LADYS หรือ ลาดิด คือนักเขียนนวนิยายเควียร์ทะลุกรอบ 2 เพศ รูปแบบการเขียนหลากหลาย ผู้มีรายชื่อหนังสือติดใน Longlist ของรางวัลซีไรต์ 3 เล่ม (อันกามการุณย์, คุณเคนต์และข้าพเจ้า, พัทยาและมาหยา) และเข้า Shortlist ได้ถึง 2 เล่ม (อันกามการุณย์, คุณเคนต์และข้าพเจ้า)
ย้อนเวลากลับไปไม่กี่ปีก่อน ณชนก ยุวภูมิ คือนักศึกษาแพทย์ผู้ทุ่มเทเพื่อจะมีอนาคตที่ดี แต่ทุกข์ทนกับวิชาที่ตัวเองเลือกเรียนจนอยากหายไปจากโลกนี้ สุดท้ายก็ลาออกมาเป็นนักเขียนอิสระที่ครองใจนักอ่านรุ่นใหม่ วัยมหาวิทยาลัยและวัยเริ่มทำงาน เธอพิมพ์เอง ขายเองได้เป็นล่ำเป็นสัน บางเล่มก็ได้พิมพ์กับสำนักพิมพ์ใหญ่อย่าง Salmon Books และชื่อของ LADYS กลายเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ
นอกจากนี้ ปัจจุบันเธอยังเปิดสำนักพิมพ์ลาดิดและมูนสเคป (Ladys and Moonscape) ร่วมกับ Moonscape เพื่อนนักเขียนอีกคนที่เป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์มาด้วยกัน
เราเจอกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านอารีย์ เธอมาในเชิ้ตขาว แต่ก็มองเห็นรอยสักโผล่พ้นร่มผ้าไม่น้อย

“สักรอยแรกตอนเรียนหมอ ยิ่งพอออกมาทำงานแล้วก็ไม่มีใครห้ามเลย” เธอในวัย 27 ปีเล่ายิ้ม ๆ “เราคิดว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ ผิว หน้าตา ก็เลือกไม่ได้ แต่รอยสักเลือกได้ และเราชอบมากกับการได้เลือกบางอย่างให้ร่างกายตัวเอง”
เมื่อการเป็นแพทย์คือความสำเร็จขั้นสูงสำหรับสังคมไทย การลาออกและขาดไร้ซึ่งสถานะที่เคยมีก็อาจเป็นเรื่องใหญ่ ทว่าเธอก็สู้จนโดดเด่นในเส้นทางนักเขียน แม้หนังสือของเธอจะนำเสนอแนวคิดที่สังคมวงกว้างยังไม่คุ้นเคยนักก็ตาม
น่าสนใจว่าเธอมองคำว่า ‘ความสำเร็จ’ ยังไง และเธออยากได้มันแค่ไหนในชีวิตนี้

อดีตนักเรียนแพทย์ นวนิยายเควียร์ และการเข้าชิงซีไรต์
ปกติคุณนิยามงานเขียนของคุณว่าเป็นแนวไหน
จะพูดว่าเป็นวรรณกรรมทั่วไป เป็นนวนิยายที่หลัก ๆ แล้วตัวละครมีความหลากหลายทางเพศแบบทะลุกรอบเพศทวิลักษณ์ (Binary) เราไม่บอกว่าเราแต่งเป็นชาย-ชาย หรือ หญิง-หญิง แต่จะบอกว่าตัวละครของเราเป็นตัวละครเควียร์นะ ส่วนเรื่องประเภทของเนื้อหาเราเขียนได้หมดในหมวดนวนิยาย เพราะเราเชื่อว่าตัวละครเควียร์อยู่ได้ทุกประเภท
ส่วนตัวเราไม่ได้จัดให้หนังสือของเราเป็นวาย แต่ไม่ได้รู้สึกว่าห้ามเอาไปไว้ในกรอบของชาย-ชายหรือว่าหญิง-หญิง ใครจัดไปไว้ไหนก็ได้เพื่อที่เขาจะได้ขายหนังสือของเรา แต่ตอนนี้ถ้าเป็นวายแบบชาย-ชาย เขายังไม่ให้เราเข้า เพราะถ้าเราพูดกับคุณว่านิยายเรื่องนี้เป็นชาย-ชาย คุณจะไม่ได้นึกออกมาว่าจะออกมาเป็นภาพนี้
แต่อย่างเรื่อง อันกามการุณย์ มีตัวละครเป็น Trans Man ที่ไปชอบผู้ชาย ถ้าวันหนึ่งเขาคิดว่าเป็นชาย-ชายได้ แปลว่าเราชนะแล้วเหมือนกัน เพราะ Trans Man is Man อันนี้คือการต่อสู้ผ่านนิยายของเรา
เคยคิดมาก่อนไหมว่างานเขียนในแบบของคุณจะได้เข้าชิงซีไรต์ตั้งหลายเล่ม
เป็นปีที่เราตั้งใจจะส่งอยู่แล้ว เลยต้องมีความคาดหวังว่าจะต้องติดเข้าไปบ้างแหละ แต่ไม่ได้คิดว่าจะติด 3 เล่มในรอบ Longlist และคนพูดถึงเยอะขนาดนี้ เราทำสำนักพิมพ์ เพราะฉะนั้นเล่มที่เราส่งเองได้ก็คือแค่เล่มเดียว คือ อันกามการุณย์ ส่วนอีก 2 เล่มเป็นของ Salmon Books ทางนั้นเขาก็ส่งให้
เราเป็นคนที่พอมีความหวังก็จะต้องตามด้วยเหตุผล สมมติว่า อันกามการุณย์ เราหวังให้ได้ที่ 1 เราก็คิดในหัวว่าเป็นไปได้ เพราะถ้าปีนี้ซีไรต์อยากได้อะไรที่ใหม่ นิยายของเราก็ใหม่ในการกล้าพูดอะไรแบบนี้ เรามั่นใจในหนังสือของเรา แต่ถ้าเขาไม่ได้ต้องการสิ่งนี้ เหมือนเราลงประกวดว่ายน้ำแล้วเขาอยากได้คนที่วิ่งเร็ว ปีนี้เราก็ไม่ชนะ
พอไม่ได้ก็รู้สึก… เสียใจไหมก็เสียใจ แต่ไม่ได้ไม่อยากเขียนแล้ว รางวัลมันมีคุณค่าของมัน แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามีไว้วัดคุณค่าของเรา ปีหน้าเราก็ส่งอีก ทั้งชีวิตอาจจะไม่ได้เลย แต่เราก็ไม่ได้ทำอะไรผิด
ถ้าเป็นนักเขียนธรรมดาคนหนึ่ง เราก็แค่เขียน จบ แต่พอเป็นสำนักพิมพ์ด้วย ก็ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ขายได้ การส่งรางวัลจึงเป็นหน้าที่หนึ่งที่ต้องทำ เป็นการตลาดที่ใช้เงินน้อยที่สุด ต้นทุนมีแต่ส่งหนังสือให้กรรมการตัดสิน สมมติส่งไป 10 เล่ม เราขายเพิ่มได้ 11 เล่ม นั่นก็กำไรแล้ว

ถ้าวันนั้นไม่ได้ตัดสินใจลาออกจากการเรียนแพทย์ คิดว่าจะมายืนอยู่ในจุดที่อยู่ตอนนี้ได้ไหม
คิดว่าเราน่าจะตาย น่าจะมีชีวิตต่อไปจนเรียนจบไม่ได้
ณ วันนั้นไม่มีการเลือกว่าจะเป็นหมอดีหรือจะเป็นนักเขียนดี เพราะว่าก่อนหน้านั้นทางเลือกมีแค่จะเป็นหมอหรือว่าจะตาย พอมีนักเขียนมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งมันดีกว่าตายนะ มีคนบอกว่ากล้าหาญมากที่ทิ้งการเป็นหมอ แต่เราว่านี่คือการพยายามเอาตัวรอดเฉย ๆ เรารู้ตัวว่าเป็นหมอไม่ได้ และใช้เวลา 5 ปีในการยอมรับในจุดนี้
สงสัยว่าทำไมตัวเลือกต้องเป็นหมอกับการตายเท่านั้น ไม่ใช่หมอกับอย่างอื่น หรือแค่ลองใช้ชีวิตไปก่อนแล้วค่อย ๆ หาว่าอยากทำอะไร
เราไม่กล้าไปให้พ่อแม่เลี้ยง แต่เราก็คิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไร
คณะแพทยฯ สอนให้เป็นหมอ ถ้าออกตอนปี 2 คงคิดว่าจะไปสอบใหม่ไหม แต่พอเรียนไปเรื่อย ๆ ทักษะมันหายไปหมดแล้ว เรานึกภาพตัวเองไปนั่งอ่านหนังสือสอบไม่ออกแล้ว รู้สึกว่าทำไม่ได้ ถ้าไม่ตายแล้วจะทำอะไร คนเราต้องมีอาชีพทำกินเพื่อไม่ให้เดือดร้อนคนอื่น แต่เราคิดไม่ออก
ย้อนกลับไปตอนเด็ก ๆ คุณเป็นคนยังไง เติบโตมาแบบไหน
เราอยู่ในบ้านที่มีหนังสือเยอะแต่เด็ก แม่อ่านนิทานให้ฟังบ่อย พอเข้าสู่วัยอ่านเองก็อ่านพวกวรรณกรรมเยาวชน พวก สามใบเถากับโซฟี นิยายไทยก็อ่าน และมีพวกแฟนตาซี Harry Potter, Percy Jackson อีกประเภทคือพวกมังงะ นารูโตะ, ครูพิเศษจอมป่วน รีบอร์น!, บลีช เทพมรณะ, วันพีซ, ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน เราติดการ์ตูนมาก
ที่จังหวัดเพชรบุรีมีโรงเรียนประจำจังหวัด ถ้าเกิดจะสอบเข้า ม.ปลาย ให้ได้ห้องคิงก็ต้องเรียนพิเศษ พอเรียนพิเศษไปด้วย ติดการ์ตูนไปด้วย อันดับที่โรงเรียนพิเศษก็ร่วงลงมาจากเลขตัวเดียวมาเป็นเลข 2 ตัว เรื่องใหญ่มาก (ลากเสียง) เรื่องใหญ่จนต้องเลิกอ่านการ์ตูนไปเลย พ่อแม่ไม่ได้บอกให้เลิก แต่เรารู้สึกว่าทำบางอย่างที่แย่ลงไป เลยเริ่มเอาจริงเอาจังและไม่ได้กลับไปอ่านการ์ตูนอีกเลย ทุกวันนี้ก็ยังอ่านนารูโตะไม่จบ
เราเป็นคนจริงจังกับอะไรที่อยากได้ เราขี้อิจฉาตั้งแต่เด็ก ตอนจะสอบเข้าหมอก็ใช้ทั้งหมดของชีวิตในการสอบ และนิสัยนี้ก็พาให้เรามาถึงจุดที่กลายเป็นนักเขียนได้

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่านิยายเรื่องแรกที่เขียนตอน ม.1 มีตัวเอกเป็นหมอ จริง ๆ แล้วคุณรู้สึกยังไงกับอาชีพนี้ถึงเขียนมันออกมา
ความจริงตอน ม.1 เราไม่ได้อยากเป็นหมอด้วยนะ เพิ่งอยากเป็นตอน ม.6 แต่ตอนนั้นคงเป็นสายตาของเด็กที่เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางซึ่งรู้สึกว่าอาชีพนี้ดูดี ตอน ม.4 – 5 เราชอบชีววิทยามาก อยากเป็นครู แต่พอโดนส่งไปประกวดที่นู่นที่นี่ ได้ใกล้ชิดกับครู เลยได้รู้ว่าเขาไม่ได้สอนเด็กอย่างเดียว เราก็เริ่มรู้สึกไม่โอเคกับอาชีพนี้ ประจวบกับที่โดนส่งไปแข่งที่คณะแพทยฯ เราเลยคิดว่าหรือว่าจะเป็นหมอ (หัวเราะ) ซึ่งพอพูดออกมาพ่อก็ดูตื่นเต้นมาก
พอเข้าไปเรียน ปี 2 ได้ผ่าอาจารย์ใหญ่ เริ่มรู้แล้วว่าไม่ใช่ทาง แต่ก็ลองเรียน ปี 3 ที่ไม่มีผ่าก่อน ลองขึ้นคลินิกตอนปี 4 ก่อน ลองไปเรื่อย ๆ แต่ความไม่อยากรู้กลับมากขึ้นเรื่อย ๆ พอเข้าปี 4 แล้วมีเรื่องคนไข้ เราเริ่มรู้สึกผิดแล้วว่าถ้าไม่อ่านหนังสือจะเกิดข้อผิดพลาดอะไรไหม เราไม่อยากไปราวนด์ ซึ่งถ้าไม่ไปเพื่อนก็ต้องมาทำแทน
อะไรที่ทำให้กล้าลาออก
เพราะว่าเขียนแล้วได้เงินค่ะ
เราเริ่มเขียน Beau is Non-Binary of Everything โบ และทุกสิ่งที่มิอาจแบ่งแยก ตอนที่ดรอปเรียนไปเป็นบาร์เทนเดอร์ ก่อนจะกลับไปเรียนอีกครั้ง คิดว่า Key Success คือร้านกลิ่นหนังสือ ร้านหนังสืออิสระที่เราส่งไปให้เขาพิจารณา เขาดังกว่าเรามาก เป็นจุดที่ทำให้เราดังขึ้นมาจนมั่นใจว่ามีเงินพอให้ลาออกไปก่อน ต่อให้เขียนอะไรไม่ออกอีกเลยก็จะอยู่ด้วยเงินนี้ไปได้อีกสัก 3 เดือน
วันแรกที่รู้ว่าไม่ต้องขึ้นวอร์ดแล้ว เหมือนฟ้าเปิด เราอยู่ในหลุมที่มีแค่หมอกับความตายมาตั้งหลายปี วันหนึ่งก็รู้ว่าทางข้างหน้าโอเคกว่าเดิมมากเลย มันเต็มไปด้วยความอยากทำ มันคือนรกที่เลือกเอง

พ่อแม่น่าจะภูมิใจมากที่คุณเข้าหมอได้ หลังจากลาออกคุณรับมือกับความรู้สึกของเขายังไงบ้าง
พ่อกับแม่ไม่เหมือนกันเลย แม่ค่อนข้างรู้ความเป็นไปขณะที่เราเรียนอยู่ ทุกครั้งที่บอกแม่ว่าอยากลาออก แม่ไม่แปลกใจ และแม่รับความผิดหวังได้ดีกว่าพ่อมาก ส่วนพ่อเป็นคนที่เราไม่กล้าบอกเรื่องแย่ ๆ เลย เหมือนเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าลูกเป็นมะเร็ง พอวันหนึ่งลูกบอกว่า พรุ่งนี้จะตายแล้วนะ โลกเขาก็ถล่ม
พ่อเป็นทนาย เขาไม่อ่านหนังสือนิยาย เขาจึงไม่เข้าใจอุตสาหกรรม เขางงว่าคนยังอ่านหนังสือกันอยู่อีกเหรอ แผนการของเราเลยมีแค่ 1 ข้อ คือต้องเลี้ยงตัวเองได้ ทุกวันนี้เราก็อยู่มาได้ 3 ปีโดยไม่ขอเงิน เขาคงเห็นแล้วว่าเราอยู่ได้จริง ๆ ถ้ามีงานหนังสือเราก็พยายามพาเขาไป ให้เห็นว่ามีอุตสาหกรรมนี้อยู่นะ
ปีแรก ๆ ของการทำงานก็คิดเหมือนกันว่าจะทำยังไงให้พ่อแม่ภูมิใจเหมือนวันที่เราได้เป็นหมอ แต่ถึงจุดหนึ่งก็พบว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน ความภูมิใจในการเป็นหมอไม่เหมือนความภูมิใจที่เขียนหนังสือ มันเป็นคนละประเภทกัน เอามาชั่งตวงวัดว่าอะไรหนักกว่ากันไม่ได้ และไม่ใช่หน้าที่ของเราที่ต้องไปชั่ง ไปจ้องว่าเขาภูมิใจรึยัง พอแยกกันได้แล้วก็ปลดล็อกนะ
ตัวฉัน – การเขียน
คุณนิยามตัวเองแบบไหน และอัตลักษณ์นั้นส่งผลกับการเติบโตที่ผ่านมายังไงบ้าง
ความจริงเราเพิ่งเข้าใจว่าตัวเองเป็น Non-binary, Panromantic
ช่วง 3 ปีมานี้ ในสังคมแบ่งแยกเป็นชายกับหญิง ถ้าไม่เป็นผู้หญิง แปลว่าต้องเป็นผู้ชาย ณ ยุคหนึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นทอม แต่ประเด็นคือมันไม่นิ่ง เราไม่ได้อยากเป็นทอมทุกวัน ฉันแค่อยากแต่งตัวแบบนี้ในบางวันเฉย ๆ และฉันไม่ได้ชอบได้แค่ผู้หญิงอีกต่างหาก ตอน ม.ปลาย คือโคตรความทุกข์ซึ่งไม่เคยบอกใครเลย พอเข้าใจว่ามีสิ่งที่เรียกว่า Non-binary อยู่ก็รู้สึกว่านี่เป็นกรอบที่พอดีกับเรา เข้าใจแล้วว่าเราไม่ได้เป็นผู้หญิงและไม่ได้เป็นผู้ชาย

หลายคนมองว่าเพศเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต แต่สำหรับคุณมันเป็นประเด็นแค่ไหนถึงนำมาเขียนในนิยายทุกเรื่อง
ใช่ มันเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่เป็นส่วนที่ส่งผลกับส่วนอื่น ๆ เสมอ ต่อให้เราไม่อยากพูดถึงเรื่องเพศ สังคมจะโยนเพศใส่หน้าเราเสมอ ถ้าพอดีเพศนั้นตรงกับหน้าคุณ มันก็ดี สมมติการเป็นผู้หญิงตรงกับเราพอดี โอเค เดินเข้าห้องน้ำหญิงได้เลย สมมติว่าเป็นผู้หญิงที่แต่งงานกับผู้ชาย ก็โอเค แต่ถ้ามันไม่พอดี ก็ไม่มีวันที่สังคมจะโยนสิ่งที่พอดีใส่หน้าเรา
เราเลยคิดว่าจะเขียนจนเยอะพอ หรืออย่างน้อยเขียนให้คนที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นอะไรรู้สึกถึงรูปร่างบางอย่างที่พอดีกับตัวเขา เพราะถ้าเราบอกกับตัวเองสมัยมัธยมได้ก็คงใช้ชีวิตอย่างดีขึ้นกว่านี้หน่อย คงไม่ต้องพยายามเป็นเลสเบี้ยน ผมยาว ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้เป็น
ซึ่งความสนใจเรื่องนี้ก็นำมาสู่การเข้าเรียนคอร์ส Clinical Sexology ด้วย
ถูกต้อง เราว่าความจริงเพศมีหลายมิติ ยังอยากเข้าไปรู้ให้ลึกขึ้น แล้วก็อยากได้การรับรองอะไรสักอย่างเพื่อให้รู้สึกว่าฉันพูดได้อย่างถูกต้องและอัปเดต อย่างเมื่อก่อนเราพูดคำว่า ‘ผ่าตัดแปลงเพศ’ แต่ตอนนี้แพทยสภาประกาศให้ใช้ ‘ผ่าตัดเปลี่ยนเพศ’ เหตุผลคือเราไม่ได้แปลงร่าง ไม่ได้กลับไปกลับมา แต่เปลี่ยนคือเปลี่ยนไปเลย
ตอนไปเรียนก็อยากให้ได้ใช้กับงานด้วย เราคิดว่าการพยายามเรียนรู้คือการให้เกียรติอัตลักษณ์ทางเพศที่มีอยู่จริง ๆ ไม่ใช่แค่ตัวละคร แต่ถ้ายังจะเขียนอยู่แล้วผิดพลาด ก็อยากไปเรียนให้มีองค์ความรู้และพูดได้เต็มปากเต็มคำมากขึ้น
คุณมักเขียนถึงอะไรที่อยู่ใกล้ตัว เคยเขียนถึงสิ่งไกลตัวบ้างไหม
งานเขียนเรามีความเป็นมนุษย์สูง แต่บางทีก็เกินไป หมายความว่าอะไรที่ไม่ใช่มนุษย์ เรามักจะไม่เขียน ถ้าเป็นแฟนตาซีก็ต้องเล่าโดยปากของมนุษย์ เป็นข้อเสียเหมือนกันที่ทำให้ยังไปไกลกว่านี้ไม่ได้
แต่ตอนนี้กำลังเขียน วิลาสสถาน มีผี มีปีศาจ อยู่ในเรื่อง ซึ่งฉีกจากสิ่งที่ทำมาแล้ว แต่ก็มีวิธีที่ทำให้เขียนโดยน้ำเสียงยังเป็นแบบเราอยู่ เพราะเราพบว่าถ้าพยายามฝืนทำอะไรที่ไม่ใช่สิ่งที่อยากพูด สุดท้ายจะทำไม่จบ


ทำไมถึงเลือกใช้วิธีการเขียนแบบกระแสสำนึกที่หลายคนรู้สึกว่าอ่านยาก
อย่าง อันกามการุณย์ เรารู้สึกว่าพอเป็นสิ่งที่ตัวละครเล่า มันเป็นแค่เสียงในหัว เพราะฉะนั้น ทุกเสียงในหัวก็เป็นเนื้อเดียวกับเรา และยิ่งพอบอกว่าตัวละครมาเล่าให้ลูกฟัง มันก็เป็นเสียงเรานี่แหละที่เล่าให้ลูกฟัง ชายคนนั้นพูดว่าแบบนี้ ๆ มันเป็นเสียงของตัวเราที่เรียกตัวเองว่าแม่ เราเลยปล่อยให้เป็นเนื้อเดียวกันหมดเลย (ไม่มีเครื่องหมายคำพูดและการขึ้นย่อหน้าใหม่)
แต่สำหรับ พัทยาและมาหยา อันนั้นเราก็คิดเหมือนกันว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม (หัวเราะ) มันคงมียุคสมัยของความเบียวในกระแสสำนึกอยู่มั้งคะ จุดหนึ่งชอบเขียนอะไรที่อ่านยาก บางคนยังวิจารณ์หนังสือเรานะว่า ขอยากกว่านี้อีก จนเรารู้สึกว่าขนาดเป็นนักเขียนเองแทบจะอ่านไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว (หัวเราะ) ก็มีความแบบ สตินิดหนึ่งนะ
อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น คือทุกวันนี้หนังสือเราอ่านง่ายขึ้น เพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องยาก เราใช้คำพูดให้ตรงกับบริบท ตรงกับระดับของคนที่จะใช้ภาษานั้น แม่เล่าให้ลูกฟังก็ไม่ต้องแสดงอภินิหารทางภาษามาก การทำให้ทรงพลังไม่ได้ขึ้นอยู่กับความยากของการเขียน มันคือบริบท อย่าง อันกามการุณย์ ถ้าเปลี่ยนคำว่า ‘แม่’ เป็น ‘ฉัน’ เราว่าพลังจะน้อยลงกว่านี้มากเลย พอเป็นแม่ปุ๊บ ตัวละครจะโดนตัดสินทันทีที่ทำอะไร
ความสำเร็จ?
ทุกวันนี้กำลังทำอะไรอยู่บ้าง
ปีหน้ากำลังมีงาน Sci-fi ซึ่ง Sci-fi ส่วนใหญ่เป็นฟิสิกส์ แต่ของเราคือชีววิทยา ว่าด้วยร่างกายมนุษย์และฮอร์โมน ทุกวันนี้ชีวะก็ยังเป็นวิทยาศาสตร์ที่ชอบที่สุดอยู่ ชีววิทยาไม่ได้ทำอะไรผิดค่ะ (หัวเราะ)
และเราก็ทำสำนักพิมพ์ลาดิดและมูนสเคป ด้วยความที่สำนักพิมพ์มีแค่ 2 คน เราแบ่งฝ่ายกันทำงานบริหาร มูนสเคป เป็นบัญชีหลัก ส่วนเราเป็นกราฟิกและคิดคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่ลงคอนเทนต์สรุปทั้งปีไปเราก็เป็นคนคิด
อยากจ้างคนมากเลยนะ แต่คิดตรงกันกับมูนสเคปว่า ถ้าจ้างด้วยเงินเดือนที่จะทำให้เขามีอนาคตที่ดีไม่ได้ เราไม่จ้าง เราต้องการให้ทุกคนอยู่ดีมีสุข ซึ่งยากสำหรับตอนนี้
2 ปีที่ทำสำนักพิมพ์ของตัวเอง คุณได้เรียนรู้อะไรที่ไม่เคยรู้มาก่อนบ้าง
เยอะมาก ธุรกิจสิ่งพิมพ์เป็นสิ่งที่อยู่โคตรยาก ถ้าไม่ได้ลงมาทำเองก็คงรู้สึกว่าสำนักพิมพ์ต้องกินเปอร์เซ็นต์ในหนังสือเล่มหนึ่งเยอะแน่เลย ปก 200 ก็ได้สัก 100 แต่ผิด เปอร์เซ็นต์โดนกระจายไปแล้ว มันไม่ใช่ธุรกิจที่ทำแล้วรวย แต่สุดท้ายแล้วก็อยู่ได้ ณ วันแรกที่ตั้งสำนักพิมพ์ เราเอาปกของเรากับมูนสเคปมารวมกัน พิมพ์น้อย ๆ แล้วค่อย ๆ ปรับระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ
ตอนแรกเราคิดตามเพื่อนเราไม่ออกนะ คุณมูนสเคปเนี่ยเขาทำธุรกิจร้านอาหารอยู่แล้ว เขาจะมีความรู้สึกว่าต้องมีขั้นลงทุน แล้วก็ต้องรอเวลาให้ได้ทุนคืนมา แต่ในหัวเราคือ เดี๋ยวฉันจะเรียนจบแล้วไปรับเงินเดือน ไม่เคยมีการลงทุนบางอย่างเพื่อที่จะได้มา เรามีความกลัวเยอะแยะไปหมด แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ทำได้ ทุกอย่างมีตลาด มีคนอ่าน เราพิมพ์ดิจิทัล 200 – 300 เล่มมาตลอด อันกามการุณย์ ก็ขายได้ในจำนวนเล่มที่เยอะมาก ๆ จนได้พิมพ์ Offset

เห็นว่ากำลังจะได้พิมพ์ อันกามการุณย์ เป็นภาษาอังกฤษด้วย
ใช่ค่ะ ปีหน้าจะได้เห็นของสำนักพิมพ์ Penguin Books SEA
มันเกิดจากเราส่งต้นฉบับไป รอนานเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าเขาจ้องกระแสในไทยอยู่รึเปล่า ก็ขอบคุณซีไรต์นะคะที่ถึงแม้ว่าไม่ได้รางวัลแต่ก็มีคนพูดถึงเยอะจริง ๆ
ยังหวังว่าอนาคตจะได้ซีไรต์ไหม
ไม่นะ ได้ก็ดีใจ ถ้าไม่ได้ก็ส่งไปเรื่อย ๆ เป้าหมายระยะใกล้ ๆ นี้อาจจะเป็น อยากเห็นหนังสือเป็นหนังสักเรื่อง ตอนนี้มีเรื่องที่คุยกันอยู่แต่ก็ไม่แน่นอน ถ้าทั้งชีวิตจะไม่ได้เห็นเลยก็ยังอยู่ได้ ความต้องการเห็นตัวละครไปอยู่ในหนังอาจมาจากการที่เราอยากดังขึ้น แล้วหนังสืออาจจะขายได้มากขึ้น จริง ๆ มันอาจจะเป็นแบบนั้น
เป้าหมายชีวิตของคุณในปี 2025 คืออะไร
เราเป็นคนใช้ชีวิตแบบมีธีม ปี 2024 คือแข่ง ปี 2025 ก็อาจจะแข่งอีก แต่ไม่ใช่สิ่งที่เอามาใส่เป็นเป้าหมายแล้ว เราจะไปเรียนภาษาอิตาเลียน
ก่อนหน้านี้เคยเรียนภาษาอิตาเลียนอยู่หลายเดือน แต่เรียนเพื่อเขียนเล่ม Orlando in a Glimpse หากเล่าถึงออร์ลันโด พอเขียนเสร็จก็ยังคิดถึงภาษานี้อยู่ รู้สึกว่าอยากทำให้ได้ดี เลยมานั่งคิดว่าอยากได้ขนาดไหน คำตอบคืออยากแปลได้ เป็นความรู้สึกว่าต้องการเพิ่มความมั่นคงให้ตัวเอง
อาชีพนักเขียน ถ้าพูดว่ามั่นคงเท่าหมอก็คงโกหก เราเลยพยายามคิดว่าถ้าสักวันหนึ่งฉันเขียนไม่ได้แล้วจะทำอะไรดีนะ เพิ่มทักษะแปลแล้วกัน ซึ่งปีที่แล้วไปอยู่อิตาลีมาเดือนหนึ่งแล้วชอบ ตั้งใจว่าจะลดการเขียนลงมาอยู่อันดับ 2 แล้ว เวลา 8 ชั่วโมงของการทำงานแต่ละวันจะโดนใส่ไปในฝั่งของการเรียนมากกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา


สำหรับสังคมไทย การเป็นหมอถือเป็นความสำเร็จมาก ๆ พอมาเป็นนักเขียนแล้วคุณอยากจะพิสูจน์ตัวเองด้วยการประสบความสำเร็จเปรี้ยงปร้างไหม
เมื่อก่อนอยากมากเลย เราอยากสร้างปาฏิหาริย์อะไรสักอย่างให้กับที่บ้าน แต่สุดท้ายแล้วไม่มีคำว่าชนะเลย
เรามีเช็กลิสต์การทำงานของเราอยู่ หนึ่ง อยากให้มีสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ ติดต่อมา แล้วมี Salmon Books ติดต่อมา ก็ใหญ่พอแล้วนะ สอง อยากเห็นหนังสือตัวเองใน Kinokuniya ก็มีจริง สาม สี่ เป็นข้อยิบย่อยตามประสานักเขียน แต่ถูกทุกข้อแล้ว ชีวิตก็ไม่ได้เปลี่ยนไป ไม่ได้มีคนมาร่วมโห่ร้อง โอ้ย สุดยอดไปเลย คุณเป็นนักเขียนที่มีหนังสือใน Kinokuniya เป็นแค่เช็กลิสต์เฉย ๆ
ของเดิมคือแค่กำลังเป็นนักศึกษาแพทย์ชีวิตก็สุดยอดไปแล้ว ไปเดินตลาดกับแม่ เจอเพื่อนพ่อ เราก็เป็นดาว ทุกวันนี้เป็นอะไร (หัวเราะ) แต่เรารู้ของเราไง
ถ้าอย่างนั้น อะไรคือความสำเร็จที่แท้จริงของการเป็นนักเขียนสำหรับคุณ
การเป็นนักเขียนไม่มีอะไรตรงตัวเหมือนเข้าเรียนแล้วสอบ บางเล่มตั้งใจเขียนแทบตายแต่ไม่ดัง เราเป็นคนชอบเอาชนะ แต่มองไม่เห็นว่าเราชนะใคร ถ้านักอ่านไม่ซื้อเล่มของคนนั้น ก็ไม่ได้มาซื้อเล่มของเรา โจทย์มันเปลี่ยนแล้ว
ทุกวันนี้รู้สึกสำเร็จแล้ว เพราะยังมีเงิน อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราอยากขอบคุณคนอ่าน ขอบคุณตัวเองที่เขียน ขอบคุณอุตสาหกรรม ขอบคุณอะไรก็ได้ที่ทำให้เรายังไม่ต้องไปหาอย่างอื่นทำ มันพอแล้ว เรากลายเป็นคนที่วิ่งระยะยาวมากขึ้น คำว่าชนะอาจไปตัดสินกัน ณ วันที่แก่ ๆ แล้ว ฉันอยากเป็นนักเขียนไปจนถึงวันที่อยากเลิกเป็นจริง ๆ อยากออกจากเลนแล้วก็เดินออก ไม่ใช่โดนบีบว่าไม่มีเงินแล้ว ต้องไปรับทำอะไรสักอย่าง

ไม่ได้อยากตายแล้ว
ไม่มีความรู้สึกอยากตายอีกเลย ตอนลาออกมาเป็น 3 ปีแห่งความยากลำบาก แต่ก็ไม่อยากตาย เพราะว่ายังอยากเขียนอยู่ แล้วก็รักทีมตัวเองที่ทำมากับเพื่อนมากเลย ตอนนั้นเราคงมีภาวะซึมเศร้าด้วย คงเป็นภาวะที่สารเคมีในสมองเริ่มเอียง ๆ แล้ว
แม่ชอบพูดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นดีเสมอ เมื่อก่อนเราก็คิดว่าจะดีได้ยังไง แต่ตอนนี้เชื่อว่าทุก ๆ คนทำดีที่สุดที่ตัวเองทำได้ ณ วันนั้น ตัวฉันในปัญญาของเด็ก ม.6 คิดว่าฉันตั้งใจทำสิ่งนี้มาก ๆ เพื่อตัวฉันในอนาคต ถ้าเขาทำเต็มที่แล้วดันมีผลร้ายกับเขา มันก็คือเขาทำเต็มที่ของตัวเขาแล้วในวันนั้นอยู่ดี
ถ้ามีน้องคนหนึ่งที่กำลังเรียนหมออยู่ ปี 5 แล้วอยากลาออกมาเป็นนักเขียนเหมือนคุณ คุณจะให้คำแนะนำกับน้องคนนั้นยังไง
เราคงพูดตรง ๆ ว่า นักเขียนเป็นอาชีพที่ต้องกินอิ่มนอนหลับ มีความกังวลต่ำ ถึงจะทำงานได้ดี ถ้าท้องหิว ไม่มีเวลา สุขภาพจิตไม่ดี มักจะทำงานไม่ค่อยได้ เราคงถามน้องว่า มีเงินพอใช่ไหม มีความมั่นคง ความมั่นใจในตัวเองพอใช่ไหมถ้าจะลาออกเลยในวันนี้ ถ้าพอก็ออก แต่ถ้ายัง คงแนะนำให้อยู่ในที่ที่มั่นคงก่อนดีกว่า แต่ช่วยตัดตัวเลือกตายออกไปหน่อย อย่าตาย มันมีทางของมันเสมอ นี่คือสิ่งที่ทำให้เราเขียน Beau is Non-Binary of Everything เลย

