17 กรกฎาคม 2024
2 K

คำว่า 해외 (เฮเว แปลว่า ต่างประเทศ) ในความหมายที่ คิมซองโฮ ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้กล่าวถึง ย่อมหมายความรวมถึงประเทศไทย เช่นเดียวกันกับที่คำว่า ‘ต่างประเทศ’ ในภาษาไทยนั้นมีประเทศเกาหลีใต้เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

“ในอนาคตผมไม่อยากให้มันเป็นแค่การทำงานเฉพาะในเกาหลีเหมือนที่ผ่านมา เพราะการได้ร่วมงานกับต่างประเทศเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ เหมือนกับที่ผมได้ทำงานกับทีมไทยในโปรเจกต์นี้”

3 ปีก่อน เราและคนไทยกว่าค่อนประเทศได้ทำความรู้จักตัวตนของคิมซองโฮผ่าน Move to Heaven (ปี 2021) ผลงานการกำกับซีรีส์เรื่องแรกในชีวิตของเขา

1 ปีก่อน คิมซองโฮได้ทำความรู้จักประเทศไทยอย่างลงลึกเป็นครั้งแรกผ่านการเป็นที่ปรึกษาใน Script Lab หรือแล็บพัฒนาบทซีรีส์ของนักเขียนบทชาวไทยกว่า 150 ชีวิตที่จัดโดย Millisecond 

และเมื่อได้เห็นบทซีรีส์ใน Script Lab ถูกหยิบขึ้นมาพัฒนาต่อเป็นโปรเจกต์ซีรีส์เกาหลี-อีสาน ภายใต้คอนเซปต์ ‘Where the heart is?’ เขาก็ตัดสินใจที่จะไปต่อกับผลงานชิ้นนี้ในฐานะผู้กำกับร่วม โดยมี แจ็ค-วรรธนพงศ์ วงศ์วรรณ ผู้กำกับซีรีส์เรื่อง สาธุ (ปี 2024) เข้ามาช่วยเติมเต็มความเป็นอีสานแท้ ๆ ในฐานะคนอุบลฯ โดยกำเนิด

แม้ว่าในตอนนี้โปรเจกต์ ‘Where the heart is?’ จะยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาบท จึงยังไม่มีชื่อซีรีส์อย่างเป็นทางการ และน่าจะใช้เวลาอีกราว 2 ปีกว่าที่เราจะได้รับชมกัน แต่สิ่งหนึ่งที่คิมซองโฮสปอยล์ให้เราฟังได้แล้วก็คือ นี่จะเป็นเรื่องราวโรแมนติกคอเมดีที่ทั้งสนุก ขบขัน และอบอุ่นหัวใจ โดยมี 2 ตัวละครจากต่างวัฒนธรรมเป็นแกนหลักของเรื่อง เมื่อคนหนึ่งเป็นคนอีสานแท้ ๆ แต่อีกด้านเป็นคนเกาหลี

ไฮไลต์ของเรื่องคงหนีไม่พ้นการปะทะกันของตัวละครทั้งสองบนความแตกต่างทางวัฒนธรรม และการที่พวกเขาจะเติบโตร่วมกันผ่านแต่ละฉากแต่ละตอนในเรื่อง ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ชมทั้งไทยและเกาหลีเข้าอกเข้าใจ และเกิดความรู้สึกร่วมไปกับตัวละครได้อย่างไม่ยากเย็น

เฉกเช่นตัวเอกชาวเกาหลีในเรื่องที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาพร้อมกับภูมิหลังในชีวิต เงื่อนปมในอดีต ประสบการณ์ที่สั่งสมมา เพื่อมาพบกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในแผ่นดินที่เขาไม่คุ้นเคย คิมซองโฮนั่งลงตรงหน้าเราและค่อย ๆ บอกเล่าถึงสิ่งที่เขาเคยประสบ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อผลงานซีรีส์หนึ่งเรื่องพาให้เขาได้มาพบเจอผู้คนใหม่ ๆ ในต่างแดน และการเฝ้ามองวงการสื่อบันเทิงเกาหลีที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วยสายตาห่วงกังวล

ย้อนกลับไปสมัยเด็ก ๆ คุณคิดไหมว่าอยากโตมาเป็นผู้กำกับ 

ไม่เลยครับ

แล้วคุณอยากโตมาเป็นอะไร

สมัยมหาวิทยาลัยผมเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ครับ หลังเรียนจบก็ทำงานในบริษัทดีไซน์ รับออกแบบ เขียนแปลนตึก ถ้าให้บอกตรง ๆ มันไม่สนุกเลยครับ เลยอยากทำในสิ่งที่ชอบ พอมานั่งนึกดูว่าชอบอะไรก็พบว่าตัวเองชอบหนัง ที่จริงชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว แต่ช่วงอายุประมาณ 23 – 24 น่าจะเป็นครั้งแรกที่เริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับหนังขึ้นมา

จุดเปลี่ยนคืออะไร ทำไมอยู่ ๆ คุณถึงตัดสินใจลาออกได้ง่าย ๆ แบบนั้น

ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ผมไปเที่ยวไกลมาก ไปเที่ยวยุโรปกัน ผมเลยคิดว่านี่แหละคือเวลาที่เหมาะที่สุดในการทำตามใจตัวเอง เลยเดินไปขอลาออก ซึ่งระหว่างที่อยู่ยุโรปคุณแม่ก็โทรเข้าไปที่บริษัทเก่าของผม พอได้ยินว่าลูกชายลาออกมาแล้วก็ตกใจมาก รีบกลับมากันใหญ่เลยครับ (หัวเราะ)

จากวันที่ตัดสินใจว่าจะเป็นผู้กำกับ จนถึงตอนที่ได้ทำหนังเรื่องแรก ระหว่างนั้นคุณทำอะไรบ้าง

ตอนนั้นผมตัดสินใจไปเรียนที่นิวยอร์กครับ ช่วงที่อยู่ที่นู่นก็ได้ทำหนังบ้างนิดหน่อย พอกลับมาเกาหลี ใจหนึ่งก็มั่นใจอยู่พอประมาณ แต่ด้วยความที่ยังไม่เคยทำหนังที่เกาหลีมาก่อน อีกใจก็เลยกังวลมากอยู่เหมือนกัน 

คุณจัดการกับความรู้สึกนั้นยังไง

ระหว่างที่ทำหนังเรื่องแรก ผมเกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่ได้เรียนมายังไม่พอ ยังจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติม อยากฝึกเพิ่มเติมอีก เลยกลับไปที่นิวยอร์กอีกรอบหนึ่ง

การไปนิวยอร์กครั้งที่ 2 นี้คุณไปเพื่อเรียนอะไร

หนังเรื่องแรกของผมชื่อว่า Into the Mirror (ปี 2003) นำแสดงโดย ยูจีแท และ คิมมยองมิน ซึ่งการกำกับคาแรกเตอร์ทั้ง 2 ตัวนี้ถือว่ายากมาก เพราะต้องอาศัยการ Mirroring Acting เลยตัดสินใจกลับไปเรียนวิชา ‘การแสดงเพื่อการกำกับ’ อีกครั้ง เพราะตัวผมเองไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการแสดง การไปเรียนตรงนี้เลยช่วยได้มากครับ

หลังจากทำหนังอยู่ 18 ปี อะไรทำให้คุณตัดสินใจผันตัวมากำกับซีรีส์

ตอนนั้นเป็นช่วงโควิด-19 สถานการณ์โรคระบาดทำให้วงการหนังเกาหลีหยุดชะงักไปเลย พอดีกับที่ Netflix เริ่มเข้ามาลงทุนทำซีรีส์ในเกาหลีหลายเรื่อง และผมก็ได้รับข้อเสนอเรื่อง Move to Heaven เข้ามา แน่นอนว่าผมอยากลองทำครับ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกและท้าทาย

กระบวนการทำหนังกับซีรีส์น่าจะต่างกันมาก

ใช่ครับ ข้อแรกเลย คือในการทำหนังส่วนใหญ่เราให้ผู้กำกับเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าอะไรก็จะต้องผ่านผู้กำกับก่อน แต่ในการทำซีรีส์ นักเขียนบทเข้ามามีบทบาทมากครับ เวลาจะตัดสินใจอะไรก็ต้องปรึกษานักเขียนบท และต้องทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาอยากถ่ายทอดอย่างละเอียด

ขั้นตอนในการพัฒนาบทแตกต่างกันไหม

เพราะซีรีส์มีบทยาวกว่าและใช้เวลาถ่ายทำนานกว่า วิธีการทำงานคือเราจะเริ่มทำบทอีพี 1 – 4 อย่างสุดความสามารถเลยครับ ดังนั้น บทช่วงต้นนี้จึงใช้เวลาเขียนนานเป็นพิเศษ หลังจากนั้น พอรู้สึกว่าอยู่ตัวแล้วจึงจะเริ่มกระบวนการแคสติ้งนักแสดง ส่วนบทในช่วงหลังจะพัฒนาบทไปพร้อม ๆ กับการถ่ายทำ

ปัญหาส่วนใหญ่ของซีรีส์เกาหลีก็คือช่วงที่ถ่ายทำอีพี 1 พอถ่ายส่วนของวันนั้นเสร็จปุ๊บ ก็ต้องรีบไปประชุมบทสำหรับอีพี 10 ต่อทันทีเพราะว่ายังเขียนบทไม่เสร็จ การประชุมตรงนี้จะมีอยู่เรื่อย ๆ แม้ว่าเราจะเริ่มถ่ายทำไปแล้วก็ตาม ซึ่งในมุมคนทำงาน ตารางเวลาที่แน่นขนาดนี้ก็ทำให้ตึงเครียดกันมากครับ

การที่ Move to Heaven เผยแพร่ผ่านทาง Netflix แบบรวดเดียวจบ ในขณะที่ Bad Prosecutor (ปี 2022) ซีรีส์เรื่องที่ 2 ของคุณออนแอร์สัปดาห์ละ 2 ตอน ความแตกต่างนี้มีผลต่อการทำงานไหม

มีผลแน่นอนครับ กรณีของ Move to Heaven คือเราถ่ายจนเสร็จทั้งหมดแล้ว ก็ยังมีเวลาสำหรับกระบวนการ Post-production อีกประมาณ 6 เดือน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เราปิดจบงานทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่ Bad Prosecutor เราถ่ายไปออนแอร์ไป อาทิตย์แรกที่อีพี 1 – 2 ออนแอร์ เรายังไม่ได้ถ่ายอีพี 10 – 12 ด้วยซ้ำ พอคิดเรื่องเวลาทำงานแล้วก็ถือว่าเครียดมากครับ งานที่มีเวลาทำ Post-production เพียงพอย่อมมีความสมบูรณ์สูง แต่ในช่วงท้าย พอมีเวลาไม่มากพอ จึงมีจุดที่น่าเสียดายอยู่ค่อนข้างมากครับ 

จาก Pre-production จนถึง Post-production คุณให้ความสำคัญกับกระบวนการไหนมากที่สุด

การเขียนบทในช่วงแรกสำคัญที่สุดสำหรับผม เราต้องมีบทที่มีโครงชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะถ้าถ่ายไปเขียนไป แทบจะเลี่ยงไม่ได้เลยที่ครึ่งหลังคุณภาพจะตก

ดูเหมือนคุณจะให้ความสำคัญกับบทเป็นพิเศษ ในฐานะอาจารย์สอนเขียนบทและเป็นสคริปต์ด็อกเตอร์ คุณสมบัติของบทที่ดีสำหรับคุณคืออะไร

การเติบโตของตัวละครหลักจากจุดเริ่มต้น โดยทั่วไปตัวละครอาจมีปม เช่น เป็นคนเห็นแก่ตัว ขาดความรักจากครอบครัว หรือมีปัญหาต่อเนื่องมาจากในอดีต เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อตัวละครตัดสินใจบางอย่าง ทำให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน เติบโตขึ้นหรือไม่ กลายเป็นคนใหม่หรือเปล่า และที่สำคัญคือวิธีที่บทสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตัวละครนั้น ๆ วิธีที่นักเขียนสร้างเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมา ตรงนี้คือจุดที่ผมให้ความสำคัญที่สุดครับ

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซีรีส์ วาไรตี และคอนเทนต์ของเกาหลีมาแรงมาก คุณคิดว่าสิ่งนี้เกิดจากอะไร

จุดเปลี่ยนสำคัญน่าจะเป็น Squid Game (ปี 2021) รึเปล่าครับ แต่อีกส่วนอาจเป็นเพราะช่วงโควิด-19 เราทุกคนอยู่แต่บ้าน ไปดูหนังในโรงไม่ได้ ทุกคนเลยหันมาดูคอนเทนต์บน OTT Platform กันมากขึ้น น่าจะเป็นช่วงที่หลายคนค้นพบคอนเทนต์เกาหลี ไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรีส์ หรือวาไรตีโชว์ต่าง ๆ

และอย่างที่บอกว่าช่วงนั้นวงการหนังเกาหลีหยุดชะงักไปเลย เพราะต่อให้ถ่ายทำไปกี่เรื่องหนังก็เข้าโรงไม่ได้ แต่ซีรีส์ยังถ่ายทำและออนแอร์ได้อยู่ ดังนั้น ผู้กำกับ นักเขียนบท และบริษัททำหนังทั้งหลายจึงหันมาทำซีรีส์กันมากขึ้นครับ เป็นช่วงที่เราจะได้เห็นว่ามีซีรีส์ที่แปลกใหม่ออกมาเยอะมากเลย 

คุณค้นพบซีรีส์หรือคอนเทนต์อะไรในช่วงโควิด-19 

ด้วยความที่เดิมผมเป็นคนทำหนัง จึงไม่ค่อยจะดูซีรีส์สักเท่าไหร่ แต่พออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องมากำกับซีรีส์เอง เลยไปตามดูซีรีส์เกาหลีที่ดัง ๆ อย่างเรื่อง My Mister (ปี 2018) หรือ Hotel Del Luna (ปี 2019) รวมถึงซีรีส์ของฝั่งตะวันตกอย่าง Chernobyl (ปี 2021) และ Westworld (ปี 2016 – 2022) ซึ่งพอได้ดูซีรีส์ที่มีคุณภาพดีแล้วก็เกิดความรู้สึกว่า ‘เราก็ต้องทำให้ดีเหมือนกัน’ 

ในอนาคตคุณคาดหวังให้กระแส K-content เติบโตไปในทิศทางไหน

บอกตามตรงว่าผมค่อนข้างกังวลมากทีเดียว เพราะตอนนี้มันกำลังไปได้ดีมาก ๆ แต่สถานการณ์ของวงการบันเทิงเกาหลีในปัจจุบันค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร เลยรู้สึกกังวลใจครับ

แต่ถ้าถามว่าคาดหวังให้เป็นอย่างไรต่อไป ส่วนตัวผมไม่อยากให้เป็นแค่การทำงานเฉพาะในประเทศเหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ เหมือนกับที่ผมได้ร่วมงานกับทีม Millisecond ของไทยในโปรเจกต์นี้ เพราะผมคิดว่าการได้ร่วมงานกับทีมงานต่างชาติ นักแสดงต่างชาติ หรือบริษัทต่างชาติ จะทำให้ขอบเขตของเรื่องราวขยายออกไป และคิดว่าจะทำให้เราสร้างเรื่องราวที่สนุกและน่าตื่นเต้นได้มากยิ่งขึ้นครับ

ทำไมการที่ K-content ได้รับความนิยมถึงสร้างความกังวลให้กับคุณ

เหตุผลที่ความสำเร็จในตอนนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ก็คือค่าตัวของนักแสดงสูงขึ้นมากครับ ดังนั้นต้นทุนการสร้างในแต่ละโปรเจกต์จึงถูกดึงให้สูงขึ้นตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในมุมผู้สร้าง ถ้าเกิดว่าไม่ยอมแพ้ เขาก็จะต้องหันไปหาทางเลือกอื่น ๆ บทใหม่ นักแสดงใหม่ หรือสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ในการถ่ายทำ เพราะการถ่ายทำในเกาหลีตอนนี้มีต้นทุนสูงมากจนหลายคนแบกรับไม่ไหวแล้ว

รัฐบาลเกาหลีเข้ามาช่วยเหลือปัญหานี้บ้างไหม

ทุกวันนี้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลลดลงจากเมื่อก่อนมากครับ สถานการณ์ทุกวันนี้ คือมีแค่ผู้กำกับดัง ๆ นักเขียนบทดัง ๆ และนักแสดงดัง ๆ เท่านั้นที่จะได้มีโอกาส ส่วนที่เหลือล้วนตกอยู่ในสภาวะที่สร้างผลงานไม่ได้ 

ผมคิดว่ารัฐควรจะเข้ามาช่วยสนับสนุนเพื่อสร้างความสมดุลตรงนี้ สร้างสภาพแวดล้อมในอุตสาหกรรมที่ทุกคนสร้างผลงานได้ ไม่อย่างนั้นเราจะมีโปรเจกต์ที่ผลิตออกมาไม่ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องยอมรับว่าตอนนี้เรากำลังเข้าสู่วิกฤตแล้วจริง ๆ 

หมายความว่ามีหลายโปรเจกต์ที่มีบทแล้ว มีนักแสดงแล้ว แต่ถ่ายทำไม่ได้เพราะขาดเงินทุน

ใช่ครับ มีทุกอย่างแล้วแต่ถ่ายทำไม่ได้เพราะขาดเงินทุน หรือที่ร้ายแรงกว่านั้นคือบางเรื่องที่เริ่มถ่ายทำไปแล้วแต่ต้องหยุดชะงักไปเฉย ๆ เพราะเงินหมดก็มีครับ กรณีหลังนี่มีค่อนข้างเยอะทีเดียว อย่างทีมงานกองถ่ายที่รู้จักกับผม เมื่อปีก่อนทุกคนต่างทำงานของตัวเองกันอยู่ดี ๆ แต่ตอนนี้พอโทรไปหา ปรากฏว่าทุกคนพักอยู่บ้านเฉย ๆ เพราะโปรเจกต์ล่มหรือไม่ก็ถูกระงับการถ่ายทำทั้งนั้นเลยครับ 

ปัญหานี้เกิดขึ้นกับตัวคุณเองด้วยไหม

ใช่ครับ ก่อนหน้านี้ผมเตรียมโปรเจกต์อยู่หลายชิ้นเลย แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าโปรเจกต์จำนวนหนึ่งเดินหน้าต่อไม่ได้ ทุกคนพูดตรงกันว่าให้รอก่อนหรือไม่ก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแทน

คุณคิดว่าถ้าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ปัญหานี้จะแก้ไขได้ไหม

อย่างน้อยก็คงดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้แหละครับ (หัวเราะ)

สมมติว่าคุณมีอำนาจในการจัดการเงินทุนของรัฐ คุณจะจัดสรรมันอย่างไร

คิดว่าอยากทำเหมือนกับที่เมื่อก่อนเราเคยทำมาตลอด คือสนับสนุนทั้งในขั้นตอนการวางแผน การพัฒนาบท และขั้นตอนการผลิต เมื่อก่อนรัฐบาลช่วยสนับสนุนเยอะมากเลยครับ เราจึงมีโอกาสผลิตมันออกมาจริง ๆ เพราะสิ่งที่สำคัญก็คือการได้ทดลองทำ

ถ้าพูดถึงเรื่องความหลากหลายของชิ้นงาน เดิมทีรัฐช่วยสนับสนุนโปรเจกต์นั้น โปรเจกต์นี้ เพื่อให้เรามีผลงานที่เยอะและหลากหลาย ซึ่งในจำนวนนั้นมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี เรื่องที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จใช่ไหมล่ะครับ แต่ทุกวันนี้รัฐให้ความสนใจกับผลงานไม่กี่ชิ้น ซึ่งเป็นชิ้นที่ได้รับความสนใจมาก่อนแล้ว ทีนี้เมื่อไม่สนใจคนทำงานที่เหลือ ภาพรวมวงการก็ไม่มีทางราบรื่นใช่ไหมล่ะครับ

อีกอันหนึ่งที่ชัดเจนเลยคือหนังอินดี้ เมื่อก่อนรัฐสนับสนุนหนังอินดี้เยอะมากนะครับ บรรดาผู้กำกับหนังอินดี้ทั้งหลายจึงสร้างผลงานดี ๆ ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ทุกวันนี้เหมือนรัฐมองว่า ‘หนังกระแสหลักของเราดังและไปได้ดีแล้ว จะไปสนับสนุนหนังอินดี้ทำไม’ แล้วก็หยุดสนับสนุนไปเฉย ๆ ดังนั้นผู้สร้างเขาก็ต้องเป็นกังวลแหละครับ

แปลว่าทุกวันนี้เกาหลีมีผู้กำกับหน้าใหม่น้อยลง

มีข่าวที่พูดถึงเรื่องนี้อยู่นะครับ เป็นข่าวที่ตั้งคำถามว่าในปัจจุบันที่หนังเกาหลีได้ไปคานส์ เรามี พัคชานอุค มี บงจุนโฮ แต่ทำไมถึงยังไม่มีผู้กำกับหน้าใหม่แจ้งเกิดเลย ถ้าเทียบสัดส่วนของผู้กำกับรุ่นใหม่ในอดีตกับปัจจุบัน ถือว่าลดลงไปเยอะมากครับ 

แล้วเราจะมองหาผู้กำกับใหม่ ๆ ได้จากที่ไหน

คือไม่ใช่ว่าไม่มีนะครับ เรายังมีผู้กับกับรุ่นใหม่ที่พยายามทำหนังกันอยู่ แต่แค่มองไม่เห็นพวกเขา เพราะขาดการสนับสนุน จึงแทบไม่มีวิธีไหนเลยที่พวกเขาจะพัฒนาตัวเองไปสู่สเตปถัดไปได้ การเดบิวต์ผลงาน Feature Film ชิ้นแรกของผู้กำกับรุ่นใหม่ทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ 

ย้อนกลับไปสมัยที่คุณเดบิวต์ผลงานหนังเรื่องแรก คุณได้รับการสนับสนุนอย่างไร

คงต้องบอกว่าผมโชคดีมากครับ เพราะผมก็แค่เขียนบทออกมาแล้วเอาไปเสนอ พอมีผู้ผลิตที่รู้สึกว่าบทน่าสนใจ โดดเด่น หรือว่าฟังดูน่าสนุก หลังจากนั้นก็สบายแล้วครับ ด้วยสภาพแวดล้อมของวงการหนังในยุคนั้นที่เราสร้างหนังกันได้ง่ายและรวดเร็วกว่าในทุกวันนี้มาก ๆ

ฝากอะไรถึงผู้กำกับรุ่นใหม่ทุกวันนี้หน่อย

ท้ายที่สุดแล้วเราต้องเริ่มจากการทำหนังแหละครับ เพราะชื่อของตำแหน่งเราคือ ‘ผู้กำกับ’ ถ้าไม่ได้ทำหนังแล้วจะเรียกตัวเองว่าผู้กำกับก็คงรู้สึกผิดใช่ไหมล่ะครับ ดังนั้น แทนที่จะเอาแต่รอให้โอกาสเข้ามาอย่างเดียว อยากให้ลองหาทางสร้างผลงานของตัวเอง แม้ว่าทุกวันนี้จะมีโอกาสไม่มากเท่าเมื่อก่อน แต่เราก็มีช่องทางในการสร้างและเผยแพร่งานเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก ผมคิดว่าถ้าเราลองหาวิถีทางให้กับตัวเองไปเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วโอกาสก็คงเข้ามาหาเราในที่สุด

ย้อนกลับไปในวันแรกที่ได้รับการติดต่อมา อะไรทำให้คุณตัดสินใจร่วมโปรเจกต์ Where the heart is?

ครั้งแรกสุดที่ได้เจอกับทีมงานทุกคน ผมรู้สึกได้ถึงแพสชันอันแรงกล้าของพวกเขา จึงตัดสินใจเข้าร่วม Script Lab ในฐานะที่ปรึกษาบทเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผมพบว่านักเขียนบทไทยที่เข้าร่วมต่างมีทั้งความสามารถและไอเดียที่น่าสนใจมาก จนผมอยากร่วมงานกับนักเขียนไทยดูสักครั้ง

ทีนี้พอจบ Script Lab ทาง Millisecond เลือกเอาผลงานที่น่าสนใจเพื่อมาพัฒนาต่อ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ โดยส่วนตัวผมอยากให้ผลงานชิ้นนี้พัฒนาต่อไปในทางที่ดี พอดีกับที่ทางทีมงานเข้ามาชวนว่าเรามาลงมือทำซีรีส์เรื่องนี้ด้วยกันเถอะ ผมเลยได้มากำกับร่วมในโปรเจกต์นี้

คุณเห็นอะไรในบทซีรีส์เรื่องนี้

แกนหลักของเรื่องนี้คือตัวละครหลักชายหญิง 2 คน คนหนึ่งเป็นคนไทย และอีกคนเป็นคนเกาหลี สิ่งที่น่าสนใจคือการปะทะกันและการเติบโตร่วมกันของคาแรกเตอร์ทั้ง 2 ตัว ผมคิดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนความแตกต่างทางวัฒนธรรมน่าจะสร้างทั้งโมเมนต์ที่น่าประทับใจและสนุกสนานในสไตล์ Comic 

ก่อนหน้านี้คุณเคยดูหนังหรือซีรีส์ไทยมาก่อนไหม

ผมเคยดูหนังไทยตามเทศกาลครับ ชอบหลายเรื่องเลยอย่าง เธอกับฉันกับฉัน (ปี 2023) หรือ ฉลาดเกมส์โกง (ปี 2017) แต่หลังจากที่ได้ยินว่าจะได้ร่วมงานกับคุณแจ็คในโปรเจกต์นี้เลยตามไปดู สาธุ (ปี 2024) มาครับ ถึงจะดูหนังไทยมาแล้วหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ต้องถือว่าเป็นผลงานที่ดีมากจริง ๆ เลยยิ่งอยากทำโปรเจกต์นี้ร่วมกับคุณแจ็คให้ได้

จากการมาไทยหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมข้อไหนที่คุณได้สัมผัสด้วยตัวเองบ้าง

ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่สดใสและมีอารมณ์ขันครับ หลายคนใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน มีจิตวิญญาณที่เป็นอิสระ ต่างจากคนเกาหลีในสมัยนี้ที่ค่อนข้างตึงเครียดและมีความกังวลสูง ในสังคมมีความขัดแย้งค่อนข้างเยอะ ผมคิดว่าถ้าเราส่งต่อพลังงานดี ๆ ในแบบของคนไทยผ่านผลงานนี้ได้ก็คงจะดี

นอกจากหนังและซีรีส์ มีวัฒนธรรมไทยด้านไหนอีกไหมที่คุณสนใจ

สิ่งที่ผมสนใจมากตอนนี้ก็คือวัฒนธรรมอีสานครับ เพราะระหว่างที่ทำโปรเจกต์นี้ก็ได้ยินอยู่เรื่อย ๆ และมาวันนี้ก็ได้รับชมการแสดงดนตรีอีสานประยุกต์ (Rasmee Isan Soul) แล้วประทับใจ คิดว่าถ้าหยิบตรงนี้ไปใส่ในซีรีส์ได้น่าจะดีเลย 

อีกอย่างคือผมว่าวัฒนธรรม ค่านิยม ความสัมพันธ์ในครอบครัว และบรรยากาศในชุมชนของอีสานเองก็มีความคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของเกาหลีอยู่เหมือนกัน เป็นสิ่งที่คนเกาหลีน่าจะรู้สึกสนใจและอินตามได้ไม่ยาก

เคยไปอีสานหรือยัง

ยังเลยครับ จริง ๆ เวิร์กช็อปนี้เรามีแพลนที่จะไปอีสานกัน น่าเสียดายที่ยังไม่ได้ไป แต่คุยกันแล้วว่ามาไทยคราวหน้าจะต้องไปอีสานให้ได้ครับ เพราะตั้งใจจะไปหาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับเขียนบทด้วย (ยิ้ม)

Writer

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

ฟรีแลนซ์ทั่วราชอาณาจักร เป็นนักเขียนที่ทำกราฟิกได้นิดหน่อย มีสิ่งชุบชูใจคือสารพัดของกุ๊กกิ๊ก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล