31 กรกฎาคม 2024
12 K

ประสบกานต์

เราเริ่มบทสนทนากับ กานต์-กษิดิ์เดช หงส์ลดารมภ์ ที่ Slowcombo ซอยจุฬาลงกรณ์ 50

จากเคยลังเลเล็กน้อยว่าคอมมูนิตี้สเปซที่ซ่อนตัวท่ามกลางความเร่งรีบของเมืองจะเข้ากับหนุ่ม City Pop แบบเขารึเปล่า แต่ประสบการณ์ชีวิตแบบที่เจ้าตัวบอกว่าเหมือน Rollercoaster ทำให้ที่นี่เหมาะกับเขาที่สุดแล้ว

ตั้งแต่การเป็นลูกชายของ เกศวรงค์ หงส์ลดารมภ์ ผู้ช่วยผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แต่ชอบเล่นดนตรีจนพ่อเคยทุ่มกีตาร์ทิ้ง เลือกตามฝันด้วยการเป็น Band Director ตอนอายุ 14 จับพลัดจับผลูเข้ามาในวงการนักแสดงผ่านการประกวดร้องเพลง ผันตัวเป็นศิลปินวง HYBS ร่วมกับ เจมส์ (อลิน วี) อย่างไม่ตั้งใจ จนกลายเป็นเจ้าของเพลงฮิต 50 ล้านวิวที่มีแฟนคลับทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก น่าเสียดายที่อายุขัยของ HYBS ยืนยาวได้เพียง 2 ปี ก่อนทั้งคู่จะออกมาประกาศสิ้นสุดการเดินทาง

กานต์ไม่ปล่อยให้แฟนคลับเสียใจนาน เขากลับมาอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว ภายใต้ชื่อ WIM จากคำถามที่มักเกิดขึ้นกับตัวเขาเสมอว่า Who is me? แม้จะผิดไวยากรณ์จนนักพิสูจน์อักษรร้อนรนอยากแก้ แต่ก็เข้ากันดีกับเจ้าตัวที่มักทำเรื่องแหกกฎเสมอ

กลิ่นอายในเสียงเพลงของกานต์ยังชวนให้นึกถึงวันวาน แม้เขาในตอนนี้จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม

อุดมกานต์

ครอบครัวของคุณคร่ำหวอดในแวดวงการเมือง คุณมาเอาดีด้านการเล่นดนตรีได้ยังไง

พ่อแม่ค่อนข้างวางแผนชีวิตเราชัดเจน เขาอยากให้ไปสายยานยนต์ สถาปนิก หรือวิศวกร เพราะวิชาที่เราทำได้ค่อนข้างดีตอนเด็ก ๆ คือเลขกับฟิสิกส์ แต่เราไม่อยากเป็น

พอตอน ป.2 พ่อแม่ให้ครูสอนเปียโนมาสอนที่บ้าน เราก็ไม่ชอบ รู้สึกว่าเด็กผู้ชายเล่นเปียโนไม่เท่ ต้อง Rock and Roll ดิ เลยบอกกับแม่ว่าไม่เรียนเปียโนแล้ว จนช่วง ป.4 Bodyslam ออกอัลบัม save my life พี่ชัช (สุชัฒติ จั่นอี๊ด) ตีกลองเท่มาก เราขอแม่ไปเรียนกลองที่โรงเรียนดนตรีสยามกลการ เห็นเพื่อนห้องกีตาร์ก็เริ่มอยากเล่น พอขึ้น ม.1 ก็อยากร้องเพลงจีบสาว 

จีบติดรึเปล่า

ผมเริ่มจากตีคอร์ดกีตาร์ก่อน สักพักเริ่มถลำลึกจนสาวไม่เกี่ยว This is the man world from now on. แล้วไปตั้งวงกับเพื่อน (หัวเราะ)

คุณอยู่รอดในโรงเรียนที่เข้มงวดอย่างจิตรลดาตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมได้ยังไง

ที่นี่โดดเรียนยากมาก แต่เราโดดไปซ้อมดนตรีได้ (หัวเราะ)

เราไม่ได้ถึงขั้นต้องแอบครอบครัวเล่นดนตรี แต่หมกมุ่นถึงขั้นไม่เรียน ไม่เอาอะไรเลย จนพ่อเอากีตาร์ไปทุบ ซึ่งเป็นกีตาร์โปร่งตัวเก่าของพ่อด้วย เราเสียใจมาก ซึ่งพ่อก็ไม่ผิดหรอก เขาเคยเป็นมือเบสสมัยมหาลัย แต่เลิกเล่นดนตรีแล้วไปเรียนโปรแกรมเมอร์ คงไม่อยากให้ซ้ำรอยเขา 

ถ้าสมมติเรามีลูก แล้วลูกมาบอกว่า พ่อคอยดู เดี๋ยวผมจะเป็นศิลปินระดับโลกให้ได้เลย เราก็คงเบรก เพราะมันเป็นฝันกลางวันมาก

แต่การเลือกเรียนวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ก็ถือว่าคุณมั่นใจในเส้นทางดนตรี

เราอยากเรียนสายที่ไม่ต้องลำบากมาก เพราะได้ทำงานเกี่ยวกับดนตรีตั้งแต่อายุ 14 – 15 แล้ว ตอนนั้นจับพลัดจับผลูไปประกวดร้องเพลง รับงานแสดง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนรู้จัก

คุณทำงานอะไรตั้งแต่อายุ 14 – 15

เราเป็นโปรดิวเซอร์ให้ศิลปิน เคยทำเพลงให้ ธามไท ตอนอยู่ Kamikaze เรากับธามไทเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว เราไปเล่นมิวสิกวิดีโอให้ ได้เล่นกีตาร์ ร้องเพลงด้วยกัน จนเราเสนอทำโปรดิวซ์ให้เขา แต่วุฒิภาวะเราน้อยเลยต้องใช้นามปากกาว่า to peace แล้วก็ไม่ออกหน้า

เกิดจากประสบการณ์ช่วงนั้นที่ได้ทำงานเป็น Band Director ให้เพื่อน แต่มีผู้ใหญ่ในค่ายเขามองว่าเรายังเด็ก เวลาเสนออะไรก็ไม่ค่อยฟัง ยิ่งเราดื้อก็มองเราเป็นเด็กไม่ดี เลยมีนามปากกาไว้วัดกันที่งานไปเลย 

ตอนไหนที่คุณใช้ชื่อตัวเองโดยไม่ต้องใช้นามปากกาอีกแล้ว

ตอนเราเริ่มมีชื่อเสียงจากการประกวด ทำให้เห็นว่าชื่อก็เป็นคุณค่าหนึ่งของเราเหมือนกัน

การเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะทางสังคม ทำให้คุณต้องการพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลาไหม

อาจจะขัดแย้งนะ เรากลับรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรในชีวิตเลย เพราะสุดท้ายแล้วคนเรามีภาพที่มองอีกคนหนึ่งอยู่แล้ว การที่พยายามบอกว่าเราไม่ใช่อย่างที่คุณมองมันเสียเวลาเปล่า 

ช่วงไหนที่พ่อแม่เริ่มโอเคกับเส้นทางที่คุณเลือก

ความจริงช่วงทำ HYBS เขายังค่อนข้างแคลงใจกับเราอยู่เลย เพราะเป็นนักแสดงได้เงินเยอะกว่า ผู้ใหญ่เขามักมองเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก จนเขาเริ่มเห็นว่า HYBS ได้ไปทัวร์ต่างประเทศ เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เขาก็เลยไม่ขัดเราอีก แล้วก็ภูมิใจกับเรามากขึ้น

มองกานต์ไกล

เล่าให้ฟังหน่อยว่าจาก กานต์ HYBS มาเป็น กานต์ WIM ได้ยังไง

เราเคยทำโปรเจกต์ HYBS อยู่ 2 – 3 ปี ไม่มีเป้าหมายเลย แค่ทำเพลงกันเล่น ๆ ลงอินสตาแกรมแล้วคนมาถามว่า คัฟเวอร์เพลงอะไร หาฟังที่ไหน เราก็มองหน้ากันกับ เจมส์ (อลิน วี) แม่ง เราต้องเอาแล้วว่ะเพื่อน! 

แล้วก็เขียนเพลงจนมีคนมาฟัง มาชอบ มาจ้าง คนดูสนุกกับเราตั้งแต่งานแรก กลายเป็นเสพติด อยากทำอีก จนถึงจุดที่สนุกเกินแล้ว สุดท้ายก็เห็นตรงกันว่าจะลองไปทำอะไรใหม่ ๆ เราคุยกันง่ายเพราะเป็นเพื่อนที่กิน นอน เล่นเกมมาด้วยกัน แล้วผมไม่อยากทิ้งดนตรี เลยทำโปรเจกต์เดี่ยวชื่อ WIM เป็นศิลปินอิสระ ซึ่งตอนแรกกะว่าจะพักก่อนสัก 6 เดือน แต่กลับมาทำเพลงก่อน

ไปเจออะไรมาถึงไม่รอครบ 6 เดือนแล้ว

ช่วงนั้นเราวางแผนไปเที่ยวพักผ่อนที่ญี่ปุ่นกับแฟนเงียบ ๆ แต่รู้มาว่าเพื่อน ๆ พี่ ๆ อยู่ที่นั่นกันครึ่งค่อนวงการ ผมนั่งกดตุ๊กตาอยู่ที่ชินจูกุก็ยังเจอ พี่แอนโทนี่ เหว่ย เข้ามาสะกิดหลัง

เขาบอก เฮ้ย กานต์ คืนนี้มาเจอกันที่ร้านนี้ เราก็อ้าว ยังไม่ทันรับคำเลย (หัวเราะ)

เปิดประตูร้านมาเจอ พี่โอ๊ต ปราโมทย์, พี่ ๆ วง ZEAL, พี่สาระตั้ม, พี่ว่าน ธนกฤต โห ไลน์อัปเยอะมาก หลังจากนั้นแพลนก็ล่มเลยครับ เราที่กำลัง Emotional Breakdown พอได้เจอพี่ ๆ ที่อยู่ข้างกัน คอยมอบพลังงานดี ๆ ให้กัน ก็รู้สึกว่ารอไม่ได้แล้ว

ตอนนั้นอยากพักไปเพื่อทบทวนแนวเพลงของตัวเอง หรือทบทวนว่าจะอยู่ในวงการนี้ต่อไปดีไหม

เราแค่อยากใช้ชีวิต เพราะคนทำงานครีเอทีฟมักแยกชีวิตกับงานไม่ได้ 

ตอนเด็กเรามองดนตรีเป็นทางออก แอบครูเขียนเพลง ทำดนตรี โดดเรียนไปซ้อม พอโตมาได้เงินจากการทำสิ่งนี้ กลายเป็นว่าเราทำจนลืมว่ามนุษย์ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงไม่ได้

เราอยากเจอวัฒนธรรมใหม่ ๆ คนใหม่ ๆ อากาศใหม่ ๆ เพื่อหลังจาก 6 เดือนที่คิดไว้ ค่อยกลับมาถามตัวเองว่าเราอยากทำอะไร

แล้วดนตรีไม่ใช่คำตอบของคุณเหรอ

เราไม่ได้มองดนตรีเป็นอาชีพด้วยซ้ำ เรามองเป็น POE หรือ Point of Existence (จุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่)

แฟนเคยถามเราว่า ถ้าไม่ได้เป็นนักดนตรี จะเป็นอะไร เราไม่มีคำตอบเลย เพียงแต่ตอนนั้นอาจถึงจุดที่ถามตัวเองว่า ดนตรียังใช่ POE ของเราอยู่รึเปล่า เราไม่เคยคุยกับตัวเอง พอถึงเวลา Breakdown ก็ยิ่งยากกว่าเดิม เหมือนเราสร้างกำแพงมาทับเรื่อย ๆ จนลืมไปแล้วว่าเคยมีกำแพง 

การทำวงเหนื่อยมาก ทัวร์ด้วย ทำเพลงด้วย เราเหยียบทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เพราะเราเป็นคนทำงานโปรดักชันทั้งหมด ช่วงแรกแม้แต่มิวสิกวิดีโอเรายังตัดเองเลย พอเราทำงานเยอะมาก เริ่มถึงจุดที่เสร็จงานในสตูดิโอแล้วอยากวางกีตาร์ มันไม่ใช่ความรู้สึกแบบตอนเรียนที่ใจลอยไปคิดถึง อยากรีบกลับไปจับกีตาร์ที่บ้าน

แต่การกลับมาเป็นศิลปินเดี่ยวก็ต้องทำเบื้องหน้าและเบื้องหลังเหมือนเดิม ป้องกันไม่ให้เกิดความรู้สึกนั้นอีกยังไง

ตอนนี้หนักกว่าเดิมอีก (หัวเราะ) และกลายเป็นว่าเราต้องตั้งเป้าหมายให้ตัวเองด้วย 

ถ้าเปรียบเทียบชีวิตเหมือนรถยนต์ เมื่อก่อนเราเหมือนรถที่พุ่งไปถึงเป้าหมายเร็ว ๆ แบบไม่สนสิ่งกีดขวางจนไฟเตือนขึ้น มี 2 ทางเลือก คือฝืนขับต่อพร้อมภาวนาไม่ให้เครื่องดับก่อน ถ้าโชคดีก็ถึงจุดหมาย แต่ถ้าไปต่อไม่ได้แล้ว เครื่องดับกลางทาง โอกาสเป็นศูนย์เลย กลับกัน ถ้าเลือกจอดพักอาจถึงช้ากว่าคนอื่น แต่โอกาสมีมากกว่า 50% แน่นอน งั้นเรา Play Safe ดีกว่า

ตอนนี้ไม่ต้องการไปถึงเป้าหมายให้เร็วที่สุด แต่เราต้องการรักษาความเร็วรถให้ขับได้ถึงเป้าหมายอย่างมีความสุข โดยมีคนข้าง ๆ อยู่กับเราครบดีกว่า

นั่นหมายถึงการทะเยอทะยานน้อยลงไหม

พูดอย่างนั้นก็ไม่ผิด เออ เป็นคำถามที่ดีมากเลย 

เป้าหมายเรายังคงเดิม แต่แบ่งช่องไฟมากขึ้น 

ผมไม่ได้มีแผนจะเกษียณอยู่แล้ว อยากทำอาชีพนี้ไปตลอดชีวิต แต่จะเป็นแบบนั้นได้ต้องรู้ว่าการพักอย่างเหมาะสมและความสม่ำเสมอในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ ไม่งั้นเราจะเบื่อ

แต่ความสำเร็จที่ได้จาก HYBS ก็ยิ่งใหญ่มากเหมือนกัน ทดแทนกันไม่ได้เหรอ

ถามว่าเป็นความสำเร็จไหม มันก็เป็นหมุดหมายหลักหนึ่งเลยแหละ ตอนทำ HYBS แค่อยากออกจากบทบาทนักแสดงมาทำงานดนตรี เราสนุกกับมันมากก็จริง แต่ไม่ได้มองว่ามากจนกลายเป็นมาตรฐานว่าต้องสนุกกับงานได้เท่านี้อีกครั้ง 

สำหรับผม คำว่า ‘ความสำเร็จ’ นามธรรมพอ ๆ กับคำว่ารวย คำว่าสวยหล่อ ตรงไหนคือจุดวัด

อาจฟังดูเห็นแก่ตัวนะ แต่ถ้าอยากมีความสุขทุกอย่างต้องพอดี 

การไปต่อจากชื่อเสียงของวงเก่าท้าทายคุณในฐานะศิลปินเดี่ยวมากแค่ไหน

WIM กับ HYBS คงทำงานกันคนละฟังก์ชัน อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรมากขึ้น ไม่ต้องงมหาตั้งแต่แรก 

HYBS เติบโตเร็วมาก เหมือน Rollercoaster เราได้ลองผิดลองถูกหลายอย่าง ผมมีโอกาสได้เรียนรู้จากการทำงานกับพี่ ๆ น้อง ๆ เก่ง ๆ เยอะเลย ไม่งั้นความต้องการของเราจะยังไม่ชัดเจน ชีวิตคงลอยไปวัน ๆ ปีหนึ่งหลับตาตื่นก็ผ่านไปแล้ว

WIM เป็นอีกตัวตนของเราที่อยากพูดเมสเซจในแบบที่เราไม่เคยได้พูดมากกว่า แล้วก็ใช้ประโยชน์จากมันทำให้ชีวิตมีความสุข

คิดจะมีเพลงเศร้าบ้างไหม

เราไม่ได้มองเรื่องเพลงเศร้า เพลงมีความสุข เพลงเร็ว เพลงช้า แค่ยืนพื้นเป็น Good Vibes ตอนนั้นกำลังอินกับ Vibe แบบไหนก็ทำอย่างนั้นออกมา บางทีแค่ร้องไปตามอารมณ์แล้วคำนี้ก็ดันอยู่ถูกที่ถูกเวลา เพราะผมค่อนข้างฟังเพลงแบบจับฉ่าย Boy Pablo ก็ชอบ Frank Sinatra หรือ Stevie Wonder ก็ชอบมาก หรือยุค 70 – 80 อย่าง Earth, Wind & Fire เพลงแนว Motown ก็ชอบเหมือนกัน

ยังไม่รู้เลยว่า Genre ของเราคืออะไร คนมักบอกว่าเป็น City Pop แต่รู้สึกว่าบางเพลงก็ไม่ได้ City Pop นี่หว่า อาจจะให้พี่ ๆ ลองคิดชื่อแนวใหม่ให้เราด้วย (หัวเราะ)

ว่ากันว่าศิลปินหรือนักดนตรีมักหมกมุ่นเรื่องชีวิตตัวเอง คิดว่าตัวเองเป็นใคร เกิดมาทำไม มีเป้าหมายอะไร คุณเองก็ดูเป็นแบบนั้น

จริง ๆ เราเป็นคนจัดการชีวิตไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อาจมีเป้าหมายชัดเจน แต่พอเจอสิ่งที่พาไปสู่เป้าหมายได้ เรามักคว้าไว้ก่อนจนงานโหลด บางทีคิดอะไรในหัวเยอะมากจนนอนหลับยาก ตอนนี้เราก็ยังเป็นนะ

ทุกวันเราจะเขียนบูโจ (Bullet Journal) ถ้าวันไหนทำได้ไม่ครบจะผิดหวังกับตัวเองมากจนนอนไม่หลับ คิดแล้วต้องทำอะไรบ้าง 1 2 3 4 ผ่านไปเป็นชั่วโมงจนฟ้าสว่างแล้ว ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคิดตอนนี้ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ตื่นมาทำวันพรุ่งนี้ให้ทันดีกว่า แต่หยุดคิดไม่ได้ 

ถ้าอย่างนั้นทำลิสต์ของเมื่อวานหมดไหม

ขาดไปอันหนึ่งคือออกกำลังกาย เพราะนั่งปั่นงานตั้งแต่เช้ายันดึก

แล้วนอนหลับไหม

ก็นอนได้อยู่บ้าง (หัวเราะ)

สังเกตว่าทีมงานของคุณจะเรียกคุณว่า WIM มากกว่ากานต์ เป็นเพราะอะไร

เราเอาตัวตนเราโปรดิวซ์งานออกมาขายก็จริง แต่งานมัน Beyond ตัวเราไปแล้ว เราอยากให้คนจดจำเราที่ผลงานมากกว่า เพราะคงไม่ได้มีใครอยากอยู่ในสปอตไลต์ตลอดเวลา เราอยากใช้ชีวิตอย่างที่เราอยากใช้ อยู่กับคนที่เราอยากอยู่ มีอิสระทางการเงิน แค่นั้นก็พอแล้วชีวิต 

ตอนนี้หาเจอหรือยังว่า Who is me?

Who is me? I don’t actually know. 

I mean, even myself, I keep surprising myself as well. (ยิ้ม)

Writers

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ รักการดูหนังและเล่นกับแมว

ญดาวรรณ พืชพิสุทธิ์

อเมริกาโน่เย็น แมวหน้าไหม้ และวันหยุดในร้านหนังสือ คือ 3 สิ่งที่บรรณาธิการฝึกหัดอย่างเราคิดถึงก่อนลุกจากเตียง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล