12 กันยายน 2024
17 K

หากคำว่า จิ่ง หรือ เจ่ง ในชื่อ จิ่งนะ แปลว่า เพชร แล้วการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง วิมานหนาม ทำให้เรารู้สึกถึงความหวังสว่างไสวได้ขนาดนั้น เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย ก็คงเก่งสมชื่อเหมือนกัน

หากคุณชื่นชอบงานกำกับของ บอส-นฤเบศ กูโน สิ่งหนึ่งที่เป็นท่าไม้ตายของเขาเสมอคือการมีตัวละครลับที่พร้อมจะเปลี่ยนเส้นเรื่องได้ตลอดเวลา ‘จิ่งนะ’ จึงเป็นบทบาทที่น่าค้นหาตั้งแต่วันแรกที่ใบปิดถูกปล่อยออกมา 

คนที่เป็นเหมือนฟูกหนารองรับบนหนามแหลม เป็นคนปลดระวางความเคียดแค้น และเป็นความหวังเดียวท่ามกลางความวายป่วงทั้งปวง 

ไม่ใช่แค่ผู้กำกับ แต่คนดูอย่างเราก็รู้สึกคล้ายกันว่าบทบาทนั้นไม่ใช่สำหรับใครก็ได้

เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย ไม่ได้อยู่ในเครือ GDH ไม่มีพื้นฐานการแสดง นอกจากคลิปไวรัลครูหล่อบอกต่อด้วยสมัยเป็นครูฝึกสอนที่โรงเรียนบ้านหนองเลา เขาก็ไม่มีผลงานอื่นเป็นที่ประจักษ์ 

เก่ง หฤษฎ์ เป็นเด็กชาติพันธุ์ไทลื้อ เกิดในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา แม้จะมีชีวิตเป็นเด็กพูดน้อย วิ่งเล่นในสวนยางของครอบครัว แต่เขาก็ยังฝันเป็นนักแสดง มุ่งมั่นหาเงินเลี้ยงชีพตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยด้วยการเดินสายประกวด ถูกหักอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่คิดถอดใจ กระทั่งค่าย DOMUNDI มองเห็นแววมาปลุกปั้น

เก่งตัดสินใจทิ้งอาชีพครูไว้เบื้องหลัง เก็บกระเป๋าจากบ้านเกิดมาตามหาความฝันในเมืองใหญ่ เขาบอกว่าขอลองเสี่ยงกับอนาคตเหมือนการซื้อลอตเตอรี่ โดยมี ‘วิมานหนาม’ ภาพยนตร์เรื่องแรกเป็นบทพิสูจน์ว่าเขาคู่ควรกับจิ่งนะทุกประการ

ใครจะรู้ หลังเพียรพยายามเป็นนักแสดงอยู่หลายปี 

วันนี้เขาเหมือนถูกหวยร้อยล้าน

ช่วงนี้ เก่ง หฤษฎ์ เดินสายตอบคำถามทุกวัน ส่วนมากเขาถามคุณเรื่องอะไร

เกี่ยวกับปรัชญา (หัวเราะ) แต่เก่งชอบพูดอะไรที่ต้องคิดนะ ส่วนมากเก่งชอบฟังพอดแคสต์ครับ ดูว่าศิลปินกว่าจะผ่านความลำบากมาถึงจุดนี้เขามีวิธีคิดยังไง เช่น พี่ต่อ ธนภพ, บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ปกติเราไม่ค่อยสนใจเรื่องแบบนี้กัน แต่ถ้าต้องการเยียวยาใจ ฟังความคิดที่ทำให้เราดีขึ้นเมื่อไหร่ เราจะต้องการมัน อย่างน้อยเก่งทิ้งเมสเซจไว้ เผื่อบางคนผ่านมาเห็นก็อาจจะช่วยเขาได้ แต่อย่างหนึ่งที่เก่งสงสัยตัวเองคือเก่งชอบฟัง แต่ชอบจำรายละเอียดไม่ได้ มันจะซึมซับเข้าไปเอง 

คนที่ชอบฟังแต่จำรายละเอียดไม่ได้จะเป็นนักแสดงได้เหรอ

ทุกวันนี้ก็ยังงงอยู่ (หัวเราะ) เก่งพยายามเข้าวงการมาตั้งแต่ปี 1 ทําทุกอย่างที่พอจะทําได้ เดินแบบ ถ่ายแบบ ประกวด ตอนมาอยู่กรุงเทพฯ ช่วงแรกได้โฆษณาตัวเดียวแล้วเงินหมดเลย เพราะต้องเช่าคอนโด จ่ายค่ากับข้าว ค่าน้ำ ค่าไฟ อยู่ได้ 3 เดือนก็กลับพะเยา หลังจบโควิดเลยคิดว่าจะไม่เอาดีด้านนี้อีกแล้ว แต่ช่วงนั้นค่าย DOMUNDI ติดต่อมาพร้อม ๆ กับ GDH ว่ามีโปรเจกต์อยากให้ลองมาแคสต์

เคยดูผลงานของ บอส กูโน มาก่อนไหม รู้สึกยังไงที่ต้องมาแคสต์บทจิ่งนะ

ไม่เคยดูเลย ไม่รู้จัก แต่พอรู้ว่าพี่บอสเป็นผู้กำกับก็ไปไล่หาประวัติ จนไปเจอคลิป คุณทนความเย็นได้แค่ไหน (หัวเราะ) เจอว่าเขากำกับ แปลรักฉันด้วยใจเธอ เลยไปลองดู รู้สึกเหมือนเต๋กับโอ้เอ๋วมีชีวิตอยู่จริง ๆ ในภูเก็ต มันสมจริงมาก ทำให้เรามีแพสชันในการทำงานเรื่อง วิมานหนาม มาก

แต่ผมก็ไปแคสต์แบบไม่ได้หวังอะไร เพราะส่วนมาก GDH ใช้นักแสดงของค่ายเขามากกว่า แล้วเราเป็นเด็กข้างนอก ไม่มีผลงาน เพราะฉะนั้นหมดสิทธิ์เลยที่จะได้ คงเป็นความโชคดี

อ่านจากโพสต์ของแคสติ้ง เขาเล่าว่ามี 2 ซีนที่ใช้แคสต์เก่ง คือซีนที่ทองคำกับจิ่งนะพบกันครั้งแรกใต้ต้นทุเรียน และอีกซีนไม่ได้อยู่ในหนัง ซีนนั้นคืออะไร

ซีนแรกผมเล่นเป็นคนสวน ไปตัดต้นทุเรียน ด้วยความที่จิ่งนะใสซื่อมาก คิดว่ากิ่งไม้คือหางแย้เลยไปตัดทิ้ง ทั้งที่มันคือหน่อทุเรียนที่กำลังออกมาเป็นลูก ซีนที่ 2 คือซีนทองคำขนโซฟาออกจากบ้าน แล้วเราก็ต่อยกัน เขาอยากรู้ว่าเคมีเข้ากันไหม แต่ตอนนั้นผมไม่ได้แคสต์กับ พี่เจฟ ซาเตอร์ นะครับ

บทบาทนี้มีหลายมิติมาก ทั้งเป็นคนสวน เป็น LGBTQ เป็นคนชายขอบ คุณเอาประสบการณ์จากไหนมาแคสต์ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานการแสดงมาก่อนเลย

จิ่งนะมีความเป็นเก่งค่อนข้างเยอะมาก เก่งเป็นเด็กชายขอบ ที่บ้านทำสวนยาง แล้วเก่งก็มองความรักเป็นเรื่องระหว่างคน 2 คน ไม่ได้มองว่านี่คือความรักของเพศชายหรือเพศหญิง เขาส่งความรักมาให้เรา เราก็ส่งความรักคืนกลับไปให้เขา พาทั้ง 2 ตัวละครไปในทิศทางที่ผู้กำกับวางไว้

GDH ทำงานมืออาชีพมากและให้อิสระมาก เขาให้เก่งไปทำการบ้านเองว่าจิ่งนะควรออกมาเป็นยังไง ลองพาไปกินข้าว พาไปเดินห้าง ลองสมมติว่าจิ่งนะมาอยู่ด้วยจริง ๆ เก่งก็เอากลับไปลิสต์มาว่าจิ่งนะรู้สึกแบบนี้ เขาโยนโจทย์ให้เราไปตีเอง

รู้สึกยังไงตอนรู้บทสรุปสุดท้ายของตัวละครตัวเอง

ตอนแรกผมไม่รู้สึกอะไรนะ เพราะรู้ว่าเมสเซจที่ผู้กำกับต้องการจะส่งออกไปข้างนอกคืออะไร แล้วบทสรุปของจิ่งนะจะทำให้เมสเซจนั้นส่งไปได้ดังและไกลที่สุด แต่พอมาดูรอบที่ 2 น้ำตาผมไหลเลย 

ภาพยนตร์คือช่วงชีวิตหนึ่งของใครสักคน อาจจะเป็น 10 – 20 ปี ย่อเข้ามาอยู่ใน 2 ชั่วโมง งั้นเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นกับใครบางคน แล้วจิ่งนะก็อาจจะมีตัวตนอยู่จริง ๆ ก็ได้ ซึ่งคนใสซื่อและบริสุทธิ์ขนาดนี้ไม่ควรต้องมาผิดหวัง

แสดงว่าในมุมมองของคุณไม่อยากให้หนังจบแบบนี้

ใช่ ผมอยากให้เขามีความรัก จิ่งนะเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตต่อไปเรื่อย ๆ เขาไม่เคยมีความหวัง แต่การเจอทองคำมันจุดประกายชีวิตขึ้นมา ทำให้เขามีเป้าหมาย 

สายตาของจิ่งนะตอนเจอทองคำครั้งแรกเป็นประกาย เหมือนได้เจอเพชรที่ไม่เคยเจอมาก่อน รู้สึกว่าเขามีคุณค่า ถูกดึงดูดด้วยเสน่ห์บางอย่าง

เก่งเองก็มีพี่สาว ความสัมพันธ์ของคุณและพี่สาวเหมือนหรือต่างกับจิ่งนะและโหม๋ยังไง

เหมือนกันเปี๊ยบ (หัวเราะ) เก่งกับพี่สาวอายุห่างกัน 13 ปี เมื่อก่อนเก่งไม่เคยกอดพี่สาวเลย คุยกันน้อยมาก เก่งไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก เพิ่งจะมาคุยเยอะตอนเข้าวงการบันเทิงสักพัก ตอนนี้กลับบ้านไปกอดเขา ก่อนมากรุงเทพฯ ก็กอดลากัน การแสดงเรื่องนี้ทำให้รู้สึกสนิทกับพี่สาวมากขึ้นมาก 

แล้วเราเหมือนกับในหนังตรงที่เราเป็นเด็กชายขอบทั้งคู่ ถ้าทุกคนสังเกตมวลบางอย่างระหว่างจิ่งนะกับโหม๋จะมีความเกรงใจระหว่างพี่กับน้องอยู่ เราไม่เหมือนพี่น้องแบบสังคมในเมืองที่รักใคร่กลมเกลียว มีอะไรพูดคุยกันตลอด แต่โหม๋กับจิ่งนะจะคุยกันเฉพาะเวลาลำบากจริง ๆ ไม่ได้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แต่จะเฝ้าสังเกต

ทำไมถึงมองว่าชีวิตเด็กชายขอบส่วนมากเป็นแบบนั้น

สังคมรอบข้างมีผลต่อการใช้ชีวิตมาก ๆ เก่งเพิ่งรู้ตอนเข้ามาอยู่ในเมืองที่เปิดรับความหลากหลายมากกว่า มีหลายครอบครัวให้เราได้สังเกต ได้เรียนรู้ เมื่อก่อนเก่งแทบจะเข้าไม่ถึงสื่อเทคโนโลยีอะไรเลย เข้าไม่ถึงห้างสรรพสินค้าหรือแม่ค้าที่ตะโกนขายของ เด็กแบบเก่งจะขี้เขิน ไม่ค่อยกล้าพูด

แต่คุณก็เป็นถึงลูกพ่อหลวงบ้านไม่ใช่เหรอ 

พ่อผมก็ขี้อายครับ (หัวเราะ) เขาพูดไม่ค่อยเยอะ

ในเมืองมีหลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายเชื้อชาติ พอมาอยู่ด้วยกันก็ได้ใช้ชีวิตหลากหลาย แต่เด็กชายขอบจะมีกลุ่มเฉพาะของเขา เก่งมีชาติพันธุ์ไทลื้อ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมก็จะน้อย ไม่ได้ผสมผสานอะไรกับใคร 

ซึ่งความหลากหลายสวยงามก็จริงครับ แต่เก่งก็อยากรักษาวัฒนธรรมที่บ้านให้อยู่แบบนั้น เป็นเสน่ห์ที่จะกระจายคนข้างนอกเข้าไปข้างในได้ด้วย โดยที่มีผู้รู้จริง มีอาหารพื้นบ้านจริง มีวิถีชีวิตจริง ๆ อยู่ตรงนั้น

คุณกลับบ้านครั้งล่าสุดเมื่อไร

เดือนที่แล้ว กลับไปพักครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นหนังยังไม่เข้าเลย แต่คนที่บ้านก็พอรู้แล้วว่าเก่งได้เล่นหนัง เขาก็มองเก่งเปลี่ยนไป เจอใครก็ขอถ่ายรูป รู้สึกแปลกดี เพราะเราคือเด็กตัวเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน ไม่ค่อยออกไปเที่ยวข้างนอก ตกเย็นก็เตะฟุตบอล แล้วก็กลับมานอนดูการ์ตูน 

เห็นคุณเคยให้สัมภาษณ์ว่ามาอยู่กรุงเทพฯ ช่วงแรกร้องไห้เลย เกิดอะไรขึ้น

เราเรียนมาตลอด ไม่เคยต้องแบกรับภาระอะไรเลย มีหน้าที่เรียน กิน นอน ดูซีรีส์ แต่การเข้ามากรุงเทพฯ คือต้องทำงาน ความสะดวกสบายแบบนั้นหายไป ความอยากนอนเฉย ๆ ไม่มีอีกแล้ว เราต้องต้องโตขึ้น เป็นความหวังของครอบครัว แต่ค่าใช้จ่ายในกรุงเทพฯ ก็เยอะมาก ๆ จนเราไม่อยากใช้อะไรเลย ตึกสูงพวกนี้ก็ไม่ค่อยชิน ทุกวันนี้ยังไม่ออกไปเที่ยวที่ไหน และผมก็กดดันตัวเองมาก

คุณปรับตัวยังไงให้เข้ากับเมืองที่ไม่รู้จัก

โลกมันจะบีบบังคับเราเองตามสังคมของเรา ตามงานของเรา แล้วเราจะต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด 

เก่งชอบการแสดง การร้องเพลง ทำให้เรามีความสุขที่จะออกไปทำงาน จากไม่เคยคิดว่าเราจะมีคนติดตามผลงานเยอะขนาดนี้ แฟนคลับก็ค่อย ๆ เยอะมากขึ้น ทำให้เรามีแรงออกไปข้างนอก กล้าที่จะปรับตัวเพื่อให้เขาชินกับเรา แล้วเราก็ชินกับเขาด้วย (หัวเราะ) 

คิดอยากกลับไปเป็นครูบ้างไหม

คิดอยู่ตลอดนะครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่าความสามารถของผมยังพอจะสอนเด็ก ๆ ได้อยู่รึเปล่า เหมาะสมรึเปล่า เพราะการเป็นครูควรเป็นหลังเรียนจบเลย ความรู้ทุกอย่างที่เรามีจะได้ใช้ในปีที่ 5 แต่ผมเว้นระยะมาเป็นปีแล้ว ผมกลัวว่าถ้าไปสอนเด็ก ๆ แล้วจะทำได้ไม่เต็มที่ เพราะเราปลูกฝังหรือแนะนำเขายังไงเขาก็จะเชื่อแบบนั้น ถ้าเราให้ความรู้ผิด ๆ กับเขา มันจะเป็นการล้มต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนโดมิโน่

ความน่าสนใจหนึ่งของคุณคือคุณเป็นคนขี้อาย แต่สิ่งที่คุณเลือกทำทุกอย่างต้องอาศัยความกล้าแสดงออกสูงมาก เช่น เป็นนักแสดงหน้ากล้อง หรือการเป็นครูหน้าห้อง

ความรักในสิ่งที่ทำมั้งครับที่เอาชนะความขี้อายได้ มันอยู่ตรงหน้าเราแล้ว มีซ้ายกับขวาให้เลือก ถึงหน้างานคุณจะตัดสินใจได้เองว่าคุณจะทำหรือไม่ทำ

การตัดสินใจว่าจะเป็นครูหรือนักแสดงหลังเรียนจบมันยากไหม

ผมตัดสินใจประมาณ 2 เดือนครับ 

ระหว่างการเป็นครูแล้วใช้ชีวิตธรรมดา สอนเด็ก ๆ มีความสุข แต่ภาระงานก็เยอะตาม กับสอง คือเข้าวงการบันเทิง มีโอกาสเข้ามา แต่ไม่รู้ว่าอนาคตจะมั่นคงรึเปล่า ไม่รู้ว่าเมื่อไรครอบครัวจะสบาย ต่างจากอาชีพครูสิ้นเชิง มีเงินเดือนทุกเดือน สวัสดิการดี พ่อแม่สบาย 

ผมไม่รู้หรอกว่าเข้ามาวงการบันเทิงแล้วจะได้รับโอกาสอะไรบ้าง แต่ถ้าได้ทำในสิ่งที่เรารักก็น่าจะเป็นการทำงานที่เราอยากตื่นขึ้นมาทำทุกวัน ไม่ใช่ว่าผมไม่รักการเป็นครู แต่สถานการณ์การเงินของที่บ้านตอนนั้นบีบบังคับมากครับ

ไม่รู้ผมคิดไปเองไหมว่าชีวิตตอนนั้นเหมือนลอตเตอรี่ ไม่รู้ว่าเลือกถูกรึเปล่า อาจจะดีหรือแย่ไปเลยก็ได้ 

ปรึกษาใครบ้าง

ไม่ได้คุยกับใครเลย พ่อกับแม่ไม่ได้สงสัยในตัวผมเลยว่าผมเลือกถูกหรือผิด แค่รู้ว่าลูกเลือกก็สนับสนุนเต็มที่ (ยิ้ม)

แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกก็ได้รับกระแสตอบรับดีมาก คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จเร็วกว่าที่คิดไหม

ผมไม่เคยคิดมาก่อนด้วยซ้ำครับ 

ผมติดตามผลงาน GDH มานานมาก ดูแทบทุกเรื่อง แค่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งในภาพยนตร์ในเครือของเขาผมก็พอใจแล้วชีวิตนี้ จริง ๆ นะ 

ผมมีไอดอลเป็น พี่มาริโอ้ เมาเร่อ ผมดู สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก อยากเป็นพี่โชนมาตลอด อยากเป็นพระเอกกับเขาบ้าง แค่ได้เข้ามาในวงการภาพยนตร์ก็พอแล้ว ไม่ต้องเป็นตัวเอกหรือบทรองก็ได้ครับ

งั้นเป้าหมายต่อไปในวงการบันเทิงคืออะไรถ้าตอนนี้คุณพอใจแล้ว

พอใจในความฝันแรก แต่ผมจะมีความฝันอื่นเข้ามาแน่นอน (หัวเราะ) ก้าวต่อไปผมอยากจะโฟกัสที่ซีรีส์คู่กับ น้ำปิง-นภัสกร ปิงเมือง เป็นอีกมาสเตอร์พีซที่ท้าทาย อยากทำออกมาให้ดีมาก ๆ เพราะมีรายละเอียดเยอะพอ ๆ กับภาพยนตร์เลย 

คุณยังต้องอธิบายกับคนรอบตัวถึงการรับเล่นละครหรือภาพยนตร์เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศอยู่อีกไหม

ด้วยความที่เก่งพูดไม่ค่อยเก่ง สิ่งที่เก่งทำก็เป็นเมสเซจหนึ่งที่ส่งให้ทุกคนรู้ ผมไม่ได้ตะโกนออกมาเป็นคำพูด แต่งานของผมจะค่อย ๆ ซึมซับให้เป็นเรื่องปกติมาก ๆ ในสังคม

แม้แต่พ่อแม่ ตอนแรกที่เก่งเข้ามาทำก็มีคำถามอยู่ว่าเก่งจะโอเคไหม แล้วในพื้นที่ชนบท ชาวไทลื้อก็ยังไม่ได้เปิดรับขนาดนั้น แต่พอครอบครัวเก่งเข้าใจ คนอื่นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป ค่อย ๆ เข้าใจสังคมปัจจุบันมากขึ้น และไม่มีคำถามอะไรกับเก่งอีกเลย 

เก่งรู้สึกว่าโลกเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ อย่างน้อยผลงานที่เราทำอยู่จะช่วยลดช่องว่างระหว่างความเชื่อแบบเก่ากับความเชื่อแบบใหม่ได้แน่นอน

เป็นความตั้งใจแรกเลยไหมว่าอยากเป็นนักแสดงเพื่อส่งสารบางอย่าง

ไม่ใช่เลยครับ เก่งทำงานกับพี่ ๆ LGBTQ มาตั้งแต่แรก พี่เลี้ยงทุกคนรักเราเหมือนลูก ปั้นเก่งตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 ทุ่มเททุกอย่าง แทบไม่หมดหวังกับเราเลย ไปส่งแคสต์ ส่งประกวด จนถึงทุกวันนี้

หลังเข้ามาทำงานเก่งเพิ่งถามตัวเองว่าเราเข้ามาในอุตสาหกรรมวายเพื่ออะไร แน่นอนว่ามาทำงานเพื่อเงิน แต่เราไม่ได้อยากมาฉาบฉวยในวงการนี้ เราต้องให้คืนกลับเขาด้วย อย่างน้อยเราเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ได้ ถ้าเราลดช่องวางระหว่างเรื่องอะไรสักอย่างในสังคมได้ ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่รวมไปถึงการศึกษาด้วยก็คงดี 

ถ้าชีวิตเหมือนลอตเตอรี่ คิดว่าชีวิตตอนนี้ถูกหวยรึยัง

อาจจะถูกเลขท้าย 2 ตัว (หัวเราะ) ยังไม่ใช่แจ็กพอต แต่อย่างน้อยก็ถูกแล้วครับ

FUN FACTS ABOUT KENG

  1. เก่งไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองร้องเพลงได้ เก่งแค่ชอบร้องเพลงในห้องน้ำ จำได้ว่าตอน ป.1 พี่ข้างบ้านชอบเล่นกีตาร์ ผมก็ไปซื้อกีตาร์มาฝึกเองเลย พอขึ้น ม.ปลาย ก็ชอบร้องเพลงอยู่หลังห้อง ไม่ค่อยมั่นใจในเสียงตัวเอง เพราะผมเสียงเล็กมากแต่ชอบร้องเพลงร็อกแบบ Retrospect คิดว่าเสียงสูงคือเท่ อย่างน้อยคนก็ว้าว (หัวเราะ) ตอนนั้นวงของเพื่อนขาดนักร้องนำพอดีเลยเอาเก่งไปร้องแทน ผมร้องเพลง ยาพิษ ของ Bodyslam จำได้ว่าเละเทะมาก แต่ก็ทำให้ชอบการร้องเพลงบนเวทีมากครับ
  2. มากรุงเทพฯ ครั้งแรกตอนปี 1 ต้องแย่งกันขึ้นรถไฟฟ้า เก่งถือกระเป๋าใบใหญ่มาก แล้วมีป้าคนหนึ่งดันกระเป๋าเข้าไปข้างใน เก่งก็โวยวาย แล้วทุกคนก็กรูกันเข้ามา เป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมากครับ (หัวเราะ)

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล