์กี้ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แค่อยากให้คนโฟกัสผลงานของเรามากกว่า น่าโชคดีมากที่แม่ไม่เคยเลี้ยงให้โดนเปรียบเทียบเลย แม่เป็นคนมองโลกในแง่ดีมาก เชื่อว่า ‘Everything is Possible มารีน่า’

ด้วยความที่แม่เป็นคนนครปฐม ชอบเล่าให้ฟังเสมอว่าตอนเด็ก ๆ เขาซนเหมือนผู้ชาย แต่มีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็นนางแบบ แล้วก็ส่งรูปถ่ายบัตรนักเรียนของตัวเองไปเอเจนซี่ จนวันหนึ่งเข้ามาเป็นนางแบบที่กรุงเทพฯ ได้ เขาเลยเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่เราทําไม่ได้ เพราะฉะนั้น เวลาน่าทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ชมว่าเก่งมาก สุดยอดมากเสมอ

แต่พอเริ่มเข้าวงการก็รู้สึกเองว่าต้องทําหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นการเปรียบเทียบกันด้วยเนื้องาน แล้วก็จะมีความเกรงใจว่าอย่าทำอะไรเสียหาย เพราะจะเสียไปถึงพี่กี้ด้วย

เด็กหญิงมารีน่าที่เติบโตในร้านอาหารอิตาเลียนของครอบครัวเป็นยังไง

น่าโตมากับพี่พนักงานในร้านเลยค่ะ เขากระเตงเราไปทุกที่ นอนบนเก้าอี้ตัวไหนก็ได้ แล้วก็ทำให้เราชอบดูรายการทําอาหาร อยากเป็นเชฟ โตมาก็มีแพสชันเรื่องอาหาร เมื่อก่อนทั้งบ้านไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ว่าทําไมเราต้องจองร้านอาหารล่วงหน้าเป็นเดือน ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อจะไปกินที่นี่ แต่เรามองอาหารเป็นความสุขของชีวิต 

แต่ที่ตัดสินใจเรียนการตลาดด้าน Tourism and Hospitality Management เพราะเราชอบเที่ยว มีโอกาสให้เราได้ไปเมืองนอก คุณลุงก็ทำทัวร์เที่ยวเมืองไทยมา 30 ปี เป็นธุรกิจที่เรากลับมาต่อยอดได้

คุณเผชิญกับการสูญเสียพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย อะไรทำให้ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้

มันต้องผ่านไปให้ได้ ต้องยอมรับความจริงว่าเขาไม่ได้อยู่กับเราแล้ว 

พ่อจากไปตอนอายุ 14 เหมือนเรารู้จักเขาแค่ในฐานะพ่อ เราอยากย้อนเวลากลับไปรู้จักเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แล้วก็ได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วเราคล้ายพ่อเยอะเหมือนกันนะ 

เพิ่งไปเจอญาติที่ไม่ได้เจอกันนานมาก เขาบอกเราว่า You remind me of your dad. ถึงพ่อจะไม่อยู่แล้ว แต่เรายังอยู่ ไม่รู้เหมือนที่ตรงไหน เขาแค่อธิบายว่า Just the way you carry yourself. 

พ่อเป็นคนที่อาร์ตมาก มีหนังสือ มีซีดีเยอะมาก สมัยหนุ่ม ๆ พ่อเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ แล้วก็เป็นดีเจ แค่ไปดูหนังสือทั้งหมดที่เขามีก็ให้แรงบันดาลใจเราเยอะมาก ความชอบเรื่องอาหารก็มาจากคุณพ่อ ขนมปังก็ต้องเป็นบาแก็ต ชอบกินพาร์มาแฮมก็เพราะว่าพ่อชอบกิน ตอนนี้ก็ยังคิดถึงเขาเสมอ

ข้อดีของการมีพี่น้องคือการที่เราจําเรื่องวัยเด็กตัวเองได้ บางอย่างเราลืมไปแล้ว ต้องให้มีคนเตือนความจำใหม่หรือมีคนมายืนยันว่ามันเกิดขึ้นจริง 

คุณอยากเป็นเชฟเพราะชอบอาหาร เรียนการตลาดด้านการท่องเที่ยวเพราะชอบเที่ยว ยังไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการร้องเพลงเลยนะ

เพราะเป็นคนกลัวเวทีมาตั้งแต่เด็กค่ะ แล้วก็ไม่ชอบเป็นจุดสนใจ ถ้าอยู่ในห้องเรียนแล้วมีคําถามไหนที่เรารู้คําตอบ เราจะไม่มีวันยกมือตอบเลย (หัวเราะ)

การขึ้นเวทีแล้วทุกคนต้องจ้องมาที่เราทำให้อึดอัดมาก แล้วยุคนั้นเป็นยุคของนักร้องดีว่า น่าเคยไปเทสต์เสียงก่อนเป็นศิลปินจริงจัง แล้วได้ฟีดแบ็กว่าเสียงไม่มีพลังมากพอ เลยคิดว่าคงเป็นนักร้องไม่รอด แต่ชอบเล่นกีตาร์และร้องเพลงมาตลอด 

แต่หลังจากวันนั้น มารีน่า บาเล็นซิเอก้า ก็เป็นนางแบบบนเวทีมาจนถึงวันนี้ไม่ใช่เหรอ

เราชอบเป็นนางแบบมากค่ะ (ตอบทันที) การถ่ายแฟชั่นสนุก ไม่มีขีดจํากัด ทําท่าอะไรก็ได้ เรามองเป็นงานศิลปะที่ได้ใช้ร่างกายอย่างสนุกสนาน เหมือนเราเป็นเพียงวัตถุหนึ่ง ท้าทายดีว่าจะเอาชุดนี้ยังไงให้อยู่

เราชอบอ่านนิตยสาร เวลาไปเมืองนอกจะชอบซื้อนิตยสารปกที่ชอบเก็บไว้ แล้วก็ถ่ายรูปท่าโพส มองกระจก และลองโพส ดูออกเลยว่าคนที่ทํางานกับเราคงสนุกมาก เพราะชอบให้เราโพสท่าแปลก ๆ นี่แหละคือความรับผิดชอบ เราทําการบ้านมาก่อน

อะไรทำให้ตัดสินใจเบนเข็มจากนางแบบมาเป็นศิลปิน

เริ่มจากช่วงที่ยูทูบดัง ๆ แล้วเราทํา SWOT Analysis ของตัวเองว่าข้อดี-ข้อเสียมีอะไรบ้าง 

ตอนนั้น Strengths ของเราคือการแสดง การเป็นนางแบบ การร้องเพลง 

Weaknesses ของเราคือไม่กล้าขึ้นเวที ไม่กล้าร้องขออะไร 

Opportunities คือการร้องเพลงที่เราเชื่อมั่นในตัวเองที่สุด

Threats ของเราคือการอยู่ในอุตสาหกรรมบันเทิงที่มีสื่อหลากหลายมาก

ถ้าอย่างงั้นก็ลองร้องเพลงลงยูทูบแล้วกัน อย่าคิดเยอะ ซึ่งสเตปการเป็นศิลปินเกิดขึ้นเร็วมาก 

คนอื่นเรียน BBA เพื่อประกอบธุรกิจ แต่ มารีน่า บาเล็นซิเอก้า เรียน BBA เพื่อมาวิเคราะห์ตัวเองเหรอ

ใช่ น่ามองตัวเองเป็นสินค้า ขอบคุณตัวเองมากที่เลือกเรียน BBA การรู้เรื่องการตลาดทำให้เราได้รีเฟรชตัวเองในฐานะนักแสดงคนหนึ่งว่า ห้ามเอาตัวเองไปผูกกับอะไรเด็ดขาด เพราะการเป็นนักแสดงจะขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นเรื่องปกติของสินค้าประเภทนี้

การเป็นศิลปินให้อะไรที่นักแสดงกับนางแบบให้ไม่ได้

ศิลปินต้องไม่เสแสร้ง ต้องขุดความเป็นตัวเองออกมา ต้องรู้จักตัวเองมาก ๆ 

การเป็นนักแสดงก็ต้องรู้จักกล้ามเนื้อร่างกายตัวเอง แต่สุดท้ายก็มีบท มีคาแรกเตอร์ มีเสื้อผ้าหน้าผม ทุกอย่างถูกวางไว้หมด เราแค่ต้องสวมมัน แต่ศิลปินต้องสร้างโลกขึ้นมาใหม่ ความยากคือเราต้องเชื่อในสัญชาตญาณตัวเองว่ามันโอเค มันไปต่อได้ อย่าเพิ่งด่าทอตัวเอง

ตอนเริ่มเป็นศิลปิน ค่ายให้เราทําการบ้านว่าอยากให้คนมองเราแบบไหน เราบอกเขาว่าอยากให้คนมองว่าเป็นนักร้องจริง ๆ ไม่ใช่ดาราที่ร้องเพลงได้ เป็นเป้าหมายหลักในการทํางานเลยว่าทำยังไงก็ได้ให้คนฟังเชื่อ เราอยากทำเพลงให้ออกมาจากหัวใจ 

ชีวิตของมารีน่าเปลี่ยนไปยังไงหลังเพลง ไม่มีเหตุผล ประสบความสําเร็จมาก

งงค่ะ (หัวเราะ) ทำไปแบบไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพลงประสบความสำเร็จแค่ไหน กว่าเพลงจะดังได้ก็ปล่อยไปแล้ว 3 เดือน ช่วงนั้นต้องรีบเอา SWOT มาพัฒนาในส่วนที่ยังขาดให้ทันโอกาสที่เข้ามา สนุกแต่ก็เครียด เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาเสียเวลากับเรา

คุณหายจากการทำเพลงไปเกือบ 3 ปี ทําไมถึงเลือกปล่อย EP ใหม่อย่าง CASA MARI ตอนนี้

เราเขียนเพลงค้างไว้เป็น 4 ปี ทําไว้เยอะมาก แต่ยังไม่มั่นใจที่จะเคาะออกมาเป็นโปรเจกต์เดียว 

3 ปีที่ผ่านมาเรามีเวลาอยู่กับตัวเอง ทำให้รู้ว่าไม่มีอะไรสําคัญเลย เราอยากอยู่บนโลกนี้อย่างมีคุณภาพ เริ่มรู้สึกแล้วว่าการทํางานไม่ต้องเครียดขนาดนั้น เรามีความสุขในทุก ๆ กระบวนการได้ ก่อนที่จะปล่อยออกไป เราขอปิดหนังสือเล่มนี้ และอยากให้คนอื่นลองอ่านดู จากตอนแรกเหมือนเขียนไปเรื่อย ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีคนฟังหรือเปล่า 

ตอนนี้เราหาตัวเองเจอแล้ว มั่นใจในตัวเองมากขึ้น เราทําเพลงเสร็จแล้วภูมิใจมาก เราฟังมันทุกวันเลย ซึ่งไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน แล้วเราก็พร้อมออกไปร้องเพลงให้คนอื่นฟัง ไม่ได้กลัวเวทีเหมือนเดิม แต่ตื่นเต้นมากกว่า เริ่มมีโมเมนต์ขอขึ้นไปร้องสักเพลง ทําให้รู้ว่าเราให้ความสําคัญกับสิ่งนี้มากแค่ไหน

ส่วนใหญ่เพลงที่ผ่านมาของคุณเป็นเพลงเศร้า อกหัก ทำไมคราวนี้ถึงเลือกทำเพลงฟังสบาย ๆ สไตล์ City Pop

เพลงของเราเคยอยู่ในเพลย์ลิสต์สำหรับคนที่กําลังเสียใจ แต่ตอนนี้เราอยากให้เพลงเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขา (ยิ้ม)

เราเริ่มเป็นศิลปินตอนอกหักครั้งแรกในชีวิต แล้วจริงเลยที่เขาบอกว่าอกหักครั้งเดียวเขียนเพลงได้ 10 เพลง เสียใจมาก เอาแต่คิดว่าเราทําอะไรให้ ทําไมต้องทําแบบนี้กับเรา มันเลยเป็นเพลง ไม่มีเหตุผล แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เราจะตกผลึกได้ มองย้อนไปว่าเหตุการณ์นั้นต้องเกิดขึ้นเพื่อให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตาม และเราเป็นเราทุกวันนี้เพราะทุกอย่างที่ผ่านมา

การอกหักครั้งนั้นทําให้เราเข้าใจคนอื่น เมื่อก่อนถ้ามีคนอกหักมาคุยด้วย เราคงบอกว่าต้องรักตัวเองสิ ต้องมูฟออนนะ แต่เราไม่เข้าใจว่านอกจากความเสียใจ ยังมีความย้อนแย้งในตัวเอง มีความมืดแปดด้านที่ต้องเจอ

ตอนเป็นเด็ก ทุกปัญหาเป็นเหมือน The End of The World แต่ยิ่งโตยิ่งรู้สึกว่าทุกอย่างมาแล้วก็จากไป ไม่จําเป็นต้องสมบูรณ์แบบหรอก ทุกคนพลาดกันได้ 

เพลง This must be the place เล่าเรื่องการได้อยู่ในสถานที่หรือใครสักคนที่ทำให้สบายใจ คนคนนั้นสำหรับ มารีน่า บาเล็นซิเอก้า คือใคร

คือครอบครัวแน่ ๆ เพราะเหนื่อยแค่ไหนถ้าได้กลับไปเจอหน้าหลาน เจอพี่น้อง เจอหมา ก็หายเหนื่อย

คือจังหวะชีวิตนี้นี่แหละที่ ‘This must be the place’ ของน่า

เราไปเจอหนังสือที่พูดถึงอิคิไก ช่วยทําให้มีสติมากขึ้นเยอะเลย ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราทําแล้วมีความสุขคือการร้องเพลง เราร้องเพลงไปตลอดชีวิตเลยก็ได้ แม้ว่าจะไม่ได้รางวัลอะไรเลยก็ตาม เราได้เสียงมาฟรี ๆ แล้วทําไมถึงจะไม่ร้องเพลงล่ะ แค่ได้ทําสิ่งนี้ก็คือโชคดีมากแล้ว ที่เหลือเป็นโบนัส

การได้เป็นน้าของ มีก้า-มีญ่า ทําให้คุณมองความสัมพันธ์ในชีวิตเปลี่ยนไปไหม

ตั้งแต่มีหลานน่าเปลี่ยนไปเยอะมาก อยากเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นเพื่อจะได้อยู่กับเขาไปนาน ๆ 

เราจัดลำดับความสำคัญชีวิตใหม่ ตอนทํางาน 7 วันน่าไม่มีเวลาให้ใครเลย เราไม่ได้สังเกตหรอกว่าแม่อายุเยอะขึ้น แต่กับหลานคือหายไปแป๊บเดียวเขาโตขึ้นเยอะมาก ทำให้ต้องจัดสรรชีวิตใหม่เพื่อใช้เวลากับเขา เพราะมันสําคัญมากเลยที่เราต้องอยู่ตรงนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะเติบโตมาอย่างดี 

เมื่อก่อนไม่คิดอยากมีลูกเลย รู้สึกเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มาก การคลอดชีวิตชีวิตหนึ่งคือจุดเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แล้วเราไม่เคยวัดความสำเร็จของคนที่การแต่งงาน มีลูก 

แต่พอเราเห็นความน่ารักของ มีก้า มีญ่า เห็นคนรอบตัวเรามีความสุขที่ได้ดูแลใครสักคนหนึ่ง ทําให้รู้สึกว่า บางทีเราก็คิดเยอะเกินไป เป็นตัวอย่างให้เราเห็นว่าการเป็นแม่ไม่ใช่ทั้งหมด ทุกคนยังมีหน้าที่การงาน มีมุมมองบางอย่างที่อยากมอบให้โลกใบนี้ และยังมีคุณค่าไม่ต่างจากเดิม

คิดว่า SWOT Analysis ของ มารีน่า บาเล็นซิเอก้า ในวัย 28 ปีประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

Strengths คือเป็นคนมีสติ ตื่นรู้ว่าอะไรควรคิดเยอะ อะไรไม่ควรคิดเยอะ ใจเย็น ใช้เหตุผลมาก่อนอารมณ์ และเป็นคนยืดหยุ่นที่ไม่เสียใจหรือผิดหวังกับคำพูดหรือการกระทำของใครบางคน

Weaknesses คือความยืดหยุ่นมาพร้อมกับการไม่กล้าตัดสินใจอะไรเลย ยังต้องให้คนมาช่วยเคาะหน่อย เพราะว่าชอบไปหมดเลย เลือกไม่ถูก อีกอย่างคือเป็นคนขี้เกรงใจ เราไม่ต้องเป็นที่ 1 ก็ได้ แต่จะมารู้สึกแย่กับตัวเองทีหลัง

Opportunities ยังเป็นเรื่องร้องเพลงอยู่ เพราะเรายังไม่เคยได้ลุยร้อยเปอร์เซ็นต์ขนาดนั้น 

Threats หรือความกลัวเวทีมาพร้อมกับความไม่มั่นใจในตัวเอง กลัวว่าเราจะแสดงได้ไม่คุ้มค่าที่เขาเสียเงินมาดูเรา 

ส่วนความเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ที่มีก็ยังไม่รู้ว่าไปอยู่ในร่องไหนได้ แต่ก็พยายามจัดการอยู่ค่ะ (หัวเราะ)

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง